660705 การถืออยู่ป่าของพระป่าเป็นสิ่งผิดตามธุดงควรรคที่ 6 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์37 KB
วันที่แก้ไข21 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

660705 การถืออยู่ป่าของพระป่าเป็นสิ่งผิดตามธุดงควรรคที่ 6 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53241.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1c60gsoLHJxJGdB-SyuH0qn954qOog9XV/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/14DBfmzSAI204h6lzzAZOAv6aGpXyzZty/view?usp=sharing

https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660705-108-1-e26j09s

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/cwCPwhaPA1U และ https://www.facebook.com/100078722032092/videos/283153367700637

สมณะเดินดิน... วันนี้วันพุธที่ 5 กรกฎาคม 2566 ที่บวรราชธานีอโศก ประเทศไทยก็ได้ประธานรัฐสภาแล้ว ก็บอกว่าเป็นสารตั้งต้น ขึ้นไปเพื่อจะทำให้ได้เกิดนายกรัฐมนตรี มีคนเปรียบเทียบว่าการแย่งประธานสภาของพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล เหมือนกับพระกับเณรแย่งกัน สุดท้ายโต๊ะอิหม่ามได้ไป บทนี้เป็นบทที่เขาต้องการสะท้อนให้เห็นว่า คนที่อยากได้กลับไม่ได้ คนที่ไม่อยากได้กลับได้ เขาว่าคนคำนวณไม่สู้ฟ้าลิขิต พ่อครูเคยให้ข้อคิดไว้ว่า “เพราะไม่กังวลในความร่ำรวย ไม่หิวโหยในความบันเทิง ไม่ปรารถนาความเป็นใหญ่เป็นโต ไม่มีปัญหากับความเครียด ชีวิตจึงไม่ขาดแคลนความเบิกบาน” เราคงต้องมาเรียนรู้เรื่องความไม่ได้ดั่งใจ ลดความเครียดลงไปชีวิตจึงไม่ขาดแคลนความเบิกบาน มนุษย์หากปรารถนาความร่ำรวยความเป็นใหญ่เป็นโต ชีวิตจึงตามมาด้วยความเครียด พ่อครูว่า... เริ่มต้นกันที่ SMS ก่อน

SMS วันที่ 3 – 4 ก.ค. 2566 _สินอโศก : กราบนมัสการท่านค่ะ ดิฉันยังมีกิเลสอยู่ค่ะ ดิฉันกินมังสวิรัติได้บริสุทธิ์100% ไม่มีอาการโหยหาเนื้อสัตว์แล้ว และที

อ่านต่อ

นี้ ดิฉันไม่ชอบเมื่อเห็นคนอื่นยังกินเนื้อสัตว์อยู่ค่ะ พ่อครูว่า…ดีรู้ว่าตัวเองยังมีกิเลส คนที่หลงตัวเอง ว่าไม่มีกิเลส ทั้งๆ ที่กิเลสของตนเองยังไม่รู้ แม้แต่กิเลสขั้นหยาบ แล้วนึกว่าตัวเองเป็นอรหันต์ คนนี้น่าสงสารยิ่งกว่า เช่น พระนั่งหลับตาปฏิบัติ เป็นต้น การนั่งหลับตาปฏิบัตินี้ ไม่มีทางที่จะเป็นพระอรหันต์ได้ ไม่มีทางที่จะหมดกิเลสได้ มีแต่พวกวิปริตนะ ก็หลงตัวเองว่ากิเลสหมด แล้วก็หลงนึกว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ เดี๋ยววันนี้อาตมาเตรียมเรื่องออกป่า โดย พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องป่าไว้ 5 ประการ ที่จะได้เอามาสาธยาย

_เหนือ กาลเวลา · กินสิ่งไม่ชอบบ่อย ๆ เอาไปเอามา.กลายเป็นชอบเฉยเลยครับ..แฮร่ ๆ องค์ประกอบของหมู่มิตรดีทำให้เราโยนิโสมนสิการได้ชัดเจนครับ..อยู่คนเดียวถ้าไม่มีของเดิมมันจะเสริมอัตตาได้ง่ายๆ แม้อยู่กับหมู่แล้วยังแอบหลบไปอยู่กับภพเรื่อยเลย ..ที่บ้านราชจะโชคดีหน่อย ..เรื่องเยอะดี..อิอิ.. พ่อครูว่า…เข้าใจนะ ใช้องค์ประกอบต่างๆ เป็นเหตุปัจจัยในการปฏิบัติธรรม ที่พูดนี้เข้าใจ คือพวกเรานี้ อาตมาภาคภูมิใจที่ปฏิบัติตรงธรรมะพระพุทธเจ้า แล้วมันเห็นรายละเอียด พวกเราเก็บและเก็บน้อยเก็บละเอียดมุมนั้นมุมนี้ คนนั้นก็มองมุมนั้นมุมนี้ แล้วก็มาพูด บางทีอาตมาฟังแล้ว โอ้โห แง่นี้เรายังไม่ได้รู้สึกว่า เคยประหวัดไปถึงเลยนะ เขาก็หยิบขึ้นมา อึ้งนะ เราก็เห็นได้ตามที่เขานำมาพูด มันก็เป็นเรื่องที่ดี

ไม่สุขไม่ทุกข์มี 2 แบบ _สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ กราบนมัสการท่านสมณะและสิกขมาตุด้วยความเคารพค่ะ ท่านสิกขมาตุสัจฉิกตาว่า จุดสูงสุดของพุทธคือการไม่ทุกข์ ไม่สุข ท่านว่าคนทั่วไปปรารถนาไม่ทุกข์ แต่การไม่สุขนั้นคนยังไม่อยากเว้น ดิฉันว่าศาสนาพุทธมีความวิเศษตรงที่สอนให้คนมาปรารถนาการไม่ทุกข์ ไม่สุขได้ และพบการไม่ทุกข์ไม่สุขได้จริงค่ะ น้อมกราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า…วิเศษ คนที่สามารถรู้ว่าอาการจิตของเรา อาการที่มันไม่ทุกข์ไม่สุข อทุกขมสุข การที่รู้อาการไม่ทุกข์ไม่สุขนี้ รู้ได้ 2 อย่าง (๑) รู้อย่างงมงาย รู้อย่างไม่ชัดแจ้ง ไม่เปิดเผย ไม่สว่าง (๒) รู้อย่างมี จักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลก(แสงสว่าง) สัมผัสเหตุปัจจัยอยู่อย่างสว่างๆ กับ (๑) รู้อย่างมืด ไม่มีจักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา ไม่มีแสงสว่าง ดับแล้วก็ทำให้ไม่สุขไม่ทุกข์ เพราะเป็นการดับสัญญา ดับการกำหนดรู้ มันก็เลยไม่รู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ พวกหลับตาได้ไม่สุขไม่ทุกข์เหมือนกัน ตรงนี้ นี่แหละซวย การดับแล้วนึกว่าตัวเองไม่ทุกข์ไม่สุข เพราะว่าความไม่ทุกข์ไม่สุขเป็นยอดสำคัญของศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นไปดับอย่างนั้น ก็เลยได้ แต่ งม จม ซวย ไปหลงเลย เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นจะต้องไปนั่งหลับตาให้ไม่รู้ไม่สุขไม่ทุกข์แบบนั้น ไม่จำเป็น เพราะฉะนั้นมันไม่มีปัญหาเลย สำหรับผู้ที่มาปฏิบัติให้เข้าใจความสุขความทุกข์โดยดับเหตุ เมื่อดับเหตุ ไม่สุขไม่ทุกข์ได้แล้ว กิเลสละเอียดหมดเกลี้ยงเลย ความไม่สุขไม่ทุกข์ก็รู้กันอย่างสว่างๆ รู้กันอย่างสัมผัสกับอะไรต่ออะไรได้เลย หลับตาลงก็เงียบสบาย ไม่ต้องไปนั่งหลับตาให้ยากเลย อย่างนั้นสะกดจิตแทบตาย กว่าจะไม่สุขไม่ทุกข์ได้ แต่ผู้ที่ไม่สุขไม่ทุกข์อย่างสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้าแล้ว ลืมตา พอได้จริงแล้วเป็นอรหันต์ จะหลับตาลงไป มันก็สบาย เพราะมันไม่มีหรอกจะไปดับไม่สุขไม่ทุกข์แบบหลับตา เพราะไม่สุขไม่ทุกข์ในขณะแม้แต่ลืมตาแล้ว หลับตามันก็เหลือแต่จิต จิตก็ไม่มีเหตุ คือกิเลสไม่มี ตาหูจมูกลิ้นกายก็ไม่มีเหตุที่กระทบสัมผัสแล้ว หลับตาไปจิตก็สบาย ง่าย ถ้าลืมตาสัมผัสด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่สุขไม่ทุกข์ยากกว่า แต่นี่ เหตุ สัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ไม่มี ดับไปหมด ยิ่งหลับเลย ก็เลยมีแต่จิต เมื่อจิตหมดกิเลสแล้วเหตุก็ไม่มี นอนหลับก็มีแต่กรน ด้วยสรีระ มันไปห้ามไม่ได้ พระอรหันต์ก็ห้ามกรนไม่ได้

