660714 คนวรรณะ 9 เป็นคนรวยที่จน เป็นคนจนที่รวย พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์36 KB
วันที่แก้ไข17 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

660714 คนวรรณะ 9 เป็นคนรวยที่จน เป็นคนจนที่รวย พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53237.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/15VieNniAdDtBhY7JRhcjdnr9duK8EhN6/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1lR0pwOY3avy3F4SWVCA5rb3l8EatmKWE/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660714--9-e26uie2

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/wN8aEW-bO5M https://youtu.be/T9L3RJ-vmFg และ https://fb.watch/lN0gP3ZCp2/

สมณะฟ้าไท... วันนี้วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม 2566 แรม 12 ค่ำ เดือน 8 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้พ่อครูก็ลดวันเทศน์ลงเหลือสัปดาห์ละ 2 วัน คือวันอังคารกับวันศุกร์ เพราะฉะนั้นจากเดิมวันอังคารที่สมณะสันติอโศกเคยแสดงธรรม ก็จะเลื่อนไปเป็นวันอาทิตย์ เมื่อวานนี้ เราผ่านวันดีเดย์เลือกนายกไปแล้ว ได้คะแนนเสียง 324 ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา เราก็ไม่ได้นายก คนที่ดังหลังโหวตเลือกนายกเสร็จก็คือคุณชาดา ไทยเศรษฐ์ พวกรักสถาบันก็เชียร์คุณชาดาเต็มที่เลย แต่นักปฏิบัติธรรมเราก็เปรียบเทียบระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม กับ 13 กรกฎาคม ว่าจิตใจต่างกันไหม อย่างไร ประเด็นที่อภิปรายกันมากคือเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันที่เราจะต้องช่วยกันปกป้องด้วยชีวิต พ่อครูบอกว่าเป็นการศึกษาประชาธิปไตยที่สวยงาม มีฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล มีคนประท้วงก็ไม่รุนแรง แสดงความเห็นอย่างเต็มที่ ส่วนเราก็มาศึกษาธรรมะโลกุตระเพื่อลดละกิเลสตัวเองและช่วยเหลือมวลมนุษยชาติ

พ่อครูว่า... เริ่มต้นด้วย SMS วันที่ 10 – 11 ก.ค. 2566

_พลังเพ็ญ คำด้วง · กรา

อ่านต่อ

บนมัสการท่านสมณะและสิกขมาตุค่ะ ฟังคลิปพ่อครู ตอนแรกก็รู้สึกทุกข์ใจ แต่ก็ต้องมาปรับจิตปรับใจตัวเอง ว่าไม่มีอะไรไม่พรากจากกัน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เราต้องไม่ประมาท ในการปฏิบัติธรรมต้องลดละสักกายะ ที่เรายังติดยึดอยู่เพื่อปฏิบัติบูชาพ่อครูให้ยิ่งขึ้น ในกาละนี้ค่ะ ธรรมะประทับใจในวันนี้ บาปแม้เล็กแม้น้อย อย่าทำ(ทุกการกระทำเราต้องชดใช้) (พ่อครูไอตัดออกด้วย) จะตั้งใจมีสติสัมโพชฌงค์ให้มากขึ้น รู้ว่าบาปจะพยายามไม่ทำ ให้ได้มากที่สุด กราบขอบพระคุณท่านสมณะและสิกขมาตุได้อานิสงส์ในการฟังธรรมวันนี้มากค่ะ พ่อครูว่า… บาปแม้เล็กแม้น้อยอย่าทำเสียเลย เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าโดยตรง คำว่าบาปเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีในกายวาจาใจ แม้แต่เบื้องต้นที่เรารู้ด้วยสามัญสำนึกเป็นธรรมดา จนกระทั่งลึกซึ้งไปถึงขั้นบาปที่ลึกขึ้นเข้าถึงขั้นซับซ้อนข้างใน เราก็ไม่ทำ เพราะปฏิบัติธรรมต้องเป็นคนที่รู้ว่า กรรมเป็นอันทำ กรรมนี่แหละเป็นของของตน กรรมเป็นมรดก เราจะต้องเป็นทายาทของกรรมของเรา ไม่มีอื่นเลย พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องกรรมนี่แหละยิ่งใหญ่ เทวนิยมศาสดาของเขารู้แต่เรื่องของก๊อต ก๊อตว่าอย่างไรเขาก็แค่นั้น ส่วนของพระพุทธเจ้านั้น ให้ตนเองรู้ในกรรมของตนเอง

_สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ · กราบขออนุญาตพ่อครูฯสมณะฯสิกขมาตุฯขอส่งกำลังใจถึงลุงรปภ.ขวัญใจมหาชนไทยรักปกป้องภักดี ประกาศวางมือทางการเมืองแล้ว ฝากฝังรวมไทยสร้างชาติ ดูแลชาติบ้านเมืองปชช.ต่อไป ไม่ว่าจะยืนอยู่ ณ จุดใด มนุษย์หูเทียมขอเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองด้วยเช่นกัน วันต่อไปจะมีแต่ประเด็นธรรม ตามรอยธรรมตถาคตเจ้าที่พ่อครูพาปฏิบัติโลกุตระธรรม อโศกเพื่อมวลมนุษยชาติสิ้นทุกข์โศกไปด้วยกันฯ สาธุ พ่อครูว่า…ฟังธรรมก็บอกความจริงที่ตัวเองเข้าใจและเขียนรายงานมาอย่างนี้แหละ ขอบคุณ

_งามใบตอง นิลมณี · น้อมกราบนมัสการพ่อครูท่านสมณะท่านสิกขมาตุค่ะ วันนี้ฟังธรรมมีสภาวะ เข้าใจและซาบซึ้งกับคำสอนค่ะ น่าจะมีสาเหตุจากการฟังธรรมะพ่อครูเมื่อวาน รับทราบอาการป่วยของพ่อครูแล้ว ใจไม่ค่อยดีค่ะ แต่จะกระตุ้นตัวเองทำความเพียรให้เพิ่มขึ้นและจะสังวรในกรรม 3 ให้สุจริตมากขึ้นค่ะ น้อมกราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า…ก็ถูกแล้ว ปฏิบัติให้มีสุจริต 3 ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

_มหาชัย โหราศาสตร์ไทย · หมดยุคภิกษุณี ไม่มี มีไม่ได้ มั่ว รู้ดีกว่าพระพุทธเจ้า ขาดไปตั้งแต่ยุคสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแล้ว อย่าหาทำ พระโพธิสัตว์เขาไม่ทำเรื่องแบบนี้ อย่าแถ พ่อครูว่า...ภิกษุณีไม่มี เราก็ไม่ได้ว่าอะไร คุณมาใส่ความว่าเราทำให้มีภิกษุณีเหรอ อาตมาไม่มีภิกษุณี มีแต่สิกขมาตุ ไม่ได้มั่ว รู้อยู่ ปฏิบัติธรรมะอยู่ในกฎเกณฑ์ อยู่ในหลักการ อยู่ในศีล ในวินัยของพระพุทธเจ้า เราก็รู้ สภาวธรรมคือสภาวธรรม ซึ่งสภาวธรรมนั้นจะปฏิบัติแล้วมันก็ได้สำหรับตนเอง เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจสภาวธรรมให้ดีว่ามันได้อะไร อะไรพัฒนาไป อะไรเจริญ อะไรได้ไม่ได้ก็ต้องเรียนรู้ให้จริง ก็เอา ต่างคนต่างเข้าใจนะ

_ใบฟ้า ธรรมะธารา นาวาบุญนิยม · กราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้าฯค่ะ การวินิจฉัยของพ่อครู เกี่ยวกับอาการไอ ภาวะอ่อนแรง และการ ประมาณในการเทศน์ การพัก การเขียนหนังสือ เป็นเอกสิทธิ์ ของพ่อครูอย่างสมบูรณ์ค่ะ เพราะ พ่อครูคือ "Independent Man" ค่ะ ลูกคนนี้ น้อมรับ ตามที่พ่อครูเห็นควรทุกประการ ความหวังที่มีอยู่ ก็ยังแอบหวังว่า มณีแดงก็ดี เอ็นโดจีนัสสเต็มเซลล์ก็ดี จะสามารถ รักษาฟื้นฟู กระเปาะที่คอของพ่อครู ได้หรือไม่หนอ??? ทุกอย่างคงเป็นไปตามธรรม ตามบารมีของพ่อครูอย่างแท้จริงค่ะ กราบขอบพระคุณ ด้วยเศียรเกล้าฯ ในความเมตตากรุณา อย่างหาที่สุดมิได้ ของพ่อครู ต่อลูกๆ และมวลมนุษยชาติค่ะ

_Tonkra Thunyatorn ต้นกล้า ธัญญาธร · กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง.. อยากขอความกรุณา.. ให้บุญนิยมทีวีเปิดธรรมะ ย้อนหลัง ช่วงเวลา 20.00 - 22.00.. เพราะเป็นช่วงตั้งจิตก่อนเข้านอน.. ถ้าได้ฟังเป็นการบรรยายธรรมะ จะดีมากๆๆๆเลยคะ.. ปล. ตอนนี้ เป็นเกี่ยวกับการเกษตร ในช่วงเวลา ดังกล่าว..กราบขอบพระคุณสำหรับการรับเรื่องไปพิจารณาคะ🙏🙏🙏 พ่อครูว่า…ได้ไม่ได้ก็ว่ากันไป ทำตามความพอเหมาะพอสม รอรับเรื่องไปพิจารณาดู

_อ๋อย บริงโซว์ • ฟังรอบที่สามค่ะ กราบขอบพระคุณพ่อครูเป็นอย่างสูง ได้ความละเอียดเพิ่มขึ้นอีกมาก จึงมีความรื่นเริงในธรรม และมีความยินดีที่จะได้ฟังธรรมจากพ่อครูครั้งแล้ว ครั้งเล่า เป็นความอัศจรรย์ของธรรมะ ขอบพระคุณท่านที่กรุณาเรียบเรียงคลิป และ insert ตัวอักษร เพิ่มความสัมผัสทางตา คือนอกจากจะเห็นภาพแล้ว ยังได้อ่านตัวอักษรด้วย เพิ่มความลึกซึ้งค่ะ นึกไปถึงผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เป็นการขยายวงในการเอื้อธรรมะ สาธุค่ะ ❤ พ่อครูว่า…ช่วยนะอาตมาก็อาศัยตัวหนังสือไตเติ้ลที่เขาเขียน แล้วเขายังมีตัวหนังสือไล่ตาม เขาทำในโทรทัศน์ช่องไหนก็ตาม บางทีฟังไม่ทันก็ต้องเก็บเอาจากตัวหนังสือ

_สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกกราบเรียนถามพ่อครูว่า ตอนมีชีวิตทำจิตเป็นพีชะ ลูกเข้าใจค่ะ แต่ว่าทำจิตเป็นอุตุตอนมีชีวิต ลูกไม่เข้าใจ ทำอย่างไรคะเพราะมันไม่มีนาม 5 เลย น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า…เดี๋ยวค่อยกลับมาอธิบาย เป็นเรื่องใหญ่

_แก้วลา ไชยวงค์ · 🙏🏻🙏🏻🙏🏻พ่อครูอายุ 90 แล้วหรือเจ้าค่ะ ดูเมื่อไหร่ท่านก็เหมือนเดิม🙏🏻🙏🏻🙏🏻🇹🇭🇹🇭🇹🇭 พ่อครูว่า…ย่างเข้า 90 แล้ว เลยมา 1 เดือนกว่าแล้ว อย่ามาพูดให้ดีใจเลย ไม่เหมือนหรอก มันก็ต้องร่วงโรยไปตามเวลา อายุ แต่ก็ไม่เหมือนไม่คล้ายกับคนที่ทรุดโทรมมากกว่าอาตมาก็จริง

_ณรงค์1816 • ไอ้หมอนี่ดูถูกพระที่อยู่ป่า พระที่มีชื่อเสียงดังๆๆ ในอดีตซึ่ง ร.9 ให้ความเคารพนับถือหลายองค์ล้วนปฏิบัติดีชอบมาทั้งนั้น ตลอดอายุไขถ้าไม่ดีจริงคงไม่มีใครนับถือ แต่ไอ้นี่ไม่เคยออกป่า มาจากโฆษกทีวีบางขุนพรหมแล้ว ตั้งตนเองนิกายใหม่ กรมศาสนาไม่สนใจหรือที่บอกพระในป่าอย่าไปสนให้สนตนนายรักษ์โฆษกทีวีบางขุนพรหม?

_yasawadee7231 • เห็นพระอรหันต์หลายรูปที่มาจากการอยู่ป่าเขาแล้ววัดที่พ่อครูอยู่ก็มีป่าเต็มไปหมด แต่ทำไมต้องพูดว่าให้พระอื่นว่าไม่ใช่อรหันต์แล้วตัวท่านประกาศว่าตัวเองเป็น พ่อครูว่า…อาตมาเห็นความจริงนั้นจริงๆก็พูดตามที่อาตมาเห็นจริง คุณไม่เห็นคุณก็ฟังขัดแย้งไป ความจริงนั้นอาตมาก็มีสิทธิ์แสดงความจริงของอาตมา คุณก็เข้าใจตามที่คุณเข้าใจ

สายพระป่าหาก รินน้ำชาเก่าจนหมด แล้วเติมชาใหม่ได้จะสัมมาทิฏฐิไวมาก _bernadeschii2671 • ยิ่งใหญ่มาจากไหน มากล่าวว่าหลวงปู่มั่นว่าไม่ใช่อรหันต์ ถ้าเกิดทันยุคท่านนะสนุกแน่ หลวงปู่มั่นดุจนหนีออกจากวัดแน่ๆ แบบนี้ คอยจับผิดแต่คนอื่น ไม่เคยมองย้อนกลับมาดูตัวเอง ไร้สาระสิ้นดี พวกนอกรีด พ่อครูว่า…มันก็เป็นความเห็นนะ คนที่มีความเห็นความเข้าใจที่แตกต่างกัน คนหนึ่งมองเห็นเป็นโคลนตม อีกคนหนึ่งมองเห็นดาวอยู่พราวพราย มองสิ่งเดียวกัน แต่เห็นต่างกัน มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของคนที่ความเห็นที่ต่างกัน เรื่องนี้ศึกษาให้ดีๆ จะว่าเป็นคนใหม่ แต่ก็เข้าใจประวัติของอาตมาด้วย อาตมาก็พูดอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร ไม่ได้มาเพิ่งพูด ทำไมเพิ่งมาขึ้นตอนนี้ ทำไมเพิ่งรู้สึก ก็ไม่เป็นไร มันเป็นธรรมดาแสดงความเห็นแย้ง ก็ฟังสิ พระพุทธเจ้าท่านก็สอนให้ทุกคนฟังความ เมื่อความต่างกัน 2 ข้าง นี่เรียกว่านานาสังวาส ใครเห็นว่าธรรมอันใดดีก็ฟังเอา อันใดไม่ดี ที่ฟังแล้วไม่ดี เห็นว่าเป็นอธรรมวาที ก็ไม่เอา แต่อันนี้เป็นธรรมวาที เป็นคำพูดที่เป็นธรรมก็เอา อาตมาก็พูดสิ่งที่เป็นธรรม อันที่ว่า ไม่เป็นธรรม แต่มันเป็นธรรมเหมือนกันแต่มันเป็นธรรมของเดียรถีย์ อาตมาก็วิจัยวิจารณ์ว่าไป อันไหนเป็นธรรมพระพุทธเจ้า ก็ว่าไป ก็พูดอย่างนี้ อธิบายอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา ก็ทำตามคำสอนพระพุทธเจ้าทุกอย่าง อาตมาไม่ได้นอกรีตนอกรอยอะไร มาหาว่าอาตมาเป็นพวกนอกรีต อันนี้คุณมองอาตมาผิด อาตมาไม่ได้นอกรีตเพราะอาตมาทำตามพระพุทธเจ้า เอาพระไตรปิฎกมาเทียบเคียง ยืนยันอ้างอิงจากพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าตลอดเวลา แต่พวกคุณนี่ อาตมาสงสาร น่าสงสารที่ว่า ไปเข้าใจผิดตามครูบาอาจารย์ที่พากันผิดมานานแล้วเป็นร้อยเป็นพันปี ค่อยๆผิดมาทุกวันนี้ก็ผิดหนักเลย จึงเห็นกันแย้งกัน 180 องศาเลย จึงน่าสงสารจังเลย อาตมามาทำงานในยุคนี้ นี่บวชทำงานศาสนามาตั้งแต่เห็นว่าเราควรเลิกแล้วทางฆราวาส ก็ออกมาทำงาน 50 กว่าปีเข้าไปแล้ว จนถึงทุกวันนี้และก็จะทำต่อไปจนตาย อาตมาก็ยืนยันว่าอาตมานี่เป็นลูกพระพุทธเจ้า ส่วนคุณไม่เข้าใจ คุณก็ว่านอกรีต คุณก็ไปเอาพระพุทธเจ้าคนละองค์กับอาตมาแล้ว มันนอกรีตนอกเรื่อง ถ้าอาตมานอกรีตก็นอกรีตจากของคุณ ของคุณก็รีตหนึ่ง ของอาตมาก็รีตหนึ่ง คำว่า รีต มาจากคำว่า จารีต ก็คนละจารีตเท่านั้นเอง คุณว่าไร้สาระ เพราะคุณรับสาระที่อาตมาให้ไม่ได้ ก็เป็นธรรมดา คุณรับไม่เข้า เป็นชาเต็มถ้วย รินชาออกจากถ้วยบ้าง ฟังๆดูบ้าง ให้มีปรโตโฆษะ พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างนั้น นี่ก็อ้างอิงคำสอนพระพุทธเจ้า อย่าทำตัวนอกรีตของพระพุทธเจ้า เอาน้ำชาเก่าออกจากถ้วยให้มันมีที่พร่องรับน้ำชาใหม่เข้าไปในถ้วยบ้าง มี ปรโตโฆษะ จะได้เกิดสัมมาทิฏฐิ ไม่อย่างนั้นน้ำชาเต็มถ้วยอยู่อย่างนี้ จะรับไม่เข้าเลย ไม่มีปรโตโฆษะเลย ถ้าคุณมิจฉาทิฏฐิอยู่อย่างไร คุณก็จะยิ่งมิจฉาทิฏฐิอยู่อย่างนั้น ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ ถ้าคุณรินออกมาก็จะมีน้ำชาอันใหม่ที่สัมมาทิฏฐิเข้าไปเจือบ้าง ยิ่งรินออกไปหมดถ้วยแล้วรับใหม่ โอ้! จะไวเลยนะ แต่คงยาก ไม่ได้ ก็ว่าไปก่อน

การฆ่าคนขององคุลิมาลเป็นบาปหรือไม่ _พร.... น้อมกราบนมัสการเรียนถามพ่อครูค่ะ การฆ่าคนขององค์คุลีมาลในเวลานั้น เขามีเจตนาที่เป็นอกุศลจิตหรือไม่อย่างไรคะ สมมุติว่า.. ในกรณีนี้ถ้าอกุศลเจตนามีไม่ครบองค์ การส่งผลของวิบากจะเป็นไปในลักษณะใดคะ กราบขออภัยพ่อครูด้วยค่ะ ที่กราบเรียนถามในเรื่องที่ไม่ควร ดิฉันอยากรู้จริงๆค่ะ กราบขอบพระคุณอย่างสูงยิ่งค่ะ พ่อครูว่า... ก็ไม่ใช่เรื่องไม่ควร มีเรื่องราวสงสัยก็ถามได้ อยากรู้ก็จะบอกให้ฟัง การฆ่าคนขององคุลีมาลในเวลานั้น เขามีเจตนาที่เป็นอกุศลจิตหรือไม่ เจตนาจริงของเขานั้นไม่เป็นอกุศลจิตหรอก เป็นกุศล แต่เป็นกุศลแบบโลภวิชา เขาโลภวิชาการ เขาไม่ได้เจตนาจะฆ่าคน แต่ถูกอาจารย์หลอกให้ฆ่าคน โดยคิดว่า ให้ไปฆ่าคนสักวันคงถูกคนฆ่าตายก่อน แต่องคุลิมาลเก่ง จนกระทั่งฆ่าคนได้ถึง 999 คน จะถึงคนที่ 1,000 แล้ว ถามว่ามีอกุศลจิตไหม จะว่าเป็นกุศลหรืออกุศล มันเป็นบาป มันก็บาป แต่โดยจริงๆแล้วมันซ้อนว่า เขาไม่ได้เจตนาฆ่าคน เขาเจตนาจะเอาวิชาการความเจริญให้แก่ตนเอง เจริญที่เขาจะได้วิชาที่อาจารย์เขาหลอกว่าเขามียอดวิชา ถ้าฆ่าคนได้ 1,000 คนจะสอนยอดวิชานี้ อย่างกับหนังจีนนะ เขาก็เลยไปฆ่าคน ไปทำบาปโดยอาจารย์หลอก ให้ฆ่าคนถึง 1,000 คนแล้วมันคงไม่รอดหรอกองคุลิมาล อาศัยมือคนอื่นฆ่าองคุลีมาล แต่องคุลีมาลก็เก่งนะ เรื่องกรรมวิบากต่อไปอาตมาตอบไม่ได้ ไม่มีความรู้ได้ ไม่มีความหยั่งรู้ไปถึงกรรมวิบากของผู้ที่มีกรรมถึงขั้นละเอียดพวกนี้ กรรมวิบากเป็น อจินไตย อจินไตย ระดับที่คุณถามมา อาตมาไม่มีปัญญาจะตอบได้ ก็ตอบว่า ตอบไม่ได้ ว่าเป็นลักษณะใด อยากรู้จริงๆก็ตอบไปแล้วจริงๆตามที่อาตมามีความรู้พอที่จะตอบได้ อันไหนตอบได้แล้วตอบยาวเชียว อันที่ตอบไม่ได้ก็ตอบสั้นๆพอประมาณ ก็ได้ขนาดนี้

การทำจิตให้เป็น อุตุนิยาม พีชะ ตอนมีชีวิตเป็นๆ ที่ค้างไว้เมื่อกี้นี้คือเรื่อง การทำจิตให้เป็น อุตุนิยาม พีชะ ตอนเป็นๆ อันนี้แหละเป็นหัวใจเลยนะ เป็นหัวใจของศาสนาพุทธเลย อาตมาก็เคยย้ำตรงนี้เป็นหัวใจของศาสนาพุทธ ตรงที่ ทำจิตให้เป็นอุตุ ทำจิตให้เป็น พีชะ ถ้าทำจิตให้เป็นอุตุในขณะตอนเป็นๆ นี่แหละ อุตุเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม อุตุนิยามเป็นมหาภูต ส่วนพีชะเป็นภูตคาม แล้วก็สูงขึ้นไปเป็น ปาณะ หรือเป็นเจตภูต จนเป็นเจริญเป็นสัตตะ ก็เป็นจิตนิยาม อาตมาเคยได้แจกแจง ภูต ตามนี้บ้างแล้ว มหาภูตเป็นดินน้ำไฟลม ความเข้าใจของคน แล้วก็ทำใจในใจ มนสิกโรติ หรือเต็มๆก็คือ การทำใจในใจก็คือมนสิการ ผู้ทำใจในใจของตนเป็น หรือทำใจในใจของตนได้ เช่นที่ถามมา ทำใจของตนมีให้มีลักษณะเป็นอุตุ เป็นดินน้ำไฟลม เขาบอกว่าเขาเข้าใจเรื่อง พีชะ เป็นพืช พืชมันเป็นชีวิตแล้ว ชีวะแล้ว แต่เป็นชีวะที่ มีเจตสิกไม่ครบ มีขันธ์ไม่ครบ พืชมีแค่ สัญญากับสังขารขันธ์ มีรูป ไม่มีเวทนาขันธ์ ไม่มีวิญญาณขันธ์ ส่วนจิตเป็นสัตว์ขึ้นไปแล้ว มีครบขันธ์ 5 มีทั้งเวทนาขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ผู้ที่ไม่มีเวทนาก็ไม่มีความรู้สึกทุกข์สุข (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... วันนี้พ่อครูอธิบายจิตวิญญาณ ให้ทำใจอย่างไรเป็นพีชะ คือพืช พืชก็มีแค่สัญญากับสังขาร แต่ไม่มีวิญญาณ ไม่มีเวทนา ไม่มีความรู้สึก แต่มันก็ปรุงแต่งไปตามที่มันจำได้ อินทผาลัมก็ออกเป็นลูกอย่างนี้เล็กๆ ส้มโอก็ออกลูกใหญ่ๆ มะพร้าวก็ลูกเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครไปสามารถบังคับให้มะพร้าวออกลูกเป็นอินทผาลัมได้ มันก็เป็นธรรมชาติของมันตามที่มันจำได้ มันก็เป็นอย่างนั้น พ่อครูว่า... มาอธิบายต่อ อธิบายกันให้ละเอียดขึ้นไปอีก การแยกกาย แยกจิต ในธรรมนิยาม 5 ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเป็นธรรมวินัยเลย ให้อุปัชฌาย์จะต้องอธิบายแยกกายแยกจิตกับผู้ที่มาบวช เพราะถ้าผู้ที่มาบวชแล้วเข้าใจการแยกกายแยกจิตในธรรมนิยาม 5 นี้ไม่สัมมาทิฏฐิ ยังไม่รู้เรื่องนี้ บวชไปก็สูญเปล่า ไม่มีทางที่จะได้ประโยชน์จากการบวช เป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ทุกวันนี้โลกุตรธรรมพวกนี้มันเสื่อม จนเขาไม่เห็นความสำคัญแล้ว และก็ดูเหมือนจะไม่มีความรู้เรื่องนี้กันแล้วด้วย นี่อาตมาพูดความจริง ไม่มีความรู้เรื่องนี้กันอย่างชัดเจน ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ แล้วก็มาสรุปกันให้เข้าใจว่าอันนี้เป็นกรรมฐาน 5 ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้ศึกษาจาก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ก็พูดกันอยู่ว่าเป็นกรรมฐาน 5 ให้พิจารณา อ่านสัจจะ กาย จิต ที่จะแยกกายจิต จาก 5 อย่างนี้ จากผมก็ได้ จากขนก็ได้ จากเล็บก็ได้ ฟันก็ได้ หนังก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่ง อาตมาก็ชอบที่จะเอาเล็บ เพราะผมก็ดี ขนก็ดี ฟันก็ดี ยิ่งหนัง ยิ่งผิวหนังยิ่งยากใหญ่ ก็เอาเล็บนี่แหละเป็นตัวสำคัญที่จะทำให้รู้จัก เล็บคือ นขา เอามาอธิบายให้รู้ แยกกายแยกจิต เมื่อใดมันเป็นกาย เมื่อใดมันเป็นจิต เมื่อใดมันไม่เป็นกาย มันเป็นแต่จิต หรือเมื่อใดมันไม่เป็นจิต มันเป็นแต่กาย ต้องรู้ชัดเจน ต้องรู้ชัดเจนสลับเลย ถ้าเข้าใจนี้ไม่ถูกต้องสัมมาทิฏฐิด้วยพยัญชนะ ด้วยเหตุผล ด้วยตรรกะ แล้วไปปฏิบัติจริงให้มันตรงนี้ไม่ได้ คนผู้นั้นไม่บรรลุอรหันต์ จิตที่สามารถทำจิตของตนเองนี่แหละให้รู้สึก ให้มีความรู้และมีความรู้สึก ความรู้คือปัญญา สัญญากำหนดรู้อาการเมื่อมีกระทบสัมผัส แล้วเกิดสภาวะมีเวทนาหรือไม่มีเวทนา หรือมีเวทนาแล้วมีความรู้สึกสุขทุกข์ มีความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ ในเวทนานั้นเอง นี่แหละ ตรงนี้แหละคือกรรมฐานแท้ของศาสนาพุทธ พวกที่ไปเรียนรู้ตามกรรมฐาาน หรือว่าใช้กสิณ 40 แล้วก็จ้องสะกดจิตทั้งนั้นแหละ เป็นเครื่องประกอบ เป็นวิธีสะกดจิตโดยอาศัยดินน้ำไฟลม อาศัยอะไรต่างๆนานา กสิณ 40 อาตมาไม่ได้จำทั้งหมด เป็นเครื่องที่จะจดจ่อเหมือนนักสะกดจิต ให้เอาจิตไปจดจ่อไว้ที่อันนั้นๆ มันเป็นสมถะ เป็นเรื่องนอกรีต ไม่ใช่เรื่องของพุทธเลย แล้วเขาก็เอามาเรียนกันมากมาย ผู้เข้าใจไม่ได้ก็ทำตามคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพุทธโกศาจารย์ก็เก็บมาได้ 40 ข้อ แล้วก็มาเรียนกัน เหมือนพระป่าทั้งหลายแหล่ที่เรียนกันเป็นเรื่องนอกรีตหมด พระป่า ขออภัยอาตมาที่พูดนี้ พูดความจริง ไม่ได้ไปว่าใคร แต่อาตมาพูดสัจธรรม ความเห็น แสดงความเห็นออกต่อธรรมะ ผิดคำว่าผิด ถูกก็ว่าถูก วิจัยวิจารณ์ธรรมะ ไม่ได้ไปเจตนาจะไปละลาบละล้วงคน แต่คนที่ปฏิบัติผิด มันก็ต้องเกี่ยวพันกัน เพราะเขาปฏิบัติ มันก็ต้องถึงคนๆนั้น เพราะฉะนั้นฟังธรรมะก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่นในคนมาก เราจะเคารพนับถือก็จริงอยู่ แต่เราฟังธรรมเอาเนื้อธรรมะเข้าไปให้ดีๆ แล้วเราก็จะได้เข้าใจธรรมะในธรรมะอย่างชัดเจน ฟังอีกทีหนึ่ง เล็บของคุณ เล็บที่คุณยังติดอยู่กับประสาท คุณกระทบกระแทกเข้าไปหรือเอามีดบาดเข้าไปถึงเล็บที่มีประสาท คุณก็จะเจ็บ นั่นคือความรู้สึก คือเวทนาที่เป็นเวทนาแท้คือเจ็บ เจ็บตัวนั้นคือ จิตนิยาม เป็นเวทนาที่รู้สึกตามความเป็นจริง ถ้าคุณเจ็บแล้ว คุณก็รู้ความเจ็บด้วยความไม่ชอบหรือชอบ ไม่มี นั่นคือคุณรู้ความจริงตามความเป็นจริง อย่างพระอรหันต์รู้ความเจ็บ แต่ท่านไม่ได้มีความชอบความชัง ไม่มีผลัก ไม่มีดูด เออ! มันเจ็บ ไม่สมควรจะอยู่กับความเจ็บ มันเป็นอาการที่ทุกรกิริยา ก็อย่าไปให้มันเจ็บ ก็หนีออกมาจากอาการเจ็บนั้น เช่น ไฟนี้ ไปจับมันร้อน ทำให้ผิวหนังร้อน ก็อย่าไปจับมัน ไม่ใช่พระอรหันต์ก็บอกว่า จับไฟแล้วก็ไม่รู้สึก จับไฟแล้วก็ไม่ไหม้ อย่างนั้นไม่เกี่ยวกับอรหันต์เลย เป็นเรื่องอุปาทานชนิดหนึ่ง เป็นได้นะสำหรับคนที่ฝึกดีๆ จับไฟแล้วมันไม่ไหม้ ฝึกได้ เป็นสมถะที่เรียกว่า อิทธิปาฏิหาริย์ อะไรก็ได้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องของศาสนาพุทธ เป็นเรื่องของพลังงานทางจิต ไม่ใช่ว่ามันไม่มี อาตมาเคยเล่นมาด้วยพวกนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเข้าใจอันนี้ แยกได้ว่า อาการรู้สึกนี้ เล็บที่มันยาวออกมาจากประสาท เมื่อกี้ประสาทอธิบายไปแล้วว่ามันเป็นความรู้สึกเจ็บ เป็นเวทนา มีเวทนาเป็นจิตนิยาม ส่วนที่เป็นชีวะอยู่เหมือนกัน เล็บของเราที่ยาวออกพ้นจากประสาท มันไม่ติดกับประสาทแล้วมันพ้นออกไปเป็นชีวะ ไอ้ที่พ้นออกมานี่แหละไม่ติดประสาทแล้ว เป็นชีวะอยู่ อันนี้แหละเป็นพืช ไม่มีเวทนาแล้ว ไม่มีความรู้สึกไม่รู้สึกเจ็บ ไม่รู้สึกอะไรแล้ว เฉยๆ อย่างคนผมยาว คนมาจับปลายผมเรา ไม่กระตุกไปถึงประสาทไม่ดึงไปถึงผิวหนังเส้นประสาท เขาจะจับผมหรือจะตัดออกไปเราก็ไม่รู้สึกตัว เจ้าของเจ้าตัวก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะฉะนั้นคนตัดผมก็ตัดไปสิ จะหั่นจะซอยอย่างไรก็ไม่เจ็บอะไร เพราะมันไม่มีความรู้สึก มันเป็นชีวะ ถ้าตัดขาดออกไปแล้วส่วนที่ขาดออกไปไม่มีชีวะแล้วก็เป็นอุตุ เป็นดินน้ำไฟลม พืชก็ไม่เป็นแล้ว ถ้าตัดออกไปแล้วก็เป็นอุตุ ถ้ายังอยู่ก็เป็นพืชได้ เข้าไปอีกถึงประสาทก็เป็นจิตซึ่งเกิดด้วยกรรมกับธรรมะ ทีนี้เราก็มาปฏิบัติประพฤติใจในใจของเราให้เป็นเช่นนี้ได้ อย่างที่คุณถามมาว่า จะทำอุตุได้ขณะที่ชีวิตเป็นๆได้ไง ส่วนที่ทำเป็นพืชเข้าใจอยู่ ถ้าทำเป็นพืชก็คือมันทำความรู้สึกกับมัน รู้สึกไม่เจ็บ ทำให้จิตเป็น พีชะ ไม่เจ็บ เหมือนกับเล็บหรือผมที่มันยาวออกมาแล้ว จะตัดจะทุบมันก็ไม่เจ็บ แต่มันเป็นชีวะนะ นั่นแหละคนที่ทำจิตอย่างนี้ได้ เป็นคนที่ไม่ทุกข์ ไม่สุข ไม่ผลัก ไม่ดูด เป็นฐานของพระอรหันต์ ที่ทำได้ ยิ่งทำให้เป็นอุตุได้เลยจะยิ่งรู้ครบ ว่าอ๋อ…จิตที่เราทำให้เป็นอุตุได้ เช่นในสิ่งที่เราเกี่ยวข้อง ตา กระทบรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส ลิ้นนี้ยากหน่อย กระทบสัมผัสก็ละเอียดเข้าไปอีก ยิ่งอธิบายยาก กระทบผิวหนัง โผฏฐัพพะกระทบภายนอก ฉะนั้นก็มาอธิบายตรงที่ 1. ตาเห็นรูป 2. หูได้ยินเสียง ตาเราเห็น เราเห็นสิ่งที่มันปรุงแต่งกันอยู่ เขาก็สนุกสนาน เขาก็มีความเอร็ดอร่อย เขาก็มี โอ้โห… มีความยึดถือ ไม่ชอบใจก็ตาม ชอบใจก็ตาม เขาก็เป็นกันเต็มที่ ชอบใจ รัก ชอบ ผูกพันกันอย่างรุนแรงจีจ๋ากัน จนกระทั่งถึงขั้นหวงแหน แก่งแย่ง ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา ถึงขนาดนั้นก็ตาม ก็คือเขาทำอยู่ เช่น ฆ่าผัวมันเสีย เอาเมียมันมา ทีนี้เรามานึกถึงตัวเราว่า ถ้าเราต้องการก็ดี จะฆ่าผัวมันเสีย จะเอาเมียมันมา เราเป็นคนทำไม่ได้หรอกไปฆ่าคน ไปฆ่าผัวเขาแล้วจะเอาเมียเขามา ทำไม่ได้ อันนี้แหละมันเป็นอุตุแล้วกับเรา เพราะเราเอง จิตของเรามันไม่ถึงขั้นที่จะเป็น พีชะ มันก็ไม่เป็นแล้ว หรือจะบอกว่ามันเป็น พีชะ ก็คือมันมีธาตุรู้รู้ได้ แต่มันไม่ต้องการ เหมือนพืชนี่ รากของมันไปสัมผัสธาตุต่างๆ มันก็ไม่เอาไม่เกี่ยว มันรู้ว่ามันไม่เกี่ยว มันก็เฉยๆปล่อยไป คือมันมีแต่มันไม่มี ในโลกมันมี แต่มันไม่มี เพราะฉะนั้นคนที่สามารถทำความรู้สึก และรับรู้ด้วยสัญญากำหนดรู้ อย่างเช่นอาตมา ดูเขาสนุกสนานฟุตบอล เตะฟุตบอลเข้าโก โอ้โห ชื่นใจ อาตมาก็เฉยๆ จิตเป็นอุตุ รู้ความจริงตามความเป็นจริง จิตเราไม่ได้เกิดอะไร เห็นความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้น ที่มันกระทบทางตา หรือเสียง เสียงที่จะทำร้ายกัน หรือเสียงที่จะประเล้าประโลมกัน ถ้าเสียงที่จะทำร้ายกัน เราก็รู้เชิงว่านี่เป็นเสียงที่ดุเดือดจะทำร้าย เราก็ดูก็เห็นว่า เออ! มันร้ายมันแรงอย่างไร แต่ใจเราก็ไม่ได้ไปร้ายแรงอย่างนั้น แม้แต่ที่สุดเห็นเขาฆ่ากัน เราก็ได้แต่สังเวชใจเฉยๆ สังเวชใจไม่ได้หมายความว่าใจมีเวทนาด้วยนะ เวชะ ไม่ใช่เวทนา มันก็รู้ว่าเขาทำไม่ค่อยดีเลยนะ ทำได้กันถึงปานนี้ เช่น อาตมาดูผู้บริหารประเทศแต่ละประเทศ ยังกระเหี้ยนกระหือรือ ยังต้องการอำนาจ ยังต้องการเอาชนะ ก็เลยฆ่ากัน ตัวเองไม่ได้เป็นคนฆ่าหรอกนะ ให้ลูกน้องไปฆ่าตายกันเป็นเบือ ตัวเองก็รอดตัวอยู่นี่แหละ สั่งอยู่ในห้องแอร์ด้วยอะไรต่างๆ นานา มันก็เห็นอัตตา เห็นความเห็นแก่ตัว เห็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่ จะเอาชนะด้วยอำนาจก็ดี ชนะด้วยความรัก ด้วยความต้องการ ด้วยความแย่งชิงก็ตาม มันก็เป็นสัจจะที่เราเห็น เราก็บอกว่าเราเองเราไม่มีอย่างนี้เด็ดขาด นั่นคือจิตเราขาดจากอันนี้แล้ว เห็นว่ามันหยาบ มันแรง มันร้าย ให้ตายเราก็ไม่ทำ แม้แต่เขามาทำให้เราตาย เราก็ไม่ไปทำตอบแบบเขา เขาจะฆ่าเรา เราก็ไม่ฆ่าเขาตอบ เพราะเราเข้าใจขนาดนี้แล้ว เราจะเข้าใจความตาย ตายก็ตาย ความตายความเกิด ถ้าเรายังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายแล้วเราก็เกิดมาอีก _สู่แดนธรรม... จะขอถามเป็นคำสรุป เพื่อเข้าใจง่ายนะครับ ถ้าทำจิตให้เป็นอุตุ นี้คือเราไม่ต้องไปมี ปฏินิสัคคะเลย ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ถูกต้อง โดยพยัญชนะ ปฏินิสัคคะ แปลว่า มันไม่มีปฏิกริยา คือไม่มี Action-Reaction มันไม่มีแล้ว ปฏิ นี้คือ Action Reaction กระทบกันอยู่ แม้มันจะมีการกระทบสัมผัส กระแทกกระเทือนกันอยู่ มีปฏิกิริยา แต่อาการที่เรารับรู้สึกนี้ไม่มีสวรรค์ นิสัคคะ นิสัคคะ ไม่มีสวรรค์ คนเราต้องการสวรรค์ เมื่อคุณต้องการสวรรค์ คุณก็มีนรก อย่างที่อาตมาอธิบายไปเรื่องนรกสวรรค์อันเดียวกัน มันเป็นความยึดถือ แล้วคุณก็ปรุงแต่งเป็นนรกสวรรค์ สิ่งที่คุณชอบ คน “มาโซคิส” หรือ “ซาดิสม์” เห็นคนเขาฆ่ากัน ชอบ เขาก็เป็นสุข ทั้งๆที่มันทุกข์นะ การฆ่ากัน

อนุปุพพิกถา 5 ที่สัมมาทิฏฐิ _สู่แดนธรรม... ถ้าเรายังมีวิบากกรรมที่ต้องสัมผัสสัมพันธ์กับมัน แสดงว่า เราอนุโลมไปเป็นพืช เพื่อที่จะ ปฏินิสัคคะกับมัน อย่างนั้นได้มั้ยครับ พ่อครูว่า

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน