นิกาย กับ นานาสังวาส ต่างกันอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
นิกาย กับ นานาสังวาส ต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า... วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 27 กันยายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศก เดือน 10 ปีฉลู น้ำยังมาก น้ำยังท่วมท้น เป็นอุทกภัยกันอยู่ ก็เรื่องธรรมชาติจะไปปิดกั้นมันก็คงยากมาก ก็ได้แต่ต้องช่วยตัวเองกันไป ก็มาพูดถึงเรื่องที่เราจะต้องช่วยตัวเองทางด้านหลักธรรม อาตมาตั้งหลักบรรยายเรื่องไปได้หน่อยแต่ก็ยังไม่ต่อเนื่อง ว่าจะเริ่มต้นไปตามลำดับ โดยเฉพาะเอาพระไตรปิฎกเล่ม 9 ซึ่งเป็นพระสูตรเล่มแรก พระวินัยปิฎกเป็นเรื่องของภิกษุ อาตมาบวชตามพระวินัยและเป็นอยู่อย่างนานาสังวาสกับเถรสมาคม ซึ่งพระพุทธเจ้าใช้หลักนานาสังวาส ยืนยันหลักการใช้มาตั้งแต่อดีต เมืองไทยเราก็เคยเกิดมา แต่มันก็ยากอยู่ในการเข้าใจ นานาสังวาสในเมืองไทยที่เกิดขึ้นคือเกิดธรรมยุตกับมหานิกาย เกิดเป็น 2 แยกกันมาเป็น 2 แต่ท่านแยกแล้ว กลายเป็นนิกาย คำว่านิกายกับนานาสังวาสก็แตกต่างกัน นิกายคือแยกแตกกันเลย ไม่มีส่วนไหนร่วมกันเลยในพระธรรมวินัย ต่างคนต่างยึดถือธรรมวินัย ยึดถือต่างปฏิบัติ แต่ละคณะแต่ละหมู่ ส่วนนานาสังวาสนั้นยังเป็นพุทธร่วมกัน ส่วนนิกายนั้นจะแยกไปเป็นไม่ใช่พุทธนิกายเป็นเดียรถีย์นิกายก็ได้ ไปกันใหญ่ แล้วก็จะแยกกันไปอย่างนั้น ไกลกันไปกว่านานาสังวาส ซึ่งมันมีอยู่ประมาณ 3 คำเรื่องนานาสังวาส 1 สังวาสเดียวกัน 2 นานาสังวาส 3 สมานสังวาส 4 อสังวาส (คำว่า สังวาสคือร่วมกันอยู่ อย่างเช่นชาวอโศกเป็นต้น) 2 นานาสังวาส อย่างเช่นชาวอโศกกับเถรสมาคม ถือว่าเป็นพุทธร่วมกันแต่ว่าต่างคนต่างเห็นต่างคนต่างยึดถือธรรมวินัยไม่เหมือนกันแล้ว เช่น ศีลไม่เสมอสมานกัน การประพฤติปฏิบัติก็ไม่เหมือนกัน การอธิบาย อุเทส ขยายความธรรมะต่างๆก็ขยายกันไปคนละทาง เช่น ศีลคำเดียวกัน สมาธิคำเดียวกัน แต่ฝ่ายหนึ่งอธิบาย
อ่านต่อ
กันไปอย่างหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งอธิบายไปอีกอย่างหนึ่งคนละอย่างกัน นี่เรียกว่ามันไม่เดียวกัน มันไม่สมานกัน มันต่างกัน นานา นี่ก็คือสังวาสเดียวกัน ต่างคนต่างยึดถือต่างกัน ใครเห็นว่าอันไหนเป็นธรรมวาที เป็นคำพูดอธิบายยืนยันความจริงเข้าท่าก็ยึดถือเอาข้างใดข้างหนึ่ง ตามที่เป็นธรรมวาที เป็นอิสระเสรีภาพ นานาสังวาสเป็นหลักเกณฑ์ของการให้อิสระเสรีภาพแก่มนุษยชนอย่างสูงสุด ไม่มีการบังคับ เป็นเรื่องสุดวิสัย ต่างคนต่างเห็นอย่างนั้นบังคับให้เห็นด้วยกันร่วมกันไม่ได้ก็เป็นอิสระของแต่ละบุคคล ก็ให้ทำตามที่ตนเห็นดีเห็นงาม แต่ไม่ต้องทะเลาะวิวาทกัน มีหลักเกณฑ์คือ ว่ากันได้อย่างแรงตำหนิกันได้อย่างแรงคือ ปฏิกโกสนา แต่อย่าให้ผิดอย่าให้หยาบคาย อย่าส่อเสียดอย่าทำให้เกิดภัยเกิดโทษผิดวาจา 4 แต่จะแรงจะดังขนาดไหนจะว่ากันหนักขนาดไหน ตามหลักเกณฑ์ตามหลักธรรมวินัยก็ว่ากันไปเลย คือ ปฏิกโกสนา ส่วนทิฏฐาวิกัมม์ คือ ความเห็นแย้งกันในหมู่ จะพูดกันคัดค้านกันในหมู่ ก็แล้วแต่หมู่จะจัดการอย่างไร แต่ไม่เหมือนกันแน่นอน หากรุนแรงจนทะเลาะวิวาทก็ต้องออกจากหมู่ ก็ต้องทำประมาณหนึ่ง ถ้าจะอยู่กับหมู่ต้องทำการประนีประนอม ถ้าอยู่กับหมู่ไม่ได้จะเป็นนานาสังวาสต้องประกาศแยกออกมา แต่ถ้าอย่างไรต้องอยู่กับหมู่ต้องทำการ ทิฏฐาวิกัมม์ หัวหน้าประธานจะกำหนดกฎเกณฑ์อย่างไรก็แล้วแต่ เถรสมาคมมีกฏซับซ้อนอะไรอีกเยอะแยะซึ่งไม่ใช่บัญญัติพระพุทธเจ้า แต่เราเองเราไม่ได้บัญญัติเอง แต่ตามบัญญัติของพระพุทธเจ้า ส่วน อสังวาสคือมันไม่มีสังวาสกันแล้วร่วมกันไม่ได้แล้ว เพราะมันผิดแล้ว เช่นปาราชิก แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธกันจนเลยเถิดไปแล้วร่วมกันไม่ได้อีก เข้าหลักเกณฑ์ของศีลมาจับก็ไม่มีมันผิดศีลกันจนเลอะเทอะ อย่างทุกวันนี้เราร่วมกับคณะใหญ่ไม่ได้ไม่ใช่ว่าเราชิงชัง แต่มันรวมกันไม่ได้ด้วยธรรมวินัย ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เพราะท่านไม่เอาศีล ท่านไปเอาแต่วินัย 227 เป็นต้น จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ท่านไม่เอา อย่างมหาศีล ท่านผิดไปทำเดรัจฉานวิชากันเละเทะเลย คงไม่ลงลึกในเดรัจฉานวิชา ก็ขอบอกแค่ว่า มันเป็นความรู้ที่ไปยึดถือกันโดยไม่พาไปนิพพาน เดรัจฉาน มันเป็นความรู้แต่เป็นความรู้ไม่พาไปนิพพาน มันมิจฉาทิฏฐิมันอวิชชา สรุปแล้ว ผู้ที่แยกนานาสังวาสธรรมที่พระพุทธเจ้าให้หลักเกณฑ์ไว้ มีหมู่น้อยประกาศออกจากหมู่ใหญ่ หรือหมู่ใหญ่ประกาศออกจากหมู่น้อย จะเรียกว่าอัปเปหิก็ได้คือไล่ออกจากหมู่ แต่หมู่เล็กจะอัปเปหิหมู่ใหญ่ก็ดูกระไรอยู่ เราก็ไม่ถึงกับไล่ เราก็ว่าต่างคนต่างอยู่ หลายอันหมู่ก็กำหนดกันว่า เป็นนิกายกันไปเลยหรือเป็นนานาสังวาส
นิกายกับนานาสังวาสต่างกันอย่างไร นิกายคือแยกออกไปแล้วถือกันคนละหลัก ศีลคนละหลัก วินัยคนละหลัก มันไม่ร่วมกันมันไม่ใช่สังวาสเดียวกันเลย แล้วจะมาสมานสังวาสกันอีก ก็ไม่ได้ เช่นในญี่ปุ่น เป็นพระแต่มีเมียได้ เป็นเจ้าของธนาคารได้อย่างนี้เป็นต้นเราจะไปร่วมกับเขาได้อย่างไร เราถือว่าปาราชิกเต็มเหนี่ยวเลยแต่เขาไม่ถือว่าเป็นธรรมวินัยอะไรเลย เพราะฉะนั้นเขาก็มันเลยเถิดเกินไป ก็แยกกันไปเลยเป็นนิกายทำสังฆกรรมรวมกันไม่ได้เลย แต่ถ้ายังอยู่ในนานาสังวาสที่อนุโลมกันได้ ข้อใดที่แสดงออกร่วมกันได้เป็นครั้งคราวเช่นลงปาฏิโมกข์ร่วมกันได้ ถ้าในปัจจุบันนั้นคุณสะอาด ร่วมกันได้ อย่างนี้เป็นต้น เช่น นิสสัคคิยปาจิตตีย์เป็นต้น ละเอียดลงไปอีกซึ่งอาตมาจะไม่ลงไปนั่น สรุปแล้วมันมี 1.สังวาสเดียวกัน 2.นานาสังวาส 3.สมานสังวาส 4.อสังวาส 5.ปาราชิก ปาราชิก อย่าว่าแต่ร่วมกันเลย ทั้งชาติ สำหรับผู้ที่ทำปาราชิก ทั้งชาตินี้ไม่มีสิทธิ์ที่จะร่วมอะไรกันเลยในเรื่องของธรรมะ แล้วต้องกีดกันด้วย กีดกันว่า คุณจะมาเอาธรรมะของเรามารับไม่ได้เลย เราปิดประตูกันไว้เลย เช่น ถ้ากำลังแสดงธรรมกันอยู่แล้วมี สมีปาราชิกมาอยู่ในรัศมีที่จะฟังธรรมได้ ก็ให้ออกไปเลยไม่ให้ฟัง แต่เดี๋ยวนี้มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์แล้วจะห้ามมันก็สุดวิสัย แต่สมัยพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย หมายความว่าฆ่าทิ้งไปทั้งชาติจากกันไปทั้งตอนเป็นๆ ปาราชิกถือว่าแรงที่สุดในกระบวนการโทษทางธรรมของศาสนาพุทธ แต่ทุกวันนี้ปาราชิกเขาเล่นกันเฉยเลย ปาราชิกก็แค่ว่าบวชใหม่อีกไม่ได้ นอกนั้นจะเป็นมัคนายก จะมาเป็นเจ้ากี้เจ้าการ ดีไม่ดีสอนธรรมะได้เฉยเลย แต่บวชไม่ได้เท่านั้นเองแต่จะไปเป็นอาจารย์ใหญ่อย่างไรก็ได้ โทษมันก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ปาราชิกอย่างที่เห็นเป็นกัน โทษมันก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ มันก็เหลาะแหละหยวนกันไปใหญ่ปนกันเละเทะ มันทำอย่างนี้ไม่ได้ สัจจะพระพุทธเจ้ามาทำเล่นหัวอย่างนี้ไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ใครจะว่าอาตมาจริงจังกับพระไตรปิฎก จริงจังกับหลักเกณฑ์เกินไปก็ยอมรับ แล้วก็หลักเกณฑ์หรือหลักฐานที่เรามีก็มีพระไตรปิฎก โดยเฉพาะพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ อาตมาถือเอาฉบับนี้ซึ่งพระไตรปิฎกเองก็มีหลายฉบับ แต่อาตมาคงไม่ได้ไปศึกษาหลายฉบับ เอาที่เมืองไทยนิยมฉบับสยามรัฐกัน อาจจะแตกต่างกันในปลีกย่อยแต่หลักเกณฑ์ใหญ่ๆตรงกันหมด อย่างฉบับสยามรัฐของมหานิกายเขาก็อย่างหนึ่ง แปลกันไปเอง ส่วนธรรมยุติก็แปลกกันไปอีกอย่างหนึ่ง ก็ว่ากันไปนะ อาตมาก็ดูทั้ง 2 ฉบับ อันไหนที่ดีกว่า หรือไม่ก็อาศัยปัญญาของตนเอง ในการทำงานของอาตมามาตลอดตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ และต่อๆไปจนกว่าจะตาย อาตมาก็ยึดพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี่แหละ เขาเรียกกันว่าฉบับหลวง พิมพ์พ.ศ. 2500 ซึ่งก็มีฉบับอื่นๆอีกหลายฉบับ แต่อาตมาใช้ฉบับหลวงเป็นหลัก 640927_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 11