_แก่นกลั่นบุญ แก้วตั้ง · กราบเรียนถามพ่อท่านค่ะยุคนี้(ปัจจุบัน) พอคุณพิธาเข้ามาในแวดวงการเมือง ทำไมถึงทำให้ประเทศชาติสั่นคลอนได้มากมายขนาดนี้...ทั้งๆ ที่แจ้งชัดเจนว่าล้มล้างม.112 (กลบเกลื่อนไปมา) แต่ทำไมถึงต้องยอมให้เข้าไปมีบทบาทในส่วนของการบริหารประเทศ ซึ่งเสี่ยงมาก นักปฏิบัติธรรมอย่างพวกเราควรวางตัวในการเข้าไปเกี่ยวข้องทางสื่ออย่างไร (เช่น เฟส ฯลฯ) ถึงจะเหมาะสมเจ้าคะ คอมเม้นท์ และโพตส์ ถือว่าควรมั้ยคะ🙏น้อมกราบนมัสการด้วยความเคารพยิ่ง จากลูก(คนใต้ไปอยู่ภาคเหนือ) อาราธนาพ่อท่าน มีอายุยืนยาวเป็นหมื่น ๆ ปี พ่อครูว่า…อย่างนั้นเขาอวยพรฮ่องเต้ อาตมาไม่ได้เป็นฮ่องเต้จะไปรับอวยพรเป็นหมื่นๆปี อย่างนั้นฮ่องเต้ จีนเขาถูกอวยพร ไม่ใช่ยุคที่เราต้องอายุยืนถึงหมื่นปีหรอกทุกวันนี้ เอาร้อยหนึ่งก็เก่งแล้วล่ะ ไกลจากหมื่นเยอะเหมือนกัน มันเป็นเหตุปัจจัยของโลกของประเทศของสังคม เป็นอจินไตยมันก็ต้องเจอต้องพบสิ่งเหล่านี้ อาตมาไม่ถือว่าประเทศไทย อย่างพิธา อย่างเหตุการณ์พวกนี้ อาตมามองไปตามประสาอาตมา ว่ามันเป็นสะเก็ดเศษที่เหลือและธุลีละอองของการเมืองประชาธิปไตยแบบไทย อาตมาวงเล็บเลยนะว่า ประชาธิปไตยแบบไทย เพราะประชาธิปไตยแบบไทยนี้ มันจะมีได้ อย่างพวกเราชาวอโศก เราเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ เพราะเราดำเนินตามพระพุทธเจ้า และประชาธิปไตยมีคุณสมบัติพิเศษด้วยอธิปไตย 3 อายะ 3 ตอนนี้ขอผ่านไปก่อน ยังไม่รื้อฟื้นวันนี้ ผ่านไปก่อน เพราะฉะนั้น มันก็เป็นเหตุการณ์บ้านเมือง เหตุการณ์ของโลก ของสังคมที่จะต้องเป็นไป ก็ศึกษาเอาละกัน

คนไม่มีราคะ โทสะ โมหะ คือพระอรหันต์ _นาง จับใจ ธนะโภค · น้อมกราบนมัสการพ่อครูฯ ดิฉันขอกราบเรียนถามค่ะ ดิฉันทำงาน ถ้ามีคนมาช่วยทำ ทำงานไม่ตรงกับเป้าที่ดิฉันตั้งไว้ ดิฉันก็จะบอกเขาด้วยคำพูดแรงๆ (โทสะ) ค่ะ *** ขอกราบเรียนถามพ่อครูฯ ดิฉัน"ตกภพ" ใช่หรือไม่คะ พ่อครูว่า…ดี แรงๆ พูดได้ บอกแรงๆ ได้ ถ้าเผื่อว่ามันต้องรีบด่วน จะต้องบอก เร็วๆ แรงๆ ก็พูดได้ ยิ่งอยู่ไกลต้องตะโกนบอก ได้ แต่นี่มีโทสะด้วย ที่บอก พูดแรงๆ (โทสะ) ดีนะที่รู้ตัวว่าตัวเองมีโทสะ ก็มีกิเลสสิ จะไปตกภพอะไรก็รู้ตัวเองอยู่ว่าตัวเองมีกิเลสโทสะ ดีนะที่รู้ตัวเอง พิจารณาให้เห็นว่าโทสะมันเกิดเพราะตัวเราเองไปโง่ให้มันเกิดอาการนี้ในจิต คนที่มีอาการราคะโทสะอยู่ ก็คืออาการไม่ปกติ มากน้อยแล้วแต่ มีน้อยก็ไม่ปกติน้อยๆ คนปกติคือคนเป็นพระอรหันต์ ไม่มีอาการราคะ โทสะ โมหะ เลย จบสมบูรณ์แบบ

เห็นกิเลสตนได้มากขึ้นคือความเจริญ _สุรภา ลิ้มวรรณเสถียร · กราบขอโอกาสค่ะดิฉันรู้สึกปฏิบัติธรรรมมา 3 ปี เห็นกิเลสมากขึ้นและเมื่อวานแสดงกิเลสออกมาน่าเกลียดมาก แสดงว่า 3 ปีนี้ที่ดิฉันรู้สึกกิเลสไม่ลดเลยและไม่รู้ธรรมเลย จึงต้องพิจารณาตัวเองไม่สมควรอยู่ในอโศกใช่หรือมั้ยเจ้าคะ พ่อครูว่า…เห็นกิเลสในตัวเองได้มากขึ้นคือความเจริญ คนธรรมดาไม่เห็นกิเลสตัวเองได้ง่ายๆ คนที่เห็นกิเลสตัวเองมากขึ้นมากขึ้น แม้ปัจจุบันนี้กิเลสเรามีเท่านี้ แล้วเราไปสัมผัสโน้นนี่ก็เติมกิเลสมากขึ้น ดี รู้ว่าตัวเองมันมีกิเลส หรือกิเลสเรามีมาเดิม แล้วพอสัมผัสอันนี้รู้ว่ามีกิเลสติดมาเก่าก่อนเลยด้วย ก็ดีทั้งนั้นที่รู้กิเลสตัวเอง แล้วก็รู้ทั้งๆที่มันเคยมีมาก่อน เราก็รู้กิเลสของเรามากขึ้นหรือกำลังเติมใหม่ ก็รู้กิเลสของเรามากขึ้น ผู้รู้อย่างนี้คือผู้เจริญแล้ว ก็ต้องพยายามปฏิบัติธรรม สร้างปัญญาให้มีพลัง สร้างฌานสร้างปัญญาให้มีพลัง แล้วมีพลังฤทธิ์ ธรรมฤทธิ์ของปัญญา มันจะมีฤทธิ์กำจัดกิเลสได้ ไม่มีอันอื่น กดข่มให้ตายก็ไม่มีทางหาย ต้องใช้พลังงานปัญญาเท่านั้น กิเลสถึงจะหมดไปจากจิตอย่างสิ้นซากเลย ถือว่าเป็นโชคมากที่เห็นกิเลสตัวเองแสดงออกมาแล้วน่าเกลียด ก็กิเลสตัวเองด้วย สมควรอยู่อโศกอย่างยิ่ง คุณเรียนรู้ก้าวหน้ามากเลย อยู่เลยอย่างนี้ยิ่งสมควรอยู่เพราะอยู่ในหมู่ มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี จะพาให้ดี ยิ่งคุณห่างไปจะซวยเลย

_สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกมาปฏิบัติธรรมตามพ่อครูได้ 3 ปีแล้วค่ะ อาการจิตประสาทคลายลงมาก ปฏิบัติได้เดือนแรกก็เลิกกินยาคลายประสาทได้ แต่ลูกต้องคอยคุมอย่าให้จิตห่างจากธรรมะค่ะ พ่อครูคะช่วงนี้ลูกรู้สึกว่า ทุกข์กับการติดยึดมาก ขอพ่อครูช่วยว่ากล่าวตักเตือนลูกด้วยค่ะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า… ลูกรู้สึกว่า ทุกข์กับการติดยึดมาก ดีมาก นี่คือความเจริญชนิดหนึ่ง ที่สามารถรู้ว่าเราติดยึดอะไรมาก พระพุทธเจ้าสอนให้ ละหน่ายจางคลายจากกิเลส ละความติดยึดเป็นการเจริญของตัวเอง ก็ว่าให้อยู่ทั้งสดและรีรัน มากมาย ให้ติดตามฟังไปเรื่อยๆ

อายุ 60 ปีแล้วจะมาบวชกับชาวอโศกได้ไหม _โชคชัย โคราช..กราบนมัสการพ่อท่านสุดเศียรเกล้าครับผม ตอนนี้ตั้งใจปฎิบัติธรรมอยู่ด้านนอกแต่คบคุ้นช่วยงานอยู่ด้านนอกหมู่กลุ่ม เพราะมีภาระหนี้บางส่วนครับ อย่างนี้จะสามารถเข้าถึงอรหันต์และพุทธภูมิสูงสุดได้ไหมครับ ตอนนี้กำลังเร่งปลดภาระอยู่ครับ แต่กลัวช้าไปครับ. ส่งลูกเรียนจบหมดแล้วเมื่อปี 65 ก่อนนี้ช่วยงานข้างวัดมาตลอดครับเมื่อกันยา 65 อายุหกสิบแล้วพอดี หากจะบวชจะได้ไหมครับ. พ่อครูว่า…เรามีว่า อายุ 60 แล้ว จะมาบวชนี้ เราไม่อยากบวชให้หรอก ต้องมาดูก่อน ต้องดูตัว มาอยู่คบคุ้นอยู่ทางนี้ ถ้ายังตั้งใจจะบวชและอยู่ดูไป พอหมู่เห็นว่าได้ ก็ค่อยบวช อันนี้เราบอกตายตัวไม่ได้ บางคนอายุ 60 มาดูตัวแล้ว ทั้งอุปนิสัยใจคอด้วยแล้ว องค์รวมไม่สมควรบวช ก็ไม่ให้บวช ถ้าเห็นว่าสมควรพอบวชได้ก็ให้บวช ที่คุณถามว่า อยู่ข้างนอกจะบรรลุพุทธภูมิได้ไหม ได้ แต่มันยากไม่มี มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี คุณต้องแข็งแรงกับภาวะที่จะต้องกระทบสัมผัสกับโลกที่มันยั่วยุมันแรง มันไม่มีใครเป็นเพื่อนช่วยสะกิด เพื่อนที่จะมีตัวอย่าง มันยากที่ไม่ได้อยู่กับหมู่กลุ่ม คนไม่ใช่เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าบอกว่า อย่าไปคลุกคลีกับหมู่กลุ่มหรือหมู่คณะ เลยไปปลีกอยู่แต่ผู้เดียว โดยไปแปลเพื่อน 2 ไม่มีเพื่อนสอง ว่าต้องไปปลีก อยู่แต่เพียงผู้เดียว เพราะฉะนั้น คำว่า ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ อสังคณิกะ เขาแปลว่า ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ โดยไปแปลผิดเพี้ยนไปหมด มันมีแนวลึกซึ้งอยู่ว่า ไม่คลุกคลีกับหมู่คณะที่เป็นพาลชน แต่มิตรดีไม่ใช่พาลชน แต่เป็นบัณฑิตชน ต้องอยู่กับบัณฑิตชน นี่ก็รายละเอียดที่เขาตีความไม่ครบ ไม่คลุกคลีกับหมู่คณะที่เป็นพาลชน แต่คุณต้องคลุกคลีกับหมู่คณะที่เป็นบัณฑิตชนคืออาริยะนั้นแหละ หมู่ชนอย่างชาวอโศกนี้ คุณต้องมาคบคุ้น ต้องมาอยู่ร่วมดีที่สุด การมี มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี รวมกันหมดแล้วเจริญเร็ว

_นุ่น กนิษฐา · กราบนมัสการพ่อท่าน เเละสมณะ ท่านสิกขมาตุทุกๆท่านค่ะ ฟังจากอินเดียค่ะ ดิฉันได้นำคำสอนพ่อท่านมาปรับใช้ จะได้บ้าง ค่อยๆได้ไปทีละเรื่องค่ะ พ่อครูว่า... ถูกแล้ว ธรรมะทำไปทีละเรื่อง ถ้าทำทีละหลายๆ เรื่องจะวุ่น แต่มันก็หลายๆ เรื่องได้บ้าง ไม่ได้หมายความว่าทำทีละหลายเรื่องไม่ได้ เพราะจิตมันเร็ว แต่ก็ไม่ประมาท ทำทีละเรื่องดีแล้ว _(ต่อ)เพราะกิเลสกว้างใหญ่จริงๆค่ะ ฟังธรรมพ่อท่านเข้าใจง่าย ไม่ลึกลับซับซ้อน ฟังเเละนำมาปรับใช้จริง เเละ ได้ผลจริง น้อมเคารพพ่อท่านอยู่สุดเกล้าค่ะ พ่อครูว่า... ดี ผู้รู้สึกว่าได้ประโยชน์ก็รู้สึกว่ามีค่า ปฏิบัติธรรมแล้วได้ประโยชน์ ตัวเองลดกิเลส รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องมีค่า เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้สึกว่ามันเป็นคุณค่า เป็นสิ่งวิเศษ สิ่งประเสริฐ ผู้ที่ได้ประโยชน์จากผู้ที่มาชี้ทางให้ ก็เห็นว่าผู้ชี้ทางให้นี้ประเสริฐ ก็เต็มใจที่จะยกย่องเชิดชู ก็เรียกอาตมา สุดเศียรสุดเกล้าอย่างยิ่ง อย่างโน้นอย่างนี้ คนข้างนอกฟังแล้วจะหมั่นไส้อยู่ แต่คนที่เกิดความรู้สึกจริงใจจริงๆว่า เรานี่ได้สิ่งที่มีค่า รู้กืเลสได้ ลดกิเลสได้ คือสิ่งมีค่า จิตมันก็ยินดี นี่แหละจึงเรียกว่า มีศรัทธาอย่างแรงกล้า หิริโอตัปปะอย่างแรงกล้า เคารพนับถือบูชาอย่างแรงกล้า นี่แหละ มันเป็นสัจจะแสดงออก แต่คนข้างนอกเขาไม่เข้าใจ เขาก็หมั่นไส้บอกว่ายกยอปอปั้นสูงส่ง ถ้ากิเลสขั้นโลกุตระไม่สูงส่ง อะไรจะสูงส่ง นอกจากโลกุตระที่เราสามารถรู้ด้วยพยัญชนะแล้ว เรายังสามารถรู้กิเลส รู้การลดกิเลสได้นั่นคือ เป็นโลกุตระที่ถึงขั้นเป็นสภาวะ ถ้ารู้แต่ภาษาโลกุตระ ภาษาได้เยอะแยะ แต่ไม่รู้กิเลสแล้วทำกิเลสลดให้แก่ตนเองไม่ได้ คนนี้ไม่ใช่ ไม่ได้เนื้อของโลกุตระ ไม่ได้เป็นอาริยะ ไม่ได้เป็นผู้เจริญ โสดาบันก็ไม่ได้ เป็นต้น แต่ผู้ที่ทำได้นี่แหละ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อาตมาฟังพวกเราพูดแล้วก็มีการประพฤติจริง ทำกิริยาก็ดูรู้กันได้ ว่ากิเลสลดหรือไม่ลดจริงก็รู้กัน เพราะฉะนั้นมรรคผล หรือกิเลสที่มันเกิดเป็นโลกุตรธรรม เป็นอาริยะที่แท้จริง มันก็จริงในสิ่งที่จริงอย่างที่อาตมาพาทำมันมีจริง คนเข้าใจยากเพราะมันเสื่อม คนเสื่อมไปจากศาสนาพระพุทธเจ้า เสื่อมมากๆเลย มันก็เลยยากที่จะบอกแก่กันและกัน แต่ก็รื้อฟื้นขึ้นมาได้ยุคนี้ อาตมาก็ถึงบอกว่าอาตมาภาคภูมิใจที่สามารถรื้อฟื้นธรรมะที่มันเป็นอาริยธรรมหรือโลกุตรธรรมที่มันเสื่อมไปแล้ว คนเสื่อมไปจากธรรมะนี้แล้ว เอาคืนมาได้ เห็นคนจริงแล้วตอนนี้บอกรายงานผลมาอย่างนี้ มันก็จริงๆชัดๆ อาตมาก็เลยยิ่งชัดเจนตัวเอง ว่าเราคือใคร เรามาทำอะไร ทำแล้วมันเป็นสัจจะจริงไหม ก็ยิ่งเห็นเหตุปัจจัยที่มันเป็นมรรคเป็นผล มีคนรู้ตามปฏิบัติตามได้ อะไรได้ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ จึงสุดยอดเลย

การถืออยู่ป่าของพระป่าเป็นสิ่งผิดตามธุดงควรรคที่ 6 พ่อครูว่า... มาพูดถึงเรื่องที่อาตมาตั้งใจจะพูดวันนี้ คือเรื่องของ การถืออยู่ป่า พระพุทธเจ้าสอนเป็นธรรมวินัย การสอนอย่างนี้ การถืออยู่ป่า มันจะไขความให้เห็นชัดเจนเลยว่าศาสนาพุทธไม่ได้ให้ออกป่า ค่อยๆฟังไปดูอาตมาจะอธิบาย เนื้อความท่านไม่ได้ขยายความมาก ท่านมีเป็นหัวข้อ อันนี้อยู่ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 8 อยู่ในพระวินัยเล่มสุดท้าย พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอุบาลี ธุดงควรรคที่ 6 ถืออยู่ป่าเป็นต้น ล. 8 [1191] อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่านี้มี 5 จำพวก. 5 จำพวก อะไรบ้าง? คือ:- 1. เพราะเป็นผู้เขลา งมงาย จึงถืออยู่ป่า 2. เป็นผู้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ จึงถืออยู่ป่า 3. เพราะวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน จึงถืออยู่ป่า 4. เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า สรรเสริญ จึงถืออยู่ป่า พ่อครูว่า... ข้อ 3 เพราะวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน จึงถืออยู่ป่า อันนี้ก็น่าสงสาร ผู้วิกลจริต ฟุ้งซ่าน ส่วนผู้ไม่วิกลจริต แต่ว่า โง่เขลาหรือปรารถนาลามก มันก็หนักกว่าผู้วิกลาจริต น่าสงสาร จิตไม่เต็มว่างั้นเถอะ ข้อ 4 นี้สำคัญ เป็นการเข้าใจได้ทั้ง 2 อย่างคือพระพุทธเจ้าสรรเสริญหรือไม่สรรเสริญ นี้เป็นแง่ เป็นประเด็น เพราะฉะนั้นต้องใช้ปฏิภาณปัญญา ให้รู้ให้เห็นด้วยองค์รวม ด้วยความรู้ องค์รวมอันอื่นๆด้วย มีเหตุปัจจัยอื่นๆเป็นพลวัตอีกต่างๆ นานาตั้งเยอะแยะ เป็นองค์ประกอบ ไม่ใช่ว่าเราจะเข้าใจได้แคบๆง่ายๆ 5. เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัยความเป็นแห่งการอยู่ป่ามีประโยชน์ ด้วยความปฏิบัติงามนี้ จึงถืออยู่ป่า พ่อครูว่า... ด้วยความปฏิบัติงามนี้ ที่จริง “งาม” คำนี้ บาลีน่าจะแปลมาจากคำว่า สุภะ น่าได้ น่ามี น่าเป็น นี้ละ สุภะ เขาก็แปลคำนี้ว่างาม

ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามี 5จำพวก นี้แล. อุ. ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาต มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? . อุ. ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุล มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ... อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่โคนไม้ มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ... อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าช้า มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ... อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ในที่แจ้ง มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ... อุ. ภิกษุผู้ถือทรงผ้า 3 ผืน มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ... อุ. ภิกษุผู้ถือเที่ยวตามแถว มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ... อุ. ภิกษุผู้ถือการนั่ง มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ... อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้ มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ... อุ. ภิกษุผู้ถือนั่งฉัน ณ อาสนะแห่งเดียว มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ... อุ. ภิกษุผู้ถือการห้ามภัตรที่เขานำมาถวายเมื่อภายหลัง มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? … อุ. ภิกษุผู้ถือการฉันเฉพาะในบาตร มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรนี้มี 5จำพวก. 5 จำพวกอะไรบ้าง? คือ:- 1. เพราะเป็นผู้เขลา งมงาย จึงถือฉันเฉพาะในบาตร 2. เพราะผู้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ จึงถือฉันเฉพาะในบาตร 3. เพราะวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน จึงถือฉันเฉพาะในบาตร 4. เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้าสรรเสริญ จึงถือฉันเฉพาะในบาตร 5. เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และอาศัยความเป็นแห่งการฉันเฉพาะในบาตร มีประโยชน์ด้วยความปฏิบัติงามนี้ จึงถึงฉันเฉพาะในบาตร ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรมี 5 จำพวก นี้แล. พ่อครูว่า... คือทุกๆ อัน(ที่พระอุบลีถาม) อธิบายหมด เขาละไว้ในฐานที่เข้าใจ อันนี้ก็มาอธิบายอันสุดท้าย ถามอันสุดท้าย คำอธิบายเหมือนกัน มี 5 จำพวก พระพุทธเจ้าท่านจะใส่ คนอ่านนี้จะซ้ำๆ ท่านตรัสทุกคำทุกความเหมือนเดิม แล้วก็เพิ่มขึ้นๆ กี่ข้อๆ ก็เพิ่มยาวนั้นะ พระไตรปิฎกถ้าเอาคำตรัสของพระพุทธเจ้ามาใส่ทั้งหมดโดยไม่ละไว้อย่างนี้นะ รับรองจะมากกว่านี้อีกหลายเท่าตัว ไม่ใช่ 45 เล่ม จะมากกว่านี้ มี 5 จำพวก อันอื่นๆ ที่ว่าทั้งหมด แม้แต่อยู่ป่า เดี๋ยวจะย้อนไปพูดถึง อยู่ป่า 5 จำพวก ก็ดังที่ได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น เพราะ (๑) เป็นผู้เขลา งมงาย จึงถือปฏิบัติอย่างไร ที่ไล่ละเอียดมาอย่างไร ๆ เหมือนมักน้อย สันโดษทั้งนั้น แต่เพราะโง่เขลา เพราะ (๒) มีความปรารถนาลามก นี้ก็ต้องการโชว์ ต้องการอวดอ้างเคร่งอะไรเฉย ๆ ก็แล้วแต่ หรืออย่างงมงาย เหมือนในข้อ (๑) มันก็ไม่ค่อยเข้าใจรายละเอียดอะไร มันก็เป็นความต้องการ เออ..ถ้าอย่างนี้ มักน้อย สันโดษแบบนี้ จะสามารถที่จะเก่งอย่างโน้นเก่งอย่างนี้ แต่ไม่ได้เข้าใจนัยยะลึกซึ้งที่บอกว่า เพื่อความละหน่ายคลาย เพื่อความรู้จักกิเลส ถ้าลดอย่างนี้ กิเลสมันจะกระโดด ไม่ให้ออกมาให้เรารู้นะ โอ้โฮ! อันนี้เราก็ยังอยากได้ โน้นก็ยังอยากเป็นอยากมีอยู่ หรือไม่ได้เข้าใจการปฏิบัติแบบที่ว่านี้ มันยึดถือบื้อ ๆ ดื้อ ๆ ไปอย่างนั้น เพราะ (๓) วิกลจริต หรือฟุ้งซ่าน เพราะ (๔) เข้าใจว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้าสรรเสริญ จึงถือปฏิบัติแต่ละอย่าง ๆ เขาก็มักน้อยสันโดษมาไม่รู้กี่อย่าง เพราะฉนั้น อันที่ (๕) พระพุทธเจ้าถึงท่านไขความว่า อาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด แม้แต่ความมักน้อย