สื่อธรรมะพ่อครู(รูป28) ตอนรูป 28 โดยพิสดาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(รูป28) ตอนรูป 28 โดยพิสดาร มาขึ้นภาพ pattern ของบ้านเล็กเมืองน้อย
พ่อครูว่า…พลังงาน จากสูตร E=C(mc 2 + A) ตัว A ก็คือ mc 2 แล้วถ้า A เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากระดับบวกเป็นระดับคูณ ก็คือตัว C นั่นเอง เอาพลังงานนี้ไปใช้ทางวัตถุเป็นระเบิดใหญ่ได้ แต่พวกเราเอาไปใช้ทางนามธรรม และต่อไปจะมีคนนำไปใช้ทางวัตถุได้ อาตมายังอยู่ก็ค่อยเติมรายละเอียดเพิ่มขึ้น นี่ก็คือยาอายุวัฒนะของชีวิตที่จะสร้างได้ด้วยตนเองช่วยกันกับหมู่กลุ่มและสิ่งแวดล้อม อุปาทายรูป 24 ก็คือ รูปทั้งหมดมี 28 คือ ดินน้ำไฟลม 4 เรียกว่ามหาภูตรูป เป็นอุตุนิยามธรรมดา ดินน้ำไฟลม เป็นธาตุวัตถุธรรมดา พอเร่ิมต้นอุปาทายรูปก็เริ่มที่ชีวะ ก. ปสาทรูป 5 จักขุ (ตา) โสตะ (หู) ฆานะ (จมูก) ชิวหา (ลิ้น) กายา (กาย)
ข. โคจรรูป, วิสัยรูป 4 รูปะ (รูป) สัททะ (เสียง) คันธะ (กลิ่น) รสะ (รส โผฏฐัพพะ (สัมผัส) รูปนอกกับใจมันทำงานร่วมกันจึงเรียกมันเต็มๆไม่ได้ จึงรวม กาย กับ โผฏฐัพพะ ไว้ด้วยกันเป็น 1 ทำให้รวม ปสาทรูป กับโคจรรูป เป็น 9 อย่าง หากว่าไม่ได้มีสองอย่างนี้ทำงานร่วมกันก็จะอยู่แต่ในภพใน เป็นเรื่องของอดีต 18 อย่างอนาคต 44 อย่าง ถือว่าไม่ใช่ความจริงที่ครบ เป็นความจริงพิการไม่เต็มเต็ง ต้องมีปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันนี้ ไม่มีอดีตอนาคตไม่ได้ อยู่ที่ใครจะเก็บเอาอดีตมาใช้ครบ อนาคตมาใช้ครบ อยู่กับปัจจุบันได้มากกว่า ผู้หลับตาปฏิบัตินั้นมีแต่อดีตกับอนาคต ไม่เป็นการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอย่างครบสมบูรณ์ ซึ่งจะปฏิบัตินั้นจะต้องมีสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายและมีแสงสว่างจากภายนอกมากระทบสัมผัสทำให้คนอื่นเขารู้ร่วมกันได้ คำว่า กาย ต้องมีภายนอก ขาดภายนอกไม่ได้ แต่นามเป็นหลัก คำว่ากายนี้ ขาดธาตุรู้ไม่ได้เลย แต่ต้องมี
อ่านต่อ
ภายนอกมีสอง ต้องร่วมกับภายนอก แต่นามเป็นหลักเป็นใหญ่เป็นประธาน นามเก่งที่สุดจะ ควบคุมทางวัตถุทั้งหมดเลย ซึ่งศาสนาพุทธมีจิตวิญญาณเป็นใหญ่ เราสามารถควบคุมและสร้างจิตวิญญาณของเราให้มีอำนาจ วสวัตตีโก ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้และมีเจตนาดีไม่เป็นไปในทางร้ายเลย เป็นจิตที่ได้สร้างไว้ดีที่สุดเป็นธาตุจิตของมนุษยชาติ เป็นพระอรหันต์ขึ้นไปก็จะทำได้และจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ อาตมาเองก็ยังจะต้องทำให้สูงขึ้นไปได้อีกเป็นโพธิสัตว์ระดับ 8 ระดับ 9 อาตมาระดับ 7 จึงสามารถอธิบายประสิทธิภาพของ วสวัตตีโก ได้ เท่าที่มีความรู้ อาตมาก็ไม่ได้หลงระเริงว่าตัวเองเก่งขนาดควบคุมจิตได้เก่งหมดแล้ว นี่ไม่ได้ถ่อมตัวนะ แต่พูดตามความเป็นจริง เรียกตามพยัญชนะว่า โคจระ หรือวิสยะ มี 5 อย่าง เกิดจากปสาทรูป กับอวัยวะ ตาหูจมูกลิ้นกาย กับ รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส ข้างนอก มาสัมผัสภายนอกกับจิตต้องร่วมกันเป็นกาย แยกกันไม่ได้ แยกกันไม่รู้เรื่อง จากนั้นก็จะเป็น ภาวรูป 2 สัมผัสแล้วจะเป็นรูปที่รวม แล้วแยกได้เป็น 2 จากการกระทบก็เรียกเป็นเทวะ หรือเป็นกาย เรียกว่าภาวะรูปกับนาม ตัวที่ถูกรู้Object กับ ตัวรู้คือsubject มันปรุงแต่งกันอยู่ ความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้ามันก็ปรุงแต่งกันอยู่อย่างเป็นอุตุ จนพัฒนามาเป็นชีวะที่เป็นพีชะก็ยังไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ เป็นสังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง อนุปาทินกสังขาร เป็นชีวะระดับพีชธาตุ แต่ว่า จิตนิยามมีการสัมผัสแล้วเกิดภาวะ 2 ค. ภาวรูป 2 1. อิตถัตตภาวะ, อิตถินทรีย์ (ญ) 2. ปุริสสัตตภาวะ, ปุริสสินทรีย์ (ช) ระหว่างเพศชายและเพศหญิงต้องถือว่ามีอันหนึ่งเป็นที่หนึ่งอันหนึ่งเป็นที่สอง คนที่ไม่ได้ศึกษาจะไม่รู้ว่ามันต้องมีภาวะ 2 ที่ไม่เท่ากันแต่ถ้ามีทิฏฐิว่า ทุกอย่างจะต้องเสมอภาคกันเท่ากัน มันไม่ได้ เมื่อเป็นภาวะ 2 แล้วต้องทำให้เป็น 1 ให้ได้ ง. หทยรูป 1 = 12.หทัยรูป ที่ตั้งการเกิดอาการของรูป ต้องรู้ว่าจิตแท้ของคุณอยู่ที่ไหนจะต้องรู้จักสภาวะของจิต จับอาการจิตอยู่ในคูหาสยัง อยู่ในร่างกายของคุณ แต่มันไม่ได้สถิตอยู่ที่ไหนหรอก ทางอภิธรรมไปเข้าใจผิดคิดว่าธาตุจิตอยู่ที่หัวใจห้องที่ 4 ซึ่งแท้จริงแล้วพลังงานเรานี้หัวใจมันไม่เกี่ยวหรอก หัวใจเป็นอวัยวะที่ปั๊มโลหิตหล่อเลี้ยงร่างกาย ส่วนจิตวิญญาณไม่ใช่หัวใจ จิต อิสระกว่า เลือดกว่าหัวใจ เลือดกับหัวใจเป็นแค่อุตุ แล้วมีพลังงานวิญญาณนี้ควบคุมอุตุอีกที วิญญาณเส้นใหญ่กว่าเลือดกว่าหัวใจ สมองเป็นใหญ่กว่าหัวใจ แต่หัวใจตายได้เร็วกว่าสมอง สมองพิการได้หลายอย่าง หัวใจก็พิการได้หลายอย่างแต่ตายเร็วกว่าสมอง อย่างเช่น คนถูกตัดคอ คอขาดทิ้งไป ร่างกายยังเดินไปได้อีกสักพัก เพราะว่าหัวใจสูบฉีดโลหิตไปได้อีก หทยรูปคือจุดที่เราต้องกำหนดรู้ด้วยตัวเองว่าตรงนี้คืออาการจิตคืออาการทางนามธรรม คุณจะรู้อาการมันนั่นแหละคือจิต อาการนั่นแหละคือ หทยรูป แต่ไม่ได้มีรูปร่างที่เป็นตัวตนวัตถุรูปอะไรเลย เป็นนามธรรมแท้ๆ คนก็ต้องรู้ว่าจุดนี้แหละคือ หทยรูป เต็มที่ จิตวิญญาณเต็มที่ตรงนี้แหละจึงเรียกว่า หทยรูป ห คือแท้จริง ท คือแข็งแรงหนุ่มแน่นเต็มที่ ย คือยิ่งใหญ่ หทยรูปคือความจริงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ต้องจับให้ได้ จับได้แล้วจะถึงความเป็นชีวิต ชีวิตรูป จ. ชีวิตรูป 1 = 13.ชีวิตินทรีย์ รู้ความมีชีวิตอยู่ของกิเลส ชีวิตต้องมีความเป็นกับความตาย ถ้ายังเป็นอยู่ก็เรียกว่ายังมีพลังงานของชีวิตที่เรียกว่าอินทรีย์ หรือพลังงานสูงสุดเรียกว่า พละ หากมีชีวิตอยู่ก็เรียกชีวิตินทรีย์ สูงสุด เป็นชีวิตพละ ก็เราไม่เรียกเท่าไหร่
ฉ. อาหารรูป 1 = 14.กวฬิงการาหารจนถึงวิญญาณาหาร คนก็มีอาหาร กวฬิงการาหาร ทำให้ชีวิตยาวยืนได้
ช. ปริเฉทรูป 1 = 15.อากาสธาตุ=รูปที่กำหนดจะให้ว่าง เรียกว่าเป็นแต่ละกรอบที่คุณจะต้องทำงาน ต้องจำกัดอย่าไปเลอะมากมาย เอาแต่พฤติกรรมศีลข้อ 1 ก่อน คนก็มีวิบากต่อกันมากมาย อย่าเอาไปมีกับสัตว์อีก ต้องตีกรอบการเรียนรู้อย่าให้มันมีนอกนั้นอีก เช่นศีลข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์เท่านั้น ก็ต้องจำกัดอีกว่า สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายก็ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับมัน เอาแค่คนนี้ก็เพียงพอแล้วมันมีวิบากต่อกันมากมายแล้ว และถ้าฉลาดก็เอาคนที่เกี่ยวข้องกันนี้ ซึ่งมันมีคู่อาฆาตกับคู่รัก ที่แน่นๆที่มีวิบากต่อกันแรงๆก็มี แล้วก็แรงพอๆกัน หรือแรงน้อยลงๆ ก็เอาพอประมาณ ตัวแรงก่อนที่ใกล้ที่เดือดร้อนที่ห่างๆอย่ายุ่งมาก มันไม่เท่าไหร่หรอกก็ปล่อยมันไปก่อนเอาตัวนี้ก่อนรวมพลังมาจัดการตัวนี้ก่อน เรารู้จักจัดปริเฉทรูปก่อน ในปริเฉทรูปก็มาเป็นวิญญัติรูป
ซ. วิญญัติรูป 2 = 16.กายวิญญัติ 17.วจีวิญญัติ ไหวให้รู้ รวมทั้งนัจจะ คีตะ วาทิตะ ภาษา คือกายวิญญัติ ส่วนวจีวิญญัติก็มีแค่คีตะกับวาทิตะ ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนของสรีระอื่น เอาแต่เสียงกับคำพูด กายวิญญัติ กับวจีวิญญัติจะร่วมกันด้วยเสมอกับจิต แล้วที่นี้เราก็มาจัดการกับจิต ให้จิตของเรานี้เก่งขึ้นสามารถทำจิตให้รุนแรงมากๆนั้นเลว คือกิเลสมันแรงแล้วจะชนะ ศาสนาไม่เอา ต้องให้เบาได้แล้วคนเขายอม แต่ถ้าแรงแล้วชนะนั้นไม่เก่ง แรงแล้วคนยอมแพ้นั้นไม่เก่ง แต่ถ้าเบาแล้วเอาความสงบสยบความรุนแรงแล้วชนะ อันนี้เก่งกว่า เพราะฉะนั้นทำความเบาให้ได้มีฤทธิ์สยบความแรงได้ นั่นคือเก่ง ลหุ เบา คุณต้องเอาให้เก่ง ลหุให้เก่งไม่ใช่แรงเก่ง ต้องลหุให้เก่ง เร็ว กับช้า มุทุ จิตไวเร็ว มุทุ นี้มีภาษาไทยแปลว่าอ่อนแต่ แท้จริงเป็นธาตุรู้ที่มีการปรับตัวได้เร็วมีปฏิภาณไหวพริบได้เร็วด้วย ถ้าจิตเปลี่ยนแปลง static ธาตุของตนได้เร็วก็ได้ด้วยเป็นธาตุเจโต ถ้าเปลี่ยนทางปฏิภาณไหวพริบเร็วเราก็ได้ว่าเป็นปัญญา ในมุทุ แล้วก็ต้องสมดุลกันด้วยจะเก่ง หากไม่สมดุลก็เอียงไปทางศรัทธาหรือปัญญาก็ไปไม่ออก ต้องสมดุลกัน มุทุ จึงเป็นตัวกลาง ทำความเร็วทำความช้า รับหรือไม่รับอย่างนี้เป็นต้น เอาหรือไม่เอาเป็นศูนย์หรือมีมากตามต้องการได้ ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ต้องการให้ได้ตามประสงค์ มุทุ ธาตุ จึงเป็นตัวที่จัดการควบคุมความเป็น 2 เป็นความเหนือกว่าความเป็น เทวะ เป็นผู้สร้างทุกอย่างเลยตัวนี้ มุทุธาตุ สร้าง 2 ทั้งรูป และนาม ทั้งวัตถุ และจิต สร้างทั้งกายสร้างทั้งจิต คำว่าเทวะ คำว่า 2 จึงเป็นภาษาทุกอย่างเลยในมหาจักรวาลที่จะสามารถจัดการกับมหาจักรวาลได้ ธาตุที่มีความรู้ทางเทวแล้วสามารถควบคุมจัดการได้ มันก็มีอุตุ พีชะมันก็ไม่เก่งในการจัดการ ต้องจิตนิยามจึงสามารถจัดการได้ พีชะจัดการตัวเองให้เป็นพีชะ แต่อุตุ มันอาศัยแต่ภายนอกจัดการมันรวมกันจนเป็น fusion แต่ fission มันไม่สามารถดูดออกมาได้เลยมันรับได้แค่ fusion อื่นเศษออกไปเป็น fission เป็น isotope ก็เอามาใช้ไม่ได้ พลังงานวัตถุก็ได้แค่นี้ อุเบกขา 5 ประการ มุทุ ก็เป็นตัวกลาง ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญาคือฐานที่ประกอบด้วยกรรมการงานร่วมกับสิ่งอื่นๆ จะทำงานจะร่วมกับอะไรก็ยังบริสุทธิ์อยู่เหนือกว่า ปริสุทธา ปริโยทาตา อีก สำหรับปภัสสรา จะทำงานได้อย่างประเสริฐวิจิตรพิสดารได้ยิ่งกว่า รวมเป็นพลังงานประสิทธิภาพของ มุทุภูตธาตุ ภูตะ คือจิตวิญญาณ สรุป มุทุ สามารถจัดการเป็น กัมมัญญตาได้ จึงแปลว่าการงานอันเหมาะควร มีความจริงใจซื่อสัตย์ ไม่ทำอะไรที่เป็นเรื่องร้าย มีแต่เรื่องดี คำนวณให้ได้เหมาะสมที่สุดในทุกกรรมการงาน ทำแล้วก็จิตใจประภัสสรมากยิ่งขึ้น ถ้ามีเหตุการณ์มีอะไรเพิ่มขึ้นมันก็ยิ่งมีประสิทธิภาพเสริมเข้าไปอีกเจริญขึ้น ปภัสสร อย่างสะอาดบริสุทธิ์ที่สุดมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆอาตมาก็สร้างปภัสสราจนกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า
ฌ. วิการรูป 3 = 1.ลหุตา 2.มุทุตา 3.กัมมัญญา สามเส้านี้เป็นประธานของกายวิญญัติ วจีวิญญัติ เป็นตัวนิวเคลียสที่มีประธานที่แท้จริงจัดการเลย อย่างอุตุ มีภายนอกจัดการ เป็นพีชะ จัดการมันเองได้ ISH แต่ได้แค่ตัวเองไม่เก่งอะไร คนอื่นเบียดเบียนก็สูญไป แต่จิตนี้เก่งกว่าพีชะ จนเก่งกว่าอะไรได้หมด มีชีวิตก็จะมีกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม ครบ วิการรูป 5 จะทำให้สูงสุดคือเบา เท่าที่คุณต้องการแรงเท่าที่คุณต้องการ เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้สุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้เร็วไวที่สุด หากคุณเป็นนักยิงปืนนักแม่นปืน เสือกับสิงห์ ทั้งเร็วไวแม่น หันหลังชนกัน เดินหันกลับมายิงกันตามสัญญาณ มันเร็วไวทั้งคู่ ก็ตายพร้อมกันเลย เราควบคุมดูแลจิตเราได้ เป็นเจ้าของพลังงานที่ยิ่งใหญ่ของตัวเอง พลังงานนี้ไม่รังแกใครแต่ใครมารังแกไม่ได้ สูงสุดแล้ว ไม่รังแกใครแต่ใครรังแกไม่ได้ โดยไม่ต้องไปทำอะไรมันจะมีพลังงานพิเศษที่เป็น มหาฤทธิ์อำนาจ ซึ่งคนไม่สามารถทำอะไรผู้นี้ได้ ไม่ใช่ภาษาที่ลึกลับแต่มีเหตุปัจจัยทั้งนั้น คนจะเป็นอย่างนี้ได้ต้องสร้างพลังงานของตัวเอง ไม่ใช่อยู่ดีๆไปซื้อเอามาจากห้างขายยาหรือเอามาจากเซเว่น จากห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต เทียบกับลูกข่างนอนวัน หมุนเร็วนิ่งที่สุด มีประสิทธิภาพสูงสุด นี่เป็นพลังงาน 2 ที่เป็นหนึ่งที่เข้าคู่กันอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นความสงบก็จะยิ่งมีแรงที่มาก เร็วมากมีประสิทธิภาพมากมีรังสีมีคุณสมบัติของ dynamic เต็มที่เลย พลังงานที่เร็วที่สุดหั่นคุณไม่เจ็บหรอก มันเร็วกว่าความเจ็บของคุณ เป็นเลื่อยที่หั่นเร็วที่สุดคุณไม่เจ็บหรอก เป็นความสงบสยบความเคลื่อนไหวเป็นฤทธิ์ที่คนเข้าใจยาก มันประกอบกับคุณธรรมความดี คุณเอาความสงบไปสยบความเคลื่อนไหว จะไปสยบกับคนที่หยาบๆ จ้างก็ทำไม่ได้มันเอาคุณตาย มันไม่รู้เรื่องหรอกความดีงามความสงบอะไร แต่คนที่มีภูมิธรรมทางจิตใจเขาเป็นคนที่ไม่ทำร้ายเขาให้อภัยเขายกให้ แม้จะถูกฆ่าตายเขาก็ไม่อาฆาตอีก คนที่มีภูมิธรรมเท่านั้นจะรู้สึกคุณค่าของความรู้สึกอย่างนี้ความคิดอย่างนี้ความรู้อย่างนี้ใช่ไหม เราออกไปประท้วง คนไทยเป็นคนที่มีภูมิธรรมสูง เราจึงประท้วงได้สำเร็จเอาความสงบสยบความเคลื่อนไหว พระโพธิรักษ์ไปสยบที่ฮ่องกงโพธิรักษ์ตายแล้ว ถ้าโพธิรักษ์ไปเป็นผู้นำประท้วงที่ฮ่องกงก็ตายไปแล้วหรือประท้วงอยู่ที่ซีเรีย ตายไปแล้ว แต่นี่ไม่ใช่ ต้องมาทำที่นี่ต้องมีองค์ประกอบสำหรับคนที่มีภูมิธรรม แต่อาตมาก็ยกตัวอย่างง่ายๆ ผู้การแต้มถูกสั่งมาให้ปราบให้ถอนให้เรียบ พลตำรวจตรีวิชัย สังข์ประไพ คือเป็นปานที่หู เลยเรียกผู้การแต้ม เรียกผู้การหูดำ รับคำสั่งมาให้ปราบเรียบ จากรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่จริงแล้วผู้การแต้มเป็นคู่แคนดิเดตจะเป็นผบ.ตร. กับผู้การแป๊ะ กำลังแข่งขันกันอยู่เลย พลตรีเหมือนกันแล้วกำลังจะขึ้นเป็นพลโท เสร็จแล้วผู้การแต้มแพ้ แพ้เพราะเรา มาทำดีนะมาช่วย ถูกสั่งมาจะให้ปราบให้เรียบ แต่พวกเราก็สงบ คุณธรรมของผู้การแต้มมี ถ้าไม่มีคุณธรรมพวกเราไม่เหลือแล้ว ราบพนาสูรแน่นอน นี่แหละคือสภาพที่เป็นสิริมหามายากลับไปกลับมา ความดีงามความร้าย มันพึ่งกัน ถ้าหากคุณธรรมของผู้การแต้มไม่มี และผู้การแต้มไม่ดีเราก็อาจจะตายไปแล้วก็เป็นได้ แต่นี่ผู้การแต้มทำไม่ลงทำไม่ได้ก็เป็นคนดีจะไปทำได้อย่างไร เข้าใจดีว่าพวกเราปรารถนาดีต่อประเทศชาติ ผู้การแต้มก็มีปฏิภาณ แสดงออกของพวกเรานั้นไม่ได้ทำเพื่อตัวเองแต่ทำเพื่อสังคมประเทศชาติ โดยเฉพาะเกี่ยวข้องไปถึงรัฐบาล ผู้การแต้มก็ต้องชัดเจนว่าจะเอารัฐบาลหรือไม่เอารัฐบาล ตัวเองก็ต้องตัดสิน ตกลงเขาก็อยู่กับที่ไม่เอารัฐบาลดีกว่า ตัดสินอย่างนั้นจึงยอมไม่ทำเรา แล้วตัวเองก็เลยเสียคะแนนก็เลยต่อมาเลิกจากการเป็นตำรวจ มาเล่นทางการเมือง ตอนนี้เป็นมหาดเล็กในวังแล้ว ก็ไปตามเส้นทาง ผู้การแต้มเป็นคนดี
ญ. ลักขณรูป 4 = 1.อุปจยะ ความเกิดอยู่เจริญขึ้นไป 2.สันตติ ความเชื่อมต่อสืบเนื่อง 3.ชรตา เคลื่อนไปสู่ความเสื่อม 4.อนิจจตา เคลื่อนไปเสื่อม>เจริญ
ลักขณรูป 4 คือจะให้เกิดก็เกิดได้ จะให้ต่อก็ต่อได้ จะให้ไม่เกิดไม่ต่อก็ได้ เป็นโมเมนตัม ถ้ามีอะไรมาทำลายมันก็เร็ว ถ้าไม่มีอะไรมาทำลายมันก็ชะลอชราไปอีกได้ แต่ถ้ามี อนิจจตาเป็นตัวคุมสุดท้าย เป็นสิ่งที่พระโพธิสัตว์รู้ดี จะเอาเกิดหรือตายก็อยู่ที่การตัดสินใจของโพธิสัตว์ที่จะรู้ดี อย่างบางเรื่อง เมื่อกี้นี้บอกว่า อีกเดี๋ยวบอกว่าไม่เอาแล้ว โพธิสัตว์ต้องซื่อสัตย์ มันมีข้อมูลเปลี่ยนแปลงใหม่ก็ยังไม่ทันบอกคนก็เปลี่ยนแปลงแล้ว คนที่ไปยึดมั่นถือมั่นบอกว่าไม่อยู่กับร่องกับรอยคนนี้ก็ไม่ศรัทธา แต่ถ้ายกให้แล้ว คนที่เป็นโพธิสัตว์ที่ตัดสินให้เปลี่ยนแปลงเร็วเป็นสิริมหามายา เดี๋ยวก็บอกว่าเอาไม่เอา เดี๋ยวก็บอกว่ามีหรือไม่มี ทำให้มีหรือหายไปก็ได้ แล้วจะเอาอะไรแน่ เพราะฉะนั้นสัจจะแท้ของโพธิสัตว์คือซื่อสัตย์สุจริตปรารถนาดีไม่มีความปรารถนาร้ายอะไร แต่ไม่มีเวลาไม่มีโอกาส บางทีก็ไม่ได้อธิบายให้ฟังแต่ก็ไม่ได้มีอกุศลจิตไม่ได้มีอกุศลเจตนามีแต่กุศลเจตนาทั้งสิ้น บางทีโพธิสัตว์บางองค์ทำเร็ว แต่ว่าอธิบายไม่ได้เป็นสายศรัทธา อธิบายเหตุผลไม่ได้ แต่ดูแล้วเหตุปัจจัยองค์ประกอบขนาดนั้นตัดสินใจจะเอาอันนี้ก็มีประสิทธิภาพที่ถูกต้องไม่ถูกต้องผิดพลาดได้เหมือนกัน โพธิสัตว์ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะชนะตลอดแพ้ก็ได้แต่แพ้ก็แพ้ชะตาทรามเอาใหม่ได้ สี่ขายังรู้พลาดนักปราชญ์ 2 ขาก็ต้องเซบ้าง สรุปจบ ลักขณรูป 4 จึงเป็นสุดจบของรูป 24 มีอำนาจอนิจจตาสุดท้าย คุณจะเปลี่ยนแปลงก็ต้องเปลี่ยนเอง ถ้าหากไม่เปลี่ยนแปลงปล่อยให้เกิด ชรตา คือ โมเมนตัมเป็นพลังงานเฉื่อยไปหา 0 แต่ถ้าคุณจะให้มันเสื่อมเร็วขึ้นก็สามารถเบรกได้เร็ว เหมือนเครื่องบินที่ลงทำให้มันหยุดเร็วได้ แม้มันจะมีแรงเฉื่อยไปอีก 5 กิโลเมตรแต่คุณสามารถทำให้เหลือเพียงแค่ 2 กิโลเมตรหรือ 1 กิโลเมตรได้ก็เป็นประสิทธิภาพ แต่ถ้าคุณจะปล่อยไปให้มันเกิด ชรตา แต่อนิจจตา ฟ้าหลังฝนสามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกจึงเป็นสิ่งที่คุณสามารถ ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ คุณยังไม่ทันก็ไปหาอนิจจตา คุณไม่เอาก็จบ แต่ถ้าเอาก็เปลี่ยนใหม่ได้ ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นผู้ที่ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ พอชัดขึ้นไปไหม จบด้วยลักขณรูป 4
สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน… สมณะแสนดิน
พ่อครูว่า...จะอธิบายถึง pattern ของบ้านเล็กเมืองน้อย ต่อ
เส้นแนวนอน ตัวเลขที่เป็นเลข 4 นั้นคือตัวเลขที่เป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 คือเป็นพระอรหันต์ 621129_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ รูป 24 โดยพิสดารกับลิงลมอมข้าวพอง