620518 ธรรมะวันวิสาขบูชา โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
620518 ธรรมะวันวิสาขบูชา โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
อ่านทั้งหมดที่หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/10bVEB_IBbt6EsnIUeEa-OUkLbh2vmbDZAd3zqOgp8Gg/edit?usp=sharing
ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=11dtW0rgJg007vRHHP9fzERpCXn0dtttv
สื่อธรรมะพ่อครู(การเกิด) ตอน การรู้แจ้งและการตาย ที่ประเสริฐสุดของจิตวิญญาณ พ่อครูว่า...วันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ก็มีนัยต่างๆกัน 15 ค่ำเดือน 6 มันคนละปีไม่ใช่ปีเดียวกันก็เป็นเรื่องของ กาละ ประสูติคือเกิด ตรัสรู้คือรู้ ปรินิพพานก็คือตาย เกิดขึ้นแล้วก็รู้แจ้ง รู้ชัดรู้แจ้งรู้จบครบในวันนั้น แล้วก็ตาย ก็ขอพูดถึงความเกิดความตายก่อนส่วนความรู้มันลึกซึ้งซับซ้อนอีกเยอะ ความเกิดก็มีความเกิด การเกิดถ้าเกิดร่างกาย คนเกิดอย่างวันแรกของขึ้น 15 ค่ําเดือน 6 เจ้าชายสิทธัตถะประสูติขึ้นมา ก็เป็นวันเกิด ของร่างกาย และวันปรินิพพานก็เป็นวันตายของพระพุทธเจ้าที่ตายทั้งจิตวิญญาณและร่างกาย จิตวิญญาณตายเป็นปรินิพพาน ปรินิพพานเป็นปริโยสาน พลังงานเสร็จก็แตกสลายเป็นอุตุนิยามเป็นดินน้ำไฟลม ไม่จับตัวหมุนเวียนมาเป็นจิตนิยามที่จะต้องตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายอีก ที่เป็นการเกิดการตายที่หมุนเวียนอย่างไม่สลาย ยังไม่บรรลุนิพพาน ก็จะเกิดจะตาย หรือบรรลุนิพพานแล้วเป็นพระโพธิสัตว์จะเวียนเกิดเวียนตายอย่างผู้ที่มีเจตนา เจตนาที่มีวสวัตตี มีอำนาจจิตที่จะทำให้เกิดการตายทางร่างกายอีก จนกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง หรือจะยอมปรินิพพานเป็นปริโยสานโดยที่ไม่บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าก็ตามด้วยตัวเอง พวกเราฟังธรรมะอาตมาไปเรื่อยๆแล้วมาถึงบัดนี้ก็คงจะพอรู้ได้ในเรื่องเหล่านี้ ในเรื่องการเกิดการตาย การตายปรินิพพานหรือตายทางร่างกายทางสรีระ มีนัยส
อ่านต่อ
ำคัญที่ผู้ที่เข้าใจชัดเจนแล้วก็ไม่สงสัย ส่วนผู้ที่ไม่ชัดเจนก็ต้องศึกษาไป การเกิดของร่างกายที่เป็นชราภุชโยนิ หรือ อัณฑชโยนิ หรือไม่เกิดจากมดลูกหรือไข่ ก็เกิดจากการแบ่งตัวเหมือนแบคทีเรีย ก็เป็นการเกิดอีกอย่าง ส่วนการเกิดที่เราอธิบายกันอย่างละเอียดคือ การเกิดทางจิตวิญญาณหรือโอปปาติกะโยนิ จนสามารถเป็นผู้ที่ทำใจในใจของตนเองได้โยนิโสมนสิการอย่างถ่องแท้ละเอียดพัฒนาจิตใจตัวเองให้เจริญขึ้น จนเป็นโลกุตระ พัฒนามาจนเป็นอรหันต์ จนมีจิตโพธิสัตว์ เป็นอนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ จนเป็นพระพุทธเจ้า ก็เป็นความรู้ของศาสนาพุทธแท้ๆที่อาตมายืนยัน แล้วอาตมาก็ไม่เห็นใครจะยืนยันโพธิสัตว์ 9 ระดับอย่างที่อาตมาพูด ระดับที่ 10 ถ้าจะพูดกันแบบพราหมณ์ก็เป็น กัลกยาวตาร ส่วนพราหมณ์เขาไม่ชัดก็เลยไม่รู้ว่าปางที่10 สูญหรือไม่สูญ ที่จริงพุทธกับพราหมณ์ก็สลับกันไปสลับกันมา พระเวทอันเดียวกันนี่แหละ ถ้าพราหมณ์บรรลุเป็นสัจจะของพูดก็เป็นเก๊ เป็นสภาวะกับพยัญชนะที่สลับกันไปกันมาตลอด เราไม่สับสนแล้วก็เอาที่เนื้อหาสาระ ไม่ต้องไปเรียกชื่อพราหมณ์หรือเรียกชื่อพุทธเรียกใครถูกหรือใครไม่ถูก เอาเนื้อหาที่เป็นสภาวะ การตายก็ไม่ยากนักเพราะเป็นการจบอัตภาพ ส่วนการเกิดจะต้องมีกันอยู่แล้วปรุงแต่งซับซ้อน พัฒนาการหรือเสื่อม อันนี้ต้องศึกษา การตั้งอยู่ก็จะต้องมีความรู้ การตั้งอยู่โดยไม่มีความรู้หรือมีความรู้ที่ผิดก็จะเสื่อม ก็จะต้องมีสัมมาทิฏฐิให้ได้ สัมมาทิฏฐิ ที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้เป็นหลักก็มี 10 อย่าง ถ้าเข้าใจ 10 อย่างนี้ ถูกต้องหมดเลย ปฏิบัติได้ถูกต้องหมดเลย สัมมาทิฏฐิ 10 ข้อสำคัญที่สุดก็คือข้อที่ 10 ต้องคบสัตบุรุษ แน่นอนถ้าหากพบพระพุทธเจ้าเองท่านก็เป็นสัตบุรุษแน่นอน ก็ปฏิบัติตามสัมมาทิฏฐิทั้ง 9 ก็บรรลุอรหันต์ได้แน่นอน แต่ถ้าคบสัตบุรุษผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิสัมมาปฏิบัติที่จริงที่ถูกต้อง แม้พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในยุคใดแต่ผู้ที่มีภูมิรู้ที่มีพยัญชนะถือว่าเป็นสยังอภิญญา หมายความว่ามีความรู้ยิ่ง อภิญญา ส่วน สยะ นี้คือตัวเอง (สก สว สย 3 คำนี้คือตัวเอง )เป็นพลังงานทางจิตวิญญาณของตัวเราเอง ที่เป็นของตนเองมีความรู้อภิญญาของตนเอง ติดตัวเราเอง เกิดมาในชาติใดยุคใดก็แล้วแต่ เกิดมาแล้วแม้จะไม่มีครูบาอาจารย์ไม่มีผู้รู้อื่นแต่มีของตัวเองรู้มาแต่ปางบรรพ์ แล้วก็เอามาเปิดเผยแล้วเอามาให้คนอื่นได้ศึกษาเรียนรู้ตาม ระลึกตามที่เราบรรลุ บรรลุตามที่เราบรรลุ ซึ่งผู้ที่เป็น สยังอภิญญาจริง เป็นสัตบุรุษที่เป็นของแท้ก็เป็นของแท้ ของแท้เป็นอย่างไรของแท้คือเป็นผู้ที่บรรลุอรหันต์ สยังอภิญญา ต้องเป็นผู้บรรลุอรหันต์ได้เป็นโพธิสัตว์ ต้องเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 เป็นต้นไปจึงจะเรียกว่าสยังอภิญญา แต่ระดับต่ำกว่านั้นเช่นระดับ 6 ก็เป็นได้ถึงขั้น เจโต แต่ปัญญายังไม่แตกฉานอธิบายให้คนอื่นฟังยังไม่ค่อยได้ ยังไม่ถึงสยังอภิญญา โดยเฉพาะเดินมาทางสายเจโตก็อธิบายยาก หากสายปัญญาระดับ 5 ก็อธิบายพอได้ระดับ 6 ก็ดีขึ้นระดับ 7 ก็จะไม่ค่อยสับสนแล้ว ไม่ผิดเพี้ยน นอกจากตัวเองจะยังรู้ไม่ครบ สยังอภิญญาก็คือรู้ยังไม่ครบ จะต้องเป็นมหาโพธิสัตว์แล้วก็ไปเป็นพระพุทธเจ้า Concept ของคนที่เพี้ยนมาแล้วตั้ง 2,500 กว่าปีก็เข้าใจอรหันต์ไม่ถูก ความรู้องค์รวมไปเข้าใจอรหันต์ว่าต้องไปนั่งหลับตา ไปเข้าใจว่าอรหันต์คืออย่างหลวงปู่เกษมสุสานไตรลักษณ์ นั่งหลับตาปี๋ หรืออรหันต์อย่าง ขออภัยที่ต้องกล่าวชื่อ อย่างอาจารย์มั่น เข้าป่าแล้วก็ปฏิบัติหลับตาเจอแต่ไม่เข้าใจไม่ปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 ไม่สามารถแยก ศีล สมาธิปัญญา ได้ชัดเจนเอาแต่นั่งหลับตาอย่างเดียว ศีลจะมาเป็นสมาธิจะมาเป็นปัญญาแล้วเกิดวิมุตติญาณทัสสนะเขาก็ขยายความไม่ออกหรอก อธิบายไม่ได้ สรุปง่ายๆก่อน เพราะเข้าใจอรหันต์ไปหลากหลายอย่าง แต่ไม่ถูกต้องสักอย่าง พอ 2500 กว่าปี อาตมาเอามาประกาศว่าอรหันต์ต้องเป็นอย่างนี้ อย่างอาตมานี้อรหันต์ concept ที่เขาเชื่อต่างๆนานายึดมั่นถือมั่นกันเลยบอกว่าไม่ใช่อรหันต์เพราะว่าอรหันต์จะต้องเรียบร้อยนิ่งและช้า ไม่มายุ่งกับการเมือง ไม่มายุ่งกับสังคม ไม่มายุ่งกับอะไรต่ออะไร หรือแม้ว่าไปทางตรรกะก็แบ่งรับแบ่งสู้ รู้ตรรกะพูดได้มากหน่อยแต่สภาวะไม่ค่อยลึกซึ้งเขาเข้าถึงสภาวะไม่ได้ก็เลยต้องเชื่อ เพราะฉะนั้นผู้ที่เรียนรู้ทางภาษาเป็นเปรียญ 9 เป็นดอกเตอร์เรียนรู้ทางภาษาบัญญัติพูดได้ แต่เมื่อพูดถึงสภาวะจริงแล้ว ก็ไปถึงสภาวะไม่ได้ ยังไม่สามารถจับสภาวะตั้งแต่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส จนถึงขั้นกามราคะ ปฏิฆะก็ไม่ชัด อบายมุข อบายภูมิก็ยังไม่ชัดเลย ยกตัวอย่างง่ายๆ เสพติดเครื่องเสพติดอย่างมหาบัวกินหมากปากเปรอะสายนั่งหลับตากินหมากกันทั้งนั้น เขาก็ไม่รู้เป็นสิ่งเสพติดทั้งที่มันไม่ได้ยากอะไรเลย แค่นี้เขาก็ยังไม่รู้เลย เพราะงั้นรายละเอียดของผู้ที่ไม่เสพติดแล้วก็อยู่กับสังคม ช่วยคนที่เสพติดในสังคมให้ออกไปได้ยิ่งกว่าผู้ที่เขาไปหลงว่าเป็นอรหันต์ ก็เราหยุดไม่เสพติดในสิ่งอบายสูงกว่าอรหันต์ที่เขาเข้าใจผิดกันอีก ความเข้าใจผิดในเรื่องอรหันต์ก็คือคนที่เข้าใจผิดเขากล่าวกัน พระพุทธเจ้าพยากรณ์เอาไว้ว่า คติของคนเหล่านี้เป็นไปได้สองทางคือตายไปแล้วเป็นสัตว์นรกและสัตว์เดรัจฉาน เพราะผู้นั้นกล่าวว่าผู้บรรลุธรรมแล้วบอกใครไม่ได้ บรรลุธรรมแล้วอย่าเอาไปบอกใครถ้าเอาไปบอกใครแล้วมันผิด ผู้ที่มีทิฐิกล่าวเช่นนี้มันน่าสงสาร ทั้งที่เป็นผู้ใหญ่ทางธรรมในศาสนาพุทธกล่าวคำนี้ออกมาชัดเจนก็ยืนยันอย่างนี้จริงๆ อาตมาก็ว่าท่านจะเปลี่ยนทิฏฐิหรือเปล่าก็ไม่รู้แต่น่าจะเปลี่ยนแล้วไม่น่ายึดมั่นถือมั่นในโลหิจสูตรไปอ่านให้ดีๆ โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” . พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 358)
มีหลักฐานอีกเยอะแยะ พระอรหันต์ท่านก็บอกด้วยจิตใจบริสุทธิ์อย่างพระพักกุละ ท่านก็บอกแค่ 7 วันท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่มีกามสัญญา มีอีกหลายคนท่านก็บอกด้วยใจบริสุทธิ์ แล้วแต่นิสัยวิสัยของผู้มีวาสนา พวกซื่อตรงก็บอกอย่างโผงผาง ผู้ที่มีมารยาทมากน้อยก็จะบอกไม่โผงผาง ศาสนาพุทธซวยตรงที่ว่า เมื่อไปเชื่อกันว่าผู้บรรลุธรรมแล้วบอกใครไม่ได้ ใครบอกว่าบรรลุธรรมคนนั้นไม่ได้เป็นคนบรรลุธรรม ก็เลยเกิดพระอริยะพระอรหันต์แบบไหน เกิดพระอริยะแบบเดา ก็เดาเอาเอง พอเกิดเดาก็เกิดแฝงสิ ฉันก็เต๊ะท่าให้คนเข้าใจว่าฉันเป็นอรหันต์ ฉันไม่ได้พูดไม่ได้บอกนะแต่ฉันเต๊ะท่าเป็นอรหันต์ ตามที่เข้าใจว่าท่าทางใดก็แสดงท่าทางให้คนรู้ว่าเป็นอรหันต์ก็เลยเป็นอรหันต์หลอก พออรหันต์จริงมาบอก เขาก็เข้าใจไม่ได้ แล้วไปเข้าใจว่าเป็นอรหันต์ไม่จริงอีก นี่คือความซวยมหาศาล เอาแต่ในวงการศาสนาพุทธในเมืองไทยก็แล้วกัน
อาตมาก็ขอยืนยันว่าอาตมานี่แหละเป็นคนจริง เป็นคนมีความรู้ ยังดีนะมีพระไตรปิฎกที่มีพระสูตรต่างๆ มีอะไรต่ออะไรที่บรรยายเป็นภาษาบัญญัติ อาตมาก็เอามาขยายความให้ฟังได้ ที่เอามาอธิบายเป็นหลักมากที่สุด ทุกวันนี้แน่นอน อันต้นคือ ศีลสมาธิปัญญา นอกนั้นก็มีวิชชาจรณะ จรณะ 15 วิชชา 8 ที่ยาวหน่อยแต่ศีลสมาธิปัญญานี้สั้น หรือขยายเป็นโพธิปักขิยธรรมเครื่องชี้บ่งเช่นการมีวรรณะ 9 หรือหลักสำคัญรากเค้าของศาสนา เช่นมูลสูตร 10 เป็นต้นหรืออธิบายเชื่อมโยงเป็นปฏิจจสมุปบาท หรืออวิชชาสูตรต่อเนื่องกันเป็นอาหารที่พัฒนาการขึ้นมา ถ้ามีอวิชชาแล้วแน่นอนคุณก็มีอวิชชาเป็นอาหารก็จะมีนิวรณ์ 5 มีกาม พยาบาท หรือกาม ปฏิฆะหรือวิหิงสา เป็นกิเลสสามกองใหญ่เกิดอยู่ตลอดเวลาสำหรับคนที่อวิชชา คนที่ยังไม่เป็นอริยะก็พากเพียรให้มีธาตุของโสดาปัตติผล แล้วก็จะเกิดความก้าวหน้า นอกจากตนเองได้มรรคผลแล้วไม่ปฏิบัติต่อทำแบบลูบคลำเป็น สีลัพพตปรามาส แม้จะสัมมาทิฏฐิแล้วไม่เอาจริงเอาจังปฏิบัติให้เกิดผล คุณก็ไม่มีมรรคผลเจริญไปตามลำดับ ก็แช่อยู่ที่พระโสดาบัน ก็ไม่บรรลุโสดาบันเสียที ถ้าเป็นโสดาบันจริงจะไม่ใช่ โสดาบันจริงจะต้องมีน้ำหนักถึงขั้นนิยตะ เที่ยงแท้เกินครึ่งเป็นต้นไปคุณธรรมของอารยธรรมเกินครึ่งเป็นต้นไปอย่างนี้เป็นต้น มันแบ่งเป็น 4 เข้ากระแสโสดาบัน อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ มี 4 ขั้น ถ้าถึงนิยตะเที่ยงแท้ก็สูงขึ้น พ้นนิยตะก็มีอัตราเร่งทำให้ตัวเองบรรลุธรรมได้เร็วขึ้น ไปสู่ที่สูงถ่ายเดียว มันเป็นคุณสมบัติของโสดาบันเป็นคุณสมบัติ 8 อย่าง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ สู่แดนธรรมท้วงว่า สี่อันแรกของโสดาบันไม่ใช่ทุกข์อาริยสัจะ แต่อันนั้นเป็นการดับนรกอบาย อบายมี 4 ดับ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน ก็ปฏิบัติให้เกิดมรรคผลก็เป็นโสดาปัตติผล เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน สาธารณะโภคีที่สยังอภิญญาสร้าง ติดตามฟังดีๆ ธรรมะของพระพุทธเจ้าลึกซึ้งละเอียดและเป็นจริงได้ ภาษามันมีเนื้อยา พวกเรานี้ได้ยามาใช้อาศัยในชีวิต มียาเป็นพุทธโอสถแล้ว แต่ชื่อยาตัวยาต่างๆนานายังแปะสลากไม่เก่ง ก็ต้องตามชื่อแท้ว่าฉลากยาไปแปะให้ตรง แต่แค่โสดาบันก็ไม่ง่าย ยิ่งเป็นสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์ก็ยิ่งละเอียดลออถ้าไม่มีมากพอ จะมาสาธยายวนเวียนให้ซับซ้อนลึกซึ้งสูงขึ้นได้อย่างไร สูงกว่านี้ ผู้รู้มากกว่าอาตมา อาตมาก็ประกาศ ผู้ที่เป็นโพธิสัตว์ระดับสูงกว่าอาตมาจะเกิดอีกไหมอาตมาประกาศว่าตนเองเป็น สยังอภิญญา เป็นโพธิสัตว์ที่รู้เองในชาตินี้โดยไม่มีครูบาอาจารย์ เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์ทั้งหลายหรือลูกศิษย์ร่วมสำนักถ้ามีครูบาอาจารย์จะต้องมีลูกศิษย์ร่วมสำนัก อีกหลายคน ก็บอกมาสิใครเป็นอาจารย์ของอาตมาประกาศมาหรือใครเป็นลูกศิษย์ร่วมสำนัก มีแต่พูดว่าอาตมาไม่มีสำนักไม่น่าเชื่อถือ ก็ใช่สิเพราะว่าเป็น สยังอภิญญาไง มีของตัวเองแต่ชาติก่อนชาตินี้จึงไม่มีต้องไปเป็นลูกศิษย์ใครไม่มีสำนักไม่มีอาจารย์อาตมาพูดถูกต้องแล้วนะสับสนอะไร คนเข้าใจไม่ได้ก็สับสนคนเข้าใจได้ก็จบว่าท่านพูดถูกแล้วเราโง่เอง แล้วการแสดงตัวเองว่าเป็น สยังอภิญญา มีหลักฐานยืนยันไหม 1. รู้จริง 2.เป็นจริง 3. ให้คนอื่นรู้จริงเป็นจริงตาม ได้มา 3 คน 5 คนร้อยคนพันคนมีไหม อาตมามี ก็มียืนยัน อยู่ที่นี่นั่งอยู่ก็เป็นหลายร้อยคนจะถึงพันคนหรือเปล่าก็ไม่รู้ ที่บ้านยกมือก็ไม่เห็นแล้ว อาตมาก็มั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้ 1. พิสูจน์แล้วมันเป็นอย่างไร เอาหลักธรรมมาจับ เช่น หลักธรรมที่ชัดเจนที่อาตมาท้าทายไปทั่วโลก คือหลักธรรม สาธารณโภคี เป็นเศรษฐศาสตร์ที่สูงสุดของพระพุทธเจ้า หมู่กลุ่มชุมชนอย่างนี้ที่รวมกันอยู่อย่างเป็น คอมมูนที่สูงสุด คือ หมู่นี้ เงินกองกลางทุกคนเอารวมเข้ากองกลางหมด ทุกคนไม่คิดค่าแรงไม่เอาเป็นทรัพย์สินของตัวเองเลย เอาเข้ากองกลางหมด คนไม่เชื่อง่ายๆหรอก ทุกวันนี้เราก็เป็นมาแล้ว อาตมาทำมาตั้งแต่หมู่บ้านปฐมอโศกเป็นหมู่บ้านแรก ไม่เชื่อตัวเองนะว่าจะทำได้เป็นสาธารณโภคีได้ ก็พยายามจะยืดหยุ่น แต่สัจจะมันไม่ยอมให้ผิดเพี้ยนออกไป ตั้งแต่ปฐมอโศกในหมู่บ้านแรก มันก็เป็นสาธารณโภคีมาตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นหมู่บ้านอื่นๆจึงเกิดอีก จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ถือว่ากว้างที่สุดพิสดารที่สุดก็ต้องถือว่าหมู่บ้านราชธานีอโศก มีองค์ประกอบที่มากหลายแขนงหลายอย่าง ก็เป็นสาธารณโภคีชัดๆ ซึ่งคนในโลกพวกนักศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ก็อาจจะพอฟังเข้าใจแต่ยังไม่เชื่อ เขายังไว้ท่าอยู่มาก เขายังไม่มาศึกษา เขาจะมาแสดงตัวว่าสนใจมันก็เสียเหลี่ยม สำหรับพวกนักเศรษฐศาสตร์ เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อในโลกนี้มีที่ไหน มีที่นี่ ไม่ได้หลอกด้วยให้มาดูความจริง เขาก็จะยังไม่ค่อยเชื่อหรอกเขาก็หาว่าพวก propaganda ก็ไม่แปลกใจอะไร ใครไม่เชื่อบ้างยกมือ ...ใครเชื่อ ยกมือ อาตมาว่าอาตมาไม่ได้บังคับหรือใช้อำนาจบาตรใหญ่ในเรื่องที่คุณจะต้องมาเอาใจอาตมาให้คนจะต้องยกมือ อาตมาให้อิสระเสรีภาพทุกคนเป็นตัวของตัวเองเข้าใจมีอิสระ เป็นพวกประชาธิปไตย 100% เห็นด้วยยกมือไม่เห็นด้วยมายกมือ ที่นี่มีอิสระประชาธิปไตย 100% พวกเราเป็นคนอย่างนั้น ก็ขอแยกแยะก่อนจะวิจัยอื่น ก็ขอสรุปว่า การเกิดคือการประสูติ เกิดอะไร อะไรเกิด เกิดทางจิตวิญญาณ จิตวิญญาณมีการเกิดภาษาบาลีเรียกว่าโอปปาติกะโยนิ ก็ต้องมาศึกษาโอปปาติกโยนิ นั้นคือชื่อสัตว์ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 9 ส่วนข้อที่สุดนั่นคือ สยังอภิญญา บุคคลที่เป็นสัตบุรุษ หากคุณไม่เชื่อว่ามีสัตบุรุษคุณก็ไม่มีความรู้ในเรื่องจะทำให้เกิดโอปปาติกจะไปเข้าใจอย่างอาจารย์บางคนที่บอกว่า โอปปาติกะเป็นจิตวิญญาณล่องลอยตุ๊บป่องไปตรงนั้นตรงนี้ อย่างอาจารย์พร รัตนสุวรรณ ว่าวิญญาณล่องลอยไปเยอะแยะต้องไปสร้างเจดีย์ให้อยู่ ตรงนั้นตรงนี้ ตอนนี้ อาจารย์ก็เสียไปแล้วล่ะก็คือน่าสงสารเป็นมิจฉาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าบอกว่าอย่างนั้นเป็นมโนมยาอัตตาไม่ใช่ของแท้ของจริง
สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน จะศึกษาเวทนาได้ต้องใช้โยนิโสมนสิการ ธาตุจิตวิญญาณคือธาตุอะไรที่ย่นย่อเข้ามาให้ชัดเจนก็คือ เวทนา ปัจจุบันนี้พิสูจน์กันทันทีเลย ทุกคนย่อมรู้ด้วยกันได้สัมผัสร่วมกัน เห็นด้วยกันได้ยินร่วมกันได้กลิ่นร่วมกันรู้สภาพรวมกันมีหลักฐานยืนยันร่วมกันได้อย่างนี้ชื่อว่าเป็นของจริงเป็นความจริง ต้องมีผู้อื่นร่วมผัสสะลืมตาอาโลก จักษุลืมตา มีดินน้ำไฟลมมีแสงมากระทบวัตถุเข้าสู่ตา มีจมูกรับกลิ่น ลิ้นรับรส กายสัมผัสเป็นต้น ในมูลสูตรชัดเจน หากยินดีในการพบสัตบุรุษแท้ๆ คุณไม่เชื่อถือไม่มาเอาความรู้จากสัตบุรุษผู้นั้นไม่มีทางจะมาศึกษาได้ ผู้ที่ไม่เชื่อไม่ยินดีในสัตบุรุษเต็มร้อย คุณมาคบคุ้นคุณก็ศึกษาการทำใจในใจของคุณไม่ได้เป็นโยนิโสมนสิการ ไม่ถ่องแท้หยาบคายไม่ลงไปถึงที่เกิดหรอก ศึกษาหมายถึง สัมภวะหรือ ปภวะ หรอกไม่ถึงแดนหทยรูปหรอก อาตมาใช้ภาษา หทยรูป ที่เป็น วจีสังขาร ที่แยกเป็น 2 อย่าง ปฏิฆสัมผัสโส กับอธิวจนสัมผัสโส อันหนึ่งยังไม่มีภาษาที่จะตั้งชื่อเรียกอีกอันนึงเป็นภาษาที่ตั้งชื่อเรียกออกมา มันปรุงแต่งอยู่ข้างในเป็นวจีสังขารแล้วจึงออกมา ในสังกัปปะ 7 คุณก็จะชัดเจนแล้วจะชี้คำว่า อธิวจนสัมผัสโส หรือปฏิฆสัมผัสโส ในวจีสังขารคุณก็จะชัดเจนเข้าใจ ว่า สภาวะที่เกิดแล้ว ปฏิฆสัมผัสโส ก็เป็นอาการที่สัมผัสถึง ลิงค ได้แล้วเป็นพลังงานบวกหรือลบ จับตัวในนิวเคลียสอยู่ ตนเองก็สัมผัสได้ ถ้ามีชื่อเรียกคุณมีพยัญชนะก็เรียกกันต่างกันไป เรียกเป็นภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาจีนก็มีแล้ว คุณก็เรียกได้เลย แต่ถ้าไม่มี คุณก็รู้สภาวะก็ต้องมาพูดกับคนอื่น หรือไม่เช่นนั้นคุณก็ต้องตั้งเอง แต่อาตมาว่าศึกษาทางบาลีเขามีเรียกไว้หมดแล้ว บาลี ตั้งไว้เยอะ อาตมายังใช้ไม่หมดเลย ยังเหลือเฟือ ขนาดนี้ยังพาพวกเราให้ไปสู่จิตวิญญาณที่ดับกิเลสในโลกนี้ได้ที่เขามีกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ให้คุณหลุดพ้นได้เลย เป็นเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน คุณบรรลุโสดาบัน คุณก็หลุดพ้นได้แล้ว แล้วยิ่งลึกกว่านั้นเลย เป็นเรื่องพิสูจน์ได้ อาตมาเกิดมาในชาตินี้ทำงานแล้วไม่เคยตกอกตกใจหรือกังวลใจว่า เราจะเสียท่า พูดชัดๆง่ายๆ ไม่เคยกังวลไม่เคยตกใจไม่กลัว ไม่เคยมีความหวาดระแวงว่าเราจะเสียท่า เราจะผิด เราจะถูกเขาจับได้ไม่เคยเลย ไม่เคยกังวล ไม่เคยมีทรถ ตัวนี้ กิลมถะ นั้นไม่มีอยู่แล้ว แม้แต่ ทรถ ก็ไม่มีที่จะกลัวพลาดท่าเสียทีกลัวคนจะได้กลัวจะผิดมันไม่มีเลย อาตมาพูดได้ อธิบายได้ คือโลกทุกวันนี้มันหยาบมาก เพราะฉะนั้นอาตมาพาพวกคุณหลุดพ้นจากโลกที่หยาบมากได้แล้ว อาตมาไม่ต้องพาพวกคุณหลุดพ้นจากสิ่งที่ละเอียดกว่านี้คุณก็อยู่เหนือได้แล้วเพราะว่าโลกมันหยาบ คุณหลุดพ้นจากสิ่งหยาบก็เป็นอรหันต์ของคุณแล้ว ตาม status quo ตามความหยาบของโลกขณะนี้ ความจริงของโลกขณะนี้มันหยาบ โลกมันไม่ได้ลึกซึ้งละเอียดอะไรมากมายหรอก เพราะฉะนั้นหลุดพ้นง่ายจะตายไป นี่เหลืออีก 20 นาที
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน สมุทัยมีทั้งที่เป็นทุกข์อริยสัจและผัสสะ _ขอคำอธิบาย สมุทัยที่เป็นทุกข์อริยสัจกับสมุทัยที่เป็นผัสสะ พ่อครูว่า...สมุทัยที่เป็นผัสสะอยู่ในมูลสูตร สมุทัยที่เป็นผัสสะคือสมุทัยที่เป็นมรรค เป็นข้อปฏิบัติ เป็นหลักเกณฑ์ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์คุณจะต้องมีผัสสะแม้ว่าหลักเกณฑ์นี้คุณยังไม่ได้เลย แต่คุณไปนั่งหลับตาไม่มีผัสสะไม่มีแม้แต่มรรคไม่มีทางที่จะปฏิบัติ ส่วน สมุทัยที่เป็นอริยสัจคือตัวสภาวะของจิตแล้ว คุณต้องรู้ทุกข์แล้วรู้สมุทัยคือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์เป็นสภาวะในจิตเจตสิก เหตุมันคือ ราคะ เป็นต้น คุณก็ต้องรู้ราคะตัวนี้อาการของราคะมันเกิดในจิต จิตมันมีอาการในจิตมันเกิดในจิต คุณต้องรู้ของคุณเอง คุณไปดูของใครไม่ได้ คุณต้องอ่านตอนไหน ปัจจุบันธรรม ตอนผัสสะแล้วเกิดอะไรนี่คือตัวจริง แต่คุณไปนั่งหลับตาไม่มีตัวจริงเลยมีแต่สัญญา ไปนึกเอาว่ามีราคะตรงนั้นเหตุการณ์นั้น คนเอาขี้มาขยำมันไม่ใช่ตัวแท้ มันเป็นของที่หลุดออกไปแล้วเลิกออกไปแล้ว คุณก็ไปนั่งเอามาทบทวนมาพูดถึงมันไม่ใช่สภาวะจริง สภาวะจริงๆนั้นคือ ทิฏฐกาละ คือปัจจุบันชาติ การเกิด ณ ปัจจุบันนี้กระทบสัมผัสอยู่ในปัจจุบันนี้ นี่คืออาการของจิต นี่คือสภาวะของเวทนาอาการที่เกิดตอนนี้ นี่แหละมันกำลังมีอาการ ราคะ นี่คือของจริง เมื่อหลุดจากปัจจุบันมันก็เป็นอดีตแล้ว คุณไปนึกเอาอันนั้นแล้วคุณจะไปล้างอดีตได้หรือไม่ มันก็ไม่ได้ อดีตมันไม่มีแล้ว มันผ่านไปแล้วมันไม่ใช่ตัวจริง คุณไปล้างมันก็ไม่ใช่ตัวจริงคุณจะล้างให้ตายเป็นล้านชาติก็ล้างได้ แต่เงาของมัน มันเลิกไปแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน เพราะฉะนั้นปัจจุบันธรรมหรือ ทิฏฐกาละ ลึกซึ้งมาก ผู้ที่ไม่ปฏิบัติมีผัสสะเป็นปัจจุบันแล้วเห็นอยู่หลัดๆ โต้งๆ จัดการมันอย่างเห็นคาตาเลย จัดการอย่าง อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี อริยสัจคือจิตเจตสิกตัวสภาวะจริง เวลาไปปฏิบัติคุณก็จะกำหนดถูก หากเริ่มต้นไม่มีผัสสะคุณก็ขาด มีผัสสะแล้วมีทางปฏิบัติแล้วแล้วค่อยเกิดจริงในปัจจุบันนั้นจริง แล้วจะเห็นเองว่านี่คือราคะกำลังเกิดอยู่หนอ ตัวนี้แหละมันกำลังเกิดอาการดูมันซิ มันจะเที่ยงอยู่ได้กี่ชั่วโมง มันจะเที่ยงอยู่ได้กี่วัน มันจะเที่ยงอยู่ได้กี่นาที มันจะเที่ยงอยู่ได้กี่วินาที เพราะฉะนั้นคุณทำได้คุณก็จะเห็นว่าตัวนี้เราเห็นหน้ามันก็ให้มันไปเลย มันไม่ถึงวินาทีมันก็ไปแล้ว คุณจะมีพลังของสติมีพลังงานของปัญญา 2 พลังนี้เป็นอำนาจสูงมาก สติคือความตื่นเต็ม 2 ตัวความรู้เป็นปัญญาเป็นตัวความรู้ที่มัน เป็นพลังงานที่ท่านใช้คำ อุตตระ แปลเป็นไทยว่ามีอำนาจเหนือ ผู้มีอำนาจเหนือก็จะจัดการกับผู้ที่มีอำนาจต่ำได้ เรามีอำนาจเหนือกว่ากิเลส กิเลสก็ถูกกำจัดออกไปนี่เป็นสัจจะ มันเป็นพยัญชนะที่แทนสภาวะ สภาวะมันเป็นไปตามที่อาตมาพูด คุณมีอำนาจเหนือมี วสวัตตี มีอำนาจจิตอยู่เหนืออกุศลจิตนั้น เพราะมันเกิดมันก็เห็นอำนาจของปัญญาอำนาจของอุตระจิตมันอยู่เหนือ มันก็ถอยไปเลยคุณมีอาการนั้นจริงไหมมีความจริงนั้นไหม เมื่อทำได้จริงก็เป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ ใครจะไปบอกคุณได้ คุณก็ต้องรู้ด้วยตัวเองว่ามันเป็นอย่างนี้เอง ฟังแล้วใครพอรู้ตัวนี้มีตัวนี้ของตัวเองจริงไหมยกมือขึ้นซิ ..ไม่น้อย คนที่ไม่ยกมือไม่ชัดเจนก็ยังพอมีอยู่ หรือคนที่มีแต่ไม่อยากโชว์ก็แล้วไป โชว์ให้อาตมาได้หน้าบ้างก็ไม่ได้ กลัวอาตมาจะได้หน้าเดี๋ยวมีลูกศิษย์เยอะไม่สนับสนุน สนับสนุนหน่อยไม่ได้หรือ เข้าใจแล้วนะ สมุทัยกับที่เป็นอริยสัจ โดยเริ่มต้นจะต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยให้รู้สมุทัยอริยสัจ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สู่แดนธรรมเพิ่มมาว่า… ถ้าไม่มีผัสสะ คุณไม่มีเวทนาตัวจริงที่จะปฏิบัติเป็นความรู้จริงอาการจิตที่เป็นอารมณ์จริง เป็นอารมณ์ แม้จะเป็นอารมณ์อย่าง กลางๆเฉยๆ ที่เป็นของเคหสิตเวทนา คือเวทนาของนักปฏิบัติธรรมที่สะกดจิตได้เก่งจนเป็นกลางอันนี้ดูได้ยากตีแตกยากถ้ามันได้เสียแล้วไปติดเสร็จแล้วมันสัมผัสได้มันก็เฉยมันก็เก่งสัมผัสแล้วมันก็เฉยๆ แต่คุณแค่ กดข่มไว้ เป็นวิกขัมภนวิธีเป็นสมถะ คุณไม่เข้าใจแล้วไม่เชื่อ คุณก็จะแยกไม่ออกว่า วิกขัมภนะ แล้วเกิดสมถะจิตได้แข็งแรงคงทนนานได้พอสมควร แต่มันไม่ได้ล้างเหตุ มันไม่ได้กำจัดสภาวะของตัวกิเลสตัวเหตุแท้ๆ เหตุที่เป็นอาริยสัจ ซึ่งเป็น สักกายะที่คุณจะแยกแยะได้ชัดเจนเลย กระทบสัมผัสและคุณจะแยกแยะได้ คุณจะเก่งในการ สังกัปปะ 7 พ่อครูว่า….ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ สามตัวนี้พอกระทบสัมผัสและเกิดในจิตคุณก็จะเรียนรู้วิชาวิจารณ์วิจัยมันออกมันเป็นสังขาร มันเป็นการปรุงแต่งแยกออกว่า ไอ้ตัวจิตกับอาคันตุกะตัวคู่เคียงตัวเก๊ ตั้งแต่อารมณ์เก๊ จนกระทั่งเหตุมันคือราคะ โทสะ โมห แยกตัวเก๊กับตัวจริงให้ได้ตัวจริงนั้นคือรู้ความจริงตามความเป็นจริง คุณจะเห็นด้วยตาเห็นรูปเห็นสีเหมือนกันทุกคน หากลูกตาดีอยู่ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสมันก็ได้รับเหมือนกันหมดโดยสภาวะเหมือนกันหมด ภาษาเรียกต่างกันเท่านั้น ตัวจริงมันเหมือนกัน แต่อารมณ์ที่คุณยึดต่างหากไปมีความชอบความชังความผลักความดูด บางคนมีความชอบบางคนมีความชัง แรงมากแรงน้อยชอบมากชอบน้อยหรือกลางกลางขนาดกี่องศากี่ดีกรีมีน้ำหนัก คุณก็ดูของตัวเอง อ่านของตัวเองคิดของคุณจะละเอียดเองแยกได้วิเคราะห์ได้ชัดเจนขึ้นมาได้ แล้วคุณก็ใช้ปัญญาทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่ไปกดข่ม ให้รู้ความจริงว่ามันไม่เที่ยงหรอกอารมณ์ที่มันไปสุขไปทุกข์นี้ มันจะต้องปรุงแต่งมันไม่มี เห็นไหมว่ามันมีความจริงอย่างเดียวมันไม่มี 2 มันมีความ 1 เท่านั้นมีความจริงอันเดียว อันเดียวนี้คุณยังทำไม่ได้คุณก็ไม่มีทางไปสูญได้หรอก คนทำ 2 คู่เดียวนี้คุณทำให้เหลือ 1 ตัวจริงตัวเดียวให้หมดตัวเก๊คุณยังทำไม่ได้เลยตัว 1 ตัวเดียวคุณยังทำไม่ได้เลย แล้วตัวอื่นๆอีกคนจะไปทำได้อย่างไรมีอีกเป็นล้านๆตัว ตัวเดียวนี้คุณยังทำไม่ถูกเลยชัดเจนไหม ใครมีของตัวเองตัวนี้บ้าง มันใช่ไหม แม้แต่ตัวเดียวสักตัวสภาวะอย่างนี้คุณยังทำไม่ได้เลยแล้วคุณจะไปทำอย่างอื่นกี่ล้านล้านตัว ได้อย่างไร มันเป็นนามธรรม มันไม่มีตัวตนรูปร่างแต่มันเป็นอาการที่ชัดสัมผัสเมื่อใด พูดตอนนี้ก็เป็นแต่เพียงทบทวน อาตมาพูดและสอนตอนนี้ก็เป็นการทบทวน แล้วคุณเข้าใจอันนี้ให้ได้แล้วเวลาปฏิบัติจริงสัมผัสจริงคุณทำของตัวเองทั้งนั้นคุณจะรู้ว่ามันตรงกันตามที่พ่อท่านสอนไหม เป๊ะๆไหม แต่จริงแล้วเป็นจริงอย่างนี้คุณก็จะเชื่อว่าอาตมาเป็นอรหันต์ แท้. แต่ถ้าคุณไปทำยังไม่ได้ก็ไม่มีวันเป็นอรหันต์หรอก ถ้าคุณทำไม่ได้อย่างที่อาตมาพูด ถ้าคุณฟังอาตมาไปแล้วทำได้อย่างที่อาตมาพูด เป๊ะเลยคุณก็จะรู้ว่าที่พ่อท่านพู
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive