สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลปะโลกุตระพาเจริญขั้นปรมัตถธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลปะโลกุตระพาเจริญขั้นปรมัตถธรรม พ่อครูว่า...ก็มาขยายความกันเรื่องศิลปะ โดยเฉพาะขยายความจากคำว่าศิลปะเป็นโลกุตระ ขอขยายความคำว่าศิลปะเสร็จก่อน ก่อนจะพูดถึงโลกุตระก็ต้องพูดถึงโลกียะด้วย จะได้มีสภาพเปรียบเทียบ คนทั่วไปเป็นคนโลกียะทางโลก ส่วนโลกุตระแปลตรงๆว่าเหนือโลก ฟังแล้วเหมือนกับการยกตัวยกตน โลกุตระนี้ไม่ได้หมายถึงการยกตัวยกตน แต่หมายความว่ามีจิตที่บรรลุหลุดพ้นความเป็นโลก ไม่ตกเป็นทาสโลก โลกียะคือการได้สมใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ เราก็ได้สิ่งนั้นมาสมใจ ตั้งแต่เป็นวัตถุ สัมผัสเงินทอง สัมผัสทรัพย์สิน แล้วก็ต้องการอยากได้ เมื่อได้มาสมความอยากได้สมกับความโลภก็เป็นสุข ถ้าไม่ได้ก็เป็นทุกข์ อยากได้มากเท่าไรก็ยิ่งเป็นทุกข์เท่านั้น การมีราคะคือสัมผัสแล้วเป็นอารมณ์เสพเป็นอารมณ์สุขอารมณ์ทุกข์ สัมผัสทางตาเห็นรูปอย่างนั้นอย่างนี้จิตใจก็ชอบใจ ชื่นใจ บำเรอใจก็เป็นสุข ได้ยินเสียงอย่างนี้เพราะรู้ว่าสมใจบำเรอกิเลสก็เป็นสุข จมูกได้กลิ่นอย่างนี้แล้วชื่นใจชอบใจก็เป็นสุข กระทบรับรสทางลิ้น จะเป็นรสชาติหวานเค็มเปรี้ยวอะไรก็แล้วแต่ หรือไม่ต้องมีรสชาติหวานเค็มเปรี้ยว แต่เอาลิ้นไปแตะตามที่อุปาทานไว้ ได้แตะสัมผัสเรียกว่าโผฏฐัพพะก็เป็นสุข อย่างผู้หญิงผู้ชายสัมผัสลิ้นกันเป็นสุขตามสมมุติที่เขายึดถือว่าเป็นสุข มันไม่ใช่รสชาติเปรี้ยวหวานมันเค็มมันก็เป็นสุข หรือสัมผัสแตะต้องทางกายทั้งหมด สัมผัสส่วนนอก กายมีทั้งส่วนนอกและส่วนใน แต่คำว่าโผฏฐัพพะหมายถึงส่วนนอก แต่คำว่ากายหมายถึงส่วนนอกและส่วนในด้วย แต่ถ้าคำว่าโผฏฐัพพะหมายถึงภายนอก แต่คำว่ากายนี้หมายถึงทั้งรูปและนามทั้งนอกและใน คือให้สัมผัสภายนอกแล้วเพ่งพินิจไปสู่ภายใน อย่างหยาบเรียกว่าโ
อ่านต่อ
อฬาริกอัตตา เช่น พิจารณากายในกาย พิจารณานอกๆไม่ยากหรอก เช่น ท่านให้พิจารณาร่างนี้เน่าเปื่อยผุพังไปเป็นธรรมดาใครก็รู้ แต่ว่า ให้พิจารณาความไม่เที่ยงของจิต ตั้งแต่ขั้นต้นคือโอฬาริกอัตตา แต่ให้เข้าไปรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางจิต คือกาย กาย พระพุทธเจ้าว่า คือ จิต มโน วิญญาณ ซึ่งชาวพุทธทุกวันนี้เข้าใจคำว่ากายนี้เพี้ยนผิดไปมาก ว่าคือแค่ร่างไม่เกี่ยวกับจิต อันนี้ผิดพลาดมาก ศิลปะแปลว่ามงคลอันอุดม คำว่ามงคลคือเหตุที่พาให้เกิดความเจริญ บางทีท่านแปลว่า สิ่งที่พาไปสู่ความเจริญ ก็ต้องตามไปหาเหตุ แล้วเหตุอะไรที่จะนำมาซึ่งความเจริญ พระพุทธเจ้าอธิบายเหตุที่ทำให้เราเกิดรู้ คือปัญญา ปัญญาคือเหตุที่พาไปสู่ความเจริญ เมื่อปฏิบัติธรรมมีผัสสะ แล้วเกิดเหตุคือกิเลส สัมผัสแล้วเกิดกิเลสในปัจจุบัน เช่น ขณะนี้มีลูกตาลอยู่ข้างหน้าอาตมา แล้วถ้าเกิดความอยากได้อยากกิน ก็คือกิเลส มันไม่เป็นเหตุพาเจริญ องค์ประชุมนี้คือกาย เราก็มีนามรู้ว่ามันเกิดความอยากกิน พระพุทธเจ้าตรัสว่า กาย คือจิต มโน วิญญาณ คือตามคำว่ากายไปหากายในกาย คือตามรู้ กาย จิต มโน จนกายมันปรุงเป็นอารมณ์ เป็นสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ เมื่อเราอยากแต่ไม่ได้เสพมันก็ทุกข์ ถ้าใครอยากแล้วยังไม่ได้สมอยาก แต่เป็นสุข คนนั้นก็เรียกว่ามาโซคิสม์หรือซาดิสม์ คือวิตถารชอบรุนแรงเจ็บปวด ถ้าเราสัมผัสตาลแล้วอยากได้อยากกิน ก็ซื้อมาโดยสุจริต เอามาเสพ ก็เกิดเวทนา เมื่อกี้ทุกข์ก็มีเวทนาซ้อนคือจิต เป็นอุปาทาน องค์ประชุมของจิต ถ้าเราเรียนรู้แล้วรู้รูปนาม หาเหตุได้ว่าอยากคือตัวเหตุแห่งทุกข์ ถ้าเข้าใจแล้วจัดการกิเลสที่มันอยากนี่แหละ ทั้งๆที่มันไม่ใช่ของๆเรา คุณก็มีศิลปะทำให้มันเกิดเจริญ เป็นเหตุแห่งการทำให้ทุกข์ มันอยากนี่เป็นอกุศลจิตนะ นำมาซึ่งความเจริญเรียกว่าศิลปะ แต่ถ้าไม่เข้าใจโลกุตระ ก็จะเอาความอยากได้อันนั้นมาสมอยากบำเรอกิเลส ได้แล้วก็จะรู้สึกว่าคุณเจริญ เพราะได้ความสุข แต่คือความเจริญแบบอวิชชา คุณเสพอันนี้สมใจแล้วกิเลสคุณโตขึ้นนะ มันเป็นกุศลหรืออกุศลของจิต? จิตเป็นอกุศล ถ้าคุณเสพแล้วเกิดรสสุขนี้ อาริยบุคคลของศาสนาพุทธเรียนรู้ตรงนี้ ว่าคือสุขเก๊ สุขขัลลิกะ คือเทวดาดาวดึงส์ที่หลงสุข ไม่เข้าใจว่าคือสุขที่เคหสิตเวทนาไม่ใช่เนกขัมสิตเวทนา องค์ประชุมรูปนามกระทบสัมผัสก็เกิดเวทนา กิเลสอยากฆ่าสัตว์นี้เป็นความรุนแรงเลวร้าย เขาไปล่าสัตว์ฆ่าสัตว์ตาย ขออภัยที่ต้องพูดถึงชาวประมง เขาก็ไปล่าปลา ฆ่าปลามากิน ศาสนาพุทธไม่ละเว้นว่าฆ่าแล้วเอามากินได้ พุทธไม่ล่าไม่ทำร้ายสัตว์ เอาตอนต้นคือไม่ฆ่าสัตว์ เป็นศีล 5 ที่หยาบที่สุดแล้ว ศีลข้อ 2 ไม่เอาของที่ไม่ใช่ของเรา อย่างลูกตาลนี้ไม่ใช่ของเรา เราอยากได้ก็ต้องได้มาโดยสุจริต อย่าทุจริต พอเป็นไปกับโลกเขา แต่ถ้าได้สมใจแล้วกิเลสก็โตขึ้นๆ เป็นสุข ก็ได้แค่สุขเคหสิตเวทนา ไม่ได้เนกขัมสิตเวทนา กิเลสไม่ใช่ของจริง ไม่มีจริง แต่คนอวิชชาแล้วจะเห็นว่ามันมีจริง หากมาเรียนรู้ล้างกิเลสจนสุญญตาได้ ก็จะพบว่ามันไม่มีหรอก เช่น เราไม่มีกิเลสกับตาลนี้แล้ว เราก็จะรู้ว่า มันนุ่มมันหวาน ถ้ามันแก่แล้วจะเหนียว มันเคยมีจริงตามนั้น แต่คุณเป็นอาริยะแล้วแยกแยะอารมณ์ที่บำเรอชอบชื่นใจกับไม่ชื่นใจ มันไม่มีแล้วในกิเลสของคุณ หรือมันชื่นชอบมาก คุณก็ทำให้มันลดลงได้ ก็พัฒนา ถ้ารู้ทฤษฎีพระพุทธเจ้าแล้วทำให้กิเลสลดลงได้ เป็นศิลปะ ในศาสตร์เรียกว่าพุทธศาสตร์ ทำให้เหตุที่ไปหลงรสอร่อยที่หนาขึ้น เป็นข้าศึกแก่กุศล ก็ซวย คนไม่รู้ก็บำรุงกิเลสเสมอ ถ้าทำให้เหตุมันลด ก็พัฒนาขึ้น นี่คือเหตุที่พาเจริญเป็นอาริยะ โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ประเสริฐขึ้นเรื่อยๆ นี่คือมงคลอันอุดม แม้ไม่ถึงสูงสุดก็เข้ากระแสอาริยบุคคล เกิดมงคลแก่ตัวเอง คือดับเหตุที่พาสู่ความเสื่อมนะ ไม่ว่ากิเลสตัวไหนมันพาเราเสื่อม ทำมาตั้งแต่ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ไปตามลำดับ ไม่ใช่ทำทีเดียวหมด ศีล 5 บรรลุแล้วเป็นพระโสดาบัน ศีล 8 เป็นพระสกิทาคามี ศีล 10 เป็นอนาคามี หรือมากกว่าขึ้นไปเพราะจุลศีลมีตั้ง 26 ข้อ ถ้าเป็นอรหันต์นี้ดับทั้งนอกและใน ถ้าอนาคามีดับแต่กิเลสภายนอก ยังเหลือกิเลสภายใน ในจุลศีล 26 ข้อนี้ปฏิบัติบรรลุอรหันต์ได้เลยนะ อ.กฤษฎาว่า...ถ้าเข้าใจกายในกาย คืออะไร พ่อครูว่า...กายคือจิตมโนวิญญาณ กายในกายคือจิตมโนวิญญาณ กายนอกกายก็เน้นไปหานอก แต่กายต้องมีทั้งนอกและใน กายเป็นธรรมะสอง เทวธัมมา เวลาปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไปอยู่ไม่มีกายภายนอก ไม่รู้ทางทวารนอกไม่ได้ ในวิโมกข์ 8 ให้เรียนรู้ อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ คือต้องมีภายนอกด้วยในรูปทั้งหลาย ตามข้อ 1 คือ รูปี รูปานิ ปัสสติ ต้องเห็นทั้งข้างนอกและข้างใน ไปกำหนดรู้ไปถึงอรูปได้เลย ในอานาปานสติ ท่านว่าผู้นั่งหลับตาเข้าไป ให้กำหนดรู้ความรู้สึก แต่ความรู้สึกภายนอกจะเหลือแต่ลมหายใจเข้าออก เท่านั้น อะไรมากระทบผิวหนังก็สัมผัสภายนอก แต่หลับตา ไม่มีลิ้นกระทบ หูก็พยายามตัดไม่รับรู้ แต่เขาสอนอานาปานสติ ให้สะกดจิตให้รับรู้แค่ลมหายใจ ก็ไปตัดความรับรู้อย่างอื่นหมด กาย หู ลิ้น ตา หรือ สัมผัสต่างๆ แต่ต้องมีการรับรู้ลมหายใจเข้าออก ไม่รับรู้ไม่ได้ เพราะต้องทำ พหิทธา รูปานิ ปัสสติ ตามวิโมกข์ 8 ลมหายใจเข้าออกคือส่วนของกาย แต่ถ้าจะดับภายนอกหมดไม่ได้ จะไม่มีกายเลย คุณต้องตามอ่านอาการที่เกิดในจิต มันกำลังทุกข์ต้องรู้เลย ตัวที่มันอยากได้นี้เป็นจิตในจิต คือสราคะ อยากได้มาเสพ ในเจโตปริยญาณ 16 ตัวแรกเลยคือเหตุที่นำมาซึ่งความไม่เจริญ แต่ถ้าคุณสามารถเรียนรู้สัมมาทิฏฐิก็ต้องเรียนรู้ลดความอยาก แม้อยากต้องไม่อยากจะได้มาเสพรสชาติสมใจ คือเทวดาดาวดึงส์เลย แต่ถ้าเห็นแล้วอยากได้มาเพื่อได้ธาตุอาหาร ไม่ได้เอามาเสพสมใจ ต้องการมาเพื่อให้ธาตุอาหารเท่านั้น ไม่มีโลกียรสมาเป็นองค์ประกอบ ถ้าพิจารณาละเอียดจะรู้ตรงนี้ ถ้าต้องการเพราะเหมาะควรว่าเป็นอาหาร ลูกตาลเป็นอาหาร เนื้อตาลเป็นอาหารกินได้ มันก็จะมีธาตุอาหารที่ไปเลี้ยงชีวิต ไม่ได้ไปหลงรสอร่อยชื่นใจเป็นอิฏฐารมณ์ จึงไม่เป็นเหตุแห่งอกุศล อ.กฤษฎาว่า...มีคำว่า ฝึกสะพัดออก กับ ตัวธรรมาวุธ หากเรามองกระบวนการมันออก อะไรคือศิลปะ อะไรคืออนาจาร ข้าศึกแก่กุศล ถ้าเราฝึกสะพัดออก มันก็จะไม่เอาเข้า พ่อครูว่า...ศิลปะคือมงคลที่นำมาสู่ความเจริญ ความเจริญแบบโลกียะคือนำมาซึ่งลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขเป็นมงคลแต่ไม่ใช่อุตตมะ มงคลคือสิ่งหรือเหตุนำพาสู่ความเจริญ แต่ความเจริญนี้ไม่ใช่การเจริญสู่โลกุตระ เป็นการเจริญสู่โลกีย์ ถ้าคนจะมีวิธีการที่เรียกว่าองค์ประกอบศิลป์ มีวัตถุธรรมและนามธรรม สัมผัสอันนี้แล้วจะพาไปสู่ความเจริญ ถ้าคุณมีการสัมผัสแล้วเกิดความรู้สึกอยากได้ ถ้าได้มาคงจะอร่อยดี ได้มาก็บำเรอกิเลส กิเลสก็โต แต่ได้มาโดยสุจริต ซื้อเขามา หรือขอเขาเขาก็ให้ ไม่ได้ไปแย่งหรือขโมย ได้มาก็เป็นสุขโลกีย์ เป็นสมมุติเทพ เป็นความเจริญเทวดาโลกีย์ ไม่ได้ลดกิเลสเลย ศิลปะคือสุจริตแล้วพาสู่โลกธรรม อยากได้ลาภ อยากได้ธนบัตรปึกนี้ ก็ทำอย่างสุจริต ก็ได้เป็นสมมุติเทพถ้าได้มา ไม่เป็นปรมัตถธรรมที่จะพาลดกิเลสเป็นอุตตมะ หรืออุดมอะไรเลย เป็นสามัญโลก เป็นแต่เพียงหากไม่สุจริตก็ถือว่าชั่ว คือนรกสามัญ คุณไม่ทุจริตก็ไม่มีนรกสามัญ แต่ถ้าคุณรู้จักกิเลสเป็นอุตตมะ มงคลอันอุดม ที่ท่านบอกว่าศิลปะคือมงคลอันอุดม เอตัมมังคลมุตตมัง ศิลปะคือมงคลอันอุดมของพระพุทธเจ้าคือเหตุที่นำพาสู่ความเจริญถึงขั้นปรมัตถธรรม ขั้นของการลดกิเลส ไม่ใช่แค่สมมุติเหตุ แต่เป็นอุบัติเทพ เป็นการเกิดของจิต จิตเกิดลดกิเลสได้ เป็นไปเพื่อความละหน่ายคลาย
590321_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก มงคลอันอุดมคือศิลปะโลกุตระ