ขยายความพุทธคุณ 9.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข27 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ขยายความพุทธคุณ 9 พ่อครูว่า... มาเริ่มเข้าเรื่อง แล้วหลักเกณฑ์ที่ 1 ที่อาตมาถือเป็นหลักที่ 1 คืออะไร ก็คือที่ทุกคนได้ยินอยู่แล้ว ศีล สมาธิ ปัญญา ไตรสิกขา การศึกษา 3หรือเรียกว่าอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาก็ได้ ถือว่ากำลังปฏิบัติอยู่ เจริญๆๆ อยู่ ถ้าตกผลึกเป็นจุดรวมได้ก็ถือว่าเป็นสำเร็จศีลสำเร็จสมาธิสำเร็จปัญญา ถ้ายังปฏิบัติให้เจริญอยู่เรียกว่า อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา หรืออธิมุติ ก็ยังไม่ถึงสุดยอด วิมุตติญาณทัสสนะ คือวิมุติ แต่ยังเป็นอธิมุติยังไม่ถึงวิมุติ เป็นต้น

ก็ใช้หลักเกณฑ์นี้ที่นี้ศีลสมาธิปัญญานั้นก็ขยายพุทธคุณ 9 คือ พระพุทธเจ้าถือว่ามีสิ่งที่เป็นคุณอย่างยิ่ง 9 ลักษณะ เรียกว่า พุทธคุณ 9 อาตมาเคยอธิบายแล้วว่า ในพุทธคุณ 9 ข้อ พุทธคุณข้อเดียว 1 เดียวใน 9 คือ วิชชาจะระณะสัมปันโน นี่เป็นข้อ 1 ข้อเดียวในทั้งหมด 9 ข้อ ข้อ 1 ข้อเดียวนี้คือหลักปฏิบัติที่ทุกคนต้องเอาหลักมาประพฤติปฏิบัติในกฎเกณฑ์นี้ ส่วนอีก 8 พุทธคุณนั้น เป็นตำแหน่ง เป็นฉายาที่สรุปยอดให้แก่พระพุทธเจ้าแล้ว พุทธคุณ 9 (คุณของพระพุทธเจ้า — virtues or attributes of the Buddha)

อิติปิ โส ภควา (แม้เพราะอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น — thus indeed is he, the Blessed One,) 1. อรหํ แปลว่าไม่ลึกลับแล้ว รหะ แปลว่าลึกลับ แต่อรหํคือไม่ลึกลับแล้ว ท่านแปลว่าผู้ไกลจากกิเลสก็ไม่ผิด กิเลสไกลจากท่านวิ่งตามท่านไม่ทัน ท่านไม่มีกิเลสแล้ว ไม่ลึกลับคือ กิเลสไม่ลึกลับในตัวท่านแล้ว ท่านได้ฆ่ากิเลสออกไปหมดแล้ว นี่คือสาระแท้ของ อรหํ คือรู้จักกิเลสในตัวท่านและได้ฆ่ากิเลสในตัวท่านจนหมดเกลี้ยงสิ้นอาสวะ กิเลสตายแล้วไม่เกิดอีก ตายแล้วตายเลยตลอดกาลไปเลย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิร

อ่านต่อ

ัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ตายแล้วไม่ฟื้น ไม่กลับกำเริบ) อันตะแปลว่าที่สุด ท่านไม่มีอันตะแล้ว กิเลส หยาบ กลาง ละเอียดท่านไม่มีแล้วท่านฆ่ากิเลสได้สำเร็จไม่มีกิเลสเกิดอีกเลย อย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)

2. สมฺมาสมฺพุทฺโธ (เป็นผู้ตรัสรู้ชอบเอง) เป็นความตรัสรู้เป็นองค์แรกไม่ว่าจะในพุทธกัปป์ไหนที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา ก็พระพุทธเจ้าองค์นั้นเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ไม่ได้เอาความรู้มาจากใคร ท่านเป็นต้นธาตุต้นธรรม ที่ต้นที่สุด ถือว่าเป็นเจ้าของพุทธธรรมเป็นธรรมะสามี พระพุทธเจ้าคือเจ้าของพุทธธรรมองค์แรกที่สุด ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าสมณโคดมก็เป็นองค์แรกที่ตรัสรู้ในกัปนี้ เป็นไก่ที่เจาะกระเปาะไข่ออกมาเป็นตัวแรกไม่มีใครทำได้ก่อนท่าน ในยุคนี้ศาสนาพุทธได้เสื่อมไปแล้ว ไม่มีโลกุตรธรรม อาตมาก็มาพร้อมกับโลกุตรธรรมที่ได้สั่งสมมาแต่ชาติก่อนๆ เป็น สยังอภิญญา มีหลักฐานในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 10 อาตมามาชาตินี้ยืนยันว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา ตามในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 แล้วอธิบายขยายความสัมมาทิฏฐิ 10 นี้ให้เข้าใจได้ คนอื่นเอาไปประพฤติปฏิบัติได้ผล มีความรู้ความเฉลียวฉลาดเชิงปัญญาซึ่งไม่ใช่ความฉลาดเชิงโลกุตระ เขาเอาคำว่าปัญญาไปใช้จนคนเข้าใจว่ามันเหมือนความฉลาดโลกียทั่วไปธรรมดา เฉลียวฉลาดแม้จะเป็นศาสดาก็ถือว่าเฉโก แต่เขาก็ไม่ยอมรับ อาตมามีหน้าที่อธิบายความจริง ใครจะเชื่อถือหรือไม่ อาตมาไม่มีสิทธิ์ไปบังคับได้ เนื้อแท้ของการประพฤติปฏิบัติของความรู้ความฉลาดที่เรียกว่าวิชชาหรือญาณปัญญา มีความรู้ความประพฤติเทวธรรมหรือธรรมะ 2 อย่าง คือรู้เป็นสุตมยปัญญา มีปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ คือ มีความรู้ความเข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติจนเกิดผลเป็นปฏิเวธ

3. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน (เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชา คือความรู้ และจรณะ คือความประพฤติ) สัมปัตโต คือ ภาวะที่เป็นไปตามลำดับ ส่วนสัมปันโน คือบรรลุแล้วถึงพร้อมแล้ว คำว่า วิชชา เป็น 8 จรณะ เป็น 15

4. สุคโต (เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว) คำว่า คโต คติ คตัง แปลว่าดำเนินไป ส่วนคำว่าสุ แปลว่าดี สุคโต คือไม่มีอะไรสะดุดในการเป็นไปดำเนินไปดี พระพุทธเจ้านี้ดำเนินไปอย่างไม่มีอะไรสะดุด พระโพธิสัตว์ยังมีอะไรสะดุด แต่สะดุดน้อยลงๆๆ เป็นโพธิสัตว์สูงขึ้นก็สะดุดน้อยลงเรื่อยๆจนกระทั่งเป็นผู้บริบูรณ์ไม่สะดุด ไปอย่างจบดีที่สุดไม่มีสะดุดอะไรเลย ไม่มีวกวนไม่มีสะดุด ไปตรงเป็นลำดับน่าอัศจรรย์ถึงที่สุด ก็เป็นเครื่องอลังการ ท่านเป็นสุคโต หรือแม้แต่เอาไปพูดกับคนปฏิบัติธรรมว่าเป็นสุคโต ใช้กับสาวกภูมิก็ใช้ได้อยู่ อรหันต์ก็ใช้ เป็นผู้บรรลุแล้ว แต่สัมมาสัมพุทโธต้องใช้เฉพาะพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็น ต้นธาตุต้นธรรมจริงๆเลย ในความเป็นมนุษย์ในความเป็นผู้ตรัสรู้ ส่วนพระเจ้านั้นเขาก็ถือว่าพระเจ้าเป็นต้นธาตุต้นธรรม แต่ลึกลับ รหัง คือลึกลับ อยู่ไหนก็ไม่รู้ไม่มีใครรู้จักพระเจ้าเลย ไม่มีใครสัมผัสพระเจ้าได้ มีแต่ผู้นำคำสอนของพระเจ้ามาประกาศ คือมีศาสดาที่เอาพระธรรมของพระเจ้า เป็นพระบิดา ศาสดาคือพระบุตรคือลูกของพระพุทธเจ้าเอาคำประกาศพระพุทธเจ้ามาประกาศ แล้วคำสอนของพระเจ้าเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย ไม่ขึ้นกับกาละ กาละ ทุกอย่างไม่เที่ยงในกาละ แต่นี่ไปยึดว่าเที่ยงเลย คำสอนของพระเจ้าไม่มีทางเปลี่ยนแปลง จะเป็นกาละยุคไหนก็แล้วแต่ คนเสื่อมอย่างไรองค์ประกอบอย่างไรก็ไม่มีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 อัตถะคือเนื้อ ธรรมะคือองค์ประกอบที่มาขยายความ และอัตตัญญุตา ลงไปในสัปปุริสธรรม 7 หน่อย หมายความว่า มีความรู้ของตน มัตตัญญุตาก็เอามาเฉลี่ยประมาณกับอีก 6 หลัก เรียกว่าสัปปุริสธรรม 7 มัตตัญญุตาคือหลักกลางระหว่าง ฝ่าย กาลัญญุตา ปริสัญญุตา เวลายุคสมัย องค์ประกอบในยุคนี้ไม่เหมือนกับของพระพุทธเจ้าที่เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคทาส ไม่รู้จักสิทธิ จะเอามาพูดร่วมกันได้อย่างไรเพราะว่าเป็นคนละเวลากัน และคนละหมู่ปริสัญญุตา คนละหมู่กลุ่มก็เอามารวมกันไม่ได้เช่น สมาชิกชาวอโศกเป็นต้น หรือความรู้ของแต่ละบท ปุคลปโรปรัญญุตา แต่ละคนก็มีความคิดไม่เหมือนกันอาจจะไม่เหมือนกับหมู่กลุ่มก็ต้องรับฟังเขาเหมือนกันนะ ทางสากลเรียกว่า minority rights เป็นส่วนย่อยแต่เราก็ต้องนึกถึงเขา ต้องรับฟังบ้างไม่ตีทิ้งทีเดียวอย่างนี้เป็นต้น นี่ครบเลย 7 ข้อ ยิ่งมหาปเทส 4 1. สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 2. สิ่งที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย 3. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 4. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย. (พระไตรปิฎก เล่ม 5 ข้อ 92) มหาปเทส เป็นเรื่องสุดวิสัยแต่ละบุคคล ผู้ที่ตัดสินนั้นคุณจะนับถือหรือไม่ ถ้าคุณนับถือก็ง่าย ถ้าไม่นับถือก็ยาก นับถือบ้างไม่นับถือบ้างก็ยากบ้างน้อยบ้างตามแต่ ในสุคโตก็ดีไปดีแล้ว

5. โลกวิทู (เป็นผู้รู้แจ้งโลก) เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า อย่างอาตมาโลกวิทูสู้พระพุทธเจ้าไม่ได้ หมายความว่า รู้โลก โลกทั้งหลายที่เขาประมวลมา ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบัน ซึ่งรวมมาเป็นเรื่อง องค์ประกอบองค์ประชุมของสิ่งที่พูดถึงกันได้ เอามาใช้ร่วมกันได้อยู่ พระพุทธเจ้าท่านได้ผ่านโลกมาจริงๆมากกว่าอาตมา อาศัยเวลาก็มากกว่า เรียนรู้ความจริงต่างๆครบครันกว่า อาตมายังไปไม่ถึง ยังพยายามไปตามลำดับอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องจริง ยอมรับความจริงเลย เพราะฉะนั้นโลกะวิทูของพระพุทธเจ้าต้องเหนือกว่า ท่านรู้ทั้งกรรมวิบากความวนเวียนของมนุษย์ที่มีกรรมเป็นของของตน เราก็เรียนรู้กรรมวิบากของแต่ละคนเป็นหลักเรียกว่า อัตตา ขึ้นอยู่ในโลก ปรุงแต่งกันอยู่ในโลก แยกกันยาก โลกกับอัตตา ผู้ที่รู้จักโลกได้มาก เป็นที่หนึ่ง

6. อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ (เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ฝึกได้ ไม่มีใครยิ่งไปกว่า) สามารถที่จะสอนคน ฝึกฝนคน ให้บรรลุได้เก่ง ได้จริง ได้ไวได้บริบูรณ์ยิ่งกว่าใครๆไม่มีใครเทียบได้ ไม่มีใครเหนือกว่าท่าน ก็จริงต้องยกให้ท่านเราก็ฝึกได้ประมาณหนึ่ง เป็นสารถีได้ประมาณหนึ่ง พยายามช่วยคนได้ประมาณหนึ่ง

7. สตฺถา เทวมนุสฺสานํ (เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย) คำว่าศาสดา คำว่าเทวดา คำว่ามนุษย์ ศาสดาใดจะมายอมรับท่าน ก็ท่านเป็นครูบาอาจารย์ของคนนั้นได้ ศาสนาใดที่เขาเป็นเทวนิยม เขาไม่ยอมรับเรา เราก็เป็นศาสดาของเขาไม่ได้ อย่างอาตมาจะถือว่าเป็นศาสดาของพุทธยังไม่ได้ จนกว่าจะถึงระดับ 9 ซึ่งตอนนี้ระดับ 7อยู่ ระดับ 9 สูงสุดเป็น อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แต่อาตมายังเป็นแค่อรหันต์ระดับ 7

8. พุทฺโธ (เป็นผู้ตื่นและเบิกบานแล้ว) เป็นผู้รู้ รู้คำนี้คือรู้โลกุตรธรรม เป็นผู้ตื่นอยู่ในโลกของความจริง ไม่ใช่ผู้ตื่นอยู่ในโลกของความฝัน ความหลับ แต่ตื่นอยู่ในโลกของความตื่น ตาลืมตา เป็นคนตื่นๆลืมตามีอาโลก ตอนนอนหลับปิดตาก็มืดสนิท อย่างอาตมาไม่ได้ฝันเพ้อแต่คุยกับเทวดาไม่ได้ฝันเพ้อ กาม หรืออรูปเพ้อเจ้อ ก็ไม่มี มีแต่เรื่องสาระทั้งนั้น เป็นผู้ตื่น มโนกรรม 100% วจีกรรมก็ตื่น 100% กายกรรมก็ตื่น 100% เบิกบาน ไม่ใช่เบิกบานด้วยกาม ด้วยโลกธรรมด้วยโลกีย์ ไม่ใช่ แต่เบิกบานด้วยธรรมะ อย่างอาตมาเบิกบานด้วยธรรมะ แม้จะร้องเพลงก็ร้องเพลงด้วยธรรมะ แม้จะร้องเพลงทางโลกๆเขาบ้างเล่นๆ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเอามาใช้ แต่เป็นเรื่องเล่น มันเคยอยู่ในวงการ จำได้เพลงของเพื่อนๆ แม้แต่เพลงทางโลกๆ ก็แต่งบ้างตอนใหม่ๆที่ยังไม่รู้ตัว เดี๋ยวนี้พยายามเก็บให้หมด เพลงรักเพลงใคร่ เคยแต่งเอาไว้บ้าง แต่ก็เอาแต่สาระที่ใช้ได้ แต่ก็ไม่ได้ฮิตเท่าไหร่ แต่ที่ใช้กันก็อนุโลมเพลงเดียวที่เป็นเพลงเชิงรักคือ เพลงผู้ครองรัก แต่เพลงธารสวาท ก็ใช้บ้าง ชื่นรัก ก็ใช้บ้าง ว่าไปก็มีอยู่นะ แม้แต่พิไรรักก็หายไปเลย เหลือแต่เพียงซากรักก็หายไปเลย ซากรักก็ไม่ค่อยฮิต เพ็ญศรี พุ่มชูศรีเป็นคนร้อง

9. ภควา (เป็นผู้จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์) อันนี้สุดยอด อาตมาก็พยายามฝึกเป็นผู้จำแนก แม้ที่สุดปรับวาทะ แปลว่าข่มคนอื่นให้ได้ ใช้วาทะข่มให้ได้ นี่แปลง่ายๆ แต่จริงๆแล้วต้องมีวาทะที่พูดแล้วเขาจำนน เขายอมรับ ว่า เป็นความจริงมีหลักฐานอ้างอิงมีที่ไปที่มาให้เขาจำนน ใครๆก็เถียงไม่ได้แล้ว อย่างนั้นเรียกว่า ปรับวาทะ อาตมาก็ยังไม่ค่อยเก่งปรับวาทะ แต่ก็ฝึกฝนไป เราก็ต้องศึกษาฝึกฝนเป็นผู้จำแนกธรรมให้เก่ง ก็ทำไปตามลำดับ สู่แดนธรรม... แต่ก่อนมีคนแปล พระพุทธเจ้าว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ส่วนคำว่าสัทถา คือครูผู้สอนเทวดาและมนุษย์ เป็นคำยกย่องสูงสุดแล้วแต่คำว่าพระภาค ผมไปเห็นคำว่า ภควันหรือภควา ผมก็เคยได้ค้นหาหนังอินเดียมา มีภาษาบาลีว่า ภควาหรือภควัน แปลว่าพระผู้มีพระภาค ผู้แปลยกย่องว่า พระพุทธเจ้าเป็นพระเจ้า แต่เป็นพระเจ้าที่แปลกคือเป็นพระเจ้าที่เดินดิน เป็นมนุษย์ที่มีสภาวะเข้าถึงพระเจ้า ต่างกับพระเจ้าของเทวนิยม ที่หาตัวไม่เจอ ว่า ภควา อยู่ไหน เช่น พระนารายณ์ พระศิวะ พระกฤษณะ บุคคลเหล่านี้หาตัวจับต้องไม่ได้ แต่ผมก็ได้ซาบซึ้งว่า ภควา คือพระเจ้าเดินดิน พ่อครูว่า... ได้ จะว่าไป ภค หรือภาค คือส่วน ภาคที่จับต้องไม่ได้อย่างที่ฮินดูเขามีกัน ส่วนภาคของพระพุทธเจ้า คือ ภาค ส่วนที่จับต้องเนื้อตัวได้ มีเนื้อมีหนัง เป็นบุคคลจริงๆ เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างพระสมณโคดมคือเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นคนจริง มาเป็นพระพุทธเจ้า มาเป็นพระผู้มีพระภาค พระผู้มีส่วนหรือภาคส่วนจริง จับเนื้อต้องตัวได้ ภาค คือส่วนๆ ภาค ที่จับเนื้อต้องตัวไม่ได้คือ ผู้หาพระภาคไม่ได้ หาส่วนไม่เจอ เป็นพระผู้ไม่มีพระภาค หาส่วนไม่เจอ หาภาคไม่เจอ มีแต่อวตารต่างๆ เอามาส่วนหนึ่งๆส่วนเต็มไม่มี แต่พระพุทธเจ้ามาเต็มส่วน สู่แดนธรรม... แล้วพระพุทธเจ้าก็สอนแตกต่างจากที่เขาสอนกันด้วย พ่อครูว่า... สรุปอีกทีหนึ่ง 8 พุทธคุณ เป็นยศศักดิ์ อลังการ สิ่งยกย่องพระพุทธเจ้า ฉายายกย่องพระพุทธเจ้าทั้ง 8 แต่ว่าจรณะ 15 วิชชา 8 หรือวิชชาจะระณะสัมปันโนเป็นเนื้อแท้ของธรรมะ ที่สมควรจะต้องเอามาศึกษาและปฏิบัติให้เต็มส่วน เติมไปเรื่อยๆ อาตมาก็เต็มไปตามจรณะวิชชาของอาตมาไปเรื่อย คนอื่นก็เต็มตามมา โสดาบันสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์ จนอนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ จนเป็นพระพุทธเจ้าเลยครบบริบูรณ์ 640927_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 11

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน