สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แบบคนจน ตอน2.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข14 มกราคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แบบคนจน ตอน2 มาเข้าเรื่องที่อาตมาพูดถึงเรื่องความจน เรียบเรียงแล้วก็เอามาอธิบายขึ้นชื่อว่าแบบคนจน …. สังคม“คนจน”ที่เจริญด้วยเศรษฐกิจบุญนิยม ที่สูงสุดถึงขั้นสาธารณโภคีนี้ เป็นสังคมคนที่ยืนยันการสร้างเศรษฐกิจให้แก่สังคมประเทศชาติอย่างสูงส่งแท้จริง ที่แม้นักเศรษศาสตร์ หรือปราชญ์ทางเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม จบด็อกเตอร์ โพสด็อกเตอร์ขั้นไหน ก็ยังเข้าใจความเป็น“เศรษฐกิจ”แบบคนจนนี้ไม่ได้ง่ายๆ

ถ้าขืนมีแต่“ความฉลาด”แบบ“เฉโก”เต็มหูเต็มหัวปานใดๆก็เถอะ หากยังไม่เกิด“ปัญญา”อันเป็น“ความฉลาด”แบบพิเศษที่ก้าวหน้าทวนกระแสโลกีย์ที่มีเฉพาะในศาสนาพุทธแท้ๆนี้เท่านั้น ก็ไม่สามารถจะหยั่ง“รู้รสอันแสนวิเศษ” ของ“ความจนอันประเสริฐสูงสุด”ที่เป็น“คนโลกุตรภูมิ”ได้ เป็นอันขาด คนมีโลกุตรภูมิ จะยินดีในความเป็นคนจน จะเข้าใจในความเป็นคน ยกตัวอย่าง นายรัก รักพงษ์ อยู่ทางโลกทำมาหากินแย่งชิงลาภยศสรรเสริญได้ไม่น้อยตามประสาในยุคโน้น ยุคที่ นายกฯมีเงินเดือนยังไม่ถึงหมื่น แต่นายรัก รักพงษ์ ได้เงินเดือนเดือนละ 20,000 กว่าแล้ว แต่แล้วก็ไม่เอาแล้วมาเป็นคนจน รายได้ 0 ทิ้งทางโลกมายังไม่ได้พ่ายแพ้หาเงินได้เก่ง ไม่ได้มือตกเลยนะแต่ชัดเจนในสัจธรรมออกมาทางนี้ โดยไม่คิดจะหันกลับไปและไม่ได้หันกลับไปเลย ออกมาทิ้ง อย่างนี้เป็นต้น ที่ยกตัวอย่างตัวเองก็ชัดเจน ใครจะหาว่าอวดตัวอดทนก็เป็นของดีนะ หาแบบยาก และเราก็มั่นใจว่าได้อวดความเป็นของจริงมาเป็นตัวอย่างเป็นสิ่งอ้างอิงยืนยันเท่านั้นเอง ความจน ขนาดพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ของชาวไทย จะตรัสชัดเจนแจ่มแจ้งว่า เศรษฐกิจ“แบบคนจน” หรือเศรษฐศาสตร์ที่มี“การขาดทุนของเราคือการกำไรของเรา”นั้น เป็นเป้าหมาย หรือเป็นการบริหารประเทศที่พระองค์ทรงมีพระประสงค์จะใ

อ่านต่อ

ห้เป็น ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยนี้มาหลายสิบปีแท้ๆ แต่ผู้บริหารหรือนักเศรษฐศาสตร์ของไทยก็ยังสนองพระราชดำรัสนี้ได้ยังไม่บริบูรณ์เต็มรูปเต็มร่างเท่านั้น แม้จะมีผู้ฟังรู้ เข้าใจพระราชดำรัสนี้ได้ แต่จะบริหารให้เกิด“แบบคนจน” หรือนำมาอธิบายให้ประชาชนก็เข้าใจดีและปฏิบัติตน ดำเนินชีวิตไปสู่ความเป็น“คนจน”กันอย่างเต็มใจด้วยนั้น มันไม่ใช่เรื่องปกติสามัญเลย มันเป็นเรื่อง“วิสามัญ”จริงๆ ประเทศที่เป็นเศรษฐศาสตร์แบบบุญนิยม ถ้าทำไปได้ดีแล้วมันจะมีส่วนเหลือไปแจกจ่ายให้แก่ต่างประเทศด้วย เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่มากเลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลับมาตั้งนานแล้ว แต่ข้าราชบริพารข้าราชการไม่สามารถรับสนองได้เลย เขาจะเข้าใจอย่างไรว่ามาทำแบบคนจนแบบขาดทุนคือกำไรแล้วจะเจริญได้อย่างไร คนจะฟังขึ้นนั้นยากจริงๆ เพราะแม้จะมี“ปรากฏการณ์ที่มีคนพิเศษ มีสังคมมหัศจรรย์ยอดเยี่ยมอันเป็นลักษณะสังคมจริงที่คนสัมผัสได้ ยืนยันความจริงนี้ได้”(phenomenal) อย่างที่ชาวอโศกเป็น ซึ่งมีคนดำเนินชีวิตจริงเป็น“คนจน”พวกเรานี้ช่วยเหลือสังคมประเทศชาติอยู่ในโลก และพยายามพาสังคมมาอยู่อย่าง“คนจน”ที่ประพฤติชีวิตดำเนินเศรษฐกิจ“แบบคนจน” ให้เจริญ พัฒนาขึ้นถึงขั้นเป็นสังคม“สาธารณโภคี” แต่ประชาชนคนทั่วไปในสังคมก็ยังไม่ซาบซึ้ง ไม่ส่งเสริม ไม่ร่วมมือสักเท่าไหร่เลย เพราะไม่เห็นว่าจะเป็นการส่งเสริมพัฒนาสังคมให้เกิดเศรษฐกิจเจริญกันตรงไหน? อย่างไร? ทั้งๆที่สังคมกลุ่ม“คนจน”ดังว่านี้ที่มีอยู่ในประเทศไทย ประพฤติตน ปฏิบัติฝึกฝนตนให้ตนเองเป็นผู้ละเลิก“มิจฉาชีพ 5” ละเลิก“กัมมันตะ 3” ละเลิก“มิจฉาวาจา 4” ละเลิก“มิจฉาสังกัปปะ 3” ให้เห็นอยู่โต้งๆ และทำกันมานานตั้ง 30...40 ปีกว่ามาแล้ว ความนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เป็นเรื่องจริงที่เกิดได้ และประกอบด้วยปัญญา เรารู้ว่ามาเป็นคนจนแบบมีปัญญา รู้ว่าความจนไม่มันดี เป็นคนจนที่ประเสริฐวิเศษยิ่งใหญ่ไม่ใช่คนจนกระจอก คนจนโง่เง่า เป็นคนจนสิ้นไร้ไม้ตอก ไม่มีภูมิปัญญา แต่ของเราเป็นคนจนที่สำราญเบิกบานใจตั้งใจจนและจนได้สำเร็จ และอยู่อย่างเป็นคนจนนี่แหละ อย่างในสังคมชุมชน สมาชิกในชุมชนอยู่อย่างสาธารณโภคี กินใช้ร่วมกันในนี้เป็นสุดยอดแล้วเป็นสังคมคอมมูน คอมมิวนิสต์ เขาต้องการให้ประชาชนทำงานแล้วเอาเข้าแก่ส่วนกลางมากๆ เราทำเกินกว่าคอมมิวนิสต์ สามารถเอาเข้าส่วนกลางได้หมดเลย ทำงานแล้วเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ คอมมิวนิสต์ เขาก็ต้องการเก็บเปอร์เซ็นต์ภาษีให้สูง ถ้าเป็นประชาธิปไตยพวกทุนนิยมมีอำนาจก็จะเลี่ยงการจ่ายภาษีอย่างสนิทเนียน แต่ในคอมมิวนิสต์ หลีกเลี่ยงภาษีได้ยากเพราะออกกฎหมายมาจำกัดหมด เศรษฐีมีที่ดินเท่านั้นเท่านี้ก็มีกฎหมายเขา เพื่อให้เกิดการเฉลี่ยให้เท่ากัน เป็นเจตนาที่ดีแต่มันเป็นการบังคับ ประชาธิปไตยเป็นเรื่องอิสระเสรีภาพไม่ใช่การบังคับ คนทั่วโลกไม่ต้องการการบังคับ คอมมิวนิสต์ก็เลยไม่ได้รับการยอมรับเพราะเขาไม่มั่นใจว่าคณะบริหารจะไม่เห็นแก่ตัวไม่ขี้โลภ เขาไม่เชื่อเขาไม่ไว้ใจ ประชาชนก็เลยต่อต้านไม่ค่อยยินดี บางประเทศประชาชนยินดีก็มี อย่างเช่นเกาหลีเหนือก็อยู่ของเขาได้ คอมมิวนิสต์ที่แปรรูปแล้วก็บังคับไม่ได้เต็มที่หรอก เจตนาเขาต้องการเฉลี่ยรายได้เข้าส่วนกลางมากที่สุด แล้วชาวอโศกสาธารณโภคีนี้ทำได้เกินกว่าคอมมิวนิสต์ และมีอิสระเสรีภาพเกินกว่าประชาธิปไตย ตกลงชาวอโศกเป็นรูปแบบไหน เป็นคอมมิวนิสต์เต็มรูปเป็นประชาธิปไตยเต็มรูป เป็นประชาธิปไตยก็เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นคอมมิวนิสต์ก็เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ ตรงกับเป้าหมายของเขาทั้ง 2 แบบ เอาหลักการพระพุทธเจ้ามาสอนให้คนรู้ว่าจะไปร่ำรวยไปทำไม มาเป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจนี่แหละสุดยอดแล้ว มาปฏิบัติให้เกิดสำเร็จผลเถิดนี่คือเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว อาตมามาทำงาน แล้วก็เอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาประกาศ ให้คนจำนวนหนึ่ง ที่เรียก คนจำนวนหนึ่ง ก็มีคนจำนวนหนึ่งคือชาวอโศกเห็นดีเห็นงามแล้วมาทำตาม จนมาเป็นคนเจริญอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ เต็มใจจน ตั้งใจจน มุ่งมาจน จนอีหลีอีหลอ จนสำเร็จจริงจริง การเป็นคนจนนี่มันทำสำเร็จได้มันเป็นสังคมโลกุตระ เป็น ภูมิโลกุตระที่ชาวโลกีย์นึกไม่ออก เพราะเป็นอจินไตย เป็นคนจนแล้วสุขสำราญได้อย่างไรจะเอาอะไรมาทำให้สุขสำราญ มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นเรื่องของปัญญา (จนมีปัญญา) เอาพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเปิดก็แล้ว นักเศรษฐศาสตร์อย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้น 1 เป็นเศรษฐศาสตร์เดียวกับของพระพุทธเจ้าเลยว่าให้ทำแบบคนจน แต่ข้าราชบริพารข้าราชการต่างๆ เข้าไม่ถึงท่าน ตามท่านไม่ได้ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งคือชาวอโศกเท่านั้นแหละ พูดไปแล้วเหมือนยกตัวเองอยู่เรื่อย มันน่าดีดให้ การมาเป็นคนจนที่ประเสริฐและสุขสำราญบานใจมันจะจริงหรือ มันจะได้สุขสำราญเบิกบานใจได้อย่างไร หากไม่มีสมบัติพัสถานอะไร แล้วจะเอาอะไรมาสุข มันจะสุขอย่างไร เป็นสุขจริงหรือ หากมาเป็นคนจนแล้วไม่มีความสุขสำราญเบิกบานใจจริง พระพุทธเจ้าก็โกหกพวกเราสิ ตั้งแต่รูปธรรมพระพุทธเจ้าก็ทิ้งสมบัติออกมาเป็นคนจน ง่ายๆ ท่านไม่ได้พูดแต่ปากเปล่า ท่านได้ทำตัวเองให้เป็นได้ด้วย แต่คนก็เอาประเด็นเหล่านี้มาแย้งว่าในหลวงทำไมไม่เป็นแบบนั้นไม่ทิ้งมาเหมือนกับพระพุทธเจ้า มันก็แย้งได้ แต่ท่านต้องมาทำหน้าที่บริหารประเทศ จริงๆแล้วในหลวงไม่ได้สะสมเงินทอง คนก็เอามาให้โดยเสด็จพระราชกุศล มีทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์สืบทอดกันมา ครองราชย์ 70 พรรษาก็ทรงงานมาตลอดไม่ได้เกี่ยวกับลาภยศสรรเสริญโลกียสุขเลย เป็นในหลวงก็ต้องมีสิ่งที่เขายกให้ตามจำนน พวกหัวเอียงซ้ายที่ว่าเป็นพวกประชาธิปไตยจะล้มล้างระบอบนี้ ระบอบพระมหากษัตริย์ แม้บอกว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย จนกระทั่งเข้าคุกไปเพราะว่าผิดมาตรา 112 เขาก็อ้างอิงประชาธิปไตยแบบอเมริกา ซึ่งเป็นประชาธิปไตยขาเดียวเป็นประชาธิปไตยแบบพิการ เขาไม่รู้ว่าจะต้องมีทั้งรูปและนามจึงจะสมบูรณ์ หากคนสุดโต่งไปเอาแต่วัตถุไม่เอาจิตวิญญาณ ประชาธิปไตยขาเดียวไม่มีจิตวิญญาณ เป็นประชาธิปไตยที่มีแต่รูปไม่มีนาม ประชาธิปไตยที่มีทั้งรูปและนาม จึงเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งมากเลย ซับซ้อนลึกซึ้ง ประชาธิปไตยขาเดียวนี้ ไม่มีกฎมณเฑียรบาล ไม่มีการสืบสันตติวงศ์ การสืบสันตติวงศ์จะต้องอยู่ภายใต้กฎมณเฑียรบาล จะต้องฝึกฝนอบรมอยู่ในกฎเกณฑ์ของผู้ที่เป็นประชาธิปไตยสูงสุด เพราะตั้งแต่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็ต้องเป็นผู้ที่มีทศพิธราชธรรม ทำงานบริหารประชาชนเหมือนกับพ่อปกครองลูก เห็นแก่ประชาชนเห็นแก่ลูก โดยปฏิภาณปัญญาเข้าใจแต่ไหนแต่ไรมา ทีนี้เขาอ้างประชาธิปไตยขาเดียว ก็บอกว่าไม่ให้มีใครจองรัฏฐาธิปัตย์ ประชาธิปไตยนั้นทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ นี่คือความเข้าใจที่แหว่งไม่สมบูรณ์ อาตมาพูดไปแล้วยังรู้สึกว่าตนเองไม่เก่งอธิบายได้ คนก็ต้องรับการฝึกฝนอบรมด้วยกฎมณเฑียรบาล เพื่อให้เห็นแก่มนุษยชาติแก่ประชาชน ผู้ที่มีหน้าที่ที่จะต้องไปบริหารประเทศ ผู้ที่จะไปเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในหลักเกณฑ์ของประชาธิปไตย ที่เห็นแก่ประชาชน เพื่อประชาชน ทำงานเพื่อประชาชน รับใช้ประชาชน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรานี้ รับการยอมรับทั่วโลกเพราะว่าท่านรับใช้ประชาชน ตลอดพระชนชีพ 70 พรรษา เป็นความจริงเช่นนั้นเลย ใครเห็นใครรู้ใครเข้าใจ ด้วยความบริสุทธิ์พระทัยของพระองค์ ว่าต้องรับใช้ประชาชนด้วยความบริสุทธิ์พระทัยจริงๆ ทรงงานเพื่อประชาชนมาตลอด จะหลับจะนอนก็น้อย ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเป็นกษัตริย์จะเป็นผู้ที่นอนน้อย ก็อย่างนั้นเลย ทำงานบริหารประชาชนประเทศชาติ เป็นเรื่องที่เขาเข้าใจกันไม่ค่อยได้ อาตมาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ตัวอย่างของประเทศประชาธิปไตยขาเดียวที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นประชาธิปไตยของโลก เป็นมหาอำนาจของโลกอย่างประเทศอเมริกา เดี๋ยวนี้ก็ปั๊มดอลลาร์ออกมาใช้เองโดยไม่มีหลักค้ำประกัน หากประเทศอื่นคืนดอลลาร์ไปให้สหรัฐ ประเทศอเมริกาถ้าจะเป็นหนี้เขาหมดเลยใช้เขาไม่ได้ เป็นประเทศที่อยู่อย่างนักเล่นกลมายากล ว่าตนเองเป็นใหญ่ แต่ข้างในกลวงโบ๋ อเมริกาสร้างมา 241 ปี แต่ไทยมีในหลวงร.9ที่ตรัสว่าเราอยู่แบบคนจนได้ ไม่ต้องก้าวหน้าอย่างเขา ที่อ้าง GDP ที่อ้างอิงว่าเจริญคือไปเอาจากประเทศอื่นให้ได้มาก จริงๆ GDP จริงๆก็คือจำหน่ายสินค้าจากประเทศตัวเองออกไปแล้วก็ได้กำไร ได้เงินกลับเข้ามา โดยเฉพาะกลับเข้ามาอย่างได้เปรียบ ให้ได้มากที่สุด ถือว่า GDP มากที่สุดเท่านั้นเอง ซึ่ง พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนเลยว่าให้ไปเที่ยวเอาเปรียบใครเขามา มีแต่ให้เผื่อแผ่แจกจ่ายเจือจานเสียสละสร้างสรรค์เลี้ยงดูคนอื่นให้ได้ ประเทศไทยมีชาวพุทธกว่า 95 เปอร์เซ็นต์หากได้ศึกษาทฤษฎีของศาสนาพุทธอย่างเข้าใจแท้จริงแล้วก็สร้างสรรค์ แล้วก็ทำการสะพัดเสียสละ จะเป็นประเทศที่ช่วยเหลือผู้อื่นประเทศอื่น ประเทศไทยนั้นอุดมสมบูรณ์ ก็ไม่เก่งเรื่องเทคโนโลยี เพลงของการอุตสาหกรรม ไม่เป็นไร แต่เราทำการกสิกรรมได้ เราก็สร้างและผลิตจนสามารถเป็นครัวของโลก ทำให้ได้จริง สร้างปัจจัย 4 สร้างอาหารอย่างเดียวก็ได้ ให้เป็นอาหารที่ไม่มีพิษภัย ไม่ถูกโลกหลอก เอาขี้หมาทาสีมาขาย ให้หลงติดกัน พวกเราไม่ใช่พวกตามสมัย ก็เลยกลายเป็นคนที่เหมือนกับคนที่ตกยุค จากสังคมก็เหมือนกัน เช่นยกตัวอย่าง พวกเรามาแสวงหาความจน มันทวนกระแสของโลกทั้งโลก มันไม่แสวงหาก็จนอยู่แล้ว ..ขอบคุณอย่างนั้นเลย แต่มันไม่จริงหรอก แต่ละคนเขาพยายามจะรวยทั้งนั้นแหละแต่มันสุดวิสัยก็เลยจน แต่พวกเราไม่ใช่อย่างนั้น เราตั้งใจมาเป็นคนจน จนคืออะไร จนคือการไม่มีมาก เงินทองข้าวของ แฟชั่นก็ตามที่โลกเขามีหรูหรามากมาย เรามีน้อยทั้งนั้นแหละ แต่เราเข้าใจในแก่นสารสาระปัจจัยของชีวิต เราก็เลยมาสร้างสรรค์เราไม่ได้เอาของคนอื่นเราสร้างปัจจัย 4 ของเราเอง ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นคนจนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยสาระสัจจะด้วยแก่นสาร ปัจจัยชีวิต ที่โลกเขานิยมกันร่ำรวยหรูหรา เราแข่งเขาไม่ได้เลย แต่เราจะร่ำรวยในสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิต ใครเข้ามาในนี้ไม่ต้องกลัวอดตายหรอก เดี๋ยวนี้คนเข้ามาในหมู่บ้านเรา รู้ที่กินด้วยนะ เขาก็มากินสบาย มาเก็บผักบุ้งหรืออย่างอื่นก็เห็นเข้ามา มะละกอก็เต็มไปหมด จะกินอย่างไรไหว มันอุดมสมบูรณ์เฟ้อเกินเลย เพราะฉะนั้นพวกเรารู้ว่าสิ่งที่ควรต้องการของชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญเรามีครบแล้ว อุดมสมบูรณ์อยู่เย็นเป็นสุข ถึงไม่ได้เป็นคนรวยเหมือนกับโลกเขารวย โลกเขารวยเงินทองเพชรนิลจินดา เป็นของแฟชั่นต่างๆนานา เราไม่ได้รวยอย่างเขา แต่เราร่ำรวยในสาระสิ่งที่เป็นปัจจัยชีวิตอุดมสมบูรณ์ เป็นอยู่สุข จึงเป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบาน ไม่อดอยาก อุดมสมบูรณ์ ชีวิตเกิดมา ปัญญาเรามี พวกเรามีปัญญาไม่วิ่งตามสังคม คนเขาจะนิยมอย่างโน้นอย่างนี้อย่างนั้นอะไรต่างๆนานา ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เขาก็วิ่งตามแย่งชิงกัน แต่พวกเราไม่ จนเขาทิ้งพวกเราปล่อยไปเถอะพวกอโศก พวกไม่รู้เรื่องสังคมอะไรหรอก เขาจะเดินไปถึงไหนก็ไม่รู้เรื่องอะไร แต่เขาหารู้ไม่ว่าพวกเราเป็นพวกสุขสำราญเบิกบานใจ เป็นสังคมกลุ่มที่โลกเขาไม่รู้ ถ้าเขารู้เขาจะริษยาอย่างหนัก คนอะไรอยู่อย่างสุขสำราญเบิกบานใจ เขาไม่สุขสำราญเบิกบานใจหรอก วันคืน หัวเป็นน็อตตัวเป็นเกลียว ตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต ซอกๆๆยิ่งกว่าหมาหอบแดด ตื่นเช้าก็รีบไปทำงานกินข้าวก็ไม่ได้ หาวัตถุเอามาอวดกัน ข้าก็มีเอ็งก็มี หากพวกเราไปอยู่กับทางโลก เราจะมีรถกันคนละอย่างน้อย 1 คัน 2 คัน แต่นี่เราอยู่ร่วมกันส่วนกลาง มีรถของส่วนกลาง แล้วไม่คิดจะหารถส่วนตัวอะไร แค่ประเด็นเดียวก็ดูได้แล้ว ว่าพวกเราเป็นพวกเศรษฐกิจสูงสุด เป็นพวกโปรโมทที่ช่วยเหลือเศรษฐกิจสังคมประเทศชาติ อย่างจริงๆเลย อาตมาไม่ได้พูดขี้ตู่ เศรษฐศาสตร์บุญนิยมของพระพุทธเจ้า เป็นถึงขั้นสาธารณโภคี เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ล้ำหน้าสังคมโลก มีเศรษฐกิจสูงสุด ไม่รู้นะว่าพวกนักเศรษฐศาสตร์จะคิดค่าสังคมที่มีเศรษฐกิจดีที่สุดคืออย่างไรก็แล้วแต่ อาตมาขอยืนยันว่าชาวอโศกเป็นสังคมเป็นคนที่มีเศรษฐกิจดีที่สุดในโลกในประเทศ พูดอย่างไม่ได้ก็เลยแต่คนไม่เข้าใจ เศรษฐกิจที่ ดีที่สุดคือ 1พึ่งตนเองรอด 2 มีผลผลิตได้เกินกินเกินใช้ 3 สะพัดให้คนอื่นได้ การสะพัด ไม่ต้องไปเรียกร้องให้ตนเองมีมาก ให้แจกฟรีได้ก็แจก สามข้อนี้ เป็นการบ่งชี้ฐานะเศรษฐกิจที่สูง พึ่งตนเองรอด สร้างสรรค์เกินกว่าคนอื่นกินตนเองใช้ เหลือเฟือก็แจกจ่ายเจือจานหรือจำหน่ายอย่างถูก เลี้ยงดูผู้อื่นเกื้อกูลผู้อื่นได้นี่คือหลักเศรษฐศาสตร์ที่ดีที่สุด ถ้าจะเอาอีกข้อก็คือ ข้อที่ 1 ไม่เป็นหนี้เลย 2 พึ่งพาตนเองได้ 3 สร้างสรรค์ให้มีผลผลิตเกินกินเกินใช้ 4 สะพัดให้คนอื่นได้ อย่างราคาถูกหรือให้ฟรีเลย สังคมกลุ่มเล็กก็ตาม ถ้าเป็นได้ก็คือมีเศรษฐกิจดี อย่างพวกเรา เป็นสังคมหมู่บ้าน ขั้นหมู่บ้าน ในอำเภอหนึ่งจังหวัดหนึ่งก็มีหมู่บ้าน พวกเราสามารถกระจายไปได้อยู่ทั่วประเทศจังหวัดหนึ่งก็มีชุมชนเดียวเท่านั้นประมาณนั้น แต่มีไม่ถึง 77 จังหวัดด้วยซ้ำ สามารถพาทำกันได้เท่านี้ เป็นตัวอย่างของเศรษฐกิจของประเทศของโลก ที่ประสบผลสำเร็จในเรื่องเศรษฐศาสตร์ โดยนำเอาหลักการเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้า มาศึกษาและปฏิบัติจนสำเร็จผล มีประสิทธิภาพประสิทธิผลสมบูรณ์แล้ว อาตมายืนยันนะว่าสมบูรณ์แล้วลงตัวแล้ว ทำที่เราทำได้ให้เจริญและทรงอยู่ได้เท่านั้น เป็นนักเศรษฐศาสตร์เบอร์ 1 ของโลก พูดแล้วเหมือนคนเพ้อเจ้อ ละเมอเพ้อพกหลงตนเอง แต่อาตมายืนยันว่าเป็นจริง พวกเราปฏิบัติแล้วสอดคล้องสนองพระราชดำรัสรัชกาลที่ 9 ของไทย สังคมแบบนี้แหละสังคมแบบคนจนแบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา หากว่าประเทศไทยเข้าใจว่าการทำให้สังคมเจริญด้วยเศรษฐกิจรัฐศาสตร์รัฐกิจด้วยสังคมกิจอย่างนี้หรือ หากนักบริหารประเทศเข้าใจและมองออกก็น่าจะมาศึกษา สอบสวนตรวจสอบดูว่า ทำอย่างไรถึงเกิดอย่างนี้ได้ แล้วก็จะได้ไปเอาไปวางแผนพัฒนาแห่งชาติ หรือตั้งทฤษฎี การบริหารปกครองที่จะพัฒนาประเทศ อาตมาว่า อาตมาพาพวกเราทำ อาตมาก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง พยายามให้คนไทยมารวมกันอยู่กันอย่างสังคมไทย ก็ได้ถึงเป็นหมู่บ้านก็ไม่มากหมู่บ้านนัก ที่เป็นชุมชนทั่วประเทศมีแนวเดียวกัน เป็นสาธารณโภคี ทุกวันนี้อาตมาถือว่าได้ทำงานช่วยประเทศชาติสำเร็จแล้ว

สมณะเดินดินว่า...วันนี้พ่อครูเทศน์ศีลข้อ1 กับข้อ 2 เป็นหลัก คานธีบอกว่าการร่ำรวยคือการขโมยเขามา เป็นอาชญากรอันหนึ่ง

601016_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แบบคนจน ตอน2

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน