สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน สติปัฏฐาน 4 แบบพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน สติปัฏฐาน 4 แบบพุทธ การจะเรียนรู้ธรรมะถึงขั้นนิพพาน ต้องอ่านจิต ต้องอ่านทิศทางของจิตที่จะลดกิเลสได้ ต้องเริ่มต้นรู้จักกายะ องค์ประชุมรูปนาม แล้วตามไปถึงองค์ประชุมของเวทนา ซึ่งเป็นธรรมะสองอีกเหมือนกัน รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ จากกายในกาย เนื่องมาเป็นเวทนาในเวทนา อารมณ์สุขทุกข์นั้นย่อมมีเหตุ อาการอยากได้สมใจนั้นคือตัณหา อ่านเจโตปริยญาณ 16 ได้ พิจารณาถึงมันไม่แท้ ไม่เที่ยง ไม่จริง บางครั้งมันเบื่อแล้วก็ไม่อยาก มันอิ่มแล้ว มันคือเหตุแห่งทุกข์ หากคุณทำให้มันลดได้ จะเข้าใจเลยอ่านอนิจจังว่ามันไม่เที่ยง เช่น คุณไม่ให้มัน มันก็ไม่มีแรงเดี๋ยวมันก็หายไป เอาอะไรไปทดแทนได้ ถ้าไม่เอาอะไรแทนมันก็หยุด มันไม่อยู่นิรันดรหรอก คุณไม่ให้มันเลยมันอยากได้จะตาย แต่ไม่ให้มันก็ไม่ตาย หรือหาอะไรทดแทน อนุโลม เช่น อยากกินลูกตาล ก็ไม่กิน กินกล้วยก็ได้ แต่ถ้าคุณติดลูกตาลก็อยากกินกว่า ก็ไม่ปล่อยวางเมถุนไม่ปล่อยวางคู่นี้สักที นั่นคืออุปาทานที่คุณยึด จะไปสมมุติว่าต้องได้อย่างนี้อย่างนั้น จะไปสมมุติว่าต้องได้เสื้อตัวนี้ หรือบางทีเด็กติดตุ๊กตา ตัวเก่าๆ เอาตัวใหม่ให้ก็ไม่เอาอีก เอาไปซักก็ไม่ได้อีก ฉันเดียวกันเลย คุณว่าผู้หญิงคนนี้ต้องใช่ คนอื่นไม่ใช่ เป็นต้น แต่เสร็จแล้ว คนนี้ใช่ อยู่ไปนานๆก็ไม่ใช่ คนอื่นน่าจะดีกว่า ก็ไปแล้ว ที่บอกว่าใช่ไปจนตายหายาก หรือรสชาติกระสันดูดดึงตลอดไม่เปลี่ยนตลอดตายหายาก แต่มีนะ เป็นอุปาทานยึดถือ ชาติไหนๆก็ติดไปนานเท่านานก็มี อย่างอาจารย์มั่นบอกว่าติดคู่นี้ห้าร้อยชาติ เป็นสังขยาห้าร้อยนี้คือมากมาย ศาสนาอื่นไม่รู้จิตเจตสิกรูปนิพพาน โดยมีสัญญากำหนดรู้ จนบรรลุสัญญาเป็นปัญญาหมด คือเรียนรู้ เวทนา สังขาร การปรุงแต่งสังขารก็มาเป็นเวทนาสุขทุกข์ อุบายเครื
อ่านต่อ
่องออกของพระพุทธเจ้าคืออย่าให้มัน ต่อไปนี้ข้าพเจ้าไม่กินลูกตาล เมื่อเราสัมผัสเมื่อไหร่ก็เป็นสุข เราต้องเห็นอาการอยากเป็นทุกข์ คืออุบายเครื่องออก เพื่อให้เรียนรู้ตัวจริงของกิเลสตัณหา ที่มันจะดิ้นเมื่อเราไม่ให้มัน เมื่อเราเว้นขาด เวรมณี ปฏิวีรติ อารติ เมื่อไม่ให้ก็จะต้องอ่านจิตในจิต อ่านองค์ประชุมของกายที่มันอย่าง ยิ่งถ้ามันชอบมากติดมาก มันยิ่งอยากมาก ก็ยิ่งรู้ง่าย ตัวไหนที่ติดมากก็เอามาเป็นกรรมฐานที่จะเรียนรู้กิเลสตัณหา เป็นเหตุปัจจัยที่จะเรียนรู้ของจริงอย่างไม่ต้องหนี อย่างไม่ต้องไปสะกดจิตคิดลืมมันไป วิธีการของพระพุทธเจ้าต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย ต้องงดเว้นให้ได้ จะได้ใช้เป็นวิธีการอ่านกิเลส เมื่อเรารู้อาการของกิเลสว่ามันมีตัวตนนะ แม้จะไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส แต่กิเลสมันคือผีนรก คือสัตว์โอปปาติกะ เป็นกิเลสตัณหา เป็นเปรต คุณอยากไม่ทำชั่วก็เป็นกิเลส ยิ่งไปกำหนดไม่ทำชั่ว แต่ไม่ใช่ปรมัตถ์ ไม่ได้ทำชั่วโดยกาย วจี แต่ก็ดีใจ ใจไม่ได้เปลี่ยนปรมัตถ์อะไร จิตคุณดีใจว่าได้ทำสิ่งเจริญ ก็มีกิเลสเจริญอ้วนขึ้น แต่จริงๆแล้วกายกับวาจาไม่ใช่ปรมัตถ์ ไม่ได้ทำให้กิเลสลดเลย การปฏิบัติธรรมแบบนี้กลายเป็นว่าฉันได้ความดีทางโลกีย์เท่านั้น เช่น ยกตัวอย่างไปทำทาน ไปบริจาคให้ ทำทานนี้เป็นสังคมศาสตร์ ได้ให้ เป็นความดีใครก็รู้ แต่ทานของจิตศาตร์หรือพุทธศาสตร์คือการลดกิเลสโลภ ทานคือการให้ อ่านใจว่าให้แล้ว ตัดปล่อยไม่อยากได้อะไรตอบแทน ให้คือให้ ไม่ใช่คาว่าจะต้องได้อะไรตอบแทน อย่างที่เขาสอนกันว่าทานแล้วจะได้รวยกว่าเก่า อย่างที่หลายสำนักสอนกัน รวยมาก อย่างธรรมกาย ทำทานกับเราที่เป็นอาริยะใหญ่จะยิ่งได้บุญ คุณก็ไปทำทานแต่จิตไม่ได้ลดโลภ กลับยิ่งได้ความโลภเพิ่มเข้าไปอีก จะได้ในอนาคต ไม่ได้ปล่อยอดีต ไม่ได้ปล่อยอนาคต เพราะไม่รู้จักปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ให้ตัดกิเลสเลย ไม่ต้องไปต่อจะมีอดีตหรืออนาคตอีก ตัดปัจจุบันนี้ก็ไม่มีอนาคตที่จะต้องได้ไปรออีก เพราะได้ให้ไปแล้ว กายก็ให้ วาจาก็ให้ ใจก็ต้องให้ด้วย แต่กลับไปตั้งจิตไว้ผิดยิ่งกว่าโจรฆ่าโจร จิตก็ตกนรกมากกว่า แล้วร้ายกว่าโจรฆ่าโจร ศัตรูฆ่าศัตรู ด้วยความโง่ที่ไปตั้งจิตไว้โลภมากกว่าเก่า ยิ่งธรรมกายหลอกโป้งรวยๆ เป็นภพชาติที่หลอกกัน ไม่ได้ล้างกิเลสเลย มีแต่กิเลสมากขึ้นอีกกว่าเก่า อ.กฤษฎาว่า...เราจะรู้เท่าทันในผัสสะได้อย่างไร เพราะมันไวเหลือเกิน มาฟังวันนี้เริ่มเข้าใจว่าต้องรู้กายในกายก่อน ไม่เช่นนั้นจะอ่านสักกายทิฏฐิได้อย่างไร พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าให้อ่านปัจจุบัน ผ่านไปแล้วไม่ใช่ฐานแห่งการปฏิบัติเลย ผู้ใดจมในอดีตอนาคตไม่สามารถบรรลุได้ ถ้าไปนั่งเจโตหลับตาทำสมาธิ ตัดทวาร 5 เลย พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้ในพรหมชาลสูตร ข้อ 51 เลย ว่าคนไม่รู้ไม่เห็นคือ อชาโน อปัสสโต ฐานะของผู้ถือทิฏฐิ [51] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น [52] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการแม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็นเป็นความแส่หาเป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน [53] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุด และหาที่สุดมิได้ย่อมบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ 4 ประการ แม้ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน [54] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว ด้วยเหตุ 4 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน [77] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ สูตรแรกที่พระพุทธเจ้าสอนก็บอกเลยว่า ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย แต่ศาสนาพุทธในเมืองไทย แค่สองพันห้าร้อยปีเสื่อมไปเกือบหมดแล้ว ถ้าอาตมาไม่มาคว้าไว้ หมดจริงๆ ไปนั่งสมาธิหลับตาหมด จะไปทำมรรค 7 องค์แล้วได้สัมมาสมาธิไม่มีแล้ว โชคดีที่มีมหาจัตตารีสกสูตรและมีสูตรอื่นๆอีกที่มีผัสสะเป็นปัจจัย ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติออกป่าหรือไม่ก็ตาม ก็ทำเช่นนี้ ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย พระพุทธเจ้าว่าไม่มีผัสสะไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ปฏิบัติธรรมพ้นกรรม 4 คืออาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ คือกรรม 4 ถ้าพ้นจากกรรมสี่นี้ไม่มีฐานที่จะปฏิบัติ หากไปนั่งหลับตาก็มีแต่สังกัปปะ เหลือแต่ในใจภายใน ไม่มีกาย วาจา หรืออาชีพใดเลย
590321_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก มงคลอันอุดมคือศิลปะโลกุตระ