สัตตะ ปาณะ ภูตะ ชีวะ ทำจิตให้ถึงอรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สัตตะ ปาณะ ภูตะ ชีวะ ทำจิตให้ถึงอรหันต์ _Took Aswin ตุ๊ก อัศวิน : พ่อครูหมุนกงล้อธรรม เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง..!! ท่านปรารภธรรมดุจดังร้อยมาลัยธรรมพวงใหญ่..ช่างงดงาม..เรียงร้อยได้อย่าง..ลาด...ลุ่ม..ลึก..ยิ่งนัก เจ้าค่ะ!! พ่อครูเริ่มที่..มหาภูต..ภูตคาม..เจตภูต!! เพิ่งทราบว่า นิยาม 5 (อุตุ_พีชะ_จิต_กรรม_ธรรม) เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่มีติดมากับ พตปฎ !! น่าอัศจรรย์ใจยิ่งที่ พ่อครูปรารภธรรมได้งดงาม อย่างมีสภาวะธรรม!! นี่คือ ข้อพิสูจน์ว่า พ่อครู คือผู้เป็นสยังอภิญญา..ของแท้เจ้าค่ะ พ่อครูว่า... อันนี้จริง จริงตรงไหน จริงตรงเรื่องธรรมนิยาม 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ไม่มีกล่าวถึงเลย กล่าวเพียงหัวข้อก็ไม่มี ยิ่งกล่าวถึงในรายละเอียดยิ่งไม่มี แต่ไปมีอยู่ที่คัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆษาจารย์ มี อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ท่านพุทธโฆษาจารย์เป็นผู้บันทึกคัมภีร์วิสุทธิมรรคเอาไว้ ศาสนาพุทธเมืองไทยแทบจะเรียกว่า เป็นศาสนาของพุทธโฆษาจารย์ คือเอาวิสุทธิมรรคมาเป็นคัมภีร์หลักเรียนกัน โดยเฉพาะนักบวช พวกภิกษุ ที่เรียนเปรียญธรรม ก็เลยมีธรรมนิยาม 5 มากล่าวไว้ อาตมาไม่ได้อ่านในวิสุทธิมรรค ไม่เคยอ่านเลย ก็ได้แต่ผ่านตาจากผู้นั้นผู้นี้กล่าวถึง ท่านก็ให้ความหมายมา นึกว่าถูกต้อง แต่อาตมายืนยันว่าไม่ถูกต้องตามสภาวะแท้ สำคัญมาก อาตมาสัมผัสแล้วแค่พยัญชนะว่า อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม อาตมาก็นึกสภาวะออกเลย ซึ่งมันไม่ตรงกับสภาวะที่ท่านว่ากัน ธรรมนิยาม 5 นี่แหละ ถ้าเผื่อว่าผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ว่าจะเป็นภิกษุ ไม่ว่าจะเป็นฆราวาส ไม่ว่าจะเป็นใคร ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วไม่มีความรู้ในสภาวะ
อ่านต่อ
ธรรมความเป็น อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ โดยเฉพาะ อุตุ พีชะ จิต ว่าสภาวะของอุตุ พีชะ จิต คืออย่างไร แล้วแยกสิ่งเหล่านี้ออก แยกความเป็นกายเป็นจิต เช่น คุณต้องเข้าใจว่า กายอย่างสัมมาทิฏฐิ กายคืออะไร แล้วรู้ว่าอาการของกายนี้เป็นอย่างไร กายมีเวทนาไหม กายมีจิตไหม ถ้ามิจฉาทิฏฐิว่ากายไม่มีเวทนา กายไม่มีจิตร่วมด้วย กายมีแต่สภาพดินน้ำไฟลม เป็นอุตุธาตุ หมายถึงแต่ ดิน น้ำ ไฟ ลม เฉยๆ ไม่มีสิ่งสัมพันธ์ ไม่มีสิ่งร่วมรู้ คุณเข้าใจได้ว่าถ้าเผื่อว่าเป็นธาตุดินน้ำไฟลม เป็นอุตุธาตุ จริงๆแล้ว ดินน้ำไฟลมก็ไม่มีความรู้สึกแน่ เพราะมันเป็นมหาภูตรูป พอเมื่อมาเป็น พีชะ มันเริ่มมาเป็นชีวะ เป็นพืช ส่วนอุตุ ดินน้ำไฟลมไม่มีชีวะ มีแต่พลังงานกับสสาร เป็นความแตกต่างกัน พีชะต่างกับอุตุ เช่นนี้ พีชะ มีดินน้ำไฟลมปรุงแต่งอยู่ในพืชด้วย เริ่มเป็นชีวะ ชีวะในตัวของมันเองมาร่วมรับผิดชอบตัวมันเอง ส่วนอุตุนี่นั้นรับผิดชอบตัวเองไม่ได้ มีแต่สิ่งอื่นเป็นพลังงานมาจัดการมัน พีชะ มันเริ่มรับผิดชอบตัวเองยึดตัวเองแล้ว มีธาตุอะไรปรุงแต่งขึ้นมา อย่างอันนี้อินทผาลัมมาเต็มเลย มันก็มีธาตุของมันเอามาปรุงแต่ง มะพร้าวหรือพืชพันธุ์ธัญญาหารอยู่ข้างหน้าเรานี้ พืชแต่ละอย่างมันก็ตัวของมัน มันรู้ มันไม่โกง มันก็ต้องการสภาพธาตุต่างๆ ที่ต้องมาปรุงแต่งเป็นตัวมัน มันก็เอามา นี่คือลักษณะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จริงๆ วิทยาศาสตร์ทางโลกเขาก็รู้ เขาก็ศึกษากันได้ว่า อุตุคืออะไร พีชะคืออะไร ทีนี้พอไปถึงจิตเป็นชีวะที่เจริญขึ้นไปอีกถึงขั้นเป็นสัตว์ อาตมาก็แยกแยะให้เห็นตั้งแต่ สัตตะ ปาณะ ภูตะ ชีวะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อปัณณกสูตร ก็ขยายความให้ฟัง เราก็จะรู้ว่าสภาพเหล่านั้นเริ่มมีธาตุรู้เข้าไปร่วมเป็นจิตแล้ว สัตตะคือสัตว์ ปาณะคือเริ่มเป็นสัตว์ หยาบๆท่านแปลปาณะเป็นสัตว์ จริงๆเป็นนามธรรม แต่สัตตะ มีรูปร่างเป็นสัตว์แล้ว สัตว์เดรัจฉานช้างม้าวัวควาย เป็นต้น ปาณะ มันเป็นธาตุชีวะ เป็นสัตว์แล้ว ภูตะ มหาภูต มันยังไม่เป็นสัตว์ ภูตะอย่างนี้ก็แยกเป็นชนิดหนึ่ง ภูตคาม เริ่มมีความเป็นพืชแล้ว ก็แยกเป็นพืชเกิดแต่เหง้าแต่หัวอะไรต่างๆไปอีก พอเป็นเจตภูติ ก็เริ่มเชื่อมขึ้นมามีความเป็นสัตว์ เริ่มขยายมาเชื่อม ปาณะ เพราะฉะนั้นความมีชีวะหรือไม่มีชีวะ สัตว์มีชีวะ ปาณะเป็นชีวะ ภูตะ ไม่มีชีวะก็ได้ หรือเริ่มเป็นชีวะเข้าไปหาจิตได้อะไรอย่างนี้เป็นต้น นี่คือรายละเอียดหรือนัยยะละเอียด ที่ตรัสรู้โดยพระพุทธเจ้า เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณ ซึ่งทั้งโลกเทวนิยมเรียนจบด็อกเตอร์หรือศาสดาของเทวนิยมกันหลายแหล่ก็ไม่มีความรู้ความละเอียดพวกนี้ จึงไม่ได้เรียนความรู้สึก ไม่ได้เรียนรู้ที่จิตเจตสิกต่างๆ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเขาไม่รู้ก็เลย ความสุขความทุกข์ เขาวิ่งไล่สุขไม่เอาทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่ของจิตวิญญาณ เป็นเรื่องของโลกุตระ พระพุทธเจ้าถึงศึกษา อาการสุขอาการทุกข์เราไปหลงยึดมัน มันก็ต้องวิ่งไล่ตาม นิพพานไม่ได้ ปลดปล่อยไม่ได้ จนสามารถรู้ว่าเรายึดมันก็สุขทุกข์ ไม่ยึดมันก็ไม่มี สุขทุกข์เป็นอุปาทาน เป็นมายา เป็นมายาที่ยิ่งใหญ่ แต่เทวนิยม ศาสนา ศาสดาทางเทวนิยมไม่มีทางพ้นทุกข์พ้นสุข ไม่รู้จักความจริงที่จะมีนิพพาน เลิกล้มหมดสุขหมดทุกข์ แล้วก็ล้างจิตวิญญาณตัวเอง ตายสูญ ตายแล้วแยกธาตุออกเป็นดินน้ำไฟลมเลย ศาสนาเทวนิยม ศาสดาทางเทวนิยมไม่มีทางรู้และทำไม่ได้ ส่วนศาสนาพุทธ อาตมาพูดได้ว่าเป็นศาสนาเดียวในโลกไม่ว่าในยุคไหน เป็นศาสนาเดียวที่รู้ ทั้งรู้จักความจริง รู้แจ้งความจริง รู้จริงความจริง และรู้จบความจริงนี้ เรียกว่าสัจจะหรือสัจธรรมนี้บริบูรณ์ แล้วอาตมาก็ได้เอามาอธิบายจนพวกเราเข้าใจแล้ว แยกกาย แยกจิตตั้งแต่เป็นๆ ว่ากายเป็นอย่างนี้ แล้วทำให้จิตของเราไม่ยึดกายว่าเป็นเราตั้งแต่เป็นๆ ทำให้เป็นอุตุตั้งแต่ตอนเป็นๆ ซึ่งมันเป็นการทำใจในใจของเราเองได้ เวทนาก็ไม่ได้เข้าไปยึดไปถือไปเป็นไปมี หรือแค่พีชะ ทำจิตให้เป็นแค่พีชะ เป็นพืช ก็รู้ชัด เราก็สามารถที่จะอาศัยได้ประมาณนั้น จิตที่ สามารถทำได้จริง มันก็พ้นทุกข์จริง พ้นสุขจริง พ้นจริงๆเลย แล้วเราก็อยู่เหนือจิตเจตสิก แล้วก็ทำให้จิตเป็นพลังงานที่สามารถสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์เลย ไม่ต้องโลภโกรธหลง ไม่มีตัวตน ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เมื่อไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ มันก็ไม่บำเรอตน ยังเหลือแม้แต่ความเป็นตนที่เป็นจิตสะอาดแล้ว เป็นอุเบกขา เราก็ไม่ยึดเป็นตัวตน อันนี้ผู้ที่มีภูมิธรรมถึงขั้นละสุขละทุกข์ได้ โดยละเหตุของมันได้ เป็นจิตอุเบกขา ก็เป็นผู้ที่มีภูมิจะรู้ว่า จะยึดเป็นตนหรือไม่เป็นตน จะมีภูมิรู้จะยึดการยึดตน เพราะฝึกไม่ยึดมาเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดกิเลสแล้ว เหลือแต่ความจริงตามความเป็นจริง แล้วเราจะยึดความจริงเป็นตนหรือไม่ ผู้ที่บรรลุอรหันต์ไปจริงก็จะรู้แล้วก็ไม่ยึดได้ สามารถปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ หรือจะยึดต่อ โดยที่ไม่เป็นสุขเป็นทุกข์แล้ว อย่างอาตมานี้พูดได้ เพราะว่าอาตมาผ่านอรหันต์ขั้น 1 2 3 4 มา อธิบายแยกแยะอรหันต์ตั้งแต่ขั้น 1 จาก โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ นี่เป็นอรหันต์ขั้นที่ 1 แล้วก็ศึกษาต่อในรายละเอียดของภพที่ลึกซึ้งขึ้นอีก เป็นอนุโพธิสัตว์ก็เป็นอรหันต์ต่อ เป็นอรหันต์ขั้นที่ 2 ระดับที่ 2 อนิยตโพธิสัตว์สูงไปกว่าอนุโพธิสัตว์ แล้วมีรอบจบอรหันต์ อรหันต์คือ อรหะ กับอันตะ ที่มันลึกลับคือสำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ พอ ศึกษารู้หมดก็จะหมดความลึกลับ เป็นอรหันต์ขั้นนิยตโพธิสัตว์ ก็สูงไปกว่านั้นอีก เข้าเขตเที่ยงแท้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ก็ศึกษาให้บรรลุอรหันต์ในระดับ นิยตะ แล้วก็ยังมีสูงไปกว่านั้นอีก ที่อาตมารู้อยู่ ในพิมพ์เขียวความสูงสุดของพระพุทธเจ้านี้ กว่าจะถึงอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องผ่านนิยตอรหันต์ มหาโพธิสัตว์ แล้วถึงจะเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างนี้เป็นต้น อาตมาอธิบายสภาวะเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเรื่องเดา แล้วไม่มีในพระไตรปิฎกฉบับของพระมหากัสสปะ ไม่มีบันทึกเอาไว้ อาตมาก็เอาภูมิรู้ของอาตมาที่มีมาเอง ตามความเป็นจริงที่อาตมาเป็นนิยตโพธิสัตว์ซึ่งหมายความว่าเป็นสยังอภิญญา เป็นของตนเองแล้ว ติดตัวมาตั้งแต่ชาติก่อนๆ มาชาตินี้ไม่มีโลกุตระ อาตมามีโลกุตระมาเอง แล้วก็เอามาอธิบายให้รู้กันแล้วก็ปฏิบัติกันจนบรรลุโลกุตรธรรมกันได้ ก็ยืนยันแล้วจนกระทั่งบัดนี้ ผู้ที่ฟังตาม ปฏิบัติตาม เข้าถึง บรรลุได้ ก็เห็นจริง เชื่อถือ ผู้ที่เขาฟังไม่ถึง ภูมิไม่ถึงหรือไม่ศรัทธา อคติอะไรไปเขาก็ไม่ได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร เป็นเรื่องจริง 660710 พ่อครูฝืนสังขารเพื่อต้องการลูกๆได้ PI(โพธิรักษ์ Intelligence) รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #29 ราชธานีอโศก