มีน้อยๆ สันโดษ ใจพอก็ตาม ด้วยความที่อาศัย ไม่สัมผัสดูบ้าง เงียบ ๆ เงียบสงัด ไม่สัมผัส และอาศัยความเป็นแห่งการเฉพาะที่กระทำอย่างนั้น แม้แต่การฉันในบาตร แม้แต่การฉันมื้อเดียว อะไร ๆ ต่าง ๆ นานานี้ ทั้งการนั่งที่แจ้ง ทั้งการไปเข้าป่า ทั้งในการอยู่โคนไม้ ทั้งในการใช้ผ้าบังสุกุล อะไร ๆ ต่าง ๆ รายละเอียดมีมากกว่านี้ แต่นี้เขาเอามานี้ มันประมาณ มีข้อจำกัดอันนี้ ดูเหมือนจะเท่ากับที่พูดกันอยู่ของพระกัสสปะ 13 ข้อ ธุงควัตร 13 ข้อ ดูเหมือนจะอันนั้นนะ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าถึงตรัส จะปฏิบัติที่มีสิ่งใดน้อยทั้งหลายก็ตาม หรือสิ่งที่มีมากก็ตาม ตามจริตนิสัย ตามเหตุปัจจัย ที่เราเจตนาจะศึกษาเฉพาะหนึ่ง หรือศึกษาอันนี้ด้วย แล้วก็อันนี้ อันนี้ด้วยบ้าง หรือตามแต่ที่เรารู้อะไรจะเกี่ยวข้อง เราสัมผัสัมพันธ์กับเรื่องอะไร เราก็ชัดเจนว่า เรากำลังเกี่ยวข้องกับอันนี้ สัมผัสกับอันนี้ สัมพันธ์กับอันนี้ แล้วเราจะเกิดกิเลสไหม เท่านั้นมันก็จบแล้วที่จริง แล้วก็ปฏิบัติไป นี้แหละทั้ง อัปปิจฉะ(มักน้อย) สันตุฏฐิ(สันโดษ) สัลเลขะ(ขัดเกลา) อย่างนี้เป็นต้น ในสัจจะต่างๆพวกนี้ มันมีเจตนาเพื่อที่จะให้รู้จักกิเลส แล้วก็ฆ่ากิเลสได้ เพราะฉะนั้นการที่จะหนีสัมผัส มันก็ช้า แล้วมันก็ไม่ครบ ทั้งช้าทั้งไม่ครบ และทั้งงมงาย พวกที่หนี ไม่มีเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า จึงมีสูตรสำเร็จยิ่งใหญ่ว่า ต้องปฏิบัติไปอย่างมีศีล สมาธิ ปัญญานั้นยอด มีศีล มี อปัณณกปฏิปทา 3 มีสัทธรรม 7 มีฌาน เสร็จแล้วก็จะเกิดสั่งสมการลดกิเลส ตกผลึกลงไปเป็นสมาธิเรียกว่า ศีล สมาธิ แล้วก็รู้ด้วยปัญญาหรือปัญญาก็จะเจริญ สมบูรณ์แล้วก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา หลักวิชาพระพุทธเจ้าคือ จรณะ 15 วิชชา 8 นั่นคือ สูตรสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ วิชชาจรณะสมบัติ เป็นวิชชาจรณะสัมปันโน ที่เรียกกัน ต้องบรรลุด้วยวิชชาและจรณะ เมื่อมันเสื่อม มันก็ไปหลงยึดแต่มุมเดียว ปฏิบัติไม่ครบ โดยเฉพาะไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ซึ่ง ปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติ อปัณณกะ แปลว่า มันไม่ใช่ มันผิดไปจากสิ่งที่มันถูก มันเลิกไป หล่นไป ตกไปมากแล้ว ไม่ได้เรื่องแล้ว มันไม่มีการเข้าถึง อปัณณะ นี่ คือ ไม่มีการเข้าถึง ไม่มีการบรรลุ อปัณณกะ ผู้ที่ไม่มีการบรรลุเลย อปัณณกะ นี่แปลเป็นความหมายชัดๆ ข้อปฏิบัติที่ไม่มีการบรรลุเลย ถ้าไม่มี 3 ข้อนี้ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ถ้าไม่มีอันนี้อยู่ในการประพฤติปฏิบัติธรรม ไปนั่งหลับตา ไม่ได้สำรวมอินทรีย์ 6 ไม่ได้ตื่น โภชเนมัตตัญญุตาไม่ได้เรียนหรอก เวลากินต้องอ่านรู้ ในสัมผัสทั้งหลายแหล่ ไม่รู้แม่แต่กระทบทางลิ้น ทางจมูก ทางกาย ทางวาจา ไม่ได้รู้เรื่อง เหมือนอย่างสายนั่งหลับตา มหาบัว อาจารย์มั่น ที่บอกว่าเป็นอรหันต์ อรหันต์เก๊ทั้งหลาย ไปปฏิบัติสิ่งที่ไม่เป็น อปัณณกะ มันไม่มีทางบรรลุไง ปฏิบัติไม่มี 3 ข้อนี้ ออกนอกข้อปฏิบัติที่จะพาบรรลุ ไอ้พวกนั้นมันพาตกร่วง มันพาออกนอกรีตนอกทาง การปฏิบัติที่ไม่มี 3 ข้อนี้ ลึกซึ้งมากจุดนี้ เพราะฉะนั้นความเสื่อมเห็นชัดเจนว่า ศาสนาพุทธยุคนี้มันเสื่อมจนกระทั่งพูดกันไม่รู้เรื่อง แม้ผู้ที่ไม่ออกป่า ก็ไม่ได้มาสำรวมอินทรีย์ไม่ได้มี โภชเนมัตตัญญุตา ไม่ได้ ชาคริยานุโยคะ ไปตามลำดับ โดยมีศีลเป็นข้อกำหนด คุณจะมีการปฏิบัติธรรม คุณก็จะต้องมีตัวตั้ง หรือเหตุตั้ง พระพุทธเจ้าเรียงศีลไว้ให้เป็นลำดับ ที่เป็นลำดับอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่เกี่ยวกับสัตว์ สัตตะ ปาณะ ภูตะ ชีวะ ที่อยู่ใน อปัณณกสูตร เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งว่า ความเป็นชีวะ ชีวะ จะเป็นสัตว์หรือชีวะยังไม่ได้เป็นสัตว์ ชีวะที่เป็นแค่พืช เรียกว่า พีชนิยาม ชีวะที่เป็นสัตว์ เรียกว่า จิตนิยาม อุตุนิยาม ไม่ได้เป็นทั้งพืช

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน