660811 ความเป็นแม่ที่ให้กำเนิดโลกุตรจิต พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
660811 ความเป็นแม่ที่ให้กำเนิดโลกุตรจิต พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1U4mK2-AN4cTQIhAL6B9h2JoABg-eNQ8T/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1eYLjcztBawVeZKdGLlx-klDmkKbASFuv/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660811-e280cof
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/oCYwF-6WTYY และ https://www.facebook.com/100078722032092/videos/154323384315185/
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ความเป็นแม่ที่ให้กำเนิดโลกุตรจิต สมณะฟ้าไท... วันนี้วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม 2566 แรม 10 ค่ำเดือน 8(2) ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้พ่อครูได้ลงมาจากชั้นดุสิต มาสู่มนุษยชาติชั้นล่างเพราะว่าสุขภาพดีขึ้น (มาเทศน์ที่ชั้น 4) ที่นี่เรามีจัดงานวันแม่ พรุ่งนี้จะมีทำวัตรเช้าตั้งแต่ 5:00 น แล้วก็มีการใส่บาตร มีพิธีบูชาบุพการีในช่วงสาย ภาคบ่ายมีประชุมผู้ปกครอง รายการภาคค่ำมีการแสดงของเด็กนักเรียน แค่ได้ยินเสียงเด็กๆซ้อมโปงลางกัน คงมีแต่ประเทศไทยที่มีพิธีกราบแม่ เป็นที่ซาบซึ้งประทับใจของผู้ที่ได้รับรู้ พ่อครูว่า... ทางเอเชียเรามีอยู่หลายประเทศอยู่นะที่กราบเคารพแม่ โดยเฉพาะแม่นี้ มันซาบซึ้งกว่ากัน มันจะนัวเนีย ส่วนพ่อจะไม่นัวเนียเท่าไหร่ ทางเอเชียก็คงมีอยู่บ้าง แต่ทางยุโรป ทางตะวันตกเขา เท่าที่เห็น เท่าที่รู้เขาจะกอดกัน เท่านั้น ไม่มีวัฒนธรรมที่มีการกราบ ซึ่งมันแสดงออกถึงการคารโว เคารพนับถือซาบซึ้ง วัฒนธรรมพวกนี้มาตั้งแต่อินเดีย แต่อินเดียมันลดลง มันกระด้างขึ้น มันชินชา อินเดียจะมีเอามือไปแตะเท้า แต่ทีนี้มันนานเข้า มันชินชาก็เลยลดลง แต่ไทยเราม
อ่านต่อ
ีสภาพอยู่ดี และก็รู้สึกว่าจะพยายามพัฒนาขึ้นส่งเสริมขึ้น เรียกว่า ชวนนิยม ชวนกันมานิยม สมณะฟ้าไท... เท่าที่คุยกับแม่เขา แม่ที่อยู่ข้างนอก บางคนบอกว่าลูกจบไปแล้วคนหนึ่ง อยู่บ้านไม่รู้จะไปไหนก็เลยมาอยู่วัด เขาบอกว่าอยู่วัดดีแล้วเพราะที่บ้านมีน้ำกระท่อมขายเยอะมากเลย ลูกดิฉันมาอยู่ที่นี่ดีมาก ข้างนอกน่ากลัวในสังคมอันตราย เด็กๆไม่น่าอยู่ด้วยประการทั้งปวง แม่เขาบอกว่าถ้าอยู่ที่นี่เลยก็ดี ไม่ว่าอะไร ส่วนแม่อีกคนหนึ่งก็พาลูกมาอยู่ที่นี่เลย มีลูก 3 คน ปีที่แล้วลูกเขาจะไปเรียนข้างนอก ตอนจบ ม.3 ก็บอกว่า ไปข้างนอกแม่ก็ไม่มีตังค์เพราะว่าแม่มาทำงานฟรีอยู่ที่นี่ พ่อกับยายก็ไม่มีตังค์ให้ ก็เลยให้ลูกอยู่ที่นี่ก็ดีเหมือนกัน มันจนก็เลยให้ลูกไปอยู่ที่นี่เป็นไฟท์บังคับ ลูกก็นิสัยดีขึ้น แต่ก่อนเข้ากันไม่ได้เลย เช้ามืดก็ไปทำงาน เย็นก็กลับมาหุงหาอาหาร กินข้าวเสร็จ 3 ทุ่ม ก็เข้านอน เช้าก็ไปตัวใครตัวมัน อยู่ที่นี่ก็ได้คุยกับลูกบ้างมีอะไรก็เล่าให้ฟัง เขาบอกว่าอยู่ที่นี่ทำให้ลูกเขานิสัยดี เข้ากับลูกได้ดีขึ้นสนิทสนมกัน ความจนของเขาทำให้ลูกไปไหนไม่ได้ อยู่ที่นี่ทำให้ลูกนิสัยดีขึ้นด้วย สรุปว่าแม่จนดีกว่าแม่รวย แต่ก่อนดิฉันก็อยากรวย พ่อครูว่า... อันนี้จริงนะ พ่อแม่จนนี้ดีกว่าพ่อแม่รวย นอกจากนิสัยมันมาจากสันดานของเด็กที่ไม่ดี เป็นเชื้อเก่าของเขาแรง อันนั้นก็จริง แต่ถ้าเผื่อว่าไม่มีเชื้อเก่าที่มันเลวร้ายแรงมาเก่า เหตุปัจจัยองค์ประกอบในปัจจุบันธรรม มันมีฤทธิ์มากกว่า มันเปลี่ยนแปลงอะไรต่ออะไรได้มากที่สุดในปัจจุบันนี้แหละ มันเป็นองค์ประกอบด้วยเหตุแวดล้อมต่างๆ ช่วยได้ ยิ่งอยู่ในหมู่ อย่างพวกเราอยู่ในหมู่คนจนกัน ต่างคนต่างไม่ฟุ้งเฟ้อ เป็นจริง เป็นใจจริงด้วย เราเข้าใจจริงๆด้วยว่ามันไม่แปลกอะไร มาจนจริงๆ ไม่ต้องมีเงินเลย อยู่กับที่นี่ ถ้าจะใช้จำเป็น เราก็มีกองกลางเบิกเอาไปใช้ยามจำเป็น เหลือก็เอามาคืน ใช้หมดไม่พอก็ขอเบิกอีกอะไรต่ออะไรไป ซึ่งมันเป็นสัจจะ มันเป็นความจริงใจ มันเป็นความจริงๆ เป็นความจริงจัง มันเป็นความจริงโว้ย สมณะฟ้าไท... อย่างพ่อครูพามาถูกแล้ว พาพวกเรามาจน เพราะมันแก้ปัญหาสถานการณ์ในปัจจุบันได้ดีที่สุด เป็นธรรมชาติที่ทำให้คนต้องดี มันจะอยากเลว มันยังไปไม่ได้เลย มันต้องบังคับให้ดีให้ได้ พ่อครูว่า... อาตมาไม่ได้เป็นผู้ค้นพบทฤษฎีนี้นะ พระพุทธเจ้าค้นพบมาแล้ว ในวรรณะ 9 มันชัดเจนที่สุดเลยนะ ตัว อัปปิจฉะ ที่อาตมามาแปลชัดๆว่า กล้าจน ก็คือมักน้อย ความมักน้อยเอาแต่น้อยๆ มีแต่น้อยๆ มีมากๆไม่เอา มีมากๆก็สะพัดออก เอาเท่านี้ก็พอ มีน้อยๆ แล้วมีกำกับด้วยคำว่า อปจยะ ไม่สะสมเลย แล้วมันก็มีทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่เป็น สาธารณโภคี มันก็จบ ทฤษฎีนี้จบ มีทั้งเหตุปัจจัยแวดล้อมหลักธรรมตามธรรมะพระพุทธเจ้าครบครันสมบูรณ์เลย แล้วมันก็พิสูจน์ได้ยืนยันได้ อย่างพวกเรามาปฏิบัติจริงยืนยัน คนที่มีจิตวิญญาณที่เข้าเกณฑ์ของธรรมะพระพุทธเจ้า บรรลุธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ทุกคำๆๆ มันจะชัด เมื่อยิ่งมีหมู่กลุ่มที่ต่างคนต่างประพฤติกันคนละมาก คนละน้อย คนละสมบูรณ์ มีคนที่สมบูรณ์แบบกันเยอะๆ เป็นตัวอย่าง มันไม่มีคำพูดที่จะอธิบายว่า นี่คือความจริงที่จริงที่สุด สมณะฟ้าไท... งั้นพ่อครูก็เทศน์ต่อเลยครับ พ่อครูว่า... (มี SMS ส่งมา) เยอะนะ จะยักไว้ก่อนดีไหม ขอวันนี้ เทศน์เรื่องวันแม่ ที่อาตมาคิดว่ามันน่าจะพูดเข้ากับ กาละเทศะของมัน มันเป็นเหตุแวดล้อม เป็นเหตุปัจจัยทำให้เร้าใจให้คนสนใจเพิ่มขึ้น ในเรื่อง คำว่า แม่ เมื่อกี้นี้เกริ่นไปแล้ว หน่อยหนึ่งว่า แม่คือ ผู้ให้กำเนิด แม้แต่ในพฤติการณ์ของความเป็นจริงของแม่ เมื่อให้กำเนิดแล้วก็เพาะเลี้ยงไว้ในท้อง อุ้มท้องมา 8 เดือน 9 เดือน อุ้มมา แล้วก็คลอด ไม่ใช่ว่ามันธรรมดานะ เจ็บปวด อาตมาไม่เคยคลอดลูก แต่ก็เห็นเขาคลอด แม่อาตมามีลูก 10 คน เสียไปแล้ว 3 ตายไป 3 ตายไปตั้งแต่เล็กๆ ตายแต่เล็กที่สุดก็คือคนสุดท้องเกิดมาไม่กี่วันก็ตาย ส่วนอีก 2 คนนั้น คนหนึ่งโตแล้วอายุ 2-3 ขวบแล้วตายเป็นผู้ชาย อีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิง จำไม่ได้แล้วว่ากี่ขวบ ประมาณไม่ถึง 2 ขวบ คนหนึ่งเป็นพี่ของบัวบูชาเป็นผู้ชาย อีกคนที่เป็นผู้หญิงนี้เป็นน้องของบัวบูชา บัวบูชาเลยเป็นคนกลาง เขาเรียกว่าเป็นคนกลางผี พี่ชายตายน้องสาวตาย เป็นคนกลางผี เสียไป 3 คน ลูกของแม่ก็เหลือ 7 อาตมาเป็นพี่คนโต แล้วแม่อาตมาเสียชีวิตตั้งแต่อายุ 42 ปี พ่อก็กินแต่เหล้า ก็เลยเป็นหน้าที่อาตมาต้องดูแลน้องๆหมด เอามาเลี้ยง อาตมาตอนเข้ากรุงเทพฯอายุ 15 แล้วก็เรียนจนกระทั่งจบ อาตมายังไม่จบดีเท่าไหร่ น้องเขาก็มาแล้ว ก็ต้องค่อยๆว่ากันไป น้องผู้ชายคนโตไม่ได้เลี้ยงเขาเท่าไหร่หรอก ผู้ชายคนรองอาตมา ก็คือนายป้อม หรือนายชาติ รักพงษ์ เขาก็ไปละหกระเหินของเขาตามเรื่องตามราว กว่าจะกลับมา อยู่กับอาตมาตอนท้าย เสร็จแล้วก็ไปอยู่เอง ไปบรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้าองค์เดียวในป่าองค์เดียวไป จนกระทั่งเสียชีวิต น้องสาวก็เลยเป็นพี่คนโตนอกจากอาตมา ยิ่งอาตมาออกมาบวชแล้วน้องสาวคนโตคือกิ่งรักก็เลยเป็นพี่คนโตดูแลกันไปช่วยกันไป พวกเราก็ช่วยเหลือตัวเองกันได้ ไม่มีปัญหาอะไรมาก สรุปแล้วอาตมาก็มาตามบารมี มีกุศลวิบากมา ไม่มีน้องเกเร ไม่มีใครเกเรสักคน เรียบร้อยดีทุกคน น้องชายคนโตไม่ได้เรียนมากแต่เขาฝึกฝนของเขาเอง เขาบอกว่าจะสร้างเรือรบ เขาก็จะสร้างให้ จะเอาไหมล่ะจะสร้างให้ เขาเคยพูดกับอาตมา ให้ทำอะไรทำได้หมด เพราะฉะนั้นเขาก็ไปอยู่ของเขา ไปเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ในโน้นคนเดียว ทำหมดชาวบ้านชาวช่องอะไรให้เขาทำนู่นทำนี่คือเป็นสารพัดช่างทำได้ทุกอย่าง ทำงานช่วยเขาไป เพราะฉะนั้นเป็นที่รักของคนที่นั้น เขาอยู่คนเดียว ไม่มีปัญหาอะไรเลย อยู่คนเดียวแล้วประกาศตัวเองเป็นพระพุทธเจ้า แต่ไม่อวดตัวตนอะไรมากมาย ประกาศเล็กๆน้อยๆ จนทางการเขาจับไป ก็ยืนยันว่าเป็นพระพุทธเจ้า ยืนยันกับศาล ยืนยันกับผู้พิพากษาว่าเป็นพระพุทธเจ้า ผู้พิพากษาก็บอกว่าเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ใครตั้งให้เป็นพระพุทธเจ้า เขาก็ตอบว่าแล้วพระพุทธเจ้าล่ะใครตั้งท่าน ผู้พิพากษาตกเก้าอี้เลย จบ ปล่อย ปล่อยเลย เขาก็ย้อนผู้พิพากษา เพราะแม้มาเป็นพระก็ไม่ได้ทำเสียหายอะไรและอยู่คนเดียว ไม่ได้เป็นผีบุญ ไม่ได้ตั้งก๊กตั้งเหล่าหรือไปขัดแย้งกับหมู่ใหญ่ ก็ไม่มีปัญหาอะไร อยู่จนรอดตอนเสียก็อายุ 80 กว่า นอกนั้นก็อยู่กันดี แม่เสียไปแล้ว พ่อก็ไม่ได้เลี้ยง อาตมาจึงกลายเป็นแม่เลี้ยงดูน้องๆ คำว่า แม่ ของพระพุทธเจ้า หมายความว่า แม่คือผู้เลี้ยงดู ส่วนพ่อเป็นผู้ให้กำเนิด เป็นต้นธาตุต้นธรรม ส่วนแม่นั้นคือผู้ให้กำเนิด ท่านบอกว่า พระโมคคัลลากับพระสารีบุตร เป็นแม่ ส่วนพระพุทธเจ้าเป็นพ่อ คนหนึ่งเป็นแม่เลี้ยง อีกคนหนึ่งเป็นแม่นม ลองทายดูสิคนไหนเป็นแม่นม คนไหนเป็นแม่เลี้ยง พระโมคคัลลานะเป็นแม่นม พระสารีบุตรเป็นแม่เลี้ยงคอยสอน จริงๆโดยจริงท่านไม่ได้เป็นแม่ ท่านเป็นผู้ชาย ท่านเป็นภิกษุ แต่ความเป็นแม่อยู่ที่ หน้าที่ พฤติกรรม ของคนนี่แหละ เพราะฉะนั้นความเป็นแม่ในสัมมาทิฏฐิ 10 ปิตา มาตา จึงไม่ได้หมายความว่า ตัวตนบุคคลผู้หญิงเป็นแม่ ผู้ชายเป็นพ่อ ไม่ใช่ อาตมาเคยอธิบายจนกระทั่งว่า ปัญญาเป็นพ่อ ศีลเป็นแม่ อย่างนี้เป็นต้น หรือโพชฌงค์ 7 เป็นพ่อ มรรคมีองค์ 8 เป็นแม่ อะไรอย่างนี้เป็นต้น นี่คือธรรมะที่เราจะต้องถึงขั้นธรรมในธรรม ไม่ติดอยู่แค่ตัวตนบุคคลเราเขา เช่น มีโวหารที่ตรัสไว้ ในพระไตรปิฎกว่า พระสารีบุตรนี่ ได้ฟังธรรมพระพุทธเจ้าที่เทศน์โปรดมารดาอยู่บนดาวดึงส์ ใครเคยได้ยินบ้าง พระสารีบุตรอยู่ตีนเขาแล้วก็ได้ยินพระพุทธเจ้าเทศน์โปรดมารดาในดาวดึงส์ ความหมายก็คือ พระพุทธเจ้าเทศน์โปรดพระมารดา เทศน์โปรดแม่ว่างั้นเถอะ ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมในธรรมที่ลึกซึ้ง จริงๆแล้วคำว่า เทศน์โปรดมารดานั้นคือพระพุทธเจ้า ไปเทศน์ที่ไหน เทศน์เมื่อไหร่ เป็นคำสอนออกมาแล้ว พระสารีบุตรจะพยายามรับให้ได้ยิน ท่านนั่งฟังธรรมอยู่ตีนภูเขา ตั้งใจฟัง แสดงว่าจะต้องพยายามเอาสาระ แม้แต่ในภาษาชื่อของพระสารีบุตรก็คือ บุตรที่เอาสาระ คั้นเอาแก่นสาระ สารีปุตโต ฟังธรรมจะฟังธรรมอย่างไตร่ตรอง คัดกรอง คัดเฟ้น แทงทะลุเอาแก่นสาระให้ถึงแก่นให้ได้ นี่คือความหมายลึกซึ้งของ สารีปุตโต แล้วก็ได้จากที่พระพุทธเจ้าเทศน์ การเกิดขึ้นก็คือการเกิดธรรมะ ไม่ใช่การเกิดของตัวตนบุคคลเราเขา เป็นการเกิดของธรรมะ การเกิดทางจิตเรียกว่า โอปปาติกโยนิ เพราะฉะนั้นในสัมมาทิฏฐิ 10 ลองทวนดูซิ
สัมมาทิฏฐิ ๑๐ (ที่ยังเป็น “สาสวะ”) เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา) 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257)
พ่อครูว่า … ทินนัง, ยิฏฐัง, หุตัง นี้เป็น 3 หมู่แรก แล้วต่อมา (ข้อที่ 4) สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก ตัวนี้ตัวกลาง ตัวที่บอกว่า กรรม การกระทำ กัมมานัง นี้ ทำดีหรือทำชั่ว ทำผิดหรือทำถูก เป็นผลวิบากทั้งสิ้น ทุกข้อ ถ้าสัมมา ก็ใช้คำว่า อัตถิ แปลว่า มี เป็น ถูกต้อง ได้ แต่ถ้า นัตถิ แปลว่า ไม่ นั้นภาษบาลีกำกับ ข้อต่อมา (ข้อที่ ๕-๖) โลกนี้ โลกหน้า พระพุทธเจ้าท่านตรัสขยายความคำว่า โลกนี้-โลกหน้า ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 นั้น มีคำที่ระบุชัดว่า ผู้ที่เป็นสยังอภิญญาจะประกาศโลกนี้ ประกาศโลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง จึงเป็นคำระบุชัดว่า ผู้ที่จะเข้าใจโลกนี้-โลกหน้า ต้องเป็นขั้น สยังอภิญญา สัมมาทิฏฐิข้อที่ ๑๐ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเองในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) พ่อครูว่า…รู้ยิ่งด้วยตนเอง สยังอภิญญา คนอย่างนี้มีอยู่ไหม? (พ่อครูถาม..เสียงตอบว่า มี) เพราะฉะนั้น ผู้ใดเห็นคนอย่างนี้ ผู้นั้นเห็นสัตบุรุษ ผู้นั้นเห็นสยังอภิญญา โลกยุคไหนก็ตามถ้าไม่มีคนเช่นนี้ ไม่มีสยังอภิญญา หรือไม่มีสัตบุรุษนี้ ก็ไม่มีหลักประกัน ไม่มีสิ่งยืนยันตามคำตรัสพระพุทธเจ้าที่ว่า ธรรมะพระพุทธเจ้าโลกุตรธรรมหรือที่จะอธิบายโลกนี้โลกหน้า โลกนี้โลกหน้าคือ แยกโลกนี้คือโลกียะ โลกหน้าโลกใหม่ โลกที่เป็นโลกุตระ โลกอื่นโลกใหม่ โลกที่มันยังไม่เคยมี อย่างในเทวนิยมหรือศาสนาที่นับถือพระเจ้า เขาไม่มีโลกหน้า ไม่มีโลกุตรธรรม เขามีแต่โลกียธรรม โลกียธรรมคือธรรมะที่อยู่ในโลกที่หมุนวนอยู่ในโลกียะธรรมดา อยู่ในอะไร ก็มีสุข อยู่ในสุข และสุขกับทุกข์มันเป็นของคู่กัน เขาแยกกันไม่ออก เขาก็ได้แต่หาวิธีหนีทุกข์ มาเอาแต่เสพสุข แล้วก็มีวิธีหนีทุกข์สารพัดต่างๆ นานา แต่ละศาสดาค้นพบ ก็หาวิธีกันไป จนกลายเป็นถึงขั้นอย่างเชน (ศาสนาเชน) เชนนี้ หนีไม่เอาเลย จนกระทั่งไม่เอาอะไรสักอย่าง เปลือยเปล่าตัวล่อนจ้อน มีแต่ภาชนะ 1 ใบสำหรับใส่อาหารกิน ดีนะไม่เลียเอา ยังมีภาชนะ 1 อัน นอกนั้นไม่เอาอะไรเลย สุดโต่งไปจนสุดยอดเลย ส่วนสุดโต่งอีกฝั่งหนึ่งก็คือพวก กาม กามสุดโต่ง จะต้องเสพกามให้สูงสุดเลยแล้วจะบรรลุ กามจะเป็นกามทางเพศ หรือจะกามทาง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) จัดจ้านมันทั้งหมดเลย ให้ทะลุวังเลย (ผู้ฟังหัวเราะ) พูดให้เข้าสมัย ใช้ศัพท์ให้เข้าสมัย เอากันให้ทะลุเลย ทะลุวังเลย (ชื่อกลุ่มม๊อบวุ่นวายที่เป็นข่าวปัจจุบัน) มันก็เป็นคนสุดโต่งไปจนกระทั่งไม่รู้จะพูดยังไง เพราะฉะนั้นศาสนาพระพุทธเจ้านี้จึงสอนความเป็นพอดี พอเหมาะ เป็นกลาง ไม่โต่งไปทางไหนเลย อันนี้คือมัชฌิมา แล้วก็ปฏิปทาเป็นข้อปฏิบัติเพื่อที่จะไปเป็นกลางๆ มัชฌิมา หรือมัชเฌนธรรม ถึงไม่ได้หมายถึงสภาพมิจฉาทิฏฐิประเภทที่ว่า เดินทาง แปลคำมัชฌิมาปฏิปทา สมณะฟ้าไท... พ่อครู กำลังอธิบายถึงความเป็นแม่ แล้วไปสู่สัมมาทิฏฐิ 10 อย่างที่เราเห็นเด็กๆ กลุ่มทะลุวังเขาทำ เขาก็แสดง อัตตาเต็มที่ แล้วน่าสงสาร ว่าเขาจะกลับคืนได้ไหม กับคนแสดงกามเต็มที่ เขาจะกลับคืนได้ไหม คนสมัยนี้กลับคืนไม่ได้ก็เลยสภาวะจิต มันผิดเพี้ยน อารมณ์มันพีคจัด(Peak สุดยอด) มันพีคไปทางกามจัด พัคไปอัตตาจัด ก็เลยลดลงไม่ได้ กลายเป็นปัญหาเป็นคนผิดปกติ จนควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ เด็กสมัยนี้จะเป็นอย่างนี้เยอะ เคยถามศิษย์เก่าที่ไปเรียนมหาวิทยาลัยว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขาก็บอกว่า มีแต่คนบ้า จริง คนไม่ค่อยปกติ แต่เห็นอาการคนสมัยนี้แล้วรู้สึกว่ามันสุดโต่ง มันเหวี่ยงอารมณ์ไปเต็มที่ ไม่เหมือนคนโบราณที่ไปทรมานตนไปอีกด้านหนึ่ง แต่สมัยนี้ ดูอารมณ์มันเหวี่ยงไปทางอัตตา เหวี่ยงไปทางกาม น่ากลัว พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ว่า กลาง มัชฌิมา ความเป็น กลางนี้ มันหมายถึงจิต หมายถึงเจตสิก เจตสิกคำนี้คือคำว่าอุเบกขา กลางๆ ที่อุเบกขา ไม่ไปข้างไหน ไม่มีข้างไหน ไม่เอาข้างไหน รู้ทั้งสองข้างแต่ไม่เสพ 2 ข้าง ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสในพระสูตรแรกเลยในธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ไม่เอียงไปข้างไหน ไม่มี อันตา คำว่า อันตา แปลว่าสุดโต่งก็ได้ แปลว่าเริ่มต้นออกมาจากจุดกลาง อันตานิดหน่อย หรือว่าอันตาแปลว่าไปไกลข้างหนึ่งเลย ยิ่งอนันตา แปลว่าไปไกลสุดจนนับไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นที่จะทำให้จิตมันเที่ยงต่อการสัมผัสในโลก โลกมันมีทุกอย่าง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) แล้วการสัมผัสกับที่เป็นตัววัตถุเลยก็คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หรือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ก็มีเหตุปัจจัยที่สัมผัส แล้วนามธรรมของเรานี้จะเกิดสุขหรือทุกข์ อันนี้แหละยาก โลกที่ยังมีข้าง โลกที่ยังมีฝ่าย โลกที่ยังติดอยู่ส่วนหนึ่ง เอียงอยู่ส่วนหนึ่งส่วนใดก็แล้วแต่ เอียงไปข้างทุกข์ อัตตกิลมถานุโยค หรือเอีียงไปข้างสุข กามสุขัลลิกะ ก็ไม่ใช่ทั้งนั้น ต้องไม่มีทั้งสองอัน เพราะฉะนั้นจิตเราจะต้องอ่านสภาวะของเวทนา เราจะต้องไปในทางไม่สุขไม่ทุกข์ ต้องเข้าใจว่าอารมณ์หรือความรู้สึกหรืออาการของสุขนี้คืออย่างไร ของทุกข์คืออย่างไร ซึ่งเป็นคู่แฝดเหมือนกระดาษแผ่นหนึ่งกระดาษสองหน้า หน้า 1 เป็นสุข หน้า 1 เป็นทุกข์ มันฉีกหรือแยกออกจากกันไม่ได้ มันต้องไปด้วยกันมาด้วยกัน เพราะฉะนั้นวิธีดับ ดับทุกข์ของพระพุทธเจ้าก็คือดับสุขไปด้วยกัน แต่คน มันไม่ถนัดที่จะไปดับสุข มันดับ มันจะดับอย่างไร มันคล้ายกัน พอพ้นสุขแล้วมันก็เป็น.. พระพุทธเจ้าก็ใช้พยัญชนะว่า ปรมังสุขัง อาตมาแปลเป็นไทยว่า ยิ่งกว่าสุขซึ่งมันไม่ใช่สุข สุขมันยังเป็นสภาพของโลกีย์ มันเป็นคู่กับทุกข์ แต่อันนี้มันยิ่งกว่าสุข เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่รู้สภาวะธรรมที่เป็นความจบ ที่เป็นความสมบูรณ์บริบูรณ์จริงก็จะแปลไม่ได้ว่า ปรมังสุขัง จะไม่แปลว่ายิ่งกว่าสุขแต่จะแปลว่าสุขอย่างยิ่ง ซึ่งต่างกันนะ สุขอย่างยิ่งนี้เสพเต็มที่เลย แต่ถ้ายิ่งกว่าสุขนี้มันลอยตัว มันไม่มีสุขไม่มีทุกข์เลย มันเกินกว่าสุข ยิ่งกว่าสุขแล้ว เป็นภาษาโลกุตระ เป็นภาษาจบอย่างนี้ เป็นต้น ต้องอ่าน เพราะฉะนั้นกรรมฐานหลักของศาสนาพุทธจึงอยู่ที่เวทนา อยู่ที่ความรู้สึก อยู่ที่อารมณ์ สัมผัสแล้วก็รู้ความจริง แล้วก็ทำ ทำเหตุให้ออก ทำเหตุให้ออกนี้เรียกว่าเนกขัมมะ เหตุแห่งการเกิดทุกข์ เกิดสุข หรือเกิดกิเลสนี่แหละ หยาบ กลาง ละเอียด ตามหลักเวทนา 108 มีมโนปวิจาร 18 แบบโลกเรียกว่า เคหสิตะ 18 แบบโลกุตระอีกเป็น เนกขัมมสิตะ 18 ซึ่งเกิดจากตาหูจมูกลิ้นกายใจ 6 ทวาร 6 ทวารมันจะเกิดอารมณ์ได้ 3 อารมณ์คือสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ถ้าเป็นโลกีย์แบบหนึ่ง ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นโลกีย์ เขาก็ทำได้ ถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ อย่างเช่นสายนั่งหลับตาอย่างนี้เป็นต้น เขาไปดับจิต ให้ไม่มีนิวรณ์ ไม่มีกิเลส กิเลสท่านสรุปไว้ที่นิวรณ์ 5 มีกาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา มีหมดทั้ง 3 (ระดับ) หยาบ กลาง ละเอียด หยาบ ก็ กามกับพยาบาท กลางก็คือ ถีนมิทธะ กับ อุทธัจจะกุกกุจจะ ละเอียด ที่เขาทำได้ เขาดับหมดเลยทั้ง 5 อย่างนี้ นิวรณ์ 5 ดับหมดเลย เขาก็ดับแบบจิตไม่รับรู้ อสัญญี เขาก็ไม่มีนิวรณ์ เขาไม่รับรู้สึกอะไรเลย ทั้งเวทนาทั้งสัญญา มันก็ใช่ แต่ไม่ถูกตามหลักธรรมะของพระพุทธเจ้า ไปนั่งหลับตาแล้วก็ทำได้แล้วไปกดข่ม ไปสะสมให้มันมีสภาวะที่ กดข่มไปๆๆ ก็เก่งเหมือนกัน มันก็มีประสิทธิภาพในการกดข่มได้ทน ทนได้ๆ แต่มันไม่ใช่การถอนเหตุ ไม่ใช่การฆ่าเหตุ มันไม่ใช่ปัญญารู้จักเหตุ แล้วตัวปัญญานี่แหละ อาตมาเคยอธิบายแล้วว่า กิเลสมันเจอปัญญา กิเลสคือตัวมาร มารเห็นปัญญา พบปัญญา เฮ้ย ปัญญารู้จักหน้าเราแล้ว มันวิ่งหนีหูตูบเลย อธิบายเป็นภาษาได้อย่างนี้ มันเป็นสัจจะ มารมันไม่สู้เพราะมารนี้เป็นมารผู้ดี ไม่ใช่มารหน้าด้านที่เห็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วมันก็ยังไปลดเลี้ยวอยู่ เหมือนอย่างพวกการเมืองที่แสดงออกอยู่อย่างนี้ น่าอาย ใครเขารู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองก็ยังอยู่อย่างนั้น แสดงตัว แสดงตนอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นการรู้จักสิ่งที่สูงสุดคือรู้จักสุข รู้จักทุกข์ รู้จักหมดสุข หมดทุกข์ แล้วรู้อย่างสัมมาทิฏฐิ ผู้ที่สอน ผู้ที่ได้บอก บอกทฤษฎี นำพาช่วยกันให้ปฏิบัติ จนกระทั่งรู้ได้โดยปัจจัตตัง ปฏิบัติธรรม ลดกิเลสออกทีละระดับ ๆ หยาบ กลาง ละเอียด ไปเรื่อยๆ เป็นปัจจัตตัง รู้ได้ด้วยตนเอง จนกิเลสมันหมดไป ผู้ที่นำพาอย่างนั้นได้เรียกว่า แม่ เรียกว่า มาตา เรียกว่า มารดา ผู้ให้กำเนิด ซึ่งมันเป็นเรื่องของการเกิดทางจิตวิญญาณ ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องไปมีการสมสู่ มีอะไรต่ออะไรแบบโลกแล้ว เพราะฉะนั้นมาถึงขั้นสูงก็ไม่มีแล้ว กามหยาบ อย่างสมสู่ สัมผัสแตะต้อง อันนี้ไม่มี อันนี้เป็นนามธรรม เป็นธรรมะอันละเอียด แล้วทำให้เกิด เพราะฉะนั้น เมื่อหมดกาม รูปธรรมก็เริ่มต้น จะมี มโนมยอัตตา จะมีรูปบ้าง นามบ้าง ยังไม่หมด ข้างนอกบ้าง จนกระทั่งรูปข้างนอกหมดเลย เหลือแต่ข้างใน จนกระทั่งอารมณ์ที่ยังมีการปรุงแต่งเอง เรียกว่า รูป ปรุงแต่งอยู่ภายในจิตเอง ฝันเอง เพ้อเองเป็นสุขเอง อะไรเอง ทุกข์เอง จนกระทั่งรู้ว่ามันโง่อยู่อย่างนี้ แล้วก็เลิก ยังมีก็ลดอีก ลดความสุขความทุกข์อีก โดยภาษาท่านเรียกว่า วิตกวิจาร คำว่า วิตกวิจาร ก็คือสภาพ 2 ที่มีการไตร่ตรอง บางทีท่านก็แปลเป็นไทยง่ายๆ วิตกวิจารณ์แปลว่าไตร่ตรองหรือ ตริตรึก หรือ ไตร่ตรอง เป็น 2 สภาพเรียกว่าทำให้ชัดเจนละเอียดลงไปให้ได้ วิตกวิจาร เสร็จแล้วก็จะเกิดปัญญา เกิดความรู้ยิ่ง และความรู้ยิ่งก็เป็นตัวประหารกิเลส ประหารกิเลสไป แล้วก็จะเป็น ฌาน 2 มีปีติ จนกระทั่งทำได้แล้วก็ชินชาจนค่อยๆ เป็นความสงบ เป็นความสุข ตัวที่เป็นฌานที่ 3 เรียกว่า วูปสโมสุข หรือ อุปสโมสุข สุขที่เกิดจากการสงบ สงบอย่างมีสายปัญญาสัมมาทิฏฐินะ ที่เกิดจากการลดกิเลสด้วยปัญญา ไม่ใช่การสะกดจิตที่มันไม่มีเหตุปัจจัยให้วิจัยวิจารอะไรแบบนี้หรอก แต่สัมมาทิฏฐินี้ไม่ได้กดข่ม เห็นอยู่อย่างแจ้งๆ โจ่งๆเลย แต่ตัวกิเลสมันลดได้ มันมีตัววิปัสสนาญาณ เป็นญาณที่เห็นจริง เห็นแจ้งเลยว่ามันชัดเจน มันระงับ มันลด มันหมดบทบาทไป จนไม่มีตัวตน เป็น อรูป ก็หมดอรูปอีก อย่างนี้เป็นต้น ภาษาเป็นตัวสื่อให้ได้รู้สภาวะ แล้วปฏิบัติตามภาษานั้น จนเรารู้เองเห็นเอง เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ แล้วเราก็จะรู้จบ
คนที่ยังจบไม่ได้ เดี๋ยวมีคำถามค้างอยู่ จะได้อ่านถึงหรือเปล่าไม่รู้ แบ่งให้ SMS เค้าหน่อย คงไม่หมดหรอกนะ คงไม่เป็นไร เราก็ทำไป เดี๋ยวกำลังวังชาดีขึ้น หนุ่มขึ้นหน่อย อาตมาก็อาจขอเพิ่มเวลาได้ เขาคงไม่หวงแหน อาตมาไม่มีสตางค์เช่าสถานี เขาก็คงไม่มีปัญหา แล้วค่อยขอกัน สรุปแล้วคำใหญ่ของพระพุทธเจ้าคือสิริมหามายา เป็นพยัญชนะ พยัญชนะก็สูงสุดจริงๆ เลิศยอดคือเป็นมายา มันเป็นเรื่องที่ไม่จริง มายาคือของหลอก มายาคือของไม่จริง เพราะฉะนั้นคำนี้จึงเป็นคำที่ว่า จริงๆ ในการเป็นอยู่ หรือเกิดมามามีชีวิต มีจิตวิญญาณ มีอะไรอยู่นี่ มันอยู่อย่างหลอกๆทั้งนั้นเลย มันไม่มีอะไรเลย แล้วมันก็หลอกมาที่สุข แล้วมันก็ไม่ขาดทุกข์ เพราะสุขกับทุกข์มันแยกกันไม่ได้ อันนี้แหละเขาไม่ได้มีการรู้กัน ถ้าอาตมาไม่อุบัติขึ้นมาในโลกยุคนี้ รับรองว่าสูญหาย ไม่มีใครมาเปิดเผยหรอกว่าสุขกับทุกข์มันอันเดียวกัน ถ้าดับต้องดับทั้งสุขและทุกข์ ไม่มีทั้งสุข ไม่มีทั้งทุกข์ นั่นคืออรหันต์ ถ้าใครยัง จะว่าใช่ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ มันทำได้แล้วเหลือน้อยกับนิดกับหมด เอ๊? มันหมดหรือมันเหลือ เป็นความจำสัญญามันจะหลอกเราเองว่า มันยังจำได้อยู่ว่ารสสุข มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นมันก็จะต้องชัดเจนเลย อาตมาเคยอธิบายมาแล้ว มันสงสัย เนวสัญญานาสัญญายตนะ สงสัยอยู่ทำไม ทิ้งมันไปเลย ไม่เอาเลยปฏิเสธเลย ไม่ ก็จบแล้ว คุณยังจะมีอยู่ อ้าว ถ้ามีอยู่คุณก็ยังมี จะมีน้อยอยู่เท่าไหร่ มันก็คือมี ใช่ไหม จะมีไปทำไม ก็หยุดเลยขาดกัน ตัดขาดกัน จบ ก็จบแล้ว เมื่อคุณไม่ตัดขาด หรือที่ใช้ศัพท์คำว่า เว้นขาด ตัดขาด ถ้าไม่ตัดขาด มันก็ไม่จบ เอาพยัญชนะมาสื่อสัจจะได้อย่างนี้ ยุคนี้อาตมาพาทำ พวกเราทำได้จนกระทั่งเกิด สาราณียธรรม 6 จนกระทั่งเกิดเป็นชุมชน สาราณียธรรม 6 นี่ เป็นสังคมสาธารณโภคี ที่เรียกโดยศัพท์ นี่มาอยู่กันอย่างนี้ ซึ่งเป็นตัวอย่าง ในเทวนิยมเขาไม่มีหรอก มีในโลกพุทธซึ่งมันก็หายไป เพราะมันเสื่อม ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่ามันจะเสื่อม แล้วมันก็เสื่อมจริงในยุค 2500 ปี ถ้าอาตมาไม่เข้ามาสถาปนาโลกุตรธรรมลงไปอย่างนี้ ขออภัยนะ อาตมาไม่ได้อยากอวดตัวตนอะไรหรอก กำลังพูดความจริงเท่านั้น เพราะอาตมามีจริง ทำจริง แล้วก็เอามาอธิบาย เอามาให้พวกเรารู้ แล้วพวกเราก็เข้าใจ แล้วก็ลดละปลดปล่อยเลิกละมา จนกระทั่งเป็นสังคมสาธารณโภคีกันอย่างที่เป็น ก็คือชุมชนชาวอโศกที่มีกระจายกันอยู่ทั่วประเทศขณะนี้ ยังไม่ใหญ่ ไม่โตหรอก เพราะว่ามันสุดยอดพีระมิดแล้ว เป็นยอดพีระมิดจริงๆ มันก็ต้องเป็นไป อาตมาไม่ได้สงสัย ไม่ได้อยากใหญ่ อยากมาก อยากมีอะไร แต่มันมีมากก็ดี แต่ไปบังคับหลอกล่อเอาไม่ได้ เอาให้มันเป็นจริง จะไ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive