660801 พ่อครูเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร วันอาสาฬหบูชา ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์25 KB
วันที่แก้ไข5 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

660801 พ่อครูเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร วันอาสาฬหบูชา ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53231.html

ด าวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1uT2wwmsS_Fw7gm7U9oCAQFpRbe1PVq_6/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1-0KNDYCpzM90qBcFC31lkl2PpMKdD-YF/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660801-142--_128-kbps-e27k9cb

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/kqMHK_gMY2M และ https://fb.watch/m8M6cFydA6/

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร วันอาสาฬหบูชา พ่อครูว่า... วันนี้วันอังคารที่ 1 สิงหาคม 2566 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 15 ค่ำเดือน 8(2) ปีเถาะ เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้เป็นวันอาสาฬหบูชา คือวันเพ็ญเดือน 8 วันสำคัญเดือน 8 ชาวไทยเรามาค้นพบ ก็คงมีคนพูดถึงเยอะแล้วล่ะ มาค้นพบว่าเป็นวันสำคัญที่ 1. เกิดพระสงฆ์ 2. เกิดพระธรรม 3. พระพุทธเจ้า มาทำให้เกิดพระธรรม แล้วทำให้เกิดพระสงฆ์ รวมเป็น 3 อย่าง ครบพระไตรรัตน์ คือ รัตนะ 3 หรือแก้วสามดวง ชาวไทยพุทธมาค้นพบวันสำคัญนี้ ส่วนประเทศอื่นเขานับเอาวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญ เดือน 6 โน่น วันที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นพระพุทธเจ้า ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 แล้วท่านถึงได้พระราชดำเนินมาจากที่ตรัสรู้ ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา มาถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน มาพบปัญจวัคคีย์ 5 รูปที่เคยศึกษาอยู่ร่วมกัน เท้าความไปนิดนึง ศึกษาอยู่ร่วมกัน ปัญจวัคคีย์เขายังเป็นเดียรถีย์อยู่เต็มที่ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา ก็พยายาม ความระลึกรู้ยังไม่ขึ้นมาตอนแรก ท่านก็ยังไม่ได้ว่ากระไร ท่านก็ปฏิบัติตามกันแบบผิดๆ เพราะว่าตอ

อ่านต่อ

นนั้น พราหมณ์ทั้งหลายปฏิบัติผิดหมด พระพุทธเจ้า ก็ไปบำเพ็ญกันในป่า 6 ปี ร่วมกับ พราหมณ์ ทั้ง 5 นี้ ปฏิบัติ 6 ปีนั้นเป็นการปฏิบัติผิด ปฏิบัติ 6 ปีนั้นเป็นการปฏิบัติผิด ฟังให้ดีนะคือผิดอะไร 1. ออกป่า 2. ปฏิบัติแบบหลับตา สะกดจิต นั่งสมาธิ อย่างทุกวันนี้เลยคือความผิด ที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ปฏิบัติผิดที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ นั่นแหละที่ปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้คือความเสื่อมของศาสนาพุทธ ส่วนใหญ่นะ ขออภัยขอแวะนิดหนึ่งว่าชาวอโศกนี้ปฏิบัติถูก จึงขัดแย้งกันกับทางสังคมหมู่ใหญ่ ที่ปฏิบัติผิด ยึดถือกันผิดๆ ไม่ว่าจะยึดถือกันทางความรู้แบบบัญญัติ แบบพยัญชนะ ศึกษาเปรียญ ศึกษาภาษาศึกษาไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ อะไรกันอยู่นั่น เตลิดเปิดเปิงไปรู้มาก เป็นผู้รู้ ผู้คงจะเรียน เต็มหูเต็มหัวหมด แต่ไม่ได้บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่บรรลุธรรมในชาตินี้ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรียกว่าเป็น ปทปรมบุคคล เป็นบุคคลผู้จมอยู่ใต้โคลน ไม่ใช่ เนยยะ ไม่ใช่ อุคฏิตัญญู ไม่ใช่ วิปัญจิตตัญญู อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเมื่อพระพุทธเจ้า ตรัสรู้ได้แล้ว ก็จะต้องมายืนยันว่าจะมีผู้ที่ฟังธรรมนี้ ท่านตรัสรู้แล้วเห็นว่าเป็นโลกุตรธรรมที่ลึกซึ้งมาก คนจะฟังรู้เรื่องรึ ตอนที่ท่านยังไม่ตรัสรู้เองขึ้นมาโดยชอบนี้ บำเพ็ยยังไม่ได้ ยังไม่บรรลุธรรมขึ้นมา อยู่กับหมู่ปัญจวัคคีย์อยู่ในป่า อิสิปตนมฤคทายวัน ท่านก็ระลึกได้ว่า ความรู้ความเห็นของปัญจวัคคีย์ก็คงจะเหมือนที่เรายังระลึกไม่ได้นี่แหละ ที่ระลึกได้แล้ว โอ้โห..มันสุดยอด จะต้องนำไปเปิดเผยดูซิ คนมันจะฟังรู้เรื่องหรือ ท่านเห็นความลึกซึ้งของโลกุตรธรรมที่ท่านเองท่านเคยบำเพ็ญมาเป็นพระพุทธเจ้า บรรลุมาแล้ว บรรลุพระสัพพัญญุตตญาณมาแล้ว อาตมาเคยเล่าท้าวความมาก่อนแล้ว สิ่งที่พระพุทธเจ้าเอามาเปิดเผยในยุคที่ท่านตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม องค์นี้ หรือองค์ไหน พระพุทธเจ้าทุกพระองค์พอตรัสรู้ รู้ตนเองว่าเป็นพระพุทธเจ้า ท่านมีธรรมะที่ท่านมีเองนั้นนะ ที่ท่านเคยบำเพ็ญมาแล้ว ขึ้นมาเอง แล้วมันก็รู้เองว่ามันลึกซึ้ง แล้วไอ้ที่ก่อนนี้ที่จะรู้ เราก็รู้ว่าสิ่งที่เราไม่รู้คืออะไร คนที่รู้ว่าสิ่งที่เรารู้คือโลกุตระ มันจะรู้ว่าสิ่งที่เราเคยรู้มาก่อนว่าไม่ใช่โลกุตระคืออะไร มันจะรู้ 2 อย่างเลย รู้โลกียธรรม โลกียธรรมสูงส่งอย่างไรก็ เข้าใจ เท่าที่เรามีบารมีตามแต่ละฐานะ ไอ้ที่เรารู้นี่ เช่นพระอรหันต์ธรรมดาก็ตาม ก็จะรู้ 2 อย่างเหมือนกัน ยิ่งเป็นโพธิสัตว์หลายระดับ อย่างที่อาตมาอธิบายสาธยายมาแล้ว โพธิสัตว์ระดับ 1 ระดับ 2 ระดับ 3 ระดับ 4 อะไรมาจนกระทั่งถึงระดับ 6 ซึ่งเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเคยไล่ระดับมาให้ฟังแล้วนะ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นอรหันต์ระดับ 1 อนุโพธิสัตว์เป็นอรหันต์ระดับ 2 อนิยตโพธิสัตว์ เป็นอรหันต์ระดับ 3 นิยตโพธิสัตว์ เป็นอรหันต์ระดับ4 มหาโพธิสัตว์ เป็นอรหันต์ระดับ 5 ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะหรือพระพุทธเจ้าเป็นอรหันต์ระดับ 6 เหล่านี้ก็เคยไล่ให้ฟังมาแล้ว พระพุทธเจ้า เมื่อตรัสรู้ในวันที่ท่านตรัสรู้แล้ว ท่านะนำมาเปิดเผยเทศน์เป็นกัณฑ์แรก เรียกว่า พระธรรม ธัมมจักกัปปวัตตนะ จักกะ จะหมุนต่อขึ้นไปในกัปป์ วัตตนะ จะหมุน พระพุทธเจ้าได้เทศนาธรรมจักร ที่จะหมุนขึ้นไปในกัป วัตนะคือหมุน ธรรมะที่พระพุทธเจ้าเปิดเผย ก็จะเริ่มเกิดและเริ่มหมุน สร้างธรรมะโลกุตรธรรมขึ้น เป็นศาสนาพุทธ เรียกโดยศัพท์ว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ในพระไตรปิฎกเล่ม 4 ข้อ 13 อยู่ในพระวินัย ไม่ใช่อยู่ในพระสูตร ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปฐมเทศนา [13] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้ ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน นั้น เป็นไฉน? ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่อริยมรรค มีองค์ ๘ นี้แหละ คือปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งจิตชอบ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.

พ่อครู (อธิบายวรรคต่อวรรค) ว่า... ที่สุดสองอย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คำว่า ที่สุดสองอย่างนี้ ในภาษาบาลีว่าอันตา อันตาแปลว่าปลาย ปลายสองข้าง สุดโต่งสองข้างว่างั้นเถอะ สุดโต่งสองข้างนี้ไม่ควรเสพ การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย กามสุขไม่ควรเสพ เป็นธรรมอันเลว กามเป็นธรรมะอันเลว ฟังดีๆ นะ ถ้าผู้มีปัญญา ฟังแล้วจะสะดุ้งถ้าเข้าใจว่ากามคืออะไรนะ แม้แต่กามหยาบๆ ก็ต้องสะดุ้งแล้วล่ะ ยิ่งกามละเอียดแล้ว คุณไม่สะดุ้งง่ายๆ หรอก เพราะยังไม่รู้เท่าทันเท่าไรหรอกในกามละเอียด ส่วนกามหยาบๆ สะดุ้งทั้งนั้น ฟังให้ดี สะดุ้ง เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ขออธิบายแทรกตรงนี้ว่า มันเป็นโทษ บาลีแปลว่า กามที่เป็นประโยชน์มาจากคำว่ากามคุณ คำว่า คุณนี้คือ ประโยชน์ เป็นประโยชน์ทางกาม แต่ที่จริงมันเป็น กามาทีนวะ เขาไม่เอาที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อนุปุพพิกถา 5 ว่า กามาทีนวะ นี้คือสวรรค์ หรือเสพกามแล้วขึ้นสวรรค์ หอฮ่อ! มันเป็นโทษ กามาทีนวะ แต่มาหลงว่าเป็นกามคุณ 5 แต่มันเป็นกามโทษ 5 ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสแล้วเกิดสุขอยู่ในใจ การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน(อัตกิลมถะ) เป็นความลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์ 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง(มัชฌิมาปฏิปทา) ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้น เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.

พ่อครูว่า... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ฟังอีก ปฏิปทาสายกลาง พระบาลีว่า มัชฌิมาปฏิปทา ทำดวงตาให้เกิด คือจักษุ ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ คือถ้าเกิดญาณ เกิดดวงตาแล้ว ก็จะเกิดความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ปฏิปทาสายกลางนั้น ปฏิปทาคือข้อปฏิบัติ ได้แก่ อริยมรรค มีองค์ 8 นี้แหละ คือปัญญาอันเห็นชอบ 1 เขาแปลมาจากสัมมาปัญญา ความดำริชอบ 1 เจรจาชอบ 1 การงานชอบ 1 เลี้ยงชีวิตชอบ 1 พยายามชอบ 1 ระลึกชอบ 1 ตั้งจิตชอบ 1 สรุปแล้วก็คือมรรค 8 นั้นแหละ ข้อปฏิบัติคือ มรรค 8 ท่านก็ตรัสเอาไว้ก่อนแล้ว คือ อริยมรรค มีองค์ 8 คือสัมมาทิฏฐิ ความเห็น ทิฏฐิตัวนี้ยังไม่เป็นปัญญาที่แท้จริง แต่ท่านมาแปลว่า ปัญญาเห็นชอบ หรือจะแปลซ้อนก็ต้องเข้าใจว่า ปัญญาในระดับต้น ปัญญาในระดับความเห็น ทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติและสัมมาสมาธิ

[14] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือด้วยมรรค คือ วิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คืออริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ 8 พ่อครูว่า ท่านตรัสรู้ ท่านก็บอกว่า ท่านตรัสรู้ มรรค-ทางปฏิบัติ แล้วท่านก็ขยายต่อมาอีกว่า ท่านตรัสรู้ ทุกข์ ทุกขอริยสัจ คือความเกิด… ความแก่… ความเจ็บไข้… ความตาย… ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก… ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก… ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์ ต่อมาก็ สมุทัย 1. ทุกขอริยสัจ 2. ทุกขสมุทัยอริยสัจ นะ ขอสรุปสั้นๆ ไปเลย เป็น อริยสัจ 4 แล้วท่านก็ตรัสขยายความนิดหน่อย เกิดตัณหา ตัณหาคือสมุทัย ทำให้เกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิน มันก็จะติดเป็นความกำหนัด เป็นกิเลสนี่และเพลิน เป็นความเพลิดเพลินอารมณ์ มี 3 คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็คือ ตัณหา 3 นั้นเอง ต่อมา ทุกขนิโรธ ตัณหานั่นแลดับ นิโรธนั้นคือดับ นิโรธ ทุกขนิโรธอริยสัจ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือด้วยมรรค ปฏิบัติด้วยมรรคนี้แหละ มันก็จะเริ่มวิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน นี้แหละ ก็ค่อยๆ ปฏิบัติ มีมรรคมีผลไปตามลำดับ จางคลาย สละออก สละคืนนี้ก็คือปฏินิสสัคคะ แล้วก็ปล่อยวาง นิพพิทาวิราคะ ปล่อยไป ไม่เกี่ยวข้อง ไม่พัวพัน ทีนี้ข้อต่อมา ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ทุกขนิโรธ มันมีความยาวไปถึงคานิมีปฏิปทา คือทางปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ ที่ปฏิบัติไปตามลำดับ แล้วจากคามินี จากบุคคล เป็นต้น ตั้งแต่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ นี้แหละ จะนิโรธได้เป็นลำดับไป ปฏิปทา ข้อปฏิบัติก็จะมีมรรคองค์ 8 นี้เอง ก็ไล่ไปแล้ว ไม่ซ้ำ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ….ไปจนกระทั่ง สัมมาสมาธิ [15] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา (บาลีว่า วิชชา) แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง(อาโลกา) ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล เราก็ได้กำหนดรู้แล้ว. พ่อครูว่า... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา คือจักษุ ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง นี่อาตมาอ่านในพระไตรปิฎกนะ คำว่า วิทยา ในฉบับภาษาไทยนะ แต่จริงๆ ฉบับภาษาบาลีท่านบอกว่า วิชชา ท่านไม่บอก วิทยา หรอก ท่านแปล วิชชา เป็นไทยว่า วิทยา นะ อันนี้ก็ขออธิบายใส่เข้าไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง คำว่า แสงสว่างนี้บาลีว่า อาโลก (อ่าน อา-โล-กะ) อาโลกา อาโลกะ อโลก นี้แหละ อาตมาเคยพูดหลายทีแล้ว จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก ก็มีคนท้วงอาตมาว่า เอามาจากไหน มีอยู่ที่ไหน ก็อยู่ใน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร นี้เอง อยู่ในพระไตรปิฎก เล่ม 4 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อน ก็คือ ท่านไม่เคยฟังมาจากใคร ท่านตรัสรู้ ท่านรู้เองโดยชอบ โดยสัมมาสัมโพธิญาณขึ้นมา เป็นของตนเอง ขึ้นมาแล้วก็มาอธิบาย ขออภัย อาตมาขอแทรก ขอแหยมนิดหนึ่งว่า ความรู้ที่มีขึ้นมาเอง อาตมามี อาตมายังไม่ถึงพระพุทธเจ้านะ แต่อาตมาเอาสิ่งเดียวกันอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านเป็น คือ มันเกิดเอง มาเป็นสยังอภิญญา มีเองมาตั้งแต่ชาติก่อน ชาตินี้ก็เอาความรู้เก่าของตนเองขึ้นมาพูดมาบรรยาย แล้วมันก็ได้เกิดเรื่องกัน