Copy of 170207 สัปปุริสธรรม-พ่อท่าน-แดนอโศก

โฟลเดอร์2517 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์29 KB
วันที่แก้ไข31 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

วันนี้ก็จะอธิบายธรรมะที่เป็นธรรมะข้อเอก คือ สัปปุริสธรรม หรือ ธรรมะอันทำคนให้เป็นสัตบุรุษ คำว่าสัตตะ แปลว่า 7 ทำไมถึงสำคัญ ทำไมเราเรียกสัตบุรุษ คนยอด หรือยอดคน หรือเป็นผู้ที่สูงส่ง สัตบุรุษนี่แปลเขาเอาความแปลเอาความว่า ผู้ที่สูง เป็นยอดคน เป็นยอดปราชญ์ เรียกว่าสัตบุรุษ คำว่า สัตตะแปลว่า 7 ตัวนี้ สำคัญที่สุด คือ ตัวเกิด ตัวเกิด เป็นตัวเกิด ตัวที่อยู่ในจังหวะเกิดที่ เป็นตัวตนที่ชัดที่สุด ตัวตนที่ชัดที่สุด และอยู่ในระหว่างที่จะดับได้ อยู่ในระหว่างที่จะดับได้ด้วย เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าเป็นตัวที่สำคัญมาก ถ้าเป็นคนเขาเรียกว่ายังเป็นเกิดอยู่ แต่คนคนนี้ คนตาย ฟังให้ดีนะ แต่คนคนนี้คนตาย สัตบุรุษ คือคนเป็นที่ตาย หรือ คนตายที่เป็น เรียกว่า สัตบุรุษ เรียกว่ายอดคน เป็นคน แต่มันยอดคน และสุดยอดคน เรียกว่า สัตบุรุษ สำคัญว่าเลข 7 นี่สำคัญมาก สำคัญในความเกิดกับความตาย เลย 7 ไปแล้ว ถ้านับเป็นเกิด ก็คือเกิดทั้งหมด 8 9 ก็ยิ่งเกิดกันใหญ่ 10 11 12 13 ก็ยิ่งเกิดกันใหญ่ แต่ถ้าดับแล้ว ดับลงมาหา 7 พอ 7 มากลายเป็น 6 แล้วก็เริ่มดับได้ แล้วจะดับ ดับ เรื่อยไป เป็น 6 เป็น 5, 4 เป็น 3 เป็น 2 เป็น 1 ที่จะเริ่มนับวันดับ เพราะฉะนั้นพระโสดาบันจึง 7 ชาติเป็นขีดสุดสูง เกิน 7 ชาติไม่ได้ พอ 7 ชาติแล้วก็ต้องรับ 6 5 4 3 ก็มีแต่ลบ ไม่มีทางที่จะเกิดต่อไปอีก 8, เป็น 9, 10, 11, 12 ไม่มี เขตนี้จึงเป็นเขตสำคัญสุด และเลข 7 นี้ไม่ใช่เลขที่จะพูดกันอย่างเดียว เป็นสูตรด้วย เป็นสูตรด้วย อะไร อะไร ทุกอย่างก็เป็น 7 แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็รู้ ร่างกายนี้เปลี่ยน 7 ปี เซลล์ทุกตัวไม่มีเหลือ วิทยาศาสตร์ก็รู้ พระพุทธเจ้ากล่าว 7 ทั้งนั้น แล้วเป็นหลักเกณฑ์ ถ้าเธอประพฤติธรรมแต่ดีอย่าว่าปีหนึ่งหวังได้ 2 ปีก็หวังได้ 3 ปีก็ได้ 7 ปีไม่เกินนั้น พระพุ

อ่านต่อ

ทธเจ้าไม่ทำนายเกิน 7 ปี ขอให้เธอทำโดยจริง ถูกสัมมาทิฏฐิ เดินทาง 7 ปีไม่มีใครเกิน บรรลุอรหันต์ทุกคน พระพุทธเจ้าพูดเล่นหรือ เปล่าไม่ได้พูดเล่นเลย ถูกต้อง เลข 7 นี่สำคัญ สำคัญมาก เป็นตัวงาน เลข 7 นี่ เป็นตัวงาน เป็นตัวกลาง เป็นตัวกึ่ง หรือ เป็นตัวปั้น เป็นตัวกลาง แต่ตัวกลาง ตัวกึ่ง ตัวปั้น ตัวงาน ตัวหนัก ใหญ่ ก็ใหญ่ที่สุด และจะทำเล็กแล้วก็เป็นจุดเริ่มต้นที่จะเล็กลงไปหาศูนย์ สัปปุริสธรรม 7 ประการก็มี 7 ประการอีกแหละ ที่จะทำให้คนเป็น สัตบุรุษ ก็มี 7 ประการ หนึ่ง เรียกว่า ธัมมัญญุตา ธัมมัญ ก็คือ ธรรมะผสมกับคำว่า อัญญะ อัญญะ ตัวนี้แปลว่ารู้ๆ ๆ ไม่รู้จะเอาภาษาอะไรมาพูดนะ อันนี้แปลว่าเกิดรู้ๆ ๆ ๆ พระพุทธเจ้าเปล่งวาจาเมื่อท่านเอง ท่านทำผู้รู้ หรือทำตัวรู้เกิดได้ไม่ใช่ตัวท่าน แต่จะทำให้เกิดที่ผู้อื่น โดยมาโปรดปัญจวัคคีย์เสร็จ พอโปรดเสร็จปั๊บ อัญญาสิ วะตะโภ โกณฑัญญะ อัญญา อัญญะ ตัวนี้แหละเกิดแล้วหนอ ไอ้ตัวรู้ ตัวนี้ รู้จัก นึกว่าเราเกิดอยู่ตัวเดียว คนอื่นก็เกิดได้หนอ รู้แล้วหนอ อัญญา โกณฑัญญะ รู้แล้ว วะตะโภ วะตะ แปลว่าหนอ โภ แปลว่า เจริญ ธรรมะนี่เจริญแล้วหนอ โอ้ เราทำ นึกว่าเราได้คนเดียว มีสิ่งเดียวหรือ ไม่ใช่พิสูจน์แล้วคนอื่นทำได้ด้วยบ้าง อัญญาสิ วะตะโภ โกณฑัญญะ โกณฑัญญะ จึงมีคำนำหน้า อัญญา อัญญะ อัญ คำนี้แปลว่ารู้ แปลว่าเกิดรู้ เป็นตัวเกิด ตัวเกิด ตัวที่ดีที่สุด คือ เกิดรู้ เพราะฉะนั้นเราจะเกิดธรรมะ จึงเรียกว่า ธัมมัญญุตา เราจะเกิดธรรมะ ธรรมะมีอะไร ธรรมะมีนิดเดียวมีสาม หนึ่งเรียกว่ากุศลธรรม สองเรียกว่าอกุศลธรรม สามเรียกว่า อพยกตธรรม มีเท่านั้นเอง ธรรมะนิดเดียว เพราะว่าคนที่จะรู้ธรรมะนั้น รู้เท่านี้ คือ รู้กุศล กับ อกุศล กับ รู้ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล เท่านั้นเอง เท่านั้นเอง เพราะงั้นเรา จะรู้สิ่งนี้ สัตบุรุษเท่านั้นที่จะรู้ได้ เท่านี้แหละ ไม่ใช่สัตบุรุษ ไม่รู้ สัตบุรุษท่องภาษาได้ทั้งนั้น โอ๊ย คนที่ไม่ใช่สัตบุรุษท่องภาษาได้เท่านั้น สัตบุรุษรู้ รู้ได้ ถ้าผู้ใดรู้ ธัมมัญญุตา รู้ธรรมะได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่รูปปากเปล่าๆ ไม่ใช่รู้เล่นๆ รู้อย่างอัญญะ เกิดรู้ ๆ ๆ ๆ ๆ อย่างนี้แล้วก็ คนนั้นก็เป็นสัตบุรุษแท้ ผู้ที่จะรู้ธรรมะอย่างนี้ เป็นผู้ถึงธรรม เป็นผู้แทงทะลุธรรม ก็เป็นอันเดียว ที่จริงก็คือทะลุ อันนี้ อันเดียว ธรรมะ เพราะงั้น สุตบุรุษผู้ใด ได้ธรรมะอันนี้แล้ว สุดท้ายของการธรรมะ ยอดธรรมะแล้วก็ไปจบ ทีนี้สิ่งที่จะประกอบจากในธรรมะนี้ สัตบุรุษ จะต้องมีสิ่งที่เอามาเทียบเคียง เอามาใช้ เอามาร่วมประกอบ กุศล อกุศลทั้งหมด ก็จะต้องมีสิ่งเป็นเหตุเป็นปัจจัย สิ่งที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย คืออะไร หนึ่งก็ คือ เนื้อของสิ่งนั้นแท้ๆ เรื่องว่า อัตถะ เพราะฉะนั้นสัตบุรุษจะต้องเข้าใจจะต้องเกิดรู้จะต้องรู้ อัตตัญญุตา จะต้องมีที่ตัวผู้นี้มี อัตตัญญุตา เกิดรู้ๆ ๆ ๆ ไม่ใช่รู้ภาษา ปากเปล่า มันรู้จริงๆ รู้แก่นแท้ของมัน รู้เนื้อหาสาระ อัตถะ คือเนื้อหาสาระ แก่นแท้ก็เหมือนกัน แก่นของสิ่งนี้ กุศลก็กุศล สิ่งนี้อย่างนี้ เรียกว่ากุศล อย่างนี้ รู้เนื้อแท้ๆ ของกุศล อันนี้ ไม่ใช่ว่ากุศล แค่บอกว่ากินข้าว กินอาหาร เพื่อกินอาหารทุกวัน ทุกวันนี้ คนกินอาหารกินข้าว แก่นแท้ของการกินข้าว คือ อะไรก็กินข้าว ไม่ได้กินรสข้าว ไม่ได้กินรูปข้าว ไม่ได้กินกลิ่นข้าว ไม่ได้กินเสียงข้าว ไม่ได้กินรสสัมผัสข้าว กินข้าวก็กินตัวเนื้อข้าว เอาธาตุนั้นมาใช้งาน เรียกว่า รู้เนื้อ แก่น ถ้าไปหลงกินรสข้าว กินรูปข้าว กินกลิ่นข้าว แหมข้าวนี่ถูกลิ้นดี อร่อยดีด้วยรูป ด้วยรส ด้วยกลิ่น ด้วยเสียง คนนั้นไม่มี อรรถะ ไม่รู้แก่น ไม่รู้เนื้อหา คนรู้เนื้อหาจึงทำอันนี้ ตรงสิ่งนี้ ไม่หลงซัดส่าย เอาสิ่งอื่นมาประกอบแล้วหลง ทุกวันนี้คนกินข้าวอะไร กินกับกินแกงกินอะไรจะได้ไม่มีแกงกินไม่ลง ก็ตายเสีย ก็กินไม่ลง คุณกินอะไร คุณกินรูปมัน กินรสมัน กินไม่ได้ กินความไม่อร่อยหรือ กับก็มีบางทีดีๆ ก็มีด้วย ข้าวก็มีไม่กินก็นั่นแหละ คือ คนหลง เพราะไม่รู้แก่น นี่คือ ไม่รู้ อรรถะ คนที่รู้อรรถะอย่างนี้แหละ สัตบุรุษ ในของทุกๆ สิ่ง ในสมมติในโลกนี้ ทุกสิ่ง และแม้ที่สุดรู้ อรรถะของสุญญตา ด้วยว่าเป็นรูปร่างอย่างไร แก่นของสุญญตา คือ อะไร

เมื่อโสดาบันละอบายมุขทั้งหมด จิตว่างจากอบายมุขสูง ศูนย์เลย อบายมุข จะเป็นการพนัน จะเป็นเครื่องดอง ของเมา เครื่องเสพติด สุราอะไรต่างๆ ที่เป็นของหนักๆ หยาบๆ ก่อนในระยะต้น เป็นเรื่องหลงในเรื่องผู้หญิงผู้ชาย มากเรื่องมากราว หลงในเรื่องการละเล่นการหัว เป็นทาสมหรสพอะไร เป็นต้น ถ้าผู้ใดไม่หลง ไม่ติด ไม่ยึด ล้างได้จากจิต ไม่มีแล้ว สูญจากสิ่งเหล่านี้ ใจไม่ติด ไม่รัก ไม่ชอบ ไม่ชัง ไม่เกลียด แก่นของอันนี้ก็คือ จิตหมดแล้วศูนย์ นี่เราก็เข้าใจเป็นจังหวะ เพราะเราจะสูญจากสิ่งอื่นๆ อีกก็เป็นจังหวะ โลกอบายได้ ดับโลกอบาย ดับโลกกาม ดับโลกธรรม ดับได้อย่างหยาบ อย่างละเอียด โลกธรรมก็มีอยาบ มีละเอียดอยู่ แม้ที่สุดในสุข สุขก็ยังเป็นโลกธรรม เพราะฉะนั้นเราตัดดับได้แม้กระทั่งสุข สูงที่สุดที่เป็น นัตถิ ขันติ ปรมัง สุขัง ได้สันติเป็นสุขแล้ว ก็ยังทิ้งสุขที่เป็นสันติแนะ มันก็ยอดรู้แก่น ว่าเป็น สุญญตา เพราะอย่างหยาบๆ ก็ว่ากันไป

วันนี้จะไม่อธิบายละเอียดเกินไปนัก อย่างนี้ต้องรู้ อัตถะ รู้แก่นแท้ๆ ของสิ่งนั้น สิ่งนั้น ทำไมคนต้องกินข้าว แก่นแท้ของสิ่งที่จะยังกายนี้ให้ตั้งอยู่ ไม่ทำลายมันเกินไป แล้วก็ไม่โอ๋มันเกินไป คุณก็ต้องกินข้าว ก็เก่งจริง อย่ากินสิข้าว มีได้ที่ไหนละคนไม่กินข้าว ก็กินมื้อนึงก็ยอดสูงสุดแล้ว เป็นความพอดีเป็น อรหัง เหมาะสมแล้ว กินมื้อนึงเนี่ย เป็นความพอดี ขอพูดอีก ทำได้สูงสุดแล้วก็ประมาณ ถ้าจะกินน้อยกว่านั้นก็ได้ ถ้ามีน้อยปวิเวกะ สงบอยู่ไม่ดิ้นไม่รน ที่จริง เราพอ มื้อเดียว สันตุฏฐิ พอดี พอดี พอแล้ว แต่จะน้อยกว่านั้น 2 วันกินมื้อก็ได้นะไม่เห็นเป็นไรเราก็ไม่ทุกข์ เมื่อเราวางกินได้ แล้วก็ร่างกายนี้ก็ยัง ยังมีเครื่อง ยังมีอะไรๆ ๆ พอที่จะเดินทางไปอีก ไม่ทุกข์ร้อนอะไร ก็ทำได้ แต่จำเป็นก็ทำหรือไม่จำเป็น อยากจะทำเฉยๆ ก็ธรรมดา ก็ไม่เห็นมีอะไร ไม่สำคัญอะไร ไม่เห็นเป็นไร ฝึกความเคย ฝึกความชิน หรือ ว่ากล้ารู้ กล้ารู้ความตายมันตายง่าย หรือ ตายยากนัก ไม่เห็นเป็นไร ถ้าเผื่อว่า เราทำแล้วเพื่อรู้ประโยชน์ แต่มาอดข้าวเล่นแข่งกันเฉยๆ ว่าจะไปทำจะทำทำไมอดข้าวแล้วแข่งกัน แต่ถ้าทำ เรารู้เหตุ รู้ผลว่า เราจะทำเพื่อที่แก่นแท้สาระของสิ่งนี้ เราก็ทำ คนเข้าใจแก่นแท้ จึงเป็น สัตบุรุษ แก่นแท้อันนี้แหละ คือ ธรรมะ ส่วนนึง ต้องเป็นผู้แทงถึง อรรถะ เป็นเนื้อของธรรม เป็นเนื้อทุกชิ้น เรียกว่า อรรถะ แก่นสารของมัน กุศลอย่างนี้ ก็เรียกว่า แก่นของกุศล อย่างนี้ อกุศล รู้แก่นของกุศล อย่างนี้ เรียก อพยกตสุญญาตา แก่นของ อพยกฤต หรือ สุญญตา ก็รู้ ชัด จึงเรียกว่า ต้องมี อัตตัญญุตา นี่เป็นอันที่สอง อันที่สาม ต้องรู้อัตตัญญุตา อัตตะ ตัวเรา เมื่อรู้สิ่งที่เป็นธรรมแล้ว ก็รู้ตัวเรา รู้แก่นแท้ของธรรมแล้ว ก็รู้ตัวเรา ตัวเราคือรู้อะไร หยาบที่สุดก็รู้รูปขันธ์ ละเอียดลงไปก็คือ รู้นามขันธ์ เมื่อรู้ตัวเรา รู้อัตรา ตัวตนของรูปขันธ์ นามขันธ์ ของเรา เราไม่รักรูปขันธ์ เราไม่รักนามขันธ์ เราไม่โอ๋รูปขันธ์ เราไม่โอ๋นามขันธ์ มันสูงขึ้นเป็นลำดับไม่โอ๋แค่กายได้ ดีแล้ว และไม่โอ๋ถึงจิตด้วย แม้ที่สุดมันจะเสพสุขก็ไม่โอ๋ เสพสุขด้วยกาม เสพสุขด้วยโลกธรรม ไม่โอ๋ เสพสุขด้วยตัววิญญาณเอง ปรมาตมันเองก็ไม่โอ๋ ไม่ให้มัน ไม่ต้อง โดยธรรม ได้โดยธรรม ถ้ามีพักบ้าง ทุกข์บ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง สุขบ้างก็เป็นโดยธรรม แต่จะไปนั่งสร้างสุข เสพ ก็ไปโอ๋มัน อัตตาก็เกิดอยู่ อัตตะ ตนก็อยู่ เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้ตั้งแต่รูป ก็ทำไปจนกระทั่งถึงนามธรรม ที่ตน และที่ตนพึงไปเกี่ยวข้องข้างนอกตนอีก จึงเรียกว่า สักกายะ ที่จริง กายยะ มีเท่านี้ เนื้อตัว รูปขันธ์ มีเท่านั้น มีกายะ สักกายะ กายอันใหญ่นั้นมันไปรับเอาเพชร มันรับเอาพลอย มันเป็นรับเอาอารมณ์ ที่เป็นรสชาตินอกๆ เป็นกามภพนอกๆ อีกไปรับเอาแม้ อบายมุข ยิ่งเป็น สักกายะ จะต้องหามาไว้เหมือน อย่างที่อาตมาเคยหามาไว้ที่บ้าน ต้องมีไพ่ประจำ ต้องมีบิงโก กระดาษบิงโก ต้องมีโต๊ะบิลเลียด เอามาไว้ที่บ้านเรา อยากเล่นเมื่อไหร่จะได้หยิบทันที เล่นได้ทันที สักกายะ มันก็รวบรวมอย่างนั้น อยู่ในของเราหมดเลย แล้วเขาก็เดี๋ยวนี้สักกายะ เขาก็ยังไม่เข้าใจกัน เขาจึงละสักกายะกันไม่ได้ เพราะงั้นเป็นโสดาบันก็ไม่ได้ เพราะว่า สักกายะ ที่เป็นแค่อบายมุขไปหลงรูปของไพ่ เป็นการพนันไป หลงม้าเป็นการพนัน หลงผู้หญิงผู้ชาย แล้วก็จะต้องไปผูก พันกันอยู่ แล้วจะหอบเธอมาไว้ที่บ้านฉันเป็นของเรา ก็สักกายะทั้งนั้น ถ้ามากเกินไปจะต้องหอบมาให้ได้หลายๆ อัน ไม่มีความจบ ผู้หญิงก็จะต้องเอามาหลายๆ คน ผู้ชายก็ต้องเอาผู้หญิง ผู้หญิงจะเอาผู้ชายมาเป็นเรื่องมากผัว มากเมีย มากคู่ หรือการพนัน หรือการเสพสิ่งเสพติด เอ้า ก็ต้องกินเหล้าทุกวัน ก็ต้องเสพให้ได้ทุกวัน สักกายะทั้งนั้น เพราะงั้น สักกายะก็คือ สิ่งที่เราเองนี่ยิ่งกว่ากาย แล้วมาเอาไปเป็นกาย ให้กายใหญ่ๆ หรือ ให้เป็นตัว ตัวแค่นี้ก็ โอ๋มันนักหนาแล้ว แต่ก็ยังอุตส่าห์ไปใหญ่กว่านี้ มันก็ทุกข์มาก ถ้าเราเข้าใจ อัตตะ หรือตน คำว่า ตน นี้เป็นภาษาที่พูดแล้วก็เซ็งเหลือเกิน ในนักธรรมะ แล้วเขาก็คลี่กันไม่ออก เราเข้าใจตนได้ จนกระทั่งถึงรูปลักษณะของมันอย่างแท้จริง เป็นผู้ที่มี อัตตัญญุตา รู้ ก็ รู้แล้วมันรู้ รู้ จริงๆ ไม่ใช่รู้แต่ปาก รู้แต่ท่องภาษา ถ้ารู้แต่ท่องภาษาเท่านั้น ไม่ได้เป็นสัตบุรุษ สัตบุรุษต้องรู้จริงๆ เข้าใจแล้ว รู้ของตัวเองรู้ชัดๆ เลยถึงเรียกว่าตนชัดๆ แล้วก็รู้ละ รู้คลาย รู้หน่ายทำกับมันได้ เลิกวางละได้ มีจำนวนหนึ่งออกมา เป็นสิ่งที่เรารู้ว่าหยาบที่สุดต่ำที่สุด คือสิ่งที่ไม่เจริญ เรียกว่า อบายต่างๆ พวกนี้ พอเลิกรับดับอบาย ทำเป็น อพยกฤต เป็นธรรมะที่ ไม่มี เป็นธรรมะที่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศลแล้ว แล้วเรารู้ดีด้วยว่าตัดขาดจากมันไม่ยินดี และไม่ยินร้ายได้ เราก็เป็นผู้ที่รู้ อัตตัญญุตา ในสิ่งนั้นๆ รู้ทั้งตนด้วย จิตของเราก็รู้สิ่งที่เราไปสัมผัสเป็นกายก็รู้ กายกับจิตนี่แหละ คือ รูปกับนาม แล้วเราก็ขาดกันได้ พอถึง อพยกฤต ก็สูงได้ขึ้นมาเป็นลำดับ ลำดับ ถ้าไม่รู้ตนอย่างนี้ ก็ไม่ถึงธรรมะ ก็เป็นสัตบุรุษไม่ได้ด้วย เมื่อรู้แล้วในอัตตะ คือ ตัวตนของเรา ด้วยรู้แก่นแท้ สาระของมันเป็น อรรถะ อัตตะ ก็รู้ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นสัตบุรุษ จึงจะต้อง ธรรมัตตะ คือ การประมาณ ทำไมต้องประมาณ ต้องประมาณเพราะเหตุว่าโลกนี้ ถ้าเผื่อว่ายังอยู่ มันก็ต้องมีการประกอบกัน มีเหตุมีปัจจัย ตนที่จริงเรารู้ตนแล้วแต่ตนเรายังไม่หมดหรอก ตนก็ยังมีโดยสมมติอยู่ เราก็ต้องประมาณ เพราะงั้นเราจะประมาณอะไร ประมาณแก่นแท้ของธรรมะให้มันสูงอยู่ เราจะช่วยสงเคราะห์ เราจะยังปรุงแต่งเป็น วิสังขาร โดยรู้เราก็รู้เรารู้ตนแล้วว่า เราเสพ เราเอา เรารัก เราชอบ เรายังกระทำอยู่ หรือ เปล่า เราทำแค่ไหน ก็ต้องมีการประมาณ เกินไปก็ต้องรู้ อย่ามากไปแล้วนะ น้อยไปอย่า อันนี้ก็น้อยไป พอดีทั้งนั้น ทำ มัชฌิมา สัมมา อรหัง ให้ได้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยสาระของมัน ให้พอดี พอดีอยู่เรื่อยๆ สมควร เมาะ เหมาะกับตนก็เหมาะแล้ว ขณะนี้เรายังเป็น คฤหัสถ์ ก็ทำแค่ คฤหัสถ์ เราจะเป็นผู้ที่เป็นผู้อนาคาริก ออกมาจากบ้านช่องเรือนชาน ไม่เอาแล้วคฤหาสน์ คฤหะ ไม่เอา คหะ บ้านช่อง เรือนชานไม่เอา ก็รู้ตนแล้วก็ทำแก่นสารให้มันสูงขึ้นมาตามลำดับ อรรถะ ขึ้นมาตามลำดับประมาณให้ได้เมื่อผู้ใดมีสิ่งทั้งอาการ ประมาณโดยปัญญา ประมาณต้องใช้ปัญญา มัตตะ ไม่ใช่ปัญญา มัตตะ จึงมาจาก มะ บวก อัตตะ อัตตะ ก็คือ ตนนั่นแหละ แต่ตนอะไร ตนที่เป็นปัญญาคือจิต คือ มะ เพราะงั้น เอาปัญญาตัวตนนี้มาใช้ มันก็ต้องปรุง ไม่ปรุง ไม่ได้ มตะ ต้องปรุง คือ ประมาณ คำนวน ทำงานมีจักรหมุนอยู่ ทำงานอยู่ เดินเครื่องอยู่ มีสังขารอยู่ ก็คำนวณให้ได้ เรียกว่า มีมัตตัญญุตา ผู้ใดมีสิ่งนี้อีกก็เป็นสัตบุรุษที่ดีขึ้นไปอีก ก็จะทำให้เป็นธรรมะเรื่อยไปเรื่อยไปสูงอยู่เรื่อย สูงสุดก็เป็น สุญญตะะธรรม นั่นแหละ หรือ จะปรุงเป็น ปุญญาภิสังจาร อปุญญาภิสังขาร ส่วนจิตเรานั้นให้เป็น อเนชา อเนชาา ที่สังขารอยู่ก็ได้นั่น คือ ความไม่หวั่นไหว แต่จะปรุงเป็นบุญ ก็ต้องทำต้องรู้ ถ้าไม่ปรุงให้แก่คนอื่น ตัวเองก็เป็น อเนชา ก็ดี ถ้าเราทำคนอื่นเขาจะทำบุญ ปุญญาภิสังขาร ปรุงให้เป็นบุญเสมอ อย่าปรุงเป็น อปุญญา ที่ไม่ใช่บุญ เป็นบาป นั่นเอง ไม่เอา

เมื่อรู้สาระ 3 อย่างนี้คือ 1 แก่นของสิ่งนั้นที่เรียกว่าธรรม 2 ตน 3 รู้ประมาณในการที่จะให้มีเกี่ยวข้องกัน ก็ต้องรู้อีกสิ่งหนึ่งอยู่ในโลก ด้วยคือการเดิน เขาเรียกว่ากาละ มันเดินอยู่เรื่อยๆ เป็นเวลา เพราะเวลาไม่มีตัวตน ไม่มีรูปร่าง เอ๊ะ แต่มีฤทธิ์เดชทำงาน เพราะบางทีเราต้องอาศัยเวลา ช่วงเวลาเราจะประมาณ ประมาณโดยแก่น ยังไม่พอ ยังไม่ได้ เพราะงั้นแก่นนี้แม้ได้ แหมมันได้ทีละนิด ทีนี้แค่นี้ๆ ๆ ถ้าเราอยู่ได้กองเท่าเนี้ย ก็ต้องมีกาละ ประมาณ เอ้า ต้องอาศัย กาละ อย่าเพิ่งรีบร้อนด่วนได้ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ จะได้ทีละเท่านี้ เท่านี้ เท่านี้ มันได้มันให้ผล เท่านี้ เท่านี้ เท่านี้ เท่านั้นน่ะ แล้วเราก็บอกว่าเห็นแต่ผลเสีย เราจะเอาไหมล่ะอันนี้ ถ้าจะเอา ต้องหากาละ ใช้กาละ จึงต้องมีเป็นผู้รู้ เป็นผู้เข้าใจ กาลัญญุตา ความรู้อันนี้ต้องกว้างขึ้นอีกแล้วสัตบุรุษ ผู้รู้กาละ กว้างขึ้นอีกแล้ว กว้างขึ้นอีกแล้ว ต้องประมาณ แล้วก็ต้องใช้ด้วยว่า อำนาจของการประมาณโดยใช้เวลา เนี่ยมันจะได้ แล้วมันจะเสียแค่ไหน เพราะว่าต้องดูรอบของเวลาด้วย ประมาณ บางทีก็ใช้ไม่ได้ บางทีใช้ได้ ก็ต้องพยายามคำนวณว่าจะใช้ได้ มากเกินไปก็เสีย น้อยเกินไปก็เสียด้วย จึงต้องวัดประมาณเวลาอีก นอกจากประมาณตน ประมาณแก่นแท้ แล้วยังต้องประมาณเวลา เกี่ยวข้องกันไปหมด อันนี้ก็เป็นอันที่ 5 ใช่ไหม อันที่ 5 กาลัญญุตา หนึ่ง ธรรมมัญญุตา สอง อัตถัญญุตา สาม อัตตัญญุตา มัตตัญญุตา ห้า กาลัญญุตา เมื่อเรารู้ประมาณทั้งหมดแล้ว เราก็ต้องรู้หมู่ชน ชุมชน ตอนนี้กว้างขึ้นอีก นอกจาก กาละ คือ เวลาที่ไม่มีตัวตน ที่มันต้องใช้ประมาณนี้ มีอำนาจที่จะเดินทาง มีจำนวนซึ่งไม่มีตัวตนให้เรารู้ว่ามัน ไม่มีตัวตนเวลาแต่ว่ามันก็มีอันหนึ่ง ที่มันจะต้องเกิดผลนี้ได้อยู่แล้ว ทีนี้เราก็ต้องรู้ในจำนวน อณู ก็คือ หมู่ที่เกี่ยวข้องอยู่คือ หมู่คนนั่นแหละ เป็นเรื่องใหญ่ ก็ประมาณในหมู่ชนด้วย ถ้าอำนาจของเราไม่สามารถที่จะกระทำกับหมู่ชนที่ใหญ่ขนาดนี้ แล้วก็ทำไม่ได้ ต้องทำประมาณหมู่น้อยก่อน แล้วก็ทำหมู่ใหญ่ สามารถทำคำนวณได้ว่า เราเองจะทำได้ถึงขนาดหมู่ใหญ่นี้ ก็ต้องทำกับหมู่ใหญ่นี้ ไม่เป็นลักษณะนั้นเราเรียกเรา ปริสัญญุตา ปริสัญญุตา ปริแปลว่ารอบ ปริสัญญุ ปริสัญญุ มาจาก ปริ แปลว่า โดยรอบ มาจาก ปริสะ บวก อัญญะ ปริสะ แปลว่า หมู่ แปลว่า ชน หมูชน ผู้คน คือ เป็นสิ่งที่เรากำลังเกี่ยวข้องอยู่ เพราะเราจะทำกับสิ่งที่เกี่ยวข้องอยู่อีกประเด็นหนึ่ง เมื่อกี้ประเด็นนี้ เราว่าเราจะต้องคำนวณแล้ว เราจะต้องรู้เพราะหมู่ชนที่กำลังเกี่ยวข้องอยู่ด้วยว่า มีอรรถอย่างไร เขามีอัตตะอย่างไร เขามีเชิงรู้ประมาณเท่าไหร่ ใน ปัญญา ของเขา เขารู้กาละหรือยัง เกี่ยวข้องกันหมด สิ่งเหล่านี้คือธรรมะทั้งนั้น เพราะงั้น ผู้ใด สะสม ธรรมัญญุตา ก็ คือ สั่งสมจิต เหล่านี้ รู้หมู่คน ชุมชน หรือรู้อณู หรือรู้มวล รู้มวลที่เพิ่มขึ้น รู้มวล หรือ mass นี่ รู้เนื้อหา หรือเนื้อตัวที่จะต้องเกี่ยวข้องกันอีก เป็นเอกภาพที่โตขึ้น เป็นอนันตภาพนั่นเอง รู้ต่อ ต่อ ไปอีก ไม่ใช่อยู่แค่กับตัวเองแล้ว ตอนนี้ เพราะงั้น สิ่งที่ประกอบเป็นสมมติอื่น ที่เราจะหาอรรถะ สาระ ของมันมี แล้วจะให้เขาไปอย่างไร เราจะช่วยเขาได้แค่ไหนอย่างไร และหมู่นี้เราจะทำแค่ไหน เราก็ทำหมู่ พอเราจะพูดกับหมู่นี้ เราจะพูดขนาดไหน หมู่ชนนี้ ปริสัญญุตา นี้ เราจะพูดเชิงนี้ อย่างนี้ แค่นี้ เป็นแบบนี้ ก็พูดได้แค่นี้ก็พูด ถ้าหมู่นี้ ไปแต่เอาเรื่องนิยาย ป. อินทปาฤทธิ์ มาพูดพวกคุณกลับไปนอนตั้งนานแล้ว เมื่อไม่รู้ หมู่ชน ไม่รู้แก่นสาร ไม่รู้ตัวของบุคคล อัตตน ของเขา อัตตา ของผู้อื่น ไม่รู้ว่าเขาจะ ไม่ประมาณ อะไรๆ ๆ ถึงแม้พูดธรรมะก็ตาม บางทีประมาณไม่ได้ เกินไป ถ้าไม่ใช่พวกคุณ คุณมานั่งฟังธรรมะวันละ 3 ชั่วโมง 5 ชั่วโมงนี้ คุณมานั่งฟังโดยตรงนี้ ไม่ได้หรอก เพราะว่าหมู่นี้พวกเขาได้กี่ชั่วโมง หมู่นี้ ได้ แค่ไหน แค่ไหน ก็ต้องรู้ประมาณ รู้กาละ ด้วย เพราะฉะนั้นกาละ หรือประมาณพวกนี้ ก็ คือ ประมาณหมู่ชนนี้อีก จึงเรียกว่ารู้ ปริสัญญุตา รู้ ปริสะ บวก อัญญะ ทำกับหมู่ ทำกับหมูชนที่นอกตัวเราเพิ่มขึ้น ยังไม่พอ ยังไม่พอ เนี่ย เรารู้ คำนวณ คร่าวๆ เรารู้หมู่เนี่ย แต่ละหมู่ ในเนื้อหาของหมู่คนนี้ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 10 20 30 คน ไม่เท่ากันทุกคน อัตตาของแต่ละคน ก็ไม่เท่ากัน อรรถะ ของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ธรรมะ คือธรรมะของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันนั่นเอง สูง อรรถะ และเกิดอรรถะ ไม่เท่ากัน อัตตะ ก็ไม่เท่ากัน มัตตะ ก็ไม่เท่ากัน กาละ ก็ไม่เท่ากัน แม้แต่เขาเองรู้ ปริสัญญุตา ก็ไม่เท่ากัน ไม่เท่ากันหมด เราก็ต้องมาแทรก แยกแยะ ให้รู้แต่ละบุคคล แต่ละบุคคล เป็น ปุคละ ปุคคลปโรปรัญญุตา ให้ได้ รู้แต่ละบุคคลอีกให้ได้ รู้หมู่ไม่รู้ดิ มีแต่ย้อนออก ย้อนเข้า ย้อนออกย้อนเข้านี่เลย แหละธรรมะ เล็กก็ใหญ่ ใหญ่ก็เล็ก ขยายออกใหญ่ๆ เล็กก็อีก เอ้า ใหญ่ๆ เอ้าเล็กเข้าอีก ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งเล็ก ยิ่งเล็กก็ยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งเล็ก ยิ่งเล็กก็ยิ่งใหญ่ รู้อย่างนี้ รู้ เรื่อยๆ ๆ ๆ ผู้ใดรู้ เกิดรู้จริงๆ ไม่ใช่รู้แต่ภาษา ไม่ใช่รู้นี่เฉยๆ แทรกซ้อนรู้ รู้เกิดรู้เกิดที่จิต ที่ญาณ ที่วิญญาณ ที่ปัญญาอันยอด รู้อย่างแท้จริง เป็นอัญญะ ผู้ใดมีสิ่งนี้ที่ตน ผู้นั่นแหละเป็นสัตบุรุษ ซึ่งมีความรู้ มีตัวรู้ อยู่ในตนแล้วถึง 7 ประการ ใครมี 7 ประการนี้บ้าง แต่ว่าแต่ละอย่างน้อยอย่างละน้อย อย่างละน่อย อย่างละน้อย ก็เป็นสัตบุรุษ น้อยๆ เป็นอนุสัตบุรุษ ถ้าใครมีมากๆ ก็เป็นผู้ที่มีมากขึ้น เป็นมัชฌิมะบุรุษ เป็นมัชฌิมาสัตบุรุษ สัตบุรุษอย่างกลาง หากเป็นสัตบุรุษอย่างเต็มรูป เลยเป็นบรมสัตบุรุษ ก็ได้ ก็แล้วแต่สั่งสมเอา สะสมเอา ผู้นั้นก็จะเป็นผู้ที่ มีเนื้อหาสาระ มีธรรมะ มีทุกอย่างเกี่ยวข้องกัน เพราะงั้นธรรมะของพระพุทธเจ้าในทุกอันเลยนะไม่ได้แบ่งตัว ทุกอย่างเป็นสมังคี ต้องทำงานร่วมกันหมดเลย ทุกตัวเลย ทุกอันเลย ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่เห็นมีอันไหน ที่ทำงานเดียว ทำงานช่วยกันเกื้อกูลกัน ถ้าใครรู้อย่างนี้มาทำงานเกื้อกูลกันแล้วก็จำได้ว่ามันร้อยเรียงกันยังไงมันจะต้องอันนี้มาขยายอันนี้มันจะทำอันนี้เป็นขั้นๆ ขยายออก ขยายเข้า ก็รู้ อยู่ไปกี่ตัว 5 ตัว 3 ตัว 3 ตัว 5 ตัว 7 ตัวก็ทำงานของมันเกี่ยวข้องกันเป็นลูกโซ่ ปฏิกิริยาลูกโซ่ออกมาเลย เพราะความจำก็จำได้ง่าย เพราะเรารู้ พอพูดถึงเลข 1 ก็ต่อเลข 2 เลข 2 ก็ต่อเลข 3 เลข 3 ก็ต่อเลข 4 เลข 4 ก็ต่อเลข 5 เราก็จำได้ง่าย เพราะคนที่จำไม่ได้ง่าย ก็กลับกันด้วย ถ้าใครเขาจะเอา 1 คืออันนี้นะ 2 คือ อันนี้ แล้วมันจะไปเลข 3 เป็น 3 อันนี้นะก็เรียงกันหมด พูดอีกทีไร ก็ไม่กลับกัน ว่าเราจะต้องมีความรู้อย่างนี้แหละ คือ ผู้สัตบุรุษ ก็คือผู้มีความรู้ในธรรมะ เนื้อของธรรมะก็ประกอบไปด้วย อรรถะ ประกอบไปด้วย อัตตะ ประกอบไปด้วย มัตตะ ประกอบไปด้วยกาละ และประกอบไปด้วย ปริสัญญะ และประกอบไปด้วยปุคคลปโรปรัญญุตา นี่เป็นสัตบุรุษ เป็นผู้มีสิ่งนี้ ไม่ละเอียดนัก วันนี้แต่บอกให้ฟังว่าเราเองเรามาทำสิ่งนี้ แล้วไว้ค่อยพูดกันให้เป็นพิสดารกัน ในวันหลังๆ เรามาทำความเป็นสัตบุรุษแห่งตน พระสารีบุตรเองเนี่ยเขาเขียนไว้ที่หลุมฝังศพเขาไม่ได้เขียน สัปบุรุษ หรือ สัตบุรุษ เขาไม่ได้เขียนว่าพระอรหันต์ไม่ได้เขียน เขาเขียนว่า สัปบุรุษ หรือ สัตบุรุษ หลวงพ่อสดบอกว่าเนี่ย สัปบุรุษสารีบุตร เถระเจ้า เขาไม่ได้เขียนว่า พระอรหันต์สารีบุตร เขียนนี่ คือธรรมะอันหนึ่งเราจะมีสิ่งนี้ได้อย่างไร เราจะมีสิ่งนี้ได้ก็จะต้องกระทำตนด้วยบารมี 10 บารมี 10 ทัศ ทัศ ก็เป็นหน่วยที่จริงมาจากคำว่า ทัศ แปลว่ารอบ ทัศะ แปลว่ารอบ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10 ทัสะ นี่แปลว่า 10 ด้วย ทัศ หรือ ทัศะ นี่ แปลว่า 10 ด้วย ก็คือให้มี ให้มีบารมี 10 ถ้า สองสิบก็เป็น 20 ถ้าสามสิบก็เป็น 30 เพราะถ้าเป็นบารมี 30 ทัศก็คือมี 10 สามรอบมี 10 สามรอบนั่นเอง ไม่มีอะไรเอา

ทีนี้เราก็พูดอธิบายถึงตัวบารมีด้วย และบารมี 10 นี่ก็คล้องจองกัน เกี่ยวกัน สัตบุรุต มีอะไร สัตบุรุษสร้างอะไรให้แก่ตน สัตบุรุษสร้างอุเบกขา และสร้างเมตตา อุเบกขาสร้างให้ใคร ก็สร้างให้ตัว เมตตาสร้างให้ใคร ให้คนอื่น เมตตาของตัวเองไม่ต้องหรอก ไม่ต้องเมตตาให้ตัวเอง ช่างหัวมัน ตัวเองไม่มี ถ้าใครเมตตาตัวเองอยู่ คนนั้นคนนั้นก็ยังหลงตัวเองอยู่ ยังโอ๋ตัวเอง คนนี้ไม่หลงตัวเองแล้ว ไม่เมตตาตัวเองแล้ว ก็เมตตาคนอื่นเท่านั้น ตัวเองมีแต่อุเบกขาเฉย ผู้ที่เป็นสัตบุรุษสร้างอะไรสร้างสองอย่าง สร้างอุเบกขากับเมตตา เมตตาเพื่อผู้อื่น อุเบกขาเพื่อตน พักตรงไหนก็พักที่อุเบกขา หยุดตรงไหน สบายตรงไหน ได้อะไร ได้อุเบกขา เฉยๆ เอาเฉยๆ ของตัวเอง แต่ส่วนที่จะอยู่กับโลก เมตตาเท่านั้น ค้ำจุนโลก ถ้าตัวเองมีอุเบกขาแล้วไม่มีเมตตา ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ไม่ใช่สายพุทธะที่มีบารมี 10 พระพุทธเจ้า เป็นพุทธะสร้างธัมมะนี้จะต้องสร้างอุเบกขาและเมตตาให้เป็นเนื้อแท้ อยากได้เมตตากับอุเบกขา ทำอย่างไร ทำอย่างไร ก็ทำตนเองนี่แหละต้องพยายามทำ ทำอย่างไร หนึ่ง พยายามขยัน วิริยะ ขยันอย่างเดียวไม่พอ อ้อไม่ใช่ หนึ่ง ต้องตั้งจิตขึ้นก่อนอธิษฐาน ต้องตั้งจิตขึ้นก่อน ตั้งอย่างไร ก็พยายามศึกษา และก็มาตั้งจิต เราจะเดินทางนี้ เราจะทำตัวเราเองเป็นตัวนี้ คือก่อฐานให้ยิ่ง อธิ อธิฐาน มาจากคำว่าอธิ บวก ฐานะ เราจะทำฐานะของเรานี่ให้ยิ่งขึ้นไป ฐานะของอะไร ทั้งกาย ทั้งจิตของเรานี่แหละ จะเป็นประโยชน์ที่สุด แล้วเราจะทำอย่างไรได้ เราก็ต้องพยายามดูปริยัติดูเขาว่าคุณงามความดีด้วยสิ่งที่ดีอันนี้จะทำอย่างไร ก็ตั้งจิตขึ้น อ้อ เราจะตั้งใจปฏิบัติ เขาบอกว่าปฏิบัติธรรมดี ปฏิบัติธรรม คือ อะไร ก็ปฏิบัติ เขาตั้งจิต เขาปฏิบัติธรรม คืออย่างนี้ ปฏิบัติธรรมก็ คือ 1 ต้องมีฐาน 2 ต้องมีศีล 3 ต้อง หัดออกจากกาม เนกขัมมะ ต้องออกจากโลก ต้องลดโลก ละโลก ทิ้งโลก คลายโลก หน่ายโลก เนกขัมมะ 4 ต้องมีปัญญาเข้าใจว่า ทานคืออะไร ศีลคืออะไร ออกจากโลกหรือออกจากกามคืออะไร ต้องมีปัญญาให้รู้ ให้ได้ ปัญญาต้องก่อ ต้องสร้าง ปัญญาอะไรไปเองอยู่ๆ เกิดเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนที่จะตั้งจิตแล้วก็จะทำธรรมะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน