ธรรมบรรยายพรหมชาลสูตร ตอน 1.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข1 ตุลาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ธรรมบรรยายพรหมชาลสูตร ตอน 1 _พรหมชาลสูตร (ต่อ) พ่อครูว่า...อธิบายถึงตรงที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ถึง คำตำหนิกับคำชม คำชมนั้นอันตราย มันเสริมกิเลส มันไม่ได้บอกนะว่ากิเลสมาแล้ว เพราะฉะนั้นคำตินี้ เราไม่ต้องไปโกรธเคืองไม่ต้องไปถือสาอะไร เอาคำตำหนิเอาความหมายของเขามาพิจารณา พิจารณาว่าหมายความว่าอย่างไร แล้วความหมายที่ว่านี้ในตัวเราที่เขาตำหนิเรามันตรงไหม เรามีจริงไหม อย่าเข้าข้างตัวเองเป็นอันขาด พยายามพิจารณากรรมกรรมกิริยาต่างๆ กายวาจาใจ ยิ่งทางกายกรรมคุณก็หยาบ ก็ไม่รู้ตัว เขาตำหนิมาใครๆก็เห็นแต่ตัวเองไม่เห็นไม่รู้ โอ้.. น่าอายน่าขายหน้าจริงๆ ข้างนอกคนอื่นเขาเห็นหมดแล้ว แต่ตัวเองไม่รู้ตัว อย่างนี้เป็นต้น โอ้ย! มันก็สุดนะ ก็พยายาม ค่อยๆศึกษาไป ต่อมา พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นไปได้อย่างไร พระพุทธเจ้าก็บอกว่าเป็นไปได้ทีเดียวที่เขาจะมีอย่างนั้น ที่จะเอาประโยชน์จากการพิจารณา อะไรถูก ถ้าเราผิดตามที่เขาว่ามาถูกแล้วเราก็แก้ไข แต่ถ้าเราถูก แต่เขาว่าเรานั้นผิด เขาเข้าใจไม่ได้ไปลงโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะเขาเข้าใจไม่ได้ จะไปลงโทษเขาได้อย่างไร เขาเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ ก็ต้องยอมรับ ก็รับฟังไว้ เอ้ออ้าว... รับรู้ว่าคนที่ยังไม่รู้ไม่เห็นก็มีนะ ก็เท่านั้นเอง “ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า คนผู้อื่นที่พึงติเรา ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้ทีเดียว พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรมติพระสงฆ์ ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริงว่านั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย” พ่อครูว่า... ที่เขาติมาแล้วเราไม่ได้เป็นอ

อ่านต่อ

ย่างนั้น แต่เราไม่แก้ไขไม่บอกเขาก็ไม่ดี ท่านให้แก้ว่า มันไม่จริงที่คุณพูดคุณติคุณว่า ยิ่งอย่างร้ายๆผิดๆไปมาก ก็ยิ่งต้องบอกเขาว่ามันไม่จริงไม่ถูก แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย แม้คำนั้นจะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย “ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลายถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลายเพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม หรือชมพระสงฆ์ ในคำชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยความเป็นจริงว่า นั่นจริงแม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาได้ในเราทั้งหลาย.”

จากนั้นท่านก็พูดถึงจุลศีล

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน... พวกเราจะรออีก 30 ปีไหวไหม จะมีพระอรหันต์เป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทย แต่ขนาดในหลวงเป็นพระอรหันต์ นี่ยากกว่าด้วยซ้ำไป พ่อครูว่า... อันนี้ซับซ้อน ขอซ้อนนิดหนึ่ง ที่ว่าอย่างในหลวงเป็นพระอรหันต์ คนเขาจะอ้างว่าพระอรหันต์มีเมียมีลูกได้อย่างไร อะไรต่างๆนานา ซึ่งเป็นความซับซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อนไปๆมาๆในความซับซ้อนพวกนี้เป็นสิริมหามายา จริงอย่าเพิ่งไปตำหนิอะไรมากๆ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับ กาละ เทศะ ฐานะ 3 คำนี้ยิ่ง กาลเวลา เทศะคือที่สถานที่ องค์ประกอบของถิ่นที่ อย่างชมพูทวีปอินเดีย แต่ก่อนนี้เทศะเป็นอย่างนั้น แต่เดี๋ยวนี้ ชมพูทวีปคือประเทศไทย เทศะก็ต่างกันแล้ว ยิ่งฐานะ โอ้โห! รายละเอียดเยอะ ฐานะประกอบทั้งดินน้ำไฟลม ตัวตนบุคคล วิบาก ประกอบทั้งมวลประชาชน หรือสัตว์อื่นๆ สรุปแล้วรวมลงตรงนี้ตั้งอยู่ตรงฐานนะ ไม่เที่ยงเลย เพราะมีรายละเอียดต่างๆนานา กาละเทศะฐานะ ไม่ได้อยู่กับที่ทุกอย่างไม่เที่ยง เข้าใจความไม่เที่ยงได้ละเอียดลออจริงๆเลยขึ้นไปอีกไหม ว่าความไม่เที่ยงมันประกอบอะไรอีกมหาศาล อาตมาพูดมานี้ยังไม่ครบ แต่อธิบายไปเรื่อยๆ จะได้เข้าใจละเอียดลึกซึ้งขึ้นไปเรื่อยๆ ตัวอย่างจุลศีล [๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใดนั่นมีประมาณน้อยนักแล ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปุถุชนกล่าวชมตถาคตจะพึงกล่าวด้วยประการใด ซึ่งมีประมาณน้อย ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีลนั้น เป็นไฉน? [๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า- ๑. พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรามีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่. พ่อครูว่า… เพราะฉะนั้นปุถุชนคนใดก็ตามที่ชมพระพุทธเจ้านั้นชมให้ตายก็ชมได้นิดเดียว เพราะว่าวิสัยของพุทธเจ้านั้นเกินปุถุชนจะรู้ได้ ผู้ที่มีความรู้ลึกซึ้งว่าอันนี้อย่างนี้สิ จะชมได้ลึกขึ้น แต่ยิ่งชมขึ้นไปลึกขึ้น ปุถุชนก็ยิ่งไม่รู้ ยิ่งชมพระพุทธเจ้าละเอียดลึกซึ้งกันไปมากๆ ปุถุชนก็ยิ่งไม่รู้ไปใหญ่อีก สลับซับซ้อนกลับไปกลับมาอย่างนี้ อย่างอาตมา ถ้าอาตมาชมตัวเองมากกว่านี้ โอ้โห! ปุถุชนเยอะ จะตีทิ้งอาตมาไปหมดเลย ชมขนาดนี้ก็ยัง... ซึ่งอาตมาไม่ได้เคยชมตัวเองเลย พูดความจริงเท่านั้น ความหมายคำว่าชม ยกยอปอปั้นนั้นอาตมาไม่ได้เป็นอย่างนั้น อาตมาพูดความจริงตามความเป็นจริง ถ้าจะว่าไปแล้ว ถ่อมตนด้วยซ้ำไป อีกแหละ มันชมตัวเองหนักเข้าไปอีก สู่แดนธรรม... ผมก็เห็นว่าพ่อท่านถ่อมตนเองอยู่ครับ พ่อครูว่า... ซึ่งมันยากมากๆ แค่อาตมาบอกว่าอาตมาเป็นสัตบุรุษ เป็นไก่ตัวพี่ เป็นอะไรเท่านี้ พวกที่ไม่ศรัทธาก็บอกว่ามันยกตนจริงๆ ก็ไม่รู้จะทำยังไง คนฟังแล้วก็บอกว่าจริงหรือเปล่า ก็ท้าให้มาพิสูจน์ พอมาพิสูจน์แล้ว ยิ่งมาคบคุ้น ยิ่งมาปฏิบัติตาม มีเหตุปัจจัยให้เราปฏิบัติได้เป็นความจริงที่ยืนยันๆๆๆ เพราะฉะนั้น ความจริงมันไม่หนีความจริง ความจริงจะมีแต่ความจริงเท่านั้นรับรองกันเอง ความจริงจะรับรองความจริง ความไม่จริงมารับรองความจริงมันก็ไม่จริง โอ้โห.. คมบาดเลยนะนี่ ความจริงเท่านั้นที่จะรับรองความจริงกัน ความไม่จริงมารับรองความจริงไม่ได้หรอก มันเป็นสัจจะของมัน “ปุถุชนเข้าใจยังเข้าเป็นโลกุตระแล้วจะไม่รู้เรื่องจะชมพระพุทธเจ้านั้นยังต่ำนัก” พ่อครูว่า... เขาจะชมได้แค่ศีล ไม่มีปัญญารู้ถึงจิตและปัญญา เขาชมได้แค่ศีล อธิศีล ไม่สามารถชมถึง อธิจิต อธิปัญญา ปุถุชนยึดอย่างนี้ ชมโลกุตระอย่างนี้ ปุถุชนยึดโลกียะ แต่โลกุตระจะไปชมได้อย่างไรเพราะเขาไม่รู้นี่ มันไม่ได้เรื่องอะไร เขาจะยิ่งเห็นเป็นเรื่องตลกเพ้อเจ้อ ไม่รู้เรื่อง มันก็เป็นเช่นนั้น “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปุถุชนกล่าวชมตถาคตจะพึงกล่าวด้วยประการใด ซึ่งมีประมาณน้อย ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีลนั้น เป็นไฉน?” พ่อครูว่า…เบื้องต้นของพรหมจรรย์คือศีล เบื้องกลางคือจิต เบื้องปลายคือปัญญา เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่เริ่มต้นมีศีลเป็นหลัก มีศีลเป็นข้อยืนยัน ขยายความจริงขยายความรู้ออกไปจากศีล เริ่มต้นเช่น “๑. พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรามีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่” พ่อครูว่า... ความละอายต่อบาปนี้ยิ่งใหญ่มาก พวกที่ยิ่งไปทำบาป แต่ก็น่าไม่อาย ยังนึกว่าน่าโชว์อีก ยิ่งปุถุชนยิ่งหยาบๆหนาๆ ไปโชว์สิ่งที่ไม่น่าโชว์เลย แล้วไปโชว์อย่างน่าภาคภูมิใจ อะไรหยาบๆ พวกคุณอาจไม่รู้ แต่สิ่งที่คุณเคยแสดงไปแล้วเคยละอายเคยมั้ย แม้ไม่มากก็รู้สึกมาก แม้ไม่หยาบสำหรับคนอื่น แต่หยาบสำหรับเรา ทำไมเราทำได้ถึงปานนั้น โอ้โห สู่แดนธรรม...ผมเคยผิดพลาดเคยยกตนข่มท่าน พอมาคิดแล้วก็น่าละอาย พ่อครูว่า... เป็นการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ ยกตัวอย่างในชีวิตของตนเอง ในชีวิตอาตมาเคยทำชั่ว 1. ยกเท้าขึ้นถีบน้องชาย 1 ครั้ง ในชีวิต ถีบ นั่นแหละ นายป้อม ที่เขาเชื่อว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้า เสียชีวิตไปแล้ว ถีบยันไปเลย โอ้โห มารู้สึกที่หลังว่าเราไม่น่าทำเลย นั่น 1 ครั้ง 2. เอาไม้บรรทัดตีน้องชายคนเล็ก นายด้าว ตีที่แขน แดงเลยนะ ซึ่งรู้สึกว่าเราไม่ควรทำ แล้วระลึกได้ว่า ในชีวิตแม่เคยตีอาตมา 1 ที ตีด้วยไม้บรรทัดเหมือนกันตีที่แขน แล้วแม่ตีแล้วก็ร้องไห้ จำได้ว่าแม่เขาตีเราแล้วเขาก็ร้องไห้ มี 1 ทีในชีวิต นอกนั้น แม่จะถือว่า อาตมาโตเกินวัย ทำอะไรๆ แม่ยอมรับ เชื่อถือ แต่ไหนแต่ไรมา พูดสิ่งเหล่านี้พูดไปแล้วเหมือนคุยตัวเองอีกนั่นแหละก็ของตัวเองก็เอามาพูดได้เนาะ มันมีมาผ่านมา มีความละอาย ความเอ็นดู ความกรุณา ละอาย มันระลึกสำนึกมาก แล้วก็กลับเลยทีนี้ แทนที่ละอายแล้ว เราแทนที่เราจะปล่อยปละละเลย ก็ยิ่งเอ็นดู เราก็รู้สึกว่าเราทำไม่ดี เราผิดพลาดไปแล้ว เราก็มาแก้ตัว บอกคนอื่น เอ็นดูก็คือ เอาความผิดที่เราผิดนี่แหละ เอามาพยายามเตือนผู้อื่น บอกผู้อื่น เช่น นั่งหลับ อาตมาก็เคยนั่งหลับตา หลงนั่งหลับตาในชีวิตชาตินี้ ตั้งแต่ใหม่ๆ พระพุทธเจ้าก็เช่นเดียวกัน ลิงลมอมข้าวพองใหม่ๆ ก็หลงการนั่งหลับตานี่แหละ เพราะมันครอบงำทั้งโลก พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็เห็นแล้วว่าเขานั่งหลับตา ก็เลยไปนั่งหลับตากับเขา ท่านก็ทำได้ อาตมาก็ทำได้ ทำได้อย่างที่เขาทำได้ ไม่ได้น้อยหน้าหรอก พูดไปแล้วก็จะคุยตัวอีก เพราะฉะนั้นพวกที่นั่งหลับตาบอกว่าเก่งๆ ขออภัยเถอะ อาตมาว่าอาตมาไม่ได้ด้อยกว่าใครหรอก จะเป็นมหาบัวก็ตาม ขออภัยออกชื่อ หรือจะเป็นแม้แต่ธัมมชโย ก็นั่งหลับตาเหมือนกัน แต่คนละสาย อันนั้นมันสายใส อันนี้มันสายดำมืด อันนั้นก็สายอาภัสรา อีกพวกก็ กิณหา ซึ่งอาตมาอยู่ในสายใส แต่ก็ไปหลงทางมืดมาเหมือนกัน จึงรู้ทั้ง 2 ส่วน รู้ทั้งอย่างที่เขาทำ และในชาตินี้ก็เคยได้ไปทำมา ลิงลมอมข้าวพองอย่างที่เขาเคยพาทำมา ไม่ใช่ว่าที่พูดไปนี้ไม่ได้รู้เรื่องนะ แต่รู้ เหมือนอย่างที่เขาเคยทำกันมา แล้วเขาก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า เขาทำไปแล้ว เขาอุปาทานอะไรแค่ไหน แต่อาตมารู้ จึงมาบอก สรุปอีกทีว่า นั่งหลับตาโยนทิ้งไปได้เลย มันไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ซึ่งผู้รวบรวมพระไตรปิฎกเป็นสายหลับตา พระกัสสปะ ก็เลยผสมอยู่ในนี้เท่านั้นเอง ที่จริงพูดเด็ดขาดได้แต่ท่านไม่กล้าท่านไม่รู้ พระกัสสปะ พูดไปแล้วจะหาว่าด้อยค่าพระกัสสปะ ใช้สำนวนสมัยใหม่หน่อย หาว่าอาตมาไปด้อยค่าพระกัสสปะ มีคนท้วงมา คือพูดความจริงไม่ได้ไปด้อยค่า พระกัสสปะเป็นพระป่าดึกดำบรรพ์มาไม่รู้กี่ชาติแล้ว ท่านมีวิบาก แล้วก็มายุคนี้ปางนี้ท่านมีบารมีพอ ก็เลยได้บรรลุอรหันต์ แต่พระอรหันต์เป็นต้นขั้วของสายศรัทธา คำว่าต้นขั้วของสายศรัทธา คือจะเป็นศรัทธาที