620417_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พรหมชาลสูตร ตอนที่ 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
60417_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พรหมชาลสูตร ตอนที่ 1 อ่านทั้งหมด 2 ที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1NJXXitlN0e-jOJgnXw9tuxYrdQMymt ร็จสิ้นงานปลุกเสกและตลาดอาริยะ 2562 โลกข้างนอกตายไปแล้ว 400 กว่าคน 6QFzS5HA_hkYI/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1BUvTsje4Ovxi0j_fvPqMdS6d-dh5bEsY สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันพุธที่ 17 เมษายน 2562 ที่บวรราชธานีอโศก เรากำลังเสช่วง 7 วันอันตราย แต่เป็นสถิติที่ลดลง นายกฯบอกว่าไม่ได้พอใจหรอกจะตายเท่าไหร่จะไปพอใจได้อย่างไร ก็ดูว่าปีนี้แม้จะตั้งโทษด้วยนะ ถ้ากินเหล้าขับรถ แล้วชนคนตายก็จะต้องให้ติดคุกให้ได้เป็นเจตนาฆ่าคนตาย แม้จะขู่หนักขนาดนี้ก็ไม่อยู่ ก็ยังเมากันอยู่เหมือนเดิมแสดงว่า คนเมาถึงจุดๆหนึ่งก็แก้ไม่ได้ น่าจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่เที่ยวสนุกสนานแล้วตายมากกว่าสงครามอีก 5-6 วันมานี้ เราไปชุมนุมกันเป็นปีก็ไม่ตายมากนัก อย่างนี้เลย มหาวิหาร นอทเทอร์ดัม อายุ 850 ปีที่กรุงปารีส ถูกไฟไหม้ไป เป็นที่เสียดายกันในโลก เรากำลังดำเนินสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติมากที่สุด อย่างการสร้างสไลเดอร์ที่นี่ ที่บ้านราชฯ ใช้สถานที่ทำสถานที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์โลกให้มากที่สุด แต่ในวัดต่างๆการใช้ประโยชน์ไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น แต่ลงทุนไปมากมาย การจัดงานตลาดอาริยะของเราก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน ทำเสร็จแล้วก็เหนื่อยก็เลยใกล้นิพพานคือทำเพื่อประโยชน์คนอื่นอย่างเดียว ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า พ่อครูอ่านSMSว่า… _จาก ชานติ คำว่า สังวร และ สำรวม มีความหมายเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า...มีความหมายเหมือนกัน สังวร เป็นบาลี สำรวมเป็นภาษาไทยเท่านั้นเอง
_จากปุญญา ธัมมา ที่พ่อครูเคยพูดว่า เรือจำ
อ่านต่อ
นวนมากที่นำมาที่บ้านราช...แล้วบ้านราชเมืองเรือ จะเป็นชุมชนที่ลอยน้ำในอนาคตไหม พ่อครูว่า...ตอบไม่ได้ ว่าที่นี่จะกลายเป็นทะเลหรือน้ำท่วมไปหมดหรือไม่ ก็ตอบไม่ได้ เพราะว่าโลกมันเปลี่ยนแปลงไป ทะเลกลายเป็นภูเขา ในวาระใดวาระหนึ่ง ภูมิประเทศของโลกก็พลิกได้ ทะเลก็กลายเป็นภูเขาภูเขาก็กลายเป็นทะเลมันเป็นไปได้ไม่เห็นประหลาดอะไร จะไปถามทำไม เราอยู่ที่นี่ไม่ได้ก็ไปหาที่อื่นอยู่ไม่เห็นยาก
พ่อครูว่า...เรามาเข้าสู่เรื่องราวของศาสนา อาตมาจะบรรยายไปตามพระไตรปิฎก ผู้ที่รวบรวมพระไตรปิฎกก็เป็นพระอรหันต์กันมาทั้งนั้น ในพระสูตรเล่มแรก ส่วนเรื่องพระวินัยมี 8 เล่ม ในพระสูตรเล่มแรกมี 13 สูตร ท่านได้ไล่เรียงอธิบายเป็นเนื้อหาสาระ เรื่องราวเนื้อหาสาระ แม้แต่หลักคำสอนใหญ่ๆ
อ่าน พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๙ สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย(ยาว) สีลขันธวรรค(ประกอบด้วยศีลและเรื่องราวประกอบ) 1. พรหมชาลสูตร เรื่องสุปปิยปริพาชกกับพรหมทัตตมานพ [1] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค เสด็จดำเนินทางไกลระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาฬันทาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป แม้สุปปิยปริพาชกก็ได้เดินทางไกลระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาฬันทา พร้อมด้วยพรหมทัตตมาณพผู้อันเตวาสิก. ได้ยินว่าในระหว่างทางนั้น.สุปปิยปริพาชก กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตมาณพอันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย พ่อครูว่า..ในยุคโน้นก็เหมือนยุคนี้ที่แตกเป็นสำนักต่างๆ ต่างคนต่างก็มีการอธิบายขยายความพระธรรม ถ้าทำเอามาจากต้นตอของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน สมัยพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้เรียกว่าพระธรรม เขาเรียกว่าพระเวท ต่างคนก็ต่างได้พระเวทมา จำพระเวทมาต้นเค้าได้หมด แต่มาขยายเสริมเติมไปกัน ดีไม่ดีที่เสริมเติมนั้นมากกว่าของเก่า เหมือนยุคนี้มีสำนักต่างๆ แม้แต่สำนักอโศกเกิดมายุคนี้ก็เลยต่างจากเขา ทีนี้แต่ละสำนักก็ยืนยันว่าของตัวเองถูกเป็นเรื่องสามัญอย่างนั้น ก็แล้วอันไหนล่ะถูก ก็ไม่มีใครช่วยตัดสินได้ ก็คนแต่ละคนใครก็ตามใจ ก็ต้องใช้วิจารณญาณใช้ภูมิปัญญาของตัวเอง พระพุทธเจ้าก็บอกว่าต้องไปฟังธรรมะของแต่ละสำนัก สำนักใดเป็นธรรมวาที คุณก็เอาอันนั้น สำนักใดที่เห็นว่าเป็นอธรรมวาทีก็ไม่ต้องเอา อย่างพวกคุณมาฟังอาตมา อาตมาภูมิใจอย่างหนึ่งแสดงธรรมโขกสับ อันที่ผิดก็ว่าผิดอันที่ถูกก็ว่าถูก พูดแรงไม่ได้ประเล้าประโลมอ้อนวอนให้ใครมาเอา ไม่ ไม่ประเหลาะ ไม่ประเล้าประโลมอะไรต่างๆนานา บอกว่าถูกยืนยันของตนเองว่าถูกอันนั้นผิด อย่างไม่ประนีประนอม เจตนาจะไม่ประนีประนอมเพราะว่า ประนีประนอม มานานมากแล้ว สองพันกว่าปีมาแล้วประนีประนอมกัน เพราะฉะนั้นถอดที่ไม่ประนีประนอมแล้วตัดชั๊วๆ ลัดคัดสั้นใครจะเอาก็มา ไม่มีปฏิภาณปัญญาหรือว่าอันนี้ใช่ก็มา เป็นการคัดเลือกไปในตัว ผู้ใดมีปัญญารู้ได้ก็เท่ากับคัดเลือกมาแล้ว เพราะธรรมะพระพุทธเจ้านั้นยาก คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) อาตมาจำเป็นต้องทำงานนี้เพื่อประโยชน์ของผู้ที่มีภูมิปัญญาจริง พวกคุณมีภูมิปัญญารับรู้ได้จึงมา (อย่าหลงตนอย่าเหลิง) มีภูมิปัญญาพอรู้ได้นอกนั้นเขาไม่เห็นค่าไม่เห็นประโยชน์อะไรกับธรรมะนี้ เขาก็ไม่เอา แต่พวกคุณก็มา จนกระทั่งมาได้ธรรมะ กลายเป็นคนชนิดนี้ ไม่ไปแย่งลาภยศสรรเสริญอะไรจากเขาชาวโลก อาตมาได้ช่วยเศรษฐกิจประเทศไทยอาตมาเป็นคนมาจนนี่ไม่ไปแย่งทรัพย์สินเงินทองข้าวของ ที่เขาล่ากันในสังคมประเทศ เป็นการช่วยเศรษฐกิจประเทศและพวกคุณก็สบายไม่มีคู่แย่ง คู่แข่ง คู่อาฆาต คู่วิบาก ต่างคนต่างก็มาทำงานสร้างสรรแล้วทำตัวเองให้เป็นคนไม่เป็นคนฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายกินมากใช้มาก กินพอเหมาะพอดีรู้จักสาระปัจจัยของชีวิตก็สงบเรียบร้อยดีทุกอย่าง ทำได้ยังมีผลดี
(พรหมชาลสูตร ต่อ) ...อาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองนั้น มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงฉะนี้ เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปประทับแรมราตรีหนึ่ง ณ พระตำหนักหลวง ในพระราชอุทยาน อัมพลัฏฐิกาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ แม้สุปปิยปริพาชก ก็ได้เข้าพักแรมราตรีหนึ่ง ใกล้พระตำหนักหลวงในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา กับพรหมทัตตมาณพผู้อันเตวาสิก ได้ยินว่าแม้ ณ ที่นั้น สุปปิยปริพาชก ก็กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตมาณพ อันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยายอาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองคนนั้น มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงฉะนี้ (เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ) ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูปลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง นั่งประชุมกันอยู่ ณ ศาลานั่งเล่น เกิดสนทนากันว่า ท่านทั้งหลาย เท่าที่พระผู้มีพระภาคผู้รู้เห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงทราบความที่หมู่สัตว์มีอัธยาศัยต่างๆ กันได้เป็นอย่างดีนี้ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา ความจริงสุปปิยปริพาชกผู้นี้ กล่าวติพระพุทธเจ้าติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตนาณพอันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชกกล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย อาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองนี้ มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงฉะนี้ เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงทราบคำสนทนาของภิกษุเหล่านั้นแล้วเสด็จไปยังศาลานั่งเล่น ประทับ ณ อาสนะที่เขาจัดถวาย แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายบัดนี้เธอทั้งหลายนั่งประชุมสนทนาอะไรกัน และเรื่องอะไรที่พวกเธอพูดค้างไว้ เมื่อตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ณ ที่นี้ เมื่อพวกข้าพระพุทธเจ้าลุกขึ้น ณ เวลาใกล้รุ่ง นั่งประชุมกันอยู่ที่ศาลานั่งเล่น เกิดสนทนากันขึ้นว่า ท่านทั้งหลาย เท่าที่พระผู้มีพระภาคผู้รู้เห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงทราบความที่หมู่สัตว์มีอัธยาศัยต่างๆ กันได้เป็นอย่างดีนี้ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา ความจริงสุปปิยปริพาชกนี้ กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตมาณพอันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์โดยอเนกปริยาย อาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองนี้ มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรง ฉะนี้เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ พระพุทธเจ้าข้า เรื่องนี้แลที่พวกข้าพระพุทธเจ้าพูดค้างไว้ พอดีพระองค์เสด็จมาถึง. พ่อครูว่า...ก็มาดูพวกเรา เมื่อถูกติแล้วจะขุ่นเคืองหรือไม่? คนที่โกรธหรือขุ่นเคืองเป็นคนที่โง่ ได้โง่ไปแล้วทีหลังอย่าทำ ใครจะตำหนิเราอย่างไรจะชมเราอย่างไร เราจะเป็นจริงอย่างไรก็ใช้ประโยชน์จากการถูกตำหนิ ถ้าหากเขาตอนนี้ยังมีภูมิปัญญาอย่างผู้รู้ ติอย่างผู้มีภูมิธรรมอาจจะสูงกว่าเรา เราก็จะได้ประโยชน์มาก ส่วนคนที่เขาติผิด ก็เพราะเขาไม่มีภูมิปัญญา เมื่อเราฟังเนื้อหาสาระที่เขาตำหนิ ไม่ใช่ว่าฟังแล้วไม่ชอบใจเราจะซวยเปล่าๆ ใครจะติหรือจะชมจิตใจเราก็ไม่หวั่นไหวไม่เปลี่ยนแปลง เราจะรู้ความจริงตามความเป็นจริง จิตใจของเราจะผ่องใส จิตใจผ่องใสเป็นกระจกเงาชั้นดีไม่มีภาพลวงจะรู้อะไรได้ชัดเจน เพราะฉะ นั้นใครจะตำหนิอย่างไรก็ตาม ไม่ต้องไปอาฆาตไม่ต้องไปโทมนัสไม่ต้องแค้นใจอะไรเขา (อ่านต่อ) ...พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรมติพระสงฆ์ ก็ตาม เธอทั้งหลายไม่ควรอาฆาต ไม่ควรโทมนัสน้อยใจ ไม่ควรแค้นใจในคนเหล่านั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น เธอทั้งหลายจะพึงรู้คำที่เขาพูดถูก หรือคำที่เขาพูดผิดได้ละหรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้ทีเดียว พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริงว่านั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย พ่อครูว่า...อย่างที่เขาตำหนิอาตมามา หากไม่จริงอาตมาก็บอกไป อย่างไม่อวดโอ่ อาตมาเข้าใจอาการของการ อวดโอ่ เราไม่ได้เป็นจริงก็อยากจะพูดไปให้เขารู้ ตอนนี้พวกฑูตที่มาในข่าว มาด้วยสาเฐยจิตหรือไม่ คือมีจิตไม่มุ่งหมายดี เป็นอกุศลจิตจะมาสอดแนม มาละเมิดอะไรก็แล้วแต่ จะมาโชว์พาว เบ่งอะไรต่ออะไร มีสาเฐยจิตก็ไม่รู้ (ส.เดินดินว่า เขาบอกว่าตั้งใจจะมาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ) สังคมเกิดพวกนี้ขึ้นมาก็ลึกซึ้งละเอียดขึ้นแล้วก็เอามาให้ศึกษา พวกที่มีภูมิปัญญาก็เอามาสอนกันเรียนรู้กันอย่างลึกซึ้งในประเทศไทย (ส.เดินดินว่า วันนี้ก็เลยไม่มีใครมา แสดงว่าที่ประเทศไทยตอบโต้ไปก็มีผล วันนี้เป็นคิวของนายปิยบุตร แสงกนกกุล ไปศาล) เป็นการสอนกันในที ถึงมารยาท ส่วนดร.ปิยบุตรก็ยังนึกว่าตนเองจะแน่ นึกว่าฑูตจะมาอีกแต่ก็ไม่มาก็หมดหน้า ขายไม่ออกเลย เรื่องการติเตียนเป็นเรื่องดีเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญ คนจะติเตียนคนอื่นได้คนนั้นต้องมีความรู้ต้องมีความจริงที่จะติเตียนเขา หากติเตียนโดยไม่รู้ก็เละ จะไปติอะไรเขา ก็เลยติไปเรื่อยๆอย่างนั้นไม่มีเหตุมีผลไม่มีหลักฐานไม่มีความรู้อะไรเลย มันจะได้เรื่องอะไร จะต้องเป็นคนมีภูมิปัญญามีความรู้มีความจริงจึงจะ ติ แล้ว ติได้แล้วมีผล ติดี แล้วมีผลความเจริญ เหตุการณ์ของสังคมมนุษยชาติถ้ามีสิ่งที่ผิดเยอะก็ต้องถูกตำหนิเยอะ อย่างเช่นในยุคนี้อาตมาก็ต้องตำหนิเยอะ มันไม่มีให้ชม คนที่ถูกมันมีน้อยจนกระทั่งไม่รู้จะไปชมตรงไหน โดยเฉพาะอาตมาพูดแล้วพูดอีกว่าถ้าไม่มีโลกุตตระเลย ในเถรสมาคมไม่มีโลกุตระ เขาพูดผ่านๆแต่เนื้อแท้ไม่ใช่โลกุตระ เขาเข้าใจไม่ได้
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน นิยามของโลกุตระ อาตมาเน้นนิยามโลกุตระ ประเด็นหลักชัดๆคือ โลกุตระนั้นคือ จิตมีกิเลส แล้วผู้รู้มีภูมิปัญญารู้ว่ามีกิเลสในจิต แล้วจัดการกิเลสให้ลดหรือหมดลงไปได้ นี่คืออาการของโลกุตระ นิยามให้ชัดเจนแล้วนะ คนจะต้องมีญาณปัญญาอ่านว่ากิเลสมันมีก้อนอย่างนี้หน่วยเท่านี้ หน่วยนี้มันได้พร่องลงไปด้วยจางคลายลงไป หรือดับ คุณก็จะต้องรู้สภาวะของอกุศลจิตนั้นว่ามันต้องลดไปหรือมันดับลงไปด้วยฝีมือเราทำ ให้มันดับลงไปจริงๆ นั่นคือลักษณะของโลกุตระของพระพุทธเจ้า สำคัญมากเลยยิ่งใหญ่ศาสนาในยุคนี้ ไม่รู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพาน เริ่มตั้งแต่ สักกายะ องค์ประกอบรูปนามของจิต ที่รู้จักแยกแยะมีวิธีทำให้มันลดลงไป มีไฟฌาน ไฟปัญญา สลายกิเลส เป็นวิธีของพระพุทธเจ้า สลายให้มันหายได้จริง ถ้าสะกดไว้มันก็จะคืนมาใหม่ หากกดได้นานหน่อยก็แน่นแข็ง แต่มันไม่ได้สูญหายไป นี่คือประเด็นที่สำคัญยิ่งใหญ่มากเลยของศาสนาพุทธ ขออภัยศาสนาอื่นไม่ได้เรียนรู้จิตเจตสิกรูปนิพพาน ว่าตัวกิเลสเป็นอย่างไรและมีวิธี ดับกิเลสฆ่ากิเลสจนสูญได้มีศาสนาพุทธทำได้เท่านั้น ในยุคพระพุทธเจ้านั้นศาสนาทั้งหลายมีแต่เดียรถีย์ ไม่มีเนื้อหาโลกุตรธรรมเลย ศาสนาพุทธอุบัติขึ้นมาเพื่อเผยแพร่โลกุตรธรรม ส่วนโลกียธรรมที่เขามีความดีความชั่วนั้นเป็นสามัญดีชั่วก็สมมุติกันไปโยนกันไปโยนกันมาหมุนกันไปหมุนกันมา ดีเป็นชั่วชั่วเป็นดีมันเป็นไปตามยุคสมัย สลับกันไปไม่เที่ยงหรอก แต่ศาสนาพุทธนักเรียนรู้เรื่องจิตเจตสิก แล้วเรียนรู้ที่สำคัญคือสุขกับทุกข์ สุขกับทุกข์ เป็นตัวต้นทางและ ตัวสุดท้าย หากคุณรู้จักสุขกับทุกแล้วดับสุขกับทุกข์ได้คุณก็อยู่เหนือโลกได้ จะอยู่กับโลกที่มันปรุงแต่ง เป็นลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข คุณก็ไม่มีความทุกข์ความสุข คุณก็จะอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้โดยคุณไม่เป็นทาส ดูมันไม่ใหญ่ยิ่งเลยเรื่องสุขเรื่องทุกข์ แต่มันใหญ่ยิ่งเลย ความสุขความทุกข์เป็นภาวะ 2 ที่เป็นเทวะ ศาสนาพุทธไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ดับเทวะทิ้งเลยไม่เหลือเทวะ ไม่มีเทวะ ศาสนาพุทธไม่มีเทวะเป็นอเทวนิยม ศาสนาพุทธเกิดมา 2000 กว่าปีโลกุตรธรรมได้เสื่อมไปหมดอาตมาก็ได้หยิบให้ฟื้นคืนและพวกนี้ก็ผยอง พอดีอาจารย์บอกว่าเรียนรู้มาจากพระพุทธเจ้าและโพธิรักษ์มาจากไหนแล้วบอกว่าของตัวเองถูก แล้วบอกว่าไม่มีครูบาอาจารย์อีก แล้วยืนยันว่าถูกต้อง อาจารย์ทั้งหลายที่สอนกันนั้นผิดด้วย อาตมาลำบากใจจริงๆที่จะทำให้เขาได้เชื่อ อาตมาไม่มีเครื่องยืนยันเลย ไม่มีนักธรรมตรีโทเอก เปรียญ 3 4 5 6 7 8 9 เรียนปริญญาตรีโทเอกทางโลกทางธรรมไม่มีเลย ไม่มีสำนักไม่มีครูบาอาจารย์ แล้วมาสอนธรรมะในระดับโลกุตระ ใครรับรอง(สู่แดนธรรมว่า กรอ. กูรับรองเอง) อาตมาบากบั่น เอาความรู้คำสอนพระพุทธเจ้ามาสอนก็ต่างจากที่เขาสอนกันมายืนยันความจริง ถ้าคุณถูกศาสนาพุทธไม่เป็นอย่างนี้หรอก มันก็เป็นอย่างที่คุณสอนกันมาเลยเป็นอย่างนี้ เน่าเละอยู่อย่างนี้ อาตมามาอธิบายไม่เหมือนกับพวกโน้นจึงถูกต้องแล้ว ฟังดีๆ อาตมาพูดธรรมไม่ได้ข่มไม่ได้ดูถูก หากอาตมาพูดแล้วหากเหมือนของเขาก็ถูกเหมือนกันสิ แต่นี่มันต่างกัน อาตมาพยายามดึงกลับมาให้พยัญชนะถูกต้องตรงตามสภาวะเช่นคำว่าบุญคำว่ากายคำว่าสมาธิ คำว่าฌาน คำว่าศีล อาตมาดึงกลับมาสู่ความหมายที่ควรจะเป็น พวกคุณเป็นคนที่มีศีลไม่เหมือนกับศีลที่พวกเขาเป็นกัน เพราะเขามีศีลแค่กายวาจาสำรวมสังวรได้ แต่ใจนั้นไม่เกี่ยว เขาบอกว่าถ้าใจเป็นสมาธิต้องไปนั่งหลับตา แต่ของเราไม่ใช่ ของเรานั้นศีลนี้แหละจะทำให้จิตเป็นสมาธิ ศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์เราเกี่ยวข้องกับสัตว์ในชีวิตเราก็ไม่ฆ่า จิตใจเราก็ไม่ทำร้ายไม่มีอาวุธ มีจิตใจเอ็นดูปราณีหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้า เป๊ะเลย เถียงไม่ขึ้น เขาก็ใช้เล่มเดียวกันกับอาตมา ก็จะต้องยืนยันความจริงนี้ไปอีกนานเพราะว่าอาตมานั้นหัวเดียวกระเทียมลีบ กระเทียมโทนลีบๆด้วยไม่เต่ง แต่จริงๆอาตมาเต่งนะ แต่เขาบอกว่าอาตมาลีบ
(อ่านต่อ)ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรมชมพระสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลายถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลายเพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม หรือชมพระสงฆ์ ในคำชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยความเป็นจริงว่า นั่นจริงแม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาได้ในเราทั้งหลาย. พ่อครูว่า...เขาชมจิตเราก็ไม่ฟู เขาติเราจิตเราก็ไม่แฟบ จิตเราก็กลางๆ จุลศีล [2] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใดนั่นมีประมาณน้อยนักแล ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปุถุชนกล่าวชมตถาคตจะพึงกล่าวด้วยประการใด ซึ่งมีประมาณน้อย ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีลนั้น เป็นไฉน? พ่อครูว่า...คำว่าศีลหมายถึงเป็นเบื้องต้นอย่างต่ำยังมีมากกว่านี้อีกเยอะ แต่ตอนนี้ชมเราว่ามีศีลก่อน สมัยนี้ก็ต้องพูดสมัยนั้นของพระพุทธเจ้าแน่นอน ถ้าเป็นคนบัญญัติ มันเคยมีมาตั้งแต่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนแต่มันหายไปแล้ว เมื่อพระพุทธเจ้าองค์นี้มาอุบัติก็ประกาศศีลอีก แต่ก็เป็นศีลของพระพุทธเจ้าองค์เดิมนั่นแหละเป็นไฉน
[3] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า 1. พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรามีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่. พ่อครูว่า หมายถึงว่า จิตเรามีเจตนาร้ายต่อสัตว์ เจตนาฆ่า จนใช้การฆ่าโดยใช้อาวุธฆ่าใช้ศาสตราฆ่า โอ้โห แน่จริงก็มือกับมือเขี้ยวกับเขี้ยวสิ แต่นี่ไปเอาเปรียบเอาอาวุธมานี่ ไม่แน่จริง พวกมีอาวุธร้ายไม่ได้เก่งอะไร เก่งก็มาเขี้ยวต่อเขี้ยวฟันต่อฟัน แต่นี่เอาดาบง้าวปืนมาฆ่าเขา โลกก็ไม่ได้เจริญไม่ได้ยิ่งใหญ่เลย เพราะฉะนั้นประเทศที่สร้างอาวุธได้มากได้เก่งได้ร้ายแรงเท่าไหร่ ยิ่งแสดงถึงความต่ำ แสดงถึงความไม่เก่งเลย ประเทศชาตินั้น ขี้กลัวมาก อาตมาไม่ได้พูดผิดนะ คนที่ไปนิยมชมชื่นประเทศที่สร้างอาวุธร้ายได้เก่งมีประสิทธิภาพสูง ไปนิยมชมชื่นอย่างนั้นโง่จัง ต้องมานิยมชมชื่นคนที่สู้กับคนอื่นด้วยความสุขด้วยความสงบ ด้วยความเอ็นดู ด้วยความไม่ประมาทถนาร้ายต่อเขาเลยอย่างพวกเราทำสำเร็จ อาตมาพูดประโยคนี้เพราะได้ปฏิบัติมาแล้ว เราได้พากันไปประหาร รัฐ ใช้คำชัดๆ ได้ไปทำรัฐประหาร ประหารรัฐบาลมาหลายรัฐบาลโดยไม่ใช้ศาสตราไม่ใช้ทัณฑะไม่ใช้อาวุธไม่ฆ่า แต่ใช้ความสงบสยบความรุนแรงจนชนะ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่คนฟังไม่ขึ้น อาตมาอธิบายเรื่องรัฐศาสตร์ ชาวไทยมาร่วมกัน อาตมาก็เป็นคนหนึ่งไปร่วมเป็นประชาชนไปประหารรัฐบาล ซึ่งในโลกเขามีแต่ทหารไปทำรัฐประหาร หรือแม้เป็นประชาชนก็ต้องมีอาวุธมีกองทัพ ยิ่งทหารเขามีอาวุธมีเครื่องมืออยู่แล้ว เขาก็ทำการปฏิวัติ การปฏิวัติในแต่ละประเทศก็เป็นคณะทหารทำเสียส่วนใหญ่ ประชาชนจะมีกองอาวุธไปปฏิบัตินั้นมีบ้างแต่น้อย แต่ก็เป็นการปฏิวัติด้วยการใช้แรงใช้อาวุธ แต่คนไทยนั้นใช้ความสงบใช้คุณธรรมความจริงความรู้เอาความจริง เข้ามาประหารรัฐบาล สำเร็จไป 5 รัฐบาล เอาปรากฏการณ์สิ่งที่ผ่านมาแล้วมาพูด ประเทศไทยมีรัฐศาสตร์การเมืองที่ยิ่งใหญ่ ทำปรากฏการณ์รัฐประหารโดยประชาชนเพื่อประชาชนของประชาชนสำเร็จอย่างสวยงาม ถือว่าสวยงามมาก ใช้เวลานาน เอาความจริงเข้ามาเป็นอาวุธ ความจริงนั้นจนกระทั่งรัฐบาลจำนนต่อความจริง ประชาชนเข้าใจความจริงเห็นความจริงได้ออกมารวมกัน เอ็งไปๆ ไม่ได้ไปรุนแรงกับเขา จนเขาต้องเป็นสัมภเวสีอยู่นอกประเทศในปัจจุบันนี้ นี่เป็นฝีมือของประชาธิปไตยของประชาชนคนไทย แล้วอาตมาก็พยายามอธิบายส่วนต่อ โดยที่เขาใช้คำว่าสืบทอดอำนาจเผด็จการ พวกนี้ไม่มีปัญญาเลย จบดอกเตอร์มาและบอกว่าสืบทอดอำนาจเผด็จการใช้คำนี้ผิด ถ้าบอกว่าสืบทอดอำนาจจากประชาชนที่ได้ทำรัฐประหารสำเร็จด้วยความสงบ อันนั้นได้ถูกต้อง สืบทอด เพราะฉะนั้นการสืบทอดอันนี้เป็นการยื่นไม้ผลัดกันระหว่างประชาชนที่ยึดอำนาจได้ รัฐประหาร ประชาชนไปทำรัฐประหารรัฐบาลตั้ง 5 รัฐบาลเสร็จเรียบร้อย แล้วผู้ที่อยู่ในอำนาจรักษาความสงบจะรับอำนาจไปทำงานต่อ อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ เป็นผู้รักษาความสงบแห่งชาติเป็นหัวหน้าก็มารับผิดชอบต่อไป รับไม้ผลัดใบและประชาชนก็ยินดี ไม่ได้หมายความว่ามาปฏิวัติประชาชน ไม่ได้มาประหารประชาชน พลเอกประยุทธ์ไม่ได้ประหารประชาชนไม่ได้มาเผด็จการกับประชาชน ไม่ได้เอากองทัพมาทำรัฐประหารหรือว่าเผด็จการอะไรเลย เป็นการรับไม้ผลัดต่อจากอำนาจประชาชน และอำนาจนั้นไปบริหารปกครอง ซึ่งก็ดีเข้าตาประชาชนทุกวันนี้ก็ยังเรียบร้อยดี อาตมาก็พยายามดัดจริตใช้ภาษาว่านี่เป็น เดโมเครซี่ คอริดอร์ เป็นประชาธิปไตยที่เชื่อมต่อเป็นการสืบทอดจริงๆแต่เป็นอำนาจที่ไม่ใช่อำนาจเผด็จการ เป็นการสืบทอดอำนาจของประชาชนที่รัฐประหารได้ด้วยความสงบ ด้วยความเรียบร้อยง่ายงามสวยสดงดงามมาก สำเร็จเด็ดขาดด้วย จึงบริหารได้โดยไม่มีอะไรวุ่นวายเท่าไหร่ มีพวกเห่าบ๊องๆๆอยู่เป็นเศษกากที่เหลือ มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติเป็น Error สามัญ พวกไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เขาเสร็จไปตั้งนานแล้วยังหลงโลกมืดบอดอยู่ ยังไม่รู้จักกาละ จนถูกไล่ไปเป็นคนชาติอื่นเสียเพราะว่างมงายไม่รู้เรื่อง คนไทยก็รู้ดีแล้วว่าประเทศไทยสงบแล้วและเป็นประชาธิปไตยโดยไม่ต้องใช้การเลือกตั้งเป็นตัวตัดสิน แต่ใช้สารัตถะแท้ๆของความเป็นประชาธิปไตยยืนยัน
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีล 5 กับอุปาทายรูป 24 จริงๆแล้วศีลข้อ 1 2 3 ใน 5 ข้อนี้ จริงๆแล้วมารวมไว้ทั้งหมดตั้งแต่คนสัตว์เล็กสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่ เรามีชีวิตอยู่กับสัตว์เหล่านี้หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ หรือว่าเราจะมีความกรุณามีความเอ็นดู เราจะมีความละอาย ละอายที่เรามีจิตไม่ปรารถนาดี ไม่หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง แม้สัตว์อื่นแม้คนอื่นเขาปรารถนาร้ายต่อเรา เขาจะทำร้ายเราด้วยซ้ำไป แต่เรากลับไม่มีความคิดที่จะไปปรารถนาร้ายกลับ ไม่คิดจะโต้ตอบด้วยความร้ายมีแต่ความเอ็นดู มีแต่ความปรารถนาดีความเมตตากรุณา อยากให้เขาเปลี่ยนแปลงจากที่มันไม่ดีมาเป็นดี เป็นต้น ซึ่งเป็นจิตที่สุดยอด ถ้าผู้ใดปฏิบัติธรรมะเข้าใจไหมแค่นี้ ศีลข้อ 1 ใจของคนเป็นเช่นนั้นปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ อาตมาพูดไปแล้วคนเข้าใจยาก เพราะเป็นภาษาสิริมหามายาเหมือนกับอาตมารุนแรง เหมือนกับอาตมาดุเดือด คือตำหนิเขาแรงๆ ตำหนิหยาบ บ่อยซ้ำ คนก็รู้สึกว่าอาตมาแค้นเคืองโกรธหรือเปล่า อาตมาก็บอกว่าอาตมาไม่มีจิตอย่างนั้น ซึ่งมันตรงตามพระพุทธเจ้าบอกว่า ใครมาว่าจะมาเป็นเช่นนั้นอาตมาก็บอกไปว่าอาตมาไม่มี แม้แต่อยากจะโอ่อวด จิตอยากอวดโอ่ไม่มี จิตที่จะไปประสงค์ร้าย กล่าวตำหนิติเตียนโจมตีเขามากมาย ก็ไม่ได้มีจิตใจร้ายแรงอะไรไม่มี มันเป็นพยัญชนะเป็นภาษาที่ใช้สื่อ ที่อาตมาคิดว่า ตอนนี้เขาจะรู้ว่ามันหนักมันหนามันแรงมันร้ายนะ ฟังให้เข้าใจสิว่าเราเป็นคนร้ายคนแรงคนแย่ขนาดนี้แล้วหรือ ก็ใช้ภาษาเพื่อจะสื่อให้เขาเข้าใจ โดยใจของตัวเอง อาตมาไม่มีความหนักความร้ายความแรงความถือสาหรือแม้แต่อยากอวดว่าตัวเองรู้ดีตัวเองเก่งเอาความดีมาโชว์เพื่อที่จะ ข่มคนอื่น มันเลี่ยงไม่ออกเท่านั้นเอง สิ่งที่ดีต้องข่มสิ่งชั่ว ความถูกต้องข่มความผิด เท่านั้นเอง เขาก็ยัดเยียดให้แต่อาตมาไม่ถือสา สัตว์ทั้งหลายก็อยู่ไปตามวิบาก ปล่อยเขา อย่าไปยุ่งเกี่ยวอะไรเขาเขาจะเป็นจะตายอย่างไร เห็นงูกินเขียดจะไปแย่งเขียดออกจากปากงู ไปแย่งเขาทำไม จะไม่ให้งูมันกินเขียดแล้วจะให้งูมันกินหญ้าหรือยังไร มันเป็นอาหารของมัน ไม่เป็นวัฏจักรของมัน คนที่เป็นสัตว์ด้วยกันนี่แหละที่เราจะต้องสัมพันธ์กันอย่างไรอยู่ร่วมกันอย่างไร ที่จะให้เกิดการกระทบกันแล้วเกิดปฏิกิริยาที่เปลี่ยนแปลงจากไม่ดีให้มาเป็นดีได้ นี่คือจุดหมายของการเป็นอยู่ในชีวิต กายกรรมก็ดีว่าใช้กรรมก็ดีโดยเฉพาะมโนเป็นประธาน อาตมามีชีวิตอยู่เพื่อที่จะให้ส
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive