620619_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 54.docx
เนื้อหาในไฟล์
620619_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 54
อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1kGIL-ptpqccpU8S9kfHvvBh_tsu_wMR5-XeEVPhFCGo/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1-47jF2vYvfqF48bbLV1-cIv-ZAdEZZfp
สื่อธรรมะพ่อครู(แสงอรุณทั้ง 7) ตอน มิตรดีพาให้มีศีลและมีฉันทะจนเกิดอัญญา พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 19 มิถุนายน 2562 ที่บวร สันติอโศก เลยวันเกิดของอาตมา 14 วันแล้ว อายุเต็ม 85 + ไปอีก 14 วัน ก็เป็น 85 + อีก 14 วัน ทำไมเป็นไปอย่างไรเราเพิ่งเกิดตอนนี้ 85 ปีแล้ว แป๊บเดียว 85 ปีผ่านไป อาตมารู้ว่าชีวิตเราไปเสียเวลาถูกโลกเขาหลอกลิงลมอมข้าวพองถึง 36 ปี มันไม่รู้ตัวมึนงง ลิงลมอมข้าวพอง กระแสสนามแม่เหล็กโลกีย์มันดึงเราไป จนกว่าเราจะรู้ตัวเองว่าเราไม่ใช่คนอยู่ในโลก จะไปให้โลกเขาปั่นหัวทำไม เหมือนพระพุทธเจ้าก็ถูกโลกครอบงำ อยู่ตั้ง 35 ปี ท่านออกบวช เมื่อรู้ตัวท่านก็ออกมาทำงาน เป็นงานที่ผู้ที่ผ่านสัจธรรมเป็นพระโพธิสัตว์อย่างอาตมาจะรู้ชัดเจน พระพุทธเจ้าก็แน่นอนท่านยิ่งรู้ชัดเจนยิ่งกว่า ไปถูกโลกครอบงำตั้ง 35 ปี 29 ปีถูกโลกโลกีย์ครอบงำ ก็รู้ว่าเราจะต้องมาเป็นผู้ปฏิบัติทางธรรม เมื่อออกบวช การออกบวชก็ถูกครอบงำอีกว่าผู้บวชจะต้องเข้าป่า ต้องไปนั่งสะกดจิตอยู่ในป่า ก็ถูกกระแสโลกีย์ ทำให้เสียเวลาไปอีก 6 ปี จนอายุ 35 ถึงค่อยรู้ จะเห็นได้ว่ากระแสโลกมันแรงมาก ขนาดผู้ที่ปฏิบัติพากเพียรเป็นโพธิสัตว์มาไม่รู้กี่ล้านชาติ อาตมาบำเพ็ญมาเป็นโพธิสัตว์ก็ยังรู้แล้ว ขนาดเป็นพระพุทธเจ้ารู้แท้ๆ มาแล้วคลอดออกมาก็เป็นพระพุทธเจ้าสอนธรรมะเลยมันก็ไม่ใช่ เห็นไหมว่ากระแสโลกมันแรงจริงๆ อาตมาทำงานมาเกือบ 50 ปีแล้ว เลยพระพุทธเจ้าทำงานแล้ว พระพุทธเจ้
อ่านต่อ
ารู้ตัวเมื่ออายุ 35 เสร็จแล้วท่านก็ทำงานอีก 45 ปีท่านก็เลิกแล้ว แล้วก็โยนต่อมาให้อาตมา สืบทอดต่อให้อาตมาขยายต่อ 2500 กว่าปี ศาสนาพุทธมันถูกย่ำยี ตีแหลกทิ้งเป็นขยะจมในบาดาลมหาสมุทร 500 โยชน์ อาตมาต้องดำดิ่งลงไปเก็บธรรมะพระพุทธเจ้าขึ้นมา แล้วเขาทิ้งของดีได้อย่างไรพวกนั้นเขายังไม่รู้จัก ไม่เชื่อว่านี่คือพระพุทธศาสนา เข้าใจว่านี่คือขยะ เข้าใจว่านี่คือเศษกากอะไรไม่รู้ แต่ที่เขาคว้าได้อยู่ในมือคือเศษขยะแท้ๆไม่ใช่เนื้อแท้ของศาสนาพุทธเลย เขาก็หลงยึดถือว่านั่นแหละคือศาสนา เมื่อเราเอาศาสนามายืนยันว่านี่แหละคือศาสนาพระพุทธเจ้าแท้ๆเขาก็ไม่เชื่อ แต่ก็ยังมีผู้ที่มีธุลีในดวงตาน้อย คือพวกคุณ ยังฟังแล้วรู้เรื่องว่าจริงๆนี่แหละคือใช่ ก็มีอยู่จำนวนน้อย ก็ไม่เป็นไรยังไม่สูญเปล่า ไม่อย่างนั้นอาตมาโด่เด่อยู่คนเดียวป่านนี้ถูกจับไปโรงพยาบาลบ้าแล้วถ้าไม่มีพวกคุณมารับรอง หรือไม่เขาก็กระทำย่ำยีฆ่าตายไปแล้ว มาขวางลำเรื่องศาสนาของเขาอยู่ได้ แล้วไปด่าเขาด้วย เขาจะปล่อยให้ด่าได้อย่างไร แต่ทุกวันนี้อาตมาทำได้เพราะมันยืนยันความจริง ยืนยันความจริงว่าศาสนาพุทธต้องเป็นเช่นนี้ เป็นคนมีวรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 จิตใจมีพุทธพจน์ 7 จริงๆ พระปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาที่สัมมาทิฏฐิต้องเป็นอย่างนี้ วิชชาจรณะสัมปันโน โพธิปักขิยธรรม 37 ต้องเป็นอย่างนี้อาจจะมายืนยันตามหลักที่พระพุทธเจ้าสอนมา เขาก็พูดคำภาษาบาลีอันเดียวกันหมดกับอาตมา แต่เขาก็อธิบายอย่างหนึ่งอาตมาก็ทำอย่างนึง เขาก็ทำอย่างนึงเราก็ทำอีกอย่างหนึ่งแล้วก็ยืนยันกันเลยว่าอะไรมันจะสอดคล้องจริงกับคำสอนพระพุทธเจ้ายิ่งกว่ากันอันนี้แหละจึงเป็นการพิสูจน์ความจริงที่เขาเถียงได้ยาก คนที่โง่จะเถียงอยู่คนที่พอจะมีปฏิภาณปัญญาจะยอมไม่เถียง แต่เขาทำไม่ได้ เขาทำตามไม่ได้แม้จะเข้าใจแล้วก็ทำตามไม่ได้ นอกจากทำตามไม่ได้ยังถูกหลอกเอาไปนั่งบัลลังก์ เป็นตราประทับให้กับทางโน้น ก็เลยมีชีวิตต้องเลี้ยงชีวิตต่อไปก็เลยถือเป็นอาชีพ น่าสงสาร ความจริงเขาก็รู้อยู่แต่เสนอหน้าไปเขาก็ต้องทำเป็น พรีเทนเดอร์ เป็นนักเสแสร้ง ไปอย่างน่าสงสาร เป็นสัจจะอันหนึ่งเหมือนกัน อาตมาเคยบอกไปแล้วว่าได้ทำงานมา 50 ปีนี้ประสบผลสำเร็จแล้ว เพราะว่ามีแล้วคนเข้าใจมีคนที่มาปฏิบัติยินดีเต็มใจมากปฏิบัติตาม มูลสูตร 10 คำว่ายินดีนี้ลึกซึ้งนะ ถ้าหากไม่มีความยินดีไม่มีฉันทะเป็นมูลกา เป็นเค้าแรกของจิต คุณจะไปทำการมนสิการซึ่งเป็นข้อที่ 2 ของมูลสูตร 10 จะจัดการใจในใจของตนเองไม่ได้ แม้แต่แค่คุณสงสัยลังเล มีความยินดีแต่ยังไม่เต็มที่ มีความสงสัยลังเล คุณก็ทำใจในใจไม่ได้ผล ได้อย่างต่องแต่งเสียเวลา ได้ยินดีเต็มใจหมดไม่สงสัยหมดสงสัย คุณจะเต็มใจมา นอกจากคุณจะมีภาระที่โลกเขาดึงไว้ ทำให้คุณมายากก็เป็นเรื่องวิบากของใครของมัน เพราะฉะนั้นผู้ที่มีฉันทะเป็นมูลกา มีฉันทะเป็นรากเหง้าของชีวิตเลย มันยินดีแล้ว อย่างไรก็เต็มใจ ชีวิตที่คุณเคยมีมาอยู่ในโลกร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อมายินดีทางนี้คุณจะต้องมาเป็นโลกุตระไม่น้อยกว่า 50% ใครจะมากจะน้อยกว่า คุณจะต้องมาเอาธรรมะมากเห็นความสำคัญของธรรมะมากกว่า 50% เพราะฉะนั้นจึงมีคนที่ยินดี แล้วหยุดเลยการทำงานทางโลก หากว่ามีภาระทางเลี้ยงครอบครัวเลี้ยงลูกก็ต้องชะลอไป แต่ก็มาได้ที่สุดจึงเกิดหมู่กลุ่มของโลกุตระได้ เพราะฉะนั้นจึงมีถึงขั้นที่ไม่เอาแล้วโลก มาอยู่กับหมู่กลุ่มที่ทำงาน ไม่เอาแล้วรายได้อยู่กิน มาอยู่กันอย่างระบบสาธารณโภคี ที่ศาสนาพุทธที่อาตมาได้นำพาให้เกิดมาในยุคนี้มันบริบูรณ์เต็มรูปสาธารณโภคี แต่ว่ามันตัวเล็กมันเป็นรูปเล็ก แต่มันบริบูรณ์ เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคคียะ เอกีภาวะ เป็นคนมีวรรณะ 9 จึงเป็นคนจริงมาอยู่กันได้อย่างสงบเป็นหมู่กลุ่มที่เป็นปึกแผ่นแน่นหนาแข็งแรง คนมาตีแตกยาก เพราะมันหยั่งลงสู่สัจธรรม แล้วมันก็จะไปได้ดี เพราะว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธมันจะขยายผลไปเรื่อยๆ นี่เริ่มต้นอาตมาทำงานมาจะ 50 ปี มันจะมีแรงไปอีกก้าวหน้าไปได้อีก 500 ปี เมื่อถึง 500 ปีแล้วมันจะไม่ก้าวหน้าแล้ว แรงที่สร้างไว้ใน 500 ปีจะมีพลังงานของศาสนาพุทธ เพิ่มขึ้นมาจากที่มันถูกจมมหาสมุทรไปตั้ง 500 โยชน์ อาตมาต้องดำลงไปหยิบธรรมะของพระพุทธเจ้าขึ้นมาประกาศใหม่เลย พวกคุณคือคนที่เข้าใจได้ง่าย หรือเข้าใจได้ตามลำดับมากก็ตาม มาถึงวันนี้แล้วมันมีเชื้อมันมีภูมิปัญญา จึงมาเชื่อมต่อและดำเนินใหม่ไปได้ ถ้าหากไม่มีเชื้อเดิมเลย อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้า ประกาศอย่างไรอย่างไรถ้าไม่มีเชื้อเดิมไม่ได้ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาประกาศธรรมะ คนแรกที่ฟังธรรมะพระพุทธเจ้าเข้าใจได้คือ โกณฑัญญะ พอเข้าใจปุ๊บ จิตตัวที่เข้าใจนี้เป็นจิตตัวใหม่ เป็นจิตที่ไม่ใช่ของคนโลกๆที่มีอยู่ในโลกเลย แต่เป็นจิตของมนุษย์ต่างดาว เรียกว่า อัญญธาตุ อัญญะแปลว่าอื่น จิตวิญญาณอย่างนี้ไม่เคยมีอยู่ในโลก โลกนี้นี่เป็นจิตของมนุษย์ต่างดาว พระพุทธเจ้าก็เลยบอกว่าอ๋อ อัญญาสิวตโพโกญทัญโญ โกณฑัญญะเกิดจิตใจแบบใหม่ขึ้นแล้ว จากนั้นก็เริ่มต้นแล้ว เพื่อนพราหมณ์ อีก 4 ก็ค่อยๆเรียนรู้จักพระพุทธเจ้าโดยมีจิตใจแบบนี้หยั่งลงในโลกนี้ เป็นมนุษย์ต่างดาวเข้ามาลงหลักปักแหล่งในโลกนี้ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของมนุษย์ต่างดาว เป็นศาสนาของโลกใหม่ ปรโลก หรืออัญญาโลก โลกที่มีความรู้แบบ อัญญา เป็นจิตธาตุรู้ อัญญะเป็นธาตุต้นตัวแรกของธาตุใหม่ที่เป็นมนุษย์ต่างดาวเกิดขึ้น พูดกันก็ยากคนไม่ค่อยเข้าใจ คนที่มีเชื้อต่างดาวเป็นโลกโลกุตระบ้าง ที่มีเชื้อเดิมมาแต่ปางบรรพ์อย่างทุกคนก็เข้าใจ เพราะฉะนั้นลอกโลกียะแท้ๆไม่มีเชื้อเลยจะยากมากที่จะข้ามเขตมา มารู้โลกุตรธรรมได้อย่างดี ยังยินดีอย่างชื่นใจอย่างพอใจ ยากมาก แต่ก็ค่อยๆมีพัฒนาการค่อยๆเพิ่มขึ้นมา พูดไปก็เป็นอจินไตยที่คิดเอาเองไม่ได้
พูดถึงเรื่องที่เราทำมาและกำลังจะทำต่อไป ทำมาจนกระทั่งป่านนี้ มีสังคมชาวอโศกเกิดในประเทศไทย คือประชาชนในประเทศไทยมีจิตวิญญาณมีกรรมกิริยา มีอาชีพมีกัมมันตะมีวาจามีสังกัปปะจริง จึงเป็นพฤติการณ์หรือเป็นพฤติกรรมที่เกิดจริงในสังคม มีผลต่อสังคม ที่พูดนี้ต้องขออภัยไม่ใช่ว่ากำลังจะอวดทวงบุญคุณของสังคมประเทศชาติ ไม่ใช่ แต่กำลังอธิบายสัจธรรมความจริงมันเป็นเช่นนี้ ในโลกมีเศรษฐกิจรัฐกิจสังคมกิจ เป็นเรื่องของพฤติกรรมมนุษย์ ชาวอโศกก็เป็นผู้ที่มีเศรษฐกิจอันเป็นแบบของพระพุทธเจ้า มีรัฐกิจอันเป็นแบบของพระพุทธเจ้า มีสังคมกิจเป็นแบบของพระพุทธเจ้า ดังนั้นชาวอโศกจึงเป็นคนที่มีทั้งเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจมีรัฐกิจมีการเมือง ประพฤติ อยู่ในสังคมนี้ เศรษฐกิจเราใช้พยัญชนะเรียกว่ามีอุดมคติอะไร เศรษฐกิจที่มีอุดมคติมาเป็นคนจน นี่คือเศรษฐกิจที่แบบคนจน ไม่เอาแบบคนรวยมาเป็นคนจนแล้วจะเป็นคนที่อยู่กับสังคมอย่างไม่แย่งชิงกับใคร พยายามมาเป็นคนขาดทุนถ้าจะว่ากันแล้วก็มาเป็นคนแย่งกันขาดทุนแต่ไม่แย่งกันกำไร เป็นคนเข้าใจอย่างนี้พยายามทำตนเป็นคนอย่างนี้ให้จริง นี่คือพฤติกรรมสังคมของชาวอโศกหรือชาวกรุง เพราะฉะนั้นมีพฤติกรรมทางพลเมืองในเมืองหรือจะเรียกว่าการเมือง พฤติกรรมของพลเมืองการเมืองในสังคม จึงเป็นแบบนี้ มาเป็นคนจนแล้วตัวคนที่เป็นชาวอโศกเป็นสุขไหม เป็นสุข สงบดี สร้างประโยชน์ แล้วรู้สึกตัวว่าตัวเองได้เสียสละไม่ได้เอาเปรียบ คำกล่าวที่กล่าวไปนี้เป็นคำกล่าวที่ดี ให้มาศึกษาให้เป็นคนอย่างที่ว่านี้ได้ เป็นได้จริงแล้วอยู่เป็นสุขจริงแล้วไม่มีทางเปลี่ยนแปลง จะอยู่อย่างนี้ไปจนตายแล้วก็เผาไปในชาตินี้อีก ใครเชื่อไหมบ้างว่าเราจะเป็นอย่างนั้น
มาดู sms
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เอาข้าวเหลือให้ปลาในบุ่งจะผิดไหม _ปรารถนาจน กราบเรียนถามพ่อท่านว่า เวลาข้าวหรืออาหารเหลือ จะโยนลงบุ่งให้ปลากิน จะกลายเป็นไปยุ่งกับสัตว์มั้ยคะ หรือควรทิ้งเอาไปทำปุ๋ย ให้เป็นอาหารจุลินทรีย์ (ซึ่งก็สัตว์เหมือนกัน) ให้เป็นอาหารเลี้ยงพีชะจะดีกว่าคะ แต่ถ้าเราโยนข้าวให้ปลาในบุ่ง แต่ไม่ได้ไปยึดไปรักไปห่วงมัน ไม่ได้ให้ทุกวัน ให้เพราะข้าวเหลือ จะทิ้งก็เสียดาย ถือว่าทำทานทั่วไปโดยจะกลายเป็นเพิ่มความเกี่ยวข้องกับสัตว์ปะคะ พ่อครูว่า...ยอมใช้ชื่อ ปรารถนาจนแล้วหรือ? ละเลียดไป คนละเลียดจะช้า ไม่ตัดสินใจทำอะไรเสียที ในจักรวาล ดิน น้ำ ไฟ ลม แล้วก็มี พีชะ แล้วก็มีจิต แล้วมีสัตว์และมนุษย์อยู่ในนี้ เป็นสิ่งที่จะต้องมี relative กันตลอดเวลา มันไม่ตัดขาดกันไปได้หรอกถ้าเข้าใจแล้ว พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้แล้วแยกแยะให้มาศึกษาว่า อันนี้มันเป็นอุตุ อุตุมันเป็นพลังงานธรรมดาธรรมชาติของดินน้ำไฟลม มันก็เกิดเกี่ยวข้องกันสังเคราะห์สังขารกันเป็นพลังงาน เป็นพลังงานทางฟิสิกส์ พอมาเป็นชีวะเป็น Bio มันก็เป็น พีชะบ้าง สัตว์บ้าง พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็แยกแยะให้ชัดเจนแล้วถ้าเข้าใจแล้วเราก็จะศึกษาจิตวิญญาณที่เป็นธาตรู้นี้ ถ้าจิตวิญญาณมีปัญญามีตัวรู้ ถ้าเผื่อมีธาตุรู้อย่างนี้แล้วเราจะเข้าใจมีรายละเอียดอย่างนี้ อาตมาอธิบายไปในรายละเอียดมากมายว่าพลังงานในระดับ พีชะ มันเป็นพลังงานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ไม่มีบาปไม่มีบุญ เป็นพลังงานที่เป็นชีวะแล้ว พลังงานที่เป็นพลังงานอย่างนี้ในคนทำให้มีอย่างนี้ มันก็จะเป็นคนที่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์เป็นคนที่ไม่มีบาปไม่มีบุญ พระอรหันต์ขึ้นไป (ไมค์ดังไป) ก็จะสามารถรู้จักพลังงานนี้ สามารถรู้จักพลังงานที่เป็น พีชะ ในจิตคนมีพลังงานที่สูงที่สามารถเรียนรู้พลังงานของจิตได้ แล้วก็จัดการเรียกว่าทำใจในใจ จัดการทำใจในใจของตนเองให้พลังงานจิต โดยมีความรู้ความสามารถเรียกว่ามี วสวัตตี เป็นผู้ที่ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ก็จะทำให้จิตใจตัวเองมีความเป็นพีชะ เป็นจิตใจที่ไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว จิตใจของผู้ที่ไม่สุขไม่ทุกข์แล้วจะมีปัญญา คนไม่สุขไม่ทุกข์เป็นคนที่มีความรู้รายละเอียดลึกซึ้งมากสูงสุดเป็นโลกุตระ เรียกว่าไม่สุขไม่ทุกข์ ผู้ที่มาศึกษาทุกข์ที่เป็นเหตุที่ทำให้คนทำเลวทำชั่ว คนที่รู้จักตัวเหตุที่ทำให้ทุกข์ มีความทุกข์ต้องหาเหตุที่มันทำให้ทุกข์ ฆ่าเหตุได้ก็จบ นี่เป็นสุดยอดของจิตวิญญาณมนุษย์ ศาสนาพุทธจึงเอาทุกข์มาเป็นฐานของคนเจริญเรียกว่าเป็นทุกข์อริยสัจ เป็นความจริงของคนเจริญคนที่เป็นอาริยะ มาเรียนตรงนี้ มาเรียนตรงทุกข์นี้ หาเหตุแห่งทุกข์แล้วดับเหตุแห่งทุกข์ได้ก็จบ พอจบแล้วไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ก็รู้จักว่าทางนี้บาปหรือทางนี้บุญ จนเสร็จ ทำบาปดับหมดแล้ว บาปไม่มีอีกแล้วในตน ทำกิริยาไม่เกิดบาปอีกแล้วทำกรรมกิริยาก็เกิดแต่กุศลอย่างเดียวไม่มีอกุศลเกิดอีก เป็นคนจบเรียกว่าสัพพปาปัสสะอกระนัง กุสลัสสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง พระอรหันต์ทุกองค์ปฏิบัติได้ตรงนี้แล้วก็ถือว่า เสร็จไป คนที่ได้อย่างนี้แล้วก็เป็นคนในโลกอีก จะอยู่อีกสืบทอดศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นโพธิสัตว์สืบทอดไปอีกก็ดี ไม่สืบทอดชีวิตนี้คุณตายแล้วก็จะจบสลายธาตุเป็นอุตุ ก็มีความสามารถสลายจิตให้เป็นอุตุได้ ไม่จับตัวเป็นจิตนิยามอีกต่อไป ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่เป็นเจ้าของจิตวิญญาณ จะให้เกิดหรือ จะสลายจิตวิญญาณตัวเองไปเลย 0 ได้ ไม่มีพระเจ้ามาอยู่เหนือหัว ศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้ามาอยู่เหนือหัว เป็นเจ้าของวิญญาณเอง จัดการให้จิตวิญญาณอยู่หรือเกิดหรือตายเอง จึงชัดเจนว่า อ้อ พระเจ้าจริงๆนี้เป็นของสมมุติ นึกว่าท่านเองเป็นผู้บังคับ แล้วผู้ที่รู้จักความจริงของจิตวิญญาณที่เป็นทาสจิตวิญญาณแท้อันเป็นเทวะ ตีเทวะไม่แตกรูปนามนี้ตีไม่แตกแยกไม่ออกโดยเฉพาะความสุขความทุกข์ โดยเฉพาะโลกียะกับโลกุตระ สองอย่างนี้เข้าใจไม่ได้ จึงจมอยู่กับโลกียะ เป็นโลกุตระไม่ได้ จึงจมอยู่กับสุข ต้องการสุขต้องมีสุข ทุกข์ไม่เอา ซึ่งความทุกข์กับความสุขนั้นมันแยกไม่ได้ มีความทุกข์คุณก็ต้องมีความสุข ศาสนาพุทธจึงชัดเจนไม่มีเทวะ ตีเทวะทิ้งสุขไม่มีทุกข์ไม่มีที่มันทั้งคู่ จึงกลายเป็นคนไม่มีสุขไม่มีทุกข์ อรหันต์ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เป็นคนไม่มีเทวะ อเทวะ นี่คือสัจจะที่อาตมาพยายามอาศัยพยัญชนะต่างๆมาขยายความให้ฟัง
นิมนต์ดื่มน้ำ คุณปรารถนาจนถามมามันก็ละเลียดเกินไป เอาตามพอสมควร ไม่ต้องกังวลมากเกินไปหรอกมันมากไป จะโยนข้าวใส่น้ำ อาหารที่เหลือใส่น้ำให้ปลากินบ้างหรือจะไปโยนใส่ดิน ก็ไม่ต้องละเอียดละเลียดไปถึงปานนั้น เอาสิ่งที่มันปฏิบัติที่จะปฏิบัติตัวเองในศีลทีละคู่ เป็นเทวะ อันนี้เกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับสัตว์พวกนี้มันละเอียดมันละเลียดมากเกินไป เราเอง อาตมาก็เคยพูดว่าสัตว์มันทำอย่างไร สัตว์มันก็อยู่ในโลกของสัตว์ ไปตามยถากรรม คุณโยนเศษอาหารลงในน้ำ สัตว์น้ำมันก็กินเป็นอาหาร เอามาทิ้งบนบก แบคทีเรียต่างๆอยู่บนบก มันก็รับไปบ้าง หรือไม่ก็เป็นพืชพันธุ์ธัญญาหารของพืชไป เป็นอาหารของดินไป เป็นอาหารของแบคทีเรีย มันก็เป็นไปตามของมัน จบ มันก็จบแล้วคุณไม่ต้องคิดต่ออะไรมันมากนักหรอก มันมากไปละเอียดไป คนที่ละเอียดจนกระทั่งต้องรู้มุมทุกอย่างให้จบเสียก่อนถึงจะยอมปฏิบัติธรรม เหมือนกับคนที่ถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษเข้าถึงขั้วหัวใจเลยจะตายไม่ตายแหล่อยู่นี่ เขามีแต่คนที่เขาจะถอนลูกศรออกจากตัวเองให้ก่อนเดี๋ยวจะตายเสีย ก็ยังไม่ยอมให้ถอนยังตายไม่ได้ก็จะต้องรู้จักก่อนว่าคนที่ยิงมันชื่ออะไรมันมาจองเวรจองกรรม ทำไมเอาลูกศรทำด้วยไม้อะไรเอายาพิษอะไรมาอาบ จะต้องให้รู้ก่อน คุณก็ ซี้ก่อน คุณตายก่อนที่จะได้เรียนรู้ปฏิบัติก่อน มันไม่ถูกมันผิดขั้นตอนมันไม่ถูกเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายที่ควรจะทำมันมากไป นี่ก็ให้ความรู้
_..จากลูกศีรษะอโศก กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพอย่างสูงยิ่ง ขออนุญาตกราบเรียนเรื่องการต่อสู้ทำสงครามกับศีลข้อ 3 เพราะหมู่นี้ได้ข่าวว่าผู้หญิงอโศกไปแต่งงานหลายคน น่าเสียดายมาก จึงอยากจะแชร์ถึงการต่อสู้ของตัวเอง เผื่อจะมีประโยชน์กับผู้หญิงสูงวัย ลูกใช้หลักกระบวนการต่อสู้มีดังนี้ค่ะ 1 ถ้าผีเปรตราคะเกิด ให้วิ่งหาสิกขมาตุทุกครั้ง (ห้ามไปหาสมณะเด็ดขาด) 2 ต้องเปิดเผยกิเลสตัวเองให้ชาวชุมชนรู้ และให้เขาว่ากล่าวตักเตือนได้ 3 ไม่ดูกระจกและไม่หลงตัวเองว่า สวย เก่ง ให้คิดว่าตัวเองแก่แล้วอยู่เสมอ 4 อย่าคิดว่าเขารักเรา เขาอาจทดสอบเราก็เป็นได้ ทุกอย่างเราคิดไปเองทั้งนั้น (เหมือนหมาแทะกระดูกอร่อยน้ำลายตัวเอง) เป็นคำพูดพ่อท่านสอนไว้ สิกขมาตุบอกค่ะ 5 โกนผม ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ตัวเองขี้เหร่ พ่อครูว่า...อันนี้มันมากไปไม่ควรทำ
6 ถ้ามีผู้ชายร้องเพลงใกล้เรา ให้คิดสยองไว้ก่อน และหลีกให้ไกล พ่อครูว่า...อันนี้จริงๆด้วยเพราะว่าเพลงในบรรดาที่แต่งกันในโลก มันเป็นเพลงประโลมโลกเสียเยอะ จะเป็นเพลงที่เป็นธรรมะเป็นโลกุตระมีน้อยมาก นอกนั้นมีแต่เพลงราคะกับลามก เพลงลามกมีไม่มากนอกนั้นเป็นเพลงราคะกับรามก รักกันไปรักกันมาอกหักกันไปอกหักกันมาสารพัดมีเยอะมาก ซึ่งมันก็เป็นสัจจะเพราะว่าคนเรามันทุกเรื่องโง่ๆ ราคะก็มีมาก เป็นเพลงที่บรรเทาโทสะก็มีบ้าง แต่มันไม่มากเท่ากับราคะ
7 ระวังผู้ชายที่มาบริการรับใช้ ทำดีเกินเหตุ ผู้ชายแบบนี้น่ากลัวมาก 8 อย่าพูดเล่นกับผู้ชายให้ทำหน้าดุๆไว้ 9 อย่าทำเก่งอวดดีกว่าผู้ชาย ระวังจะโดนทดสอบ 10 เตือนผู้หญิงสูงวัยที่มีเด็กหนุ่มมาบริการรับใช้นานๆ ระวังจะขึ้นต้นงิ้วในวัยแก่ กราบขอคำชี้แนะจากพ่อท่านด้วยค่ะ... พ่อครูว่า...ก็ระมัดระวังเรื่องนี้กัน นี่เป็นประเด็นต่างๆที่เขาพยายามปฏิบัติตนไม่ให้มันพลาดพลั้งไปเพิ่มกิเลส พยายามหาทางที่จะลดละกิเลสก็ดี คุณพูดมานี่ก็ดี 10 ข้อมันก็ดีพยายามทำให้ได้ ตั้งอกตั้งใจแต่อย่าไปเคร่งทำจนเกร็ง เดี๋ยวจะเข้าโรงพยาบาลประสาท มันจะแข็งทื่อเกร็งและระวังเกินไป ซึ่งเคยมีคนชาวอโศกเป็น
สื่อธรรมะพ่อครู(สมถะ วิปัสสนา) ตอน เตวิชโชไม่มีปัจจุบันจึงไม่ได้ใช้ลดกิเลสโดยตรง _จากเฮียฝน ...ได้ฟังธรรมจากสิกขมาตุท่านหนึ่ง ความว่า " การระลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ไม่สามารถลดกิเลสได้ เพราะไม่ได้ทำการปฏิบัติขณะกระทบผ้สสะ เป็นเพียงความจำหรือสัญญาเท่านั้น ".. 1. คำสอนนี้ย้อนแย้งกับหลักของวิชชา 3 หรือไม่ 2. ความจริง นปธ.ส่วนมากไม่สามารถมีสติอยู่ตลอดเวลาที่กระทบผัสสะ จึงต้องอาศัยการทบทวนแบบบุพเพนิวาสานุสติญาณเพื่อเตือนตน ตรวจสอบข้อบกพร่องของตน และปรับทิฐิให้ถูกตรง เมื่อกระทบผัสสะจะทำให้มีสติแววไว เเข็งแรง และสามารถลดกิเลสลงได้ 3. ในขณะที่ระลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ก็เกิดอาการดูด-ผลักในจิต แล้วเราก็ทำการปฏิบัติลดกิเลสด้วยวิธีสมถะและวิปัสสนาฯ กิเลสก็ถูกลดทอนลงได้ด้วยจริงๆ กรรมสาม พัฒนาขึ้น แล้วทำไมถึงว่า " การระลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา" ไม่สามารถลดกิเลสได้คะ? พ่อครูว่า...คำถามนี้เป็นคำถามของผู้ศึกษาธรรมะที่ละเอียดดี ละเอียดมาก เพราะฉะนั้นตั้งใจฟังให้ดีๆ ประเด็นแรกบอกว่าคำสอนนี้ เตวิชโช ย้อนแย้งกับหลักวิชา อาตมาบอกว่าต้องลดกิเลสมันมีในปัจจุบันเท่านั้น ไม่ใช่อาตมาพูดอะไรหรอก พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่ากิเลสมันมีในปัจจุบัน ปฏิบัติวิชชา 3 ไม่ใช่ปัจจุบัน เป็นบุพเพทั้งนั้น เป็นอดีตเสมอไม่ใช่ปัจจุบัน จึงไม่มีตัวกิเลสเกิดในวิชชา 3 ปฏิบัติธรรมกระทบผัสสะเป็นปัจจุบัน คุณจะจัดการกับกิเลสในปัจจุบัน แต่ถ้าคุณไม่ใช่คุณไประลึกอีกเมื่อไหร่ก็แล้วแต่ ทบทวนด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ เป็นตัวหนึ่งในวิชาสาม มันไม่ใช่ตัวปัจจุบัน มันก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่าเป็นบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ ก็บอกอยู่แล้วว่าระลึกถึงในอดีต ไม่ใช่ปัจจุบัน เสร็จแล้วเราก็จะตรวจสอบว่าที่เราได้ผ่านมา เป็นความจำที่เราได้ผ่านมาทั้งนั้น มันไม่ใช่ปัจจุบัน ตรวจสอบว่าเราได้ปฏิบัติธรรม อาสวะสิ้นไหม วิชชา 3 ความเกิดความดับของกิเลส กิเลสมันเกิดแล้วเราก็ทำให้มันดับได้ ดับได้อย่างถาวรจนไม่มีไม่เกิดเลยนะ ทบทวนทำแล้ว เวทนา 36 36 36 เป็นอดีต 36 ปัจจุบัน 36 อนาคต 36 กิเลสมันก็เป็น 0 อย่างเที่ยงแท้ เป็นนิจจัง ธุวัง สัสสตังเสมอ เป็นการตรวจสอบ กิเลสไม่มีชีวิต ชีวิตินทรีย์ อดีตมันผ่านไปแล้วอนาคตก็ยังไม่มา ความจริงนั้นคืออยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น อดีตไม่ใช่ความจริง อนาคตไม่ใช่ความจริง ใครจะเถียงบ้าง ความจริงมันอยู่ที่ปัจจุบัน อดีตมันไม่มี มันผ่านไปแล้วเป็นอดีต เป็นความจริงที่ไหน มันมีแต่ความจำ คุณจำได้เท่านั้น แล้วก็นึกถึงสิ่งที่ผ่านไป มันไม่ใช่ความจริง ความจริงอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น ปุพพันเต เป็นอดีตไม่ใช่ปัจจุบัน การลดกิเลสต้องลดกิเลสที่เป็นปัจจุบัน มีในขณะปัจจุบันชาติ กิเลสมันเกิดในปัจจุบันชาติ ในกาละหนึ่ง ในทุกโลกที่เคลื่อนที่ เรียกว่า กาละ โลกส่วนที่หมุนไปตามวงโคจร หากโลกมันไม่เคลื่อนที่ มันก็กลายเป็นอุกกาบาต ไม่มีพลังงานในตัว ถ้ามันยังไม่เป็นอุกกาบาตมันก็จะมีพลังงานในตัว แล้วก็ปฏิสัมพัทธ์กับวงโคจร กับพลังงานที่มันร่วมในวงจรนั้นๆ ความจริงๆมีในปัจจุบันชาติ ภาษาบาลีว่าทิฏฐกาลหรือทิฏฐธรรม ปัจจุบันชาติเท่านั้น นอกนั้นเป็นการทบทวนในสัญญาทั้งนั้นหรือในอนาคต ไม่ใช่ตัวกิเลสกำลังเกิดจริงๆ ไม่ใช่เลย กิเลสที่เกิดในปัจจุบันชาติมันไม่มี มีแต่ระลึกเอาความจำมารู้มาเรียนมาตรวจสอบอดีต หรือไปคิดเอาล่วงหน้าประเมินประมาณเอาไปในอนาคตว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เท่านั้นเอง วิชชา 3 มีแต่อนาคตกับอดีต ไม่มีปัจจุบัน วิชชา 3 ก็เป็นการตรวจสอบเงินเราลงบัญชีว่าอะไรได้อะไรเสียเราหมดไปอะไรมีมาอะไรหมดไปอะไรมีมา จนกระทั่งสิ่งที่จะหมดไปก็ไม่ต้องหมดแล้ว มันหมดกิเลสที่จะต้องมีกิเลสมันก็ไม่มีอีกแล้วไม่ต้องล้างกิเลสอีกแล้ว มันจบแล้ว ถ้าคุณไม่มีกิเลสให้ล้าง คุณก็หมดบุญ อันนี้แหละถ้าไม่มีอาตมามาเกิด ไม่มีใครมาขยายความเรื่องบุญอีกแล้ว ความหมายของบุญที่ลึกซึ้งถูกต้อง บุญไม่ใช่กุศล บุญมีหน้าที่ล้างกิเลส ฆ่ากิเลสไม่ทำหน้าที่อื่นอีกเลย คนที่จะทำพลังงานบุญเกิดได้ มีแต่คนของศาสนาพุทธเท่านั้นที่เป็นโลกุตรธรรม ศาสนาอื่นไม่รู้จักบุญทำไม่เป็น แม้แต่กิเลสเองก็ยังไม่เรียนรู้เลย ศาสนาพุทธเรียนรู้กิเลสแล้วสร้างพลังงานบุญขึ้นมาเพื่อกำจัดกิเลส ในขณะที่สร้างพลังงานขึ้นมาได้ มันจะมีพลังงานเกิดขึ้นจริงในปัจจุบันเรียกว่า ฌาน เป็นพลังงานอุณหธาตุ ไฟที่สลายไฟ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เป็นพลังงานอุณหธาตุเหมือนกันแต่พลังงานฌาน เกิดในปัจจุบันเท่านั้น แล้วต้องมีปัญญาจึงจะเกิดพลังงานฌาน เมื่อทำพลังงานฌานในปัจจุบันไปสลายกิเลสได้สำเร็จ สลายกิเลสได้บ้างเรียกว่าส่วนแห่งบุญ สลายกิเลสออกได้หมดเรียกว่า กิเลสหมดสิ้นก็สิ้นอาสวะ บุญก็ไม่มี ฌานก็ไม่ต้องทำอีก เพราะฉะนั้นในปัจจุบันนี้ศาสนาพุทธไม่มีใครเข้าใจว่า ฌานคืออะไร เข้าใจว่าฌานคือไปสะกดจิตเพ่งสะกดจิตมีแต่ทำให้เย็น มันตรงกันข้ามกับไฟเลย ที่ไปทำกันทุกวันนี้ไม่ได้ทำฌาน แต่ทำเชยๆ ไม่ได้ทำฌาน มันคนละเรื่อง ฌานนั้นคือพลังงานที่ร้อนแรงพลังงานที่เกิดในปัจจุบัน สร้างขึ้นมา ผู้ที่มีปัญญาจริงๆจึงสร้างพลังงานฌานได้สำเร็จ แล้วเอาไปจัดการกิเลส ฌาน สร้างได้สำเร็จเป็นพลังงานแท้ที่สลายกิเลสทำลายกิเลสได้ เมื่อทำพลังงานกิเลสให้สลายได้ตัวใด ฌานตัวนั่นก็คือบุญ พอมันทำลายกิเลสหมดจากจิตวิญญาณ จิตวิญญาณสะอาดปราศจากกิเลสให้ต้องมาล้างอีก ไม่ต้องมี ฌานไม่ต้องมีบุญอีกเลย จิตคนนี้ก็เต็มไปด้วยความปกติ เต็มไปด้วยจิตที่ไม่ต้องสร้างพลังงานขึ้นมาจัดการกับกิเลสอีก ซึ่งจะต้องเสียเวลา ถ้าไม่ทำฌานไม่ทำบุญมากำจัดกิเลสให้หมดสิ้น กิเลส มันก็มาวุ่นวายกับจิตใจเราตลอดเวลา มีกิเลสมากก็วุ่นวายมาก สร้างบาปมากสร้างอกุศลมาก คนนี่นะ คนเราน่าสงสารเพราะคนไม่รู้ เขาได้สร้างหนี้เขาได้สร้างบาปสร้างอกุศลให้ในจิตใจมันมีราคะโทสะโมหะอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าเขาไม่รู้ตัว คนที่ศึกษาเทวนิยม เขาก็อยากได้ความสุข ความสุขก็เป็นกิเลส เป็นตัวตน เขาไม่รู้จักภาวะสัจจะของพลังงานจิตที่เป็น 2 เป็นเทวดาเทวะแปลว่า 2 เทวฺ ที่แบ่งเอาไว้เรียกว่ามันกึ่งๆ มีตัว ทหารจริงไม่ทหารจริง ไม่แข็งแรงจริง เทวฺ ถ้าเราแข็งแรงจริงก็เขี่ย ท. ทิ้งไปเลย ตกลง ศาสนาพุทธเอารู้ความเป็นเทวะรู้ความเป็นภาวะ 2 ของสัจธรรม ทั้งบวกและลบ เรียกทางวิทยาศาสตร์เป็นพลังงานบวกลบ หรือเป็นพลังงานอิตถีภาวะปุริสภาวะ พลังงานสุขพลังงานทุกข์ ศาสนาพุทธรู้ภาวะ 2 นี้ดีแล้วจัดการภาวะ 2 ให้เป็น 0 มีความรู้ที่จริงทำภาวะ 2 ให้เป็น 0 ได้สำเร็จ แล้วก็จึงเป็นคนที่ไม่มีเทวะไม่มี 0 ไม่มี 2 แต่คนเขามี 2 ยิ่งเทวนิยม ซ้อนตีไม่แตก เขาไม่รู้ว่าเขามีภาวะ 2 แต่เขาก็อยู่กับภาวะ 2 โดยหลงว่าเขาจะเอาแต่ความสุขเป็นความสุขนิยม เป็นศาสนาที่สุข เขาก็แก้ไขความสุขไม่ได้บอกว่าคนที่มีความสุขที่สุดคือพระเจ้า เป็นเจ้าของความสุข ใครอยากได้ความสุขก็ต้องอยู่กับพระเจ้าทำให้พระเจ้ารักพระเจ้าเป็นเจ้าของความสุข แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าค
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive