สื่อธรรมะพ่อครู(สัจจะ) ตอน สัจญาณ กตญาณ กิจญาณ อันลึกซึ้ง.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สัจจะ) ตอน สัจญาณ กตญาณ กิจญาณ อันลึกซึ้ง ตกลง สัจญาณ เป็นสิ่งที่ต้องมีครบทั้งสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ ปรมัตถ์หมายความว่าส่วนตัว สมมุติต้องมีผู้ร่วมรู้ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป จึงเรียกว่าสมมติ สมมุติสัจจะ ถ้าไม่ได้ประกาศ มันไม่สามารถที่จะเป็นสมมุติสัจจะ มันเป็นปรมัตถสัจจะอย่างเดียว ต่อให้ปรมะ แปลว่าเลิศยอดใหญ่บรมในอัตถะเนื้อหาเท่าใด แต่ไม่สามารถทำให้คนอื่นดูได้เป็นคนที่ 2 คุณก็ตาย ปรินิพพานไป ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรในโลก พูดไม่ได้ตอบไม่ได้ยืนยันไม่ได้เลย ยกประโยชน์ให้สูญไป เวิ้งว้างจับไม่ติด จะมีสัจจะต้องมีในมนุษย์ สัตว์เดรัจฉานเก่งขนาดไหนก็แล้วแต่ไม่สู้มนุษย์ มนุษย์เท่านั้นที่จะสามารถรู้แล้วเอามาใช้ประโยชน์ให้เป็นคุณประโยชน์ แต่เอาไปทำเป็นโทษก็เยอะ เราก็ไม่เอาแบบนั้น สมมุติสัจจะ จึงต้องมีพวกตั้งแต่ 1 จนถึงนับไม่ถ้วน
กิจญาณ ต้องมีการกระทำการประกอบการ สัตว์มันทำการกิน มันทำการเดิน เคลื่อนไหว ทำการต่อสู้ มันทำการทำร้าย หรือแม้แต่สัตว์เดรัจฉานทำการช่วยเหลือเกื้อกูล เลี้ยงดู สัตว์มันก็ทำเป็น คนก็ต้องทำเป็นยิ่งกว่า กิจญาณ ญาณรู้ว่า การกระทำอย่างไรเป็นโทษ การกระทำอย่างไร เป็นคุณ คนที่ไม่โง่ การกระทำเป็นโทษก็ต้องเรียกว่าไม่ดี ชั่ว การกระทำเป็นคุณก็เรียกว่าดี เราสื่อด้วยภาษาไทย ให้ตรงกัน สื่อรู้แล้วก็ทำตรงกัน คุณจะทำดีไม่กระทบใคร จะชั่วคนเดียวไม่กระทบกับใครเลย จะร้ายแรงเลวเท่าไหร่ไม่กระทบใคร ก็เรื่องของคุณ แต่ถ้าทำแล้วมันไปกระทบ อย่างน้อยความรู้สึกของผู้เห็นผู้รับรู้ก็ชั่วแล้ว ถ้ายิ่งกระทบไม่แค่ความรู้สึก กระทบ จนเขาปฏิบัติประพฤติในสิ่งที่ไม่ดีตาม แล้วขยายผลตามก็กลายเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่บานปลาย มีผลกระเทือนต่อมวลของโลก เกิดกระแสของโลก มันก็ไม่ดี กรรมวิบากเป็นเรื
อ่านต่อ
่องอจินไตย ตราบใดที่ยังไม่ปรินิพพาน มีเชื้อชีวะ ในวัฏสงสารไม่สลายเชื้ออัตภาพก็มีผลต่อคุณทั้งนั้น เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าอาตมาเห็นจริง เรื่องผลกระทบย้อนมาหาตนนี้ มันซวยมันลำบาก ไม่เอา อาตมาเชื่อกรรมวิบากกรรมเป็นของของตน เชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า อาตมาเชื่อสี่อย่างนี้ กรรมเป็นของของตน พระพุทธเจ้าตรัสรู้จริง เรามีกิจญาณ จะทำอะไรเมื่อสัมผัสสัมพันธ์กระทบกระแทก ถ้าจะกระทบกระแทกคนอื่นก็ให้เป็นคุณค่าประโยชน์ ถ้าเป็นโทษก็ต้องรับอยู่ดี มันจะตอบแทนเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น มันไม่หายไปไหน ในกิจญาณของเรา คนมีความรู้ที่จะรู้ว่าอันนี้เป็นคุณ อันนี้โทษ พระพุทธเจ้าจบที่รู้คุณรู้โทษ รู้ถูกรู้ผิด อันนี้จบ จะแถมรู้ดีรู้ชั่วก็ได้ แต่รู้คุณรู้โทษ รู้ถูกรู้ผิด เราไม่ทำสิ่งเป็นโทษ เราทำสิ่งที่เป็นทรัพย์ของเรา สิ่งที่ต้องอาศัย ถ้าเรายังไม่สูญเป็นปรินิพพานก็มีผลต่อตัวเราอยู่ดี คำว่ากิจญาณ จึงมีการตอบการรับเรียกว่า ปฏิ Action reaction อนุโลมปฏิโลมอยู่ตลอดเวลา แล้วก็เกิดผลขึ้นมา ผลอันนั้นจะเรียกว่า ฆ ตัวฆ ระฆัง จึงเรียกด้วยพยัญชนะว่า ปฏิฆะ ผู้ใดรู้ว่าเราสร้างเอง ปฏิฆะ จะมาทำร้ายเรา คำว่าปฏิฆะคือยังมีโทษต่อเราอยู่ แต่ถ้าคุณยังไม่เกิด ปฏิ คือทวนไปทวนมา เป็น นิวเคลียร์ฟิชชัน ไม่มีสะท้อนกลับมาเป็นบูมเมอแรงกลับมาเลย แม้จะ 0.0000001 องศาก็ศูนย์เด็ดขาดไม่โค้งมาเลยก็ปฏิ ทวน ฆ ตัวนี้ก็คือ 0 จะ0 ได้ต้องทำ ปฏิฆะให้ 0 ถ้ามีก็จะสื่อกับคนได้ สื่อด้วยภาษาเรียกอธิวจนะ ถ้าให้คนอื่นสัมผัสรู้ด้วยเป็น อธิวจนสัมผัสโส เป็นภาษาที่สื่อออกมา แต่ถ้าไม่มีบัญญัติภาษาก็สื่อไม่ได้ แม้จะสื่อภาษาใบ้ ก็ได้หรือใครจะเก่งสื่อเป็นในใจต่อใจเลยก็ได้ถ้าเก่งพอ อาตมาเคยเล่นแต่ยากมาก แล้วไม่เที่ยง ใช้พลังงานความสามารถมาก ทำได้ไม่นาน ทำอีกไม่ง่าย อาตมาเคยฝึกสะกดจิต หันหลังชนกันแล้วให้เพ่ง ส่วนมากเดากันว่าใบอะไร ทายถูกครั้งนี้ก็เฮ ทายถูกครั้งต่อไปไม่ได้หรอก ก็เล่นทางวิทยาศาสตร์สะกดจิต มันมีพลังแต่ไม่ง่าย ยากฉิบหาย อย่าไปเสียพลังงานเลย เอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เอาอย่างนี้ดีกว่า เป็นประโยชน์มากกว่าอยู่อาศัยเป็นสังคม ทั้งเด็กและคนแก่ผู้ใหญ่ก็ทำได้ อาศัยใช้ชีวิตไป หากไปทำแต่ตัวเองจะเก่งอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ คนนี้จึงรู้กิจญาณ อยู่กับสังคม ทำสิ่งที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ ประโยชน์สูงประหยัดสุด อย่าให้สูญเสีย เรียนรู้ ครน. หรม. ครน.หมายความว่าจะให้มันก้าวหน้า แต่อย่าให้อย่างอื่นเสีย ให้เสียน้อยที่สุด คุณร่วมน้อย ให้ก้าวหน้าแต่อะไรร่วมนั้นอย่าให้สูญเสีย ไม่สูญเสียเลย เก่ง ถ้าทำได้ แต่ถ้าไม่ได้ ต้องพยายามให้น้อยที่สุดหรือจะหาร จะหารออกเลยในสิ่งที่มันไม่ดี หารเลยสิ่งที่ไม่ดี ที่ไม่เป็นประโยชน์ของไปให้ได้มากที่สุด แต่ที่เหลือนี้เอาไว้แต่ดีๆๆๆนะ ถ้ามีชั่วร้ายนิดนึงมันก็แย่ ต้องหาร เอาสิ่งที่ไม่ดีออกให้มากที่สุดให้เหลือสะอาดที่สุดให้ได้ คือหารร่วมมาก สมณะเพาะพุทธว่า...หรม.คือสัพพปาปส อกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) ครน. คือ กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) พ่อครูว่า...กิจญาณคือมีความรู้รอบในสิ่งที่เราทำว่ามีคุณหรือโทษ ให้มีโทษน้อยที่สุด ที่ไม่ควรจะสูญเสียก็ไม่ควรให้เสียแต่มันต้องมีบวกมีลบเป็นพลังงาน ถ้าอะไรยังมี พลังงานบวกลบก็ต้องมี ไม่เช่นนั้นมันไม่ต่อ ถ้ามันเย็นลงไปเรื่อยๆไม่มีพลังงานร้อนก็ไปหา 0 เมื่อมีการกระทบก็ต้องมีปฏิกิริยาอุ่นร้อนในขนาดที่พอเหมาะ กิจญาณต้องใช้สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ประมาณในทุกเหตุปัจจัย อัตถะ ธัมมะตัวเราร่วมด้วย ทั้งกาละ ทั้งปริสัญญุตา ที่เป็นเหตุปัจจัยร่วม หรือต้องบุคคลแต่ละบุคคล ปุคลปโรปรัญญุตา คนนี้ไม่ควรกระทบคนนี้กระทบไม่เป็นไร ดีไม่ดี คนนี้กระทบจนตาย เพราะเขาเป็นโทษ ไม่ใจร้ายนะ พูดตามสัจธรรม นี่พูดวิชาการนะ อยู่ไปก็สะสมบาป ตายไปดีกว่า จะไปใช้วิบาก ตายก็ใช้วิบากชั่วนาน ดีมีน้อย คนตายแล้วไม่เกี่ยวกับใคร จิตวิญญาณก็ไปรับวิบาก กิจญาณคุณต้องทำด้วยญาณปัญญาคำนวณประมาณ ใช้สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 เกี่ยวกับกาละ ที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติไว้หรือไม่ ควรหรือไม่ควรด้วย ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติก็ต้องใช้วิจารณญาณ ถ้าคุณไม่ลำเอียง มีภูมิปัญญารู้รอบมาก ก็เอามารวมแล้วก็ตัดสินได้อย่างพอเหมาะ ก็ถูกตรงที่สุดเที่ยงธรรมที่สุด เราอยากให้เที่ยงธรรม แต่เรามีกิเลสแฝงเราไม่มีปัญญารู้ เราก็ว่ามีจิตบริสุทธิ์ ซื่อสัตย์ต่อตนเองแต่ถ้าแอบให้กิเลสตีท้ายครัว รู้ว่ามีกิเลสแต่ก็ยอม ก็ยิ่งวิบากยกกำลังคูณไปเลย อย่าเล่นกับสัจจะ ไปโกงสัจจะไม่ได้ สรุปแล้วกิจญาณนี้จริง สัจญาณนี้จริง กิจญาณก็จริง อย่าเล่นกับกรรม กิจคือปัจจุบัน ก กับ จ ส่วน สัจญาณก็ ส กับ จ ถ้า กิจ นี้ ก กับ จจ นะ ถ้า ก มม นี้เจโต ถ้า ก จจ นี้ปัญญานะ สรุปแล้วกิจญาณไม่ได้ทำอย่างมืดๆนะ ทำอย่างสว่างอย่างรู้ๆ ทำอย่างมืดๆจะไปได้เรื่องอะไร มีแต่คนตาดีสว่างสว่าง เอ็งยังทำชั่วเลยตาบอดตาใส ตาบอดตาใสนี้ไม่น่าคบหมายความว่ามีแสงสว่างส่องอยู่แต่ที่มืดนี้ไม่รู้จริงก็ต้องอภัยเขาแต่ที่ตาบอดตาใสนี้ มันตาไม่บอดนะ แต่มันบอกว่ามันบอด แล้วใครจะไปรู้ คนตาบอดนี้ ถ้ามีใสนิดๆ ก็จะรู้ แต่ถ้ารู้ชัดๆแล้วโกหกว่าตาบอดเลยนะ คนนี้อย่าไปคบเป็นอันขาด สรุปแล้วกิจญาณคือรู้แล้วทำเท่าที่วิสัยเรารู้ได้ ไม่โกหกต่อวิสัยที่เรามี สุดวิสัย ถ้าคุณโกงต่อวิสัยก็วิบากมาก อาศัย นิสัย วิสัย ต่างกัน อาศัยคือใช้ร่วมกันธรรมดา ยังมีอยู่ก็ต้องอาศัย นิสัยคือคุณได้ล้างมันแล้ว ถ้าอวิชชาก็สร้างตัวนี้เป็นนิสัย คือสิ่งที่ทำอย่างเคยตัวเป็นประจำ อย่างไม่สังวรระวัง ตรวจสอบ ถ้ามันไม่ดีก็ต้องเลิกทำแล้ว นิสัยเสียไม่เอาถ่าน แต่ถ้าคุณสั่งสม หัดมีสติ สัมปชัญญะ ระวังอย่าทำสิ่งที่ไม่ดีก็สั่งสมนิสัย ก็ไม่มีนิ มีแต่ สย ของตน หรืออาศัยที่ไม่ดีไม่มี จน เป็นวิสัย ที่จะไม่ให้มี นิสัยที่ไม่ให้มีก็หมดไป เหลือแต่สิ่งที่ดีที่ให้มีเป็น วิสัย สมณะเพาะพุทธว่า...อาศัย เป็นเรื่องทั่วไป นิสัยเป็นเรื่องพื้นๆปถุชน ที่สะสมไม่ดี แต่วิสัยคืออาริยชน พ่อครูว่า...วิ กับ อา คำว่า อา นี้ไปๆมาๆ แต่วิ เป็นเอกังสะ หนึ่งเดียว วิเศษ วิสุทธิ์ วิสิทธิ์ ไปสู่ดีสู่ยอด สมณะเพาะพุทธว่า..วิสัยให้เป็นไปในเชิง ยิ่ง วิเศษ สุดยอด วิเศษ วิสุทธิ์ วิสิทธิ์ วิเศษคือไม่เหลือเลย
พ่อครูว่า...กิจญาณคือทำให้ วิเศษ วิสุทธิ์ วิสิทธิ์ ให้ได้ กตญาณ กต คือแล้ว จบ จบจนกระทั่งไม่ต้องทำอีกเป็นเองเลยอัตโนมัติ ถ้าจะเดินก็มีแต่เจริญถ่ายเดียว ไม่มีวอกแวก ตรงเป๋งเลย ไม่มีเป๋ ทุกอย่างต้องมีการจบ แม้แต่ฐานต้น คุณติดอบาย คุณจะเลิกก็ปฏิบัติตัวอย่างปัญญาทฤษฎีอุบายเครื่องออก จนคุณสามารถเลิกได้จบ ก็จะรู้จบ จบจนกระทั่งสามารถทำเป็นอัตโนมัติ มันเป็นเช่นนั้นเอง ตถตา มันเป็นอย่างนั้นเองโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องทำ มันก็ทำของมันอย่างนี้ ทำโดยอัตโนมัติ เป็นรหัสในตัว ถ้ามีอะไรกระทบตามที่มีสัญญากำหนดรู้ของมัน สัญญาของจิตวิญญาณของอาริยะ สัญญาณในระดับโลกุตระ เป็นอัญญา สัญญา ปัญญา สัญญาก็สั่งสมเป็นสัญญาณ ที่ทำงานโดยอัตโนมัติขึ้น อะไรกระทบก็มีสัญญากำหนดรู้ อันไหนตรงโต๊ะทำงาน ยิ่งทำ มันก็สั่งสมตามที่มันซื่อสัตย์ ถ้าเราสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นโลกุตระมีแต่ความจริงความสร้างสรรค์ อะไรที่มันเกินกว่ารู้มันก็ไม่ทำ มันไม่มีสัญญาไม่มีการกำหนดรู้ สัญญามันไม่มี กดอย่างไรมันก็ไม่ขึ้นไม่มีสัญญาณ ในยุคนี้เป็นยุคที่มีสัญญาณเยอะแยะ อย่างไหนจบแล้วก็ตัด ตัวจบของพระพุทธเจ้าจึงกำหนดที่การสั่งสมในปัจจุบัน ให้มากๆๆอาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำให้คุ้นเคยสั่งสมในสิ่งที่ทำได้ที่มันเป็นสิ่งที่ดีให้อเนญชา อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำให้มากสั่งสมลงจนกระทั่งทุกปัจจุบันที่เป็นความจริง อดีตคือสิ่งที่ทำสำเร็จไปแล้ว อนาคตมันยังมาไม่ถึง เมื่อมันมาถึงทีไรมันก็เป็นปัจจุบันทั้งนั้น ปัจจุบันผ่านไปก็เป็นอดีตอีก ต้องรีบทำปัจจุบันต้องแก้ในปัจจุบัน อนาคตมันจะมาแย่อย่างไรก็ทำปัจจุบันให้ดีให้สั่งสมควรไปต่อ คุณก็ผ่านไปได้เรื่อยๆ ปัจจุบันจึงเป็นตัวกลางของความจริงที่สุด เมื่อจริงตัวนี้แล้วอดีตก็ไม่เที่ยง เมื่อผ่านปัจจุบันที่ไร ถ้าคุณทำดี ความดีก็ไปเพิ่มจำนวนในอดีต ถ้าทำชั่วความชั่วก็ไปลดจำนวนในอดีตอีก ไม่เที่ยงนะ ส่วนอนาคตนั้นไม่เที่ยงแน่นอนยังมาไม่ถึง กว่าจะมาถึงเราแล้วจะมีอะไรข้างทางอีก กระทบกับเราแล้วเราจะสู้ได้ หรือสู้ไม่ได้ก็แล้วแต่ ก็ต้องทำปัจจุบัน ถ้าสู้ได้ๆ ก็ทำตามสุดวิสัยให้มันดี มันก็สั่งสมเป็นอดีต สัจจะของพระพุทธเจ้าจึงรวมลงที่ ทิฏฐะ ทิฏเฐ ปัจจุบันเท่านั้นที่คุณต้องรู้ต้องเห็น ที่ถามมา ทิฏฐะ ทัสสนะ ปัสสะ ปัสสนา ปัสสติ เริ่มต้นมีผัสสะมีทิฏฐิ ตัวเห็นในปัจจุบันนี้ เห็นแล้วก็จัดการ จัดการก็จะกลายเป็น ทัสสนะ ปัสสะ ปัสสนา ปัสสติ ตามที่ ท่านพอจริงถามมา ปัสสติ คือเห็นพร้อมกันหมด ผู้ใดรู้ในวิโมกข์ 8 อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ จนอันสุดท้าย สุภันเตว อธิมุตโต โหติ ไม่มีปัสสติแล้ว มีแต่โหติ คือเป็นแล้ว ในวิโมกข์ 3 ข้อแรก ต้องมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ต้องรู้จักธรรมะ 2 คนไม่มีภูมิธรรม อธิบายวิโมกข์ 8 ไม่ได้หรอก ข้อ 1-3 เป็นฌาน แต่ต้องประกอบด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีญาณปัญญาที่เป็นทัศนะวิเศษรู้เห็น จึงจะรู้ความหมายทั้ง 3 วิโมกข์ได้ เมื่อรู้ความหมายของวิโมกข์มีแล้ว จึงจะไปเหลือเศษของ อากาสา วิญญา นัญจา อากิญจัญ เนวสัญญาฯ จนเป็น สัญญาเวทยิตนิโรธ วิโมกข์ 8 ต้องมีกาย สัมผัสด้วยกาย เป็นธรรมะ 2 ไปนั่งหลับตามีนิโรธเดี่ยวไม่มี 2 ไม่มีทางได้บรรลุ เอาแต่อยู่ในจิตไม่ออกจากจิต ไม่มีทางปรินิพพาน เป็นปริโยสานได้
600903_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก สัจจะ 3 สู่การหลุดพ้นจริงในปัจจุบัน