ฌานวิสัยเป็นอจินไตยที่เกิดได้ด้วยจรณะ 15.docx
เนื้อหาในไฟล์
ฌานวิสัยเป็นอจินไตยที่เกิดได้ด้วยจรณะ 15 การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าคือจรณะ 15 วิชชา 8 คืออย่างนี้ คืออย่างนี้แหละ ซึ่งมันประกอบไปด้วย อปัณณกปฏิปทา 3 กับศีล เป็นหัวข้อหลัก ที่จริงอาตมาตั้งใจวันนี้ว่าจะอธิบายเรื่อง ฌาน ถ้าเรื่องนี้จะต้องอธิบายไปอีกเยอะจรณะ 15 วิชชา 8 ว่าจะถึงฌาน เอาน่า อาตมาขอพักไว้ก่อนนะ ขออธิบายเรื่องฌานที่เตรียมเอาไว้ก่อน มันละเอียดพอสมควรมาแล้ว แต่อยากจะขยายตอนนี้จะได้ติดต่อที่ได้พูดเรื่องฌานนี้มาพอสมควรแล้ว อยากจะย้ำตรงนี้ ส่วน จรณะ 15 วิชชา 8 เป็นแกนแก่นธรรมะพระพุทธเจ้า ยังไงๆฌานก็อยู่ในนี้ ฌาน ก็อยู่ในจรณะ 15 วิชชา 8 ซึ่งเป็นฌานของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ฌานของเดียรถีย์ ถ้าฌานเดียรถีย์ก็ไปนั่งหลับตาเอา ฌานเดียรถีย์ก็จะต้องเข้าๆออกๆ คำนี้ แหม..ยิ่งใหญ่ ฌาน เดียรถีย์ คือฌานเข้าๆ ออกๆ เข้าฌานออกฌาน แต่ฌานของพระพุทธเจ้าไม่มีเข้า ไม่มีออก ไม่มี ฌานของพระพุทธเจ้าคือปัญญา คือความกระทบสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย อยู่ทุกอย่าง แล้วจิต-เจตสิกเป็นปัญญา ฌาน คือปัญญา เป็นความรู้เป็นธาตุรู้ ที่รู้เปิด ชัดเจน สว่าง ครบ ครบจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก 5 ตัวนี้เป็นตัวขยายความหมายของความรู้เป็นธาตุรู้เป็นตัวรู้ที่รู้อย่าง จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก(แสงสว่าง) อาโลก คือมีแสงสว่างจากพระอาทิตย์ แล้วก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย จักษุหรือมีจมูก ลิ้น กาย ทวารข้างนอก เปิดเผย รู้ เพราะฉะนั้นปัญญาญาณ วิชชา เป็นความรู้ที่เปิดเป็นความรู้ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พร้อม ไม่ใช่มีแต่อยู่ในใจ ในใจ ฌานก็ดี ปัญญาก็ดี ไปอยู่แต่ในใจเท่านั้นผิดหมดไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเป็นของเดียรถีย์ ฌาน มันเป็นที่เรียกว่าวิสัย ฌานวิสัย นี่ เป็น สย เป็นตัวผู้ที่มียิ่งขึ้น ประเสริฐสุดแล้ววิสัย อาตมาอาศัย
อ่านต่อ
คำว่า สยะ แปลว่า ตัวตน อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย อาตมาเอามาใช้ 4 คำ อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย สัย สยะ คือ ตัวตน ซึ่งอาตมาก็แยก สก สว สยะ สย คือตัวละเอียด ส่วน ว นั้นเป็นตัวที่ 5 ของเศษวรรค ย ร ล ว เป็นตัวที่ 4 ออกนอกไซคลิก มาเป็น สวะ สก ใช้พยัญชนะตัวแรกของพยัญชนะทั้งหมด 5 วรรคเลย ก ข ค ฆ ง เป็นตัวต้นของวรรคต้น แล้วถึงจะมาเป็น จ ฉ ช ฌ ย รากเหง้าของภาษาบาลี วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ ส่วน ย เป็นตัวแรกของเศษวรรค อย่างนี้เป็นต้น พยัญชนะก็เป็นตัวแทนสภาวะทั้งนั้น ถ้าเข้าใจลึกซึ้งถึงสภาวะกับพยัญชนะ ที่ถูกต้องจริงๆ แล้ว มันก็จะได้รู้ความจริงที่ลึกละเอียดในพยัญชนะ ซึ่งอาตมาพอมีความรู้เรื่องนี้ ก็พูดเรื่องนี้มาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ซึ่งมันไม่ง่าย เดาไม่ได้ เดาสับสน เลอะเทอะ คำว่า ฌาน นี้ถึงขั้นวิสัย ไม่ใช่แค่ขั้นอาศัย ไม่ใช่แค่ขั้นนิสัย แต่เป็นขั้นวิสัยที่เป็นตัว สย เป็นตัวตนที่เปิดใช้งานเต็มรอบ อาศัย นิสัย วิสัย 3 เส้า แล้วมี อนุสัย เป็นตัวที่ 4 ที่อาตมาใช้ 4 คำ อนุสัยเป็นตัวจิต เจตสิก ตัวที่เป็นตัวแกนแก่นของจิตเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่มี สย ที่เป็น อนุ คือ สย ตัวน้อยตัวเล็ก ตัวที่มันสามารถเข้าไปหยั่งถึงได้ มันยิ่งกว่า สว ยิ่งกว่า สก คุณจะรู้ได้ เพราะฉะนั้น อาสวะ กับ อนุสยะ อาสวะตื้นกว่า อนุสยะ อาสวะ มี 10 แต่ อนุสัยมี 7 สังโยชน์ที่จะสิ้นอาสวะมี 10 อย่างนี้เป็นต้น อาตมาก็เคยขยายความ วันนี้ขอผ่านไปก่อน สรุปตรงที่ว่า อาสวะ มันยังหยาบ ยังตื้น ยังตื้นกว่าอนุสัย อนุสัยนั้นสมบูรณ์กว่า ซึ่งสุดท้ายจริงๆ แล้ว อนุสัยนี่ เป็นได้ทั้ง วิ สุดยอดกับแย่ อนุสัยแย่ก็คือเป็นกิเลสฝังลึกเลย อยู่ในอนุสัย ส่วน วิ เป็นอนุสยะ ที่เป็นของพระอรหันต์ขึ้นไป พระโพธิสัตว์ยิ่งต้องอาศัยมันนะ อาศัยอย่างวิสัยด้วย เกินกว่านิสัยนะ เป็นวิสัย เกินกว่านิสัยเป็นวิสัยเลยนะ เป็น อจินไตย เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีฌาน จึงอาศัย ฌาน ในขั้นวิสัย จึงไม่ได้เรียกว่า ฌานนิสัย แต่เรียกว่า ฌานวิสัย มันต้องอย่างนั้นเป็นตัวที่ใช้งานอยู่ทั้ง 2 ตัว โดยใช้ตัว วิ เป็นตัวพยัญชนะกำกับ ทำงาน เพราะฉะนั้น วิสัยนี้จะเป็นตัว Dynamic ถ้าอนุสัยนี้จะเป็นตัว Static อนุสัยเป็นตัวรูป วิสัยเป็นตัวนาม เป็นตัวเคลื่อน อนุสัยนั้นจะเป็นตัวหลัก ไม่ใช่ตัวเคลื่อน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ฌานที่มีอยู่ในชีวิตของคน จะเป็น ฌาน ที่ประกอบไปด้วยอายตนะ 6 ไม่ใช่ฌาน ที่มีอายตนะ 2 แค่อยู่ในจิต มี มนายตนะกับธรรมายตนะเท่านั้น.. ไม่ใช่ มีครบ 6 คู่เลย ตั้งแต่ จักขายตนะ กับธรรมายตนะ แล้วก็มีทั้งโสตายตนะ มีทั้งเสียง มีทั้งจมูก ทั้งกลิ่น ทั้งรส ทั้งสัมผัสกายายตนะ ทั้งมนายตนะ ครบหมด ฌาน จะมีครบหมดทุกประตูทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ฌานหมด ไม่ใช่หลับตาถึงจะมี ฌาน อยู่เท่านั้น ก็พูดมามากๆ เรื่องนี้ พวกหลับตานี้จริงๆ เลย ตรงกับพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มันไม่รู้รูปนาม มันไม่รู้จักจิตวิญญาณ ใน อาหาร 4 จิต วิญญาณ รูป นาม มันไม่รู้ มันเหมือนกับโจรร้ายที่ทำลายศาสนาอยู่ โจรร้ายที่ทำลายบ้านเมือง ท่านไม่ได้เปรียบเทียบเป็นโจรร้ายที่ทำลายศาสนา พระราชาก็ให้ไปฆ่าโจรร้ายด้วยหอก 100 เล่มเช้า เจ้าพนักงานก็ไปฆ่าด้วยหอก 100 เล่มเช้า กลับมาพระราชาก็พบตอนกลางวันก็เลยถามว่า ตายหรือยังโจร ให้ใช้หอก 100 เล่มไปแทง เขาก็บอกว่ามันยังไม่ตาย พะย่ะค่ะ ก็ให้ไปฆ่ามันอีกด้วยหอก 100 เล่ม ไปฆ่ามันอีก เจ้าพนักงานก็ไปจัดการแทงด้วยหอก 100 เล่ม หอกหักหมดอีก ตกเย็นมาพระราชาพบเข้า เป็นยังไงตายหรือยังโจร ยังพะย่ะค่ะ ท่านก็จบด้วยปลายเปิดไว้แค่นี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ปลายเปิดหมายความว่า ไอ้คนที่มันหนังเหนียวมันแทงไม่เข้า มันไม่รู้สึกรู้สาอะไรนี่นะ มันก็คือโจรตรงนี้ ปากหอก ศาสนานี้ใช้ปากหอกเท่านั้น แทงเข้าไปเถิด แทงเข้าไป ปากหอกนั้นหักหมด ปากหอกไม่รู้กี่ร้อยเล่ม จนเดี๋ยวนี้ก็ยังแทงไม่เข้า ไม่รู้สึกรู้สาอยู่อย่างนั้นตลอด เด๋ออยู่อย่างนั้นไม่กระเตื้อง ไม่เขยิบขยับ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่รู้ว่า เอ๊..โพธิรักษ์พูดอะไร เอาหอกมาแทงอะไร หอกคืออะไร มีเหรอ มันไม่ระคาย มันไม่รู้สึกอะไร มันไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย โอย.. อาตมาละเมื่อยจริงๆ เมื่อยเราก็ไม่เมื่อย เหนื่อยเราก็ไม่เหนื่อย ไล่ไปเรื่อยๆ แทงไปเรื่อยๆ เราไม่เมื่อย เราไม่เหนื่อย แทงๆๆ เอ้า ทำหอกมาให้อาตมาอีกเยอะๆ หน่อย ช่วยทำหอกมาให้อาตมาหน่อย พูดให้มันสนุกหน่อยเบาๆ บ้าง เพราะฉะนั้น ฌาน ที่มีอยู่แต่ใน มนายตนะกับธรรมายตนะภายใน มันไม่ใช่ฌานของพุทธ มันเป็นของเดียรถีย์ของศาสนาอื่นที่ไม่ใช่พุทธ เขาก็มีฌานของเขาแบบนั้นอยู่ข้างใน เสร็จแล้วก็ออกจากฌาน เข้าฌานใหม่ ซึ่งมันไม่มีของพระพุทธเจ้า ไม่มีเข้าไม่มีออก เอ๊ะ…มันอยู่ในสูตรไหน _สู่แดนธรรม... มี 2 พระสูตรครับมีพระสารีบุตรคุยกับพระอานนท์ พ่อครูว่า... พระสารีบุตรพูดไว้หรือใครพูดไว้อีก ธัมมทินนาฯ บอกว่าศาสนาพุทธไม่มีเข้าไม่มีออกหรอก ฌานน่ะ แต่ว่าอันนี้ดูเหมือนจะไม่มีคำของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นพวกที่พุทธวจนเขาก็ไม่เอา ไม่รองรับว่าเข้าฌานออกฌาน เขาก็ยังไปนั่งหลับตาพวกพุทธวจน เพราะเขาบอกว่าไม่ใช่คำตรัสของพระพุทธเจ้าโดยตรง เรื่องเข้าฌานออกฌาน ของพระสารีบุตรของพระธัมมทินนาฯ ไม่มีธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่เข้าไม่ออก ไม่ต้องเข้าต้องออก มันเปิด ฌานนี่คือตาเปิดไม่ได้อยู่ในลักษณะต้องไปเข้าไปออก ต้องไปอยู่ในภาวะไม่มีแสงสว่างไม่มี อาโลก ไม่มีจักขุ ไม่มีหู ไม่มีตา ไม่มีจมูกไม่มีลิ้น ไม่มีกาย ไอ้นั่นไม่ใช่ฌานของพุทธ ฌานของพระพุทธเจ้าคือเปิดตาหูจมูกลิ้นกาย เปิดออกและมีแสงสว่างด้วยร่วมกัน 2 อย่างด้วยมีทั้งรูป ทั้งนาม มีทั้งวัตถุ มีทั้งจิต นี่ฌานของพระพุทธเจ้า มีอายตนะ 6 พร้อม ภายนอกภายใน มีกาย มีจิต พร้อม เพราะฉะนั้นฌานของพุทธนี่ ที่สัมมาทิฏฐิจึงไม่ใช่ฌานที่ต้องเข้าต้องออก ไม่มี เพราะฉะนั้นใครยังพูดว่าต้องเข้าฌาน ออกฌานอยู่นี่ เราฟังก็รู้ได้เลย ว่าคุณยังพูดเรื่องเข้าฌาน-ออกฌานนี่ อันนี้แค่ภาษาคำว่า เข้าฌาน-ออกฌานนี้ก็ สื่อสภาวะ สื่อสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิแล้ว มันเป็นภาวะของไอ้ที่เข้าๆออกๆ มันก็ต้องไปหลับตาเข้า ก็เรียกว่าเข้า หลับตาก็ไปเข้า แล้วก็จะต้องเข้าไป พอลืมตาแล้วก็เขาว่าออกจากฌาน มันก็มีความหมายอยู่แค่นั้น ซึ่ง ฌานของพุทธนั้นลืมตาเสมอ เข้าฌานมีแต่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ มีแต่สัญญา ไอ้คำว่า สัญญากำหนดภายนอกมันก็ได้ กำหนดภายในมันก็ได้ แต่ปัญญานี่มันไม่ใช่ตัวภายใน จะบอกว่าไม่ใช่ตัวภายในก็ไม่เชิงทีเดียว แต่มันรู้หมดทั้งภายในภายนอก แต่สำคัญคือต้องมีภายนอก ปัญญา จะว่าไม่มีภายในก็ไม่ใช่ มันใน ในลึกถึงขนาดอนุสัยเลย ปัญญา ในถึงขั้นอนุสัย แต่มันต้องมีภายนอก สัญญานะไม่มีภายนอกก็ได้ เพราะฉะนั้นมีแต่สัญญาไม่มีภายนอก ไม่เป็นปัญญา มันก็ได้อดีต 18 อนาคต 44 ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตร ไม่มีปัจจุบันชาติ ไม่มีทิฏฐธรรม มันไม่มี มันไม่เปิดให้แสงมีตากระทบสว่างอยู่ที่เป็นปัจจุบัน อาตมาก็อธิบายคำว่า ปัจจุบัน ปัจจุบันที่เป็นปัจจุบันชาติ มันต้องมีครบหมดทั้งตาเปิด หูได้รับเสียง อะไรต่ออะไรอยู่ครบในสภาวะ 2 ของทุกอัน ถ้าหลับตาเข้าไปนั้น ท่านตรัสไว้ใน มหาจัตตารีสกสูตร ว่า ปัญญาไม่มี ปัญญินทรีย์ไม่มี ปัญญาพละไม่มี ถ้าไม่มีมรรคมีองค์ 8 ไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ไม่มีสัมมาทิฏฐิ 6 ถ้าไม่มี 6 ประการนี้ปัญญาไม่มี มีแต่สัญญา สัญญากำหนดภายนอกก็ได้ สัญญากำหนดภายในก็ได้ อย่างที่อธิบายไปแล้ว เพราะฉะนั้นในนัย 2 ใน 1 และ 1 ใน 2 ที่อธิบายนี้ จึงเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งที่สุด ฌาน ของพุทธนั้นจะต้องเกิดพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ หรือวิชชา 8 จรณะ 15 หรือ จรณะ 15 วิชชา 8 อยู่ในกระบวนการของอันนี้จึงจะเกิดฌาน โดยมีศีลเป็นตัวกำกับ คำว่า ศีล ต้องประกอบไปด้วยความเป็นสัตว์ ศีลข้อที่ 1 หรือ ประกอบไปด้วยวัตถุหรือพืชในศีลข้อที่ 2 คุณหลับตาไป คุณไม่มีสัตว์ คุณหลับตาไปคุณไม่มีวัตถุ ไม่มีพืชอะไรเลย คุณอยู่ในภพ คุณจะมีฌานมีปัญญาขี้หมาอะไร ใช่ไหม ศีลข้อ 1 ก็ไม่มี ศีลข้อ 2 ก็ไม่มี ศีลข้อ 3 ยิ่งไม่มีใหญ่เลย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ใช่ไหม หลับตาไม่มีศีลเลย แล้วโมเมว่าศีลบรรลุแล้ว หลับตาแล้วว่า ศีลบริสุทธิ์เอง โมเมชะมัดเลย แหม.. ที่จริงในโมเมสูตรของพระพุทธเจ้าก็ไม่มีนะ มีแต่ของคุณนั่นแหละ โมเมสูตร ของใครของมัน ฌาน ของพุทธนี้เกิดในกระบวนการของจรณะ 15 วิชชา 8 มีศีลเป็นข้อกำหนดของลักษณะของกิเลส กิเลสแต่ละลักษณะ อย่างศีลข้อที่ 1 เราก็จะมีฌานที่กำหนดเกี่ยวกับสัตว์ มันก็จะเจริญ เมตตากรุณา มุทิตา อุเบกขากับสัตว์ ศีลข้อที่ 2 คุณก็ไม่ต้องไปเมตตากับดิน ไปเมตตากับน้ำ ลม ไฟ หรือไปเมตตากับผลไม้ ไม่ต้อง หรือไปเมตตากับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) มันก็ไม่เกี่ยวกัน เมตตากรุณากับสัตว์ มันเกี่ยวกับ ชีวะ ระดับจิตวิญญาณในศีลข้อที่ 1 เพราะฉะนั้นถ้าคุณเกิดกิเลสกับศีลข้อที่ 1 คุณก็ต้องรู้ว่ากิเลสมันเกิดจากศีลข้อ 1 กำหนดกับชีวะของสัตว์ ศีลข้อ 2 กำหนดกับวัตถุกับพืช ซึ่งก็มีลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ลักษณะศีลข้อ 1 มันเมตตา กรุณา ศีลข้อ 2 มันทุจริต สุจริต ศีลข้อ 3 มันก็ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) เสพติด ทุกข์-สุข สุข-ทุกข์ ตัวเป้าหมายหลักใหญ่ของเวทนาเลย สุขๆ ทุกข์ๆ มันต่าง มันละเอียดแยกออกไปนะ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเข้าใจในนัยที่อาตมาอธิบายพอสังเขป ขนาดนี้ยังไม่ได้ ยิ่งนัยละเอียดก็ยิ่งไม่ครบไม่สมบูรณ์แน่ ขนาดพอสังเขปหยาบๆ แค่นี้ ก็ยังเข้าใจเพี้ยนแล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่เข้าใจว่าศีลมีความสำคัญ ศีลข้อ 1 สำคัญศีลข้อ 2 สำคัญ ศีลข้อ 3 สำคัญ เป็นหลักของธรรมะพระพุทธเจ้าเลยศีล 3 ข้อ เป็นหลักใหญ่เลย รายละเอียดของความเป็นสัตว์ รายละเอียดของความเกี่ยวข้องกับวัตถุกับพืชก็ละเอียดลงไปอีกได้ ละเอียดกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ต้องกำหนด เพราะฉะนั้นยิ่งไปถึงศีลข้อ 3 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (โผฏฐัพพะ) มันจะไปกำหนดเรียนรู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ ซึ่งเป็นสัจจะขั้นอาริยะ เรียกกันเต็มๆ รูปว่า อาริยสัจ แล้วเป้าที่จะไปพิจารณาก็ให้มาเรียนที่ทุกข์อาริยสัจ อาตมาไม่พยายามเรียกว่า อริยสัจ อาตมาให้พยายามใช้คำว่า ทุกข์อาริยสัจ เพราะคำว่า อริยะ เขาก็เพี้ยนไปแล้วคำว่า อารยะ เขาก็เปลี่ยนไปแล้ว อาตมาก็เลยมาใช้คำว่าอาริยะ ซึ่งก็เป็นอจินไตยอย่างหนึ่ง คำว่า อาริยะ มันเหลือหลักฐานอยู่ที่พระศรีอาริย์ ศรีอาริยเมตไตรย ธรรมดาเขาก็หายากคำว่า อาริยะ จนเขาบอกว่าไม่มีในพยัญชนะของบาลีคำว่า อาริยะ เขาหาว่าพูดเอาเอง ก็ใช่ เขาจะบอกว่าอาตมาพูดเอาเองก็ได้ เพราะอาตมาก็เอาที่อาตมาเอง ไม่ไปเอาคำว่าอริยะและคำว่าอารยะของคุณนั่นแหละมาใช้ อาตมาก็เอาอันนี้ เรื่องสุข-ทุกข์นี่แหละ เป็นเป้าเลย ต้องมาเรียนรู้ที่เวทนาเพราะเวทนาเป็นอารมณ์ เป็นความรู้สึกสุข-ทุกข์ ศาสนาเทวนิยมไม่ได้เรียนไม่ได้รู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ เขายังหลงงมงายอยู่กับสุขด้วยซ้ำ โดยที่เขาไม่รู้ว่าถูกซาตานคือตัวทุกข์ มันเล่นงานอยู่ตลอดเวลาแล้วมันก็หลอกเขาอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ศีลข้อ 1 ให้เกิดเมตตาไม่อำมหิตโหดเหี้ยมเขาไม่รู้เรื่องเลย อาตมาเห็นสังคมโลกขณะนี้มันอวดเก่งที่จะใช้อำนาจบาตรใหญ่ เอาอาวุธมาฆ่ากันดูซิ ที่เขาทำกันอยู่ขณะนี้ ยังเป็นสงคราม มันไม่ใช่สงครามโลก ขอแวะตรงนี้อีกนิดว่า ประเทศไทย .. ท่านผู้บริหารทั้งหลาย แม้จะไม่ได้ยินที่อาตมาพูดไปนี้ เอาไปให้ผู้บริหารผู้ที่มีหน้าที่บริหารดูแลประเทศนี้ เอาไปให้ฟังหน่อยเถอะ ว่าไทยนี่พยายามรักษาความเป็นกลาง อย่าไปทำสงครามกับประเทศใดเลย ขออภัยที่อาตมาพูดถึงขนาดนี้ก็แล้วกัน ไม่ใช่อาตมาไม่รักประเทศไทยนะ อาตมารักประเทศไทย รักทุกอย่างในความเป็นประเทศไทย ไม่ใช่ว่าอาตมาเป็นอัตตานะ แต่ในขณะนี้เป็นอย่างนี้อาตมาต้องรักประเทศไทย ไปให้อาตมารักประเทศอื่นกว่า เพราะอาตมาเกิดมาชาตินี้เป็นคนไทย และก็ไม่ได้เกิดมาเป็นไทยชาตินี้ชาติเดียวด้วย อย่าถามต่อนะว่าเกิดชาติก่อนๆ เป็นอะไรมาแล้วบ้างไม่พูด เป็นคนไทยนี่ อาตมาก็พอรู้อยู่ว่า อาตมาเกิดมาเป็นอะไรแล้วบ้าง เกิดมาเป็นคนไทย แล้วได้ทำงานอะไรกับประเทศไทยมาบ้าง อาตมาขอไม่พูด ใครอย่ามาถาม อย่ามาล้วงความลับอันนี้ เพราะว่าพูดไปแล้วมันเปิดทางให้คนหลอกคน เอาปัจจุบันเรื่องที่สัมพันธ์กันนี้ เอาโพธิรักษ์คนเดียว ไม่ต้องไปเอาชาติก่อนๆ มาพูดเท่าไหร่หรอก มันยังเคยมีพูดประวัติไปถึงว่าชาติก่อนๆ ของอาตมาไปบ้างยังมีนะ แต่อาตมาก็ไม่พยายามจะมากล่าวถึง ไม่พยายามจะมายืนยันเอามาใช้อะไรมากหรอก เอาปัจจุบันนี้ของจริงพิสูจน์อยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นเทวนิยมนี่เป้าสำคัญก็คือสุข-ทุกข์ เทวนิยมเขาไม่รู้หรอก เขาเป็นสุขนิยม เป็นสุขเที่ยง แล้วเขาก็จะเอาเที่ยง พระเจ้านี้เป็นเจ้าของสุขด้วย พระเจ้านี้เป็นเจ้าของสุขด้วย เขาไม่รู้เรื่องทุกข์ ที่อาตมาพยายามวิจัยวิจารณ์สุข-ทุกข์ให้ฟังว่ามันเป็นตัว 2 ใน1,1 ใน 2 ที่หลอกแสนหลอกอยู่นี่ เขาไม่รู้ พูดอย่างไรก็ไม่กระเตื้อง เพราะฉะนั้น โลกุตรธรรมเท่านั้น ของพุทธที่สัมมาทิฏฐิจริงจังเท่านั้น ที่บรรลุ ดับความสุขความทุกข์ไปหมดเกลี้ยงเลย และพิสูจน์ปัจจุบันนี้ด้วย คุณต้องอ่านอาการของสุข กิริยาของอาการหรือกิริยาของจิต อาการสุขมันเป็นยังไง อาการทุกข์มันเป็นยังไง พระพุทธเจ้าท่านสอนแค่ว่าให้รู้อาการทุกข์ แต่มันยังมีอาการสุขที่ละเอียด จนกระทั่งเนียน ผู้รู้เก่าท่านเรียกว่าอันนี้เป็น วิปัสสนูปกิเลส สุขนี้แหละเป็นวิปัสสนูปกิเลส เป็นกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้นจึงรู้ยากมาก มันไม่รู้สึกทุกข์แล้ว มันเบา มันทุกข์น้อย มันก็ติดอยู่ที่สุข เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้สุขนี่แหละ เหนือชั้นกว่าที่เรียนทุกข์อาริยสัจ ที่จะพูดได้ด้วยพยัญชนะว่า นี่แหละคือสุขของ อาริยสัจ ที่อาตมาพูดอยู่ ต้องเข้าใจแล้วว่าคุณไม่หลงสุข ไม่ติดสุขไม่มีสุข อาการสุขไม่มีเลย เมื่อไม่มีสุขแล้วมียังไง มีแต่ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นี่อาตมาก็ไม่ได้พูดเอง พระอรหันต์เจ้า พระโพธิสัตว์เจ้าองค์ก่อนๆ พูดไว้ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป มีแต่ตัวทุกข์เท่านั้น ทีนี้คนที่จะมารู้อาการทุกข์นี้ พิจารณารู้ทุกข์อย่างชัดทีเดียวก็คือ จากรสทางลิ้น โภชนะคือคำข้าว อาหารที่กินที่กระทบลิ้นนี่แหละ สิ่งที่กระทบลิ้น และจะรู้รส เสพรสหรือไม่เสพรส ติดรสหรือไม่ติดรส ตัวนี้เป็นตัวไขที่สุด เพราะฉะนั้น อย่างมหาบัวนี้ติดรสหมากพลูอยู่ ทั้งๆ มันไม่ใช่อาหารเลย ยังติดอยู่ได้ขนาดนั้น ไม่มีความจำเป็นอะไร หมากพลูไม่มีความจำเป็น คนเจริญแล้วทุกวันนี้เขาไม่กินหมากพลู ยังมีคนที่ไม่เจริญที่ยังกินอยู่หมากพลู มันเป็นสิ่งเสพติด เสพติดตื้นๆ ไม่ได้เสพติดละเอียดลออยิ่งใหญ่อะไรเลย แต่รู้ไม่ได้ เสพติดแล้ว อาตมาก็เคยพูดวิจารณ์มาแล้ว ว่าอาตมาไม่เชื่อว่ามหาบัวไม่รู้ว่าการเสพติดคืออะไร โดยเฉพาะเสพติดหมากพลูที่ตัวเองติด อาตมาไม่เชื่อหรอกว่ามหาบัวไม่รู้ ขออภัยนะ อาตมาเชื่อว่ามหาบัวรู้ แล้วหลอกคนต่อด้วย เพราะฉะนั้นมหาบัวจึงหนัก หนักมากตรงที่ว่า ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คนที่โกหกคนอื่นทั้งๆ ที่ รู้ว่าตัวเองพูดความไม่จริง คนนั้นทำความผิดอะไรได้หมดทุกอย่าง ไม่มีทำความชั่วหรือทำความผิดอะไรไม่ได้ นี่เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้า น่ากลัวมากเลย คนที่โกหกทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองโกหกนี่ เป็นคนทำชั่วได้ทุกประการ _สู่แดนธรรม... สัมปชานมุสาวาท พ่อครูว่า... สัมปชานมุสาวาท ซึ่งเป็นสุดยอด เหลือเวลาอีกแค่ 8 นาทีจะครบ 2ทุ่ม ตามนาฬิกาเรือนนั้น เพราะฉะนั้น โลกุตระเนี่ย เทวนิยมนี่ยังไม่กระดิกหู เทวนิยมยังไม่รู้เรื่อง ยังเป็นสุขนิยม ยังไม่ได้เรียนรู้เรื่องสุข เพราะฉะนั้นเรื่องทุกข์ไม่ต้องไปพูดกับเขาเลย เขาทุกข์อยู่เขาก็ไม่รู้เรื่อง เขาพยายามกลบเกลื่อน พยายามปกปิด พยายามเลี่ยง พยายามหนี พยายามทิ้ง พยายามใช้อำนาจ อำนาจทางอำนาจ อำนาจทางวัตถุ อำนาจทางอะไรก็แล้วแต่ มากลบเกลื่อนไปหมดอย่างที่เขาเป็น เพราะฉะนั้น วัตถุที่เขาเป็นอำนาจยิ่งใหญ่ทุกวันนี้คือ การฆ่า วัตถุฆ่า ทำอาวุธมาฆ่า นี่เป็นหยาบที่สุด ต่ำช้าที่สุด เสื่อมที่สุดแล้วในกระบวนความเป็นความโง่ เพราะฉะนั้นขอแวะตรงนี้อีกนิด ประเทศไทยไม่ต้องไปสร้างอาวุธแข่งใคร ขอแวะหน่อยไม่ต้องไปเก่งเลย สร้างอาวุธไม่เก่ง ช่างหัวมัน นี่เกิดคดี ไอ้เด็กไปดัดแปลงปืนอะไรไปยิง อายุ 14 คนไทยด้วย เฮ้อ นี่ก็เป็นนิมิตหมายอันหนึ่ง อาตมาก็ขอใช้เป็นประโยชน์ในการสำทับเรื่องธรรมะ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ เมืองไทยเป็นเมืองโลกุตระ เรื่องเหล่านี้พยายามเลย นี่มันเกิดมาเป็นนิมิตหมายว่าให้เตือนสติ เด็กผู้ใหญ่ก็ดูกันให้ละเอียดลออ _สู่แดนธรรม... เขาเกรงว่าจะกลายเป็นไปลุกลามถึงสัมพันธภาพระหว่างประเทศด้วยครับ คือคนที่ถูกยิงตายเป็นชาวจีน พ่อครูว่า... ก็เลยไปกระทบกระเทือนหมด มันหลายชาติคนหลายชาติที่เสียชีวิต มันไม่ง่ายหรอกที่จะไปล้มล้างความอาฆาตมาดร้ายของมนุษย์ เพราะคนที่เขายังอาฆาตมาดร้าย เขายังถือเป็นเรื่องที่ต้องแก้แค้น แก้แค้นให้พ่อ แก้แค้นให้ปู่ด้วยนะ พวกอาฆาตมาดร้ายพวกนี้นี่ _สู่แดนธรรม…แล้วเด็กที่ยิงก็ใส่หมวกธงชาติอเมริกาด้วย พ่อครูว่า... มีอะไรต่ออะไรเป็นนิมิตหมายเป็นเครื่องหมายอะไรต่ออะไร มันก็เยอะ พระพุทธเจ้าถึงตรัสเรื่องที่อาตมาอธิบาย แปลว่า เรื่อง วณิชชา หรือว่าเรื่องการค้าการขายที่นรกจกกะเปรต ใช้ศัพท์ถึงขนาดนั้น คือ การค้าขายอาวุธ เป็นข้อที่ 1 ก็ได้อธิบายย้ำและผ่านมาหลายทีแล้ว การค้าขายอาวุธเป็นตัวต้นเลย ที่ 1 เลย ที่หยาบต่ำที่สุดแล้ว แม้จะค้าขายสิ่งมอมเมา ค้าขายสิ่งเป็นพิษ เป็นข้อที่ 4 ที่ 5 อาตมาก็ว่ามันไม่หยาบเท่าอาวุธ ใช่ไหม อาวุธนี่มันหยาบที่สุดแล้วที่มันจะต้องเห็นต้องรู้ง่ายๆ ทำขึ้นมาทำไม อาวุธฆ่าคนน่ะ แล้วก็ไปฆ่าสัตว์ใดๆ อื่นๆ ด้วย ไปฆ่าคนนั่นน่ะมันสุดยอดที่เลวร้ายต่ำทรามที่สุดแล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัส ปาณาติปาตา ท่านไม่ได้ไปบอกพลังงานในระดับชีวะ ปาณะ มันยังไม่ถึงสัตตะ มันยังไม่ถึงจิตวิญญาณนะ แค่พลังงานที่เป็นชีวะขั้น ปาณะ อาตมาเคยขยายความมาแล้ว จิตวิญญาณ จิตนิยาม สัตตะ ปาณะ เจตภูต ภูตะ คำว่า ภูตะ มันเป็นทั้งมหาภูต เป็นทั้งวัตถุได้ มหาภูต 4 เป็นดินน้ำไฟลม มาเป็นพีชะ มันก็เป็นภูตได้ เป็นภูตคามได้ แล้วมันขยายพัฒนามาเป็นพีชคาม จนมาเป็นเจตภูต ขึ้นมาหาจิตแล้ว เจตภูต จากเจตภูตมันจึงจะมาเป็นชีวะ มาหา ปาณะ แล้วจึงมาเป็นสัตตะ 7 อย่างนี้เป็นต้น ความรู้ในความเป็นชีวะละเอียดๆ พวกนี้ ไปถึงขั้นจิตนิยาม นัยละเอียดของจิตเจตสิกต่างๆ ละเอียดอย่างที่อาตมาขยายไปนี้ ถ้าเดาแล้วเละนะ ถ้าไม่รู้จริงแล้วเอามาเดาพูดกันนี่เละ ผู้รู้มาไล่ประเดี๋ยวก็เมาเละเข้าป่าเลย ลงเหวลงนรกไปเลย ผู้รู้เขาไล่เข้า ยุ่ง ทำเป็นแอ็ค มันไม่ได้ เพราะฉะนั้นพวกที่ยังไม่รู้จักเทวนิยมโลกียะ ยังไม่รู้จักพวกนี้จึง ยิ่งยุคนี้มันยุคใกล้กลียุค ความเจริญชนิดหนึ่งในพวกที่เจริญจำนวนน้อยเรียกว่าปลายยอดพีระมิด มันก็มียิ่งขึ้น แต่ในความเสื่อมทางฐานพีระมิดมันก็มากยิ่งขึ้น เรียกว่าลักษณะของสิ่งที่มันมีน้อย กระจุกกับกระจาย ความฉลาด หรือ ฉฬายตนะ เป็นกระจุก ความโง่ที่เป็น เฉกะ กระจาย เป็นฐานพีระมิดเป็นฐานไล่ลงมา มันใกล้กลียุคมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้น พวกเรานี้คือพวกที่คัดเฟ้น ละเอียดลึกซึ้งได้ขึ้นไปแล้ว คนเหล่านี้ไม่เป็นภัยต่อฐานพีระมิด ส่วนฐานพีระมิด ยิ่งมาก ยิ่งร้าย ยิ่งโหด ยิ่งเป็นภัยต่อพีระมิดทั้งหมดเลย สักวันหนึ่งพีระมิดของทางโน้นจะไม่เหลือหรอกมันจะพังกันเอง พวกนั้นล่ะเขาทำกันเอง ขณะนี้ สงครามที่ดุเดือดขณะนี้คือของ สายเจโต เจโตอย่างยิ่ง กำลังฆ่ากันดุเดือดขณะนี้ แล้วเป็นตระกูล ไม่ได้เป็นตระกูลต่างกันด้วยนะ เหมือนจะล้างเผ่าพันธุ์กัน นี่เป็นสิ่งที่เป็นเครื่องหมายชี้บ่งให้เห็นถึงความเสื่อมของโลกยุคใกล้กลียุค มันเป็นเช่นนี้จริงๆ มันต้องเกิดอย่างนี้ ต้องเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จงดูเป็นตัวอย่าง แล้วก็ศึกษาดีๆ พัฒนาดีๆ เอาเถอะ อาตมาก็คงยังไม่ถึงวาระที่จะตายวัน วันนี้เดี๋ยวก็มืดแล้ว นอนแล้ว คงจะไม่ตายหรอกวันนี้ แต่ตายพรุ่งไม่รู้นะ แต่คงยังไม่ตายวันนะ ตายพรุ่งยังไม่รู้ เดี๋ยวไปนอนแล้ว กว่าจะถึงพรุ่งนี้ยังไม่รู้ ถ้าตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้ก็คงยังไม่ตาย ถ้ายังไม่ตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้ ก็คงเด๊ดสะมอเร่แล้ว เอ้า สำหรับวันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน 2 ทุ่มแล้ว เลยไป 1 นาทีกว่าแล้ว เอ้า เจริญธรรมทุกคน ...จบ 661009 ฌานวิสัยเป็นอจินไตยที่เกิดได้ด้วยจรณะ 15 รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #44 ราชธานีอโศก