ขัดแย้งกับทางหมู่ใหญ่ที่พวกท่านพากันเสื่อมแล้ว มันผิดไป พออาตมาเอาสิ่งที่ถูกมาพูด มันก็ต้องขัดแย้งกับสิ่งผิดทั้งหลายของหมู่ใหญ่ อาตมาจึงถูกเขากระหน่ำย่ำแย่เลย ตั้งแต่ต้นจนถึงป่านนี้ วันนี้อาตมาก็คิดว่ายังเยอะอยู่ที่ท่านยึดถือ อาตมาเห็นใจนะ อันนี้ต้องพูดนิดหน่อย อาตมาก็ไม่ได้มีปัญหาหรอก ท่านจะต้องนำพาอันนี้ไป ถ้าท่านไม่ว่าอาตมาก็ดีแล้ว ถ้าท่านจะส่งเสริมว่า อย่างที่โพธิรักษ์เทศน์นั่นแหละถูกต้องแล้วล่ะ ดีแล้วแหละ อย่างนี้ของเราแม้มันจะไม่เหมือน มันจะไม่ดีก็เอาตามโพธิรักษ์ก็แล้วกัน โอ้โห! ถ้าเท่านี้ถ้าทางเถรสมาคมกล่าว อาตมาว่าศาสนาพุทธเรา ก็เป็นศาสนาธรรมดาศาสนาไหนก็ตามผู้ใหญ่ ตามผู้รู้ที่ยอมรับนับถือกันใช่ไหม ไม่ว่าศาสนาไหนทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะมาเลย อาตมาก็ไปบังคับไม่ได้หรอก อาตมาก็ได้แต่รอ ได้แต่หวัง อ้อ! ขออภัย รอก็ไมjรอ หวังก็ไม่หวัง แต่เราทำสัจจะนี้ ยืนยันสัจจะไปอย่างเดียวไปเรื่อยๆ ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล เราก็ได้กำหนดรู้แล้ว. อันนี้ ควรกำหนดรู้ ทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทัย เป็นสัจจญาณ ทุกขนิโรธ ก็เป็นสัจจญาณ พอมาปฏิบัติสัจจญาณ ก็เรียก กิจจญาณ พอปฏิบัติไปจบกิจ ก็เรียกว่า กตญาณ นั้นคือ ญาณ 3 ๑.สัจจญาณ ๒. กิจจญาณ ๓.กตญาณ พอมาปฏิบัติสัจจญาณแล้วจะเกิดกิจจญาณ แล้วเกิด กตญาณ คือสำเร็จแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละเสีย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล เราได้ละแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล ควรทำให้แจ้ง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล เราทำให้แจ้งแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล ควรให้เจริญ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล เราให้เจริญแล้ว. เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสถึง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ท่านก็บอกว่า ท่านได้ทำสัจจะนี้ให้แจ้ง เมื่อท่านให้แจ้งแล้วเสร็จ คือท่านได้ปฏิบัติมาแล้ว กิจคือการกระทำ การปฏิบัติ เพราะฉะนั้นผู้ใดปฏิบัติได้ตรงกับสัจจะ แล้วก็บรรลุสัจจะทั้งหมด คือทุกขอริยสัจ สมุทัยอริยสัจ นิโรธอริยสัจ ทางปฏิบัติเพื่อความจบไปถึงนิโรธนั้น ปฏิบัติหมด เกิดญาณ เป็นกตญาณ ญาณที่รู้ความจบกิจ ที่ได้ปฏิบัติมาจนจบกิจ เป็น กตญาณ แล้ว ก็เป็นอันจบ ญาณทัสสนะ เดี๋ยวขออ่านอีกนิดหนึ่ง เพื่อขอแถมให้มันบริบูรณ์

ญาณทัสสนะ มีรอบ 3 มีอาการ 12 [16] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ 4 นี้ มีรอบ 3 มีอาการ 12 อย่างนี้ พ่อครูว่า...รอบ 3 คือญาณ 3 สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ แล้วก็มี อาการ 12 ก็คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มี 4 ทุกข์ก็เป็นสัจจะที่คุณปฏิบัติให้เห็นทุกข์ แล้วปฏิบัติจนเห็นความทุกข์ดับไป 3 กับ 4 คูณกันเป็น 12 ทุกข์ ทำให้จบเป็นสัจจะและเป็นกิจ แล้วเป็นกต 3 สมุทัยก็ทำให้จบรอบ สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ นิโรธ ก็ทำให้จบรอบ สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ มรรค ก็ทำให้จบรอบ สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ ไม่ใช่ รู้สัจจะคือความจริง แล้วก็รู้แค่ความจริง ไม่ได้ปฏิบัติกิจอะไรเลย ไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไรเลย ไม่ใช่ เอาแต่รู้ สัจจะ จริง จริงๆ ความจริง เห็นจริง รู้จริง ไม่ใช่ ต้องลงมือทำ แล้วต้องลงมือทำด้วยเกิดรู้มรรครู้ผล สำเร็จด้วย สำเร็จแล้วนะ กตะ สำเร็จแล้วจริงๆต้องรู้ทั้งภายนอกภายใน รู้ทั้งความดับสนิท จบ ทั้ง สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ ใน ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค 4 อย่างนี้ ต้องจบทั้ง 3 อย่าง สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ ก็ครบ 12 จึงเรียกว่าญาณ 3 อาการ 12 พ่อครูอ่าน พตปฎ. [16] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ 4 นี้ มีรอบ 3 มีอาการ 12 อย่างนี้ ยังไม่หมดจดดีแล้ว เพียงใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังยืนยันไม่ได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ 4 นี้ มีรอบ 3 มีอาการ 12 อย่างนี้ หมดจดดีแล้วเพียงใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์. พ่อครูว่า... เทวดา มาร พรหม ก็คือสัตว์ เทวดา มาร พรหม สัตว์ 3 อย่างนี้ เทวดา คำว่า เทวะ แปลว่า 2 เทวนิยมไม่มีปัญญารู้ว่าตัวเองเป็นมาร พระพุทธเจ้าตรัสรู้จนกระทั่งรู้ว่า ที่แท้เราเป็นลูกกะโล่ของมาร แล้วหลงว่าเป็นเทวดา หมายความว่ามารมาหลอกให้หลงสุข คุณก็นึกว่านี่คือสวรรค์ คือดาวดึงส์ เราต้องเสพอยู่อย่างนี้ตลอดกาล เป็นยามา ให้นาน ให้ยาว ทุกยามทุกเวลาก็ยาว ยามก็คือเวลา ทุกอย่างทุกเวลาต้องเป็นเทวดาดาวดึงส์ ทำให้ได้ ทำได้แล้ว ดุสิตแปลว่าเย็น แปลว่าพัก ก็ไม่เย็นไม่พัก ติด ด้วยความหลงซับซ้อน ไม่พัก ดุสิตก็ไม่พัก นอกจากไม่พักแล้วทำอย่างยิ่งเรียกว่า นิมมานรดี เป็นชั้นที่ 5 เป็นเรื่องเก๊หมดทั้ง 6 ตั้งแต่จตุมหาราชิกา ล่า ทั้ง 4 ทิศ เป็นมหาราชของโลก โลกอะไร โลกียธรรม สุขโลกียธรรมได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ล่าใหญ่เลย ไม่เข้าใจในโลกธรรม ไม่เข้าใจในโลกียะ เป็นทาสโลกียะ เทวนิยมทั้งหลายที่เป็นศาสนาพระเจ้านั้นไม่รู้เรื่องนี้เลย อันนี้อาตมาพูดมากประเดี๋ยวเขาจะไม่ชอบใจ เพราะเขาเองเขายึดมั่นถือมั่นด้วย พวกนั้นเขาไม่รู้จักการบรรลุธรรม ไม่รู้จักการละหน่ายจางคลายจากกิเลส ไม่รู้จักการโกรธ ไม่รู้จักการพยาบาท ไม่รู้จักการทำลาย เดี๋ยวเขาจะมาทำร้าย เดี๋ยวจะเป็นโอษฐภัย อาตมาก็พูดมามากแล้วนะที่จริง เขายังไม่รู้ภาษา สักวันหนึ่งอาตมาคงจะเจอ ตอนนี้ก็ว่าไปก่อน เรื่องนี้อาตมาว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากเลยของโลก ก็รอแต่ผู้แสวงหา อาตมามีบุญดีอยู่อย่างหนึ่งว่า พูดภาษาโลกๆ ว่าบุญดี คือกุศลดี หรือบารมีดี ดีตรงไหน คือที่อาตมาไม่รู้ภาษาต่างประเทศ ถ้าหากอาตมารู้ภาษาต่างประเทศดีเหมือนพิธา เหมือนทักษิณ อาตมาจะพูดธรรมเท่ พูดภาษาอังกฤษ พูดภาษาสากลที่เขารู้กันทั่วโลกนะ มันจะกระจายไป อาตมาตายแล้วป่านนี้ เห็นไหมว่าอาตมามีกุศลดี เพราะฉะนั้นการที่อาตมาไม่รู้ภาษาต่างประเทศเลย พูดแต่ภาษาไทยอยู่ในโลกให้คนไทยรู้ไปก่อน เราจะช่วยกัน ถ้าไทยรู้เป็นมวลใหญ่แล้ว ศาสนาอื่นศาสนาใดก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ขณะนี้ถ้าขืนชาวต่างประเทศ ชาวเทวนิยมที่เป็นศาสนาหมู่ใหญ่เป็นเทวนิยมอีกหลายศาสนา เป็นศาสนาพระเจ้าทั้งนั้น ขออภัยนะต้องพูดอย่างนี้ เขาเป็นศาสนาที่มีพระเจ้าทั้งนั้น ยังไม่เป็นศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า ศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้า มีเหมือนกันศาสนาที่ไม่มีพระเจ้าแต่ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ อย่างเช่นศาสนาเชน ของพระมหาวีระ เป็นพระศาสดา แก้ผ้าเข้าป่า ไม่ออกมาหาใคร ไม่กิน ไม่เอาอะไรเลย สุดโต่ง นั้นเขาก็ไม่นับถือพระเจ้าเหมือนกัน แต่ว่ามันคนละขั้วกันเลยกับชาวพุทธ ชาวพุทธนี้มัชฌิมา แต่ของเขาไม่มัชฌิมา สุดโต่ง เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ที่ตรัสรู้จะรู้ความเป็นเทวดาหรือเทวะ เขายึดเทวะว่ายิ่งใหญ่มาก ขอสรุปสั้นๆว่า เทวะคือมาร คือซาตานที่ศาสนาพระเจ้าเขาถือว่าเป็นศัตรูใหญ่ จริงๆแล้วอันเดียวกัน ซาตานกับพระเจ้าอันเดียวกัน แต่พระเจ้าอวิชชา ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นมาร แล้วก็หลงคบมาร หลงอยู่กับมาร หลงอะไร หลงสุข ที่จริงทุกข์ ทุกข์กับสุขอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นพระเจ้ากับมารอันเดียวกัน พรหม ผู้บริสุทธิ์จากเทวดา บริสุทธิ์จากมาร พรหมคือความบริสุทธิ์ บริสุทธิ์จากเทวดา บริสุทธิ์จากมาร โดยเฉพาะคำว่ามารนี้คือทุกข์ คำว่าเทวดานี้คือสุข แล้วก็ไปหลงสุข มารก็หลอกสุขนี่แหละว่าเป็นตัวหลอก ที่แท้เป็นตัวทุกข์ อาตมาก็อธิบายมาหมดแล้วว่าสุขทุกข์มันอันเดียวกัน พระพุทธเจ้าอธิบายไว้หมดแล้ว แต่มันผิดเพี้ยน มันเสื่อมไปหมด อธิบายกันไม่ออก ไม่รู้ความจริง ขยายความสรุป เทวดานั้นอย่างหนึ่งคือความหลง มารนั้นคือความจริงของเทวดา เทวดาคือหลง ชัดๆก็คือความโง่ อวิชชา หลงไม่รู้ มันโง่ มันก็ไม่รู้ ที่แท้เราเป็นมารแต่เราหลงมารเป็นเทวดา เราหลงว่าเป็นเทวดา ที่แท้มันคือมาร แล้วก็หลงว่าตัวเองเป็นเทวดายิ่งใหญ่ ใหญ่ไปตามลำดับ หลงยิ่งใหญ่จนกระทั่งสุดท้าย นี่แหละจะเป็นโอษฐภัยตรงนี้ ยิ่งใหญ่สูงสุดก็เป็นเจ้าศาสนาเลย เพราะฉะนั้นเขาไม่รู้ความเป็นพรหมที่แท้จริง พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเรานี่แหละคือพรหมกาย เราคือธรรมกาย คือกายบริสุทธิ์ กายสะอาด กายหมดจด กายแทงทะลุรอบ ไม่ติดยึดในความเป็นกาย แม้ที่สุดจะมีกายหรือไม่มีกายก็รู้รอบถ้วนได้ เมื่ออาตมาพูดมาถึงตรงนี้แล้วพระพุทธเจ้าสรุป ข้อ 17 พระไตรปิฎกเล่ม 4 อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป. ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา.

[17] ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว เหล่าภุมมเทวดาได้บันลือเสียงว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆในโลก จะปฏิวัติไม่ได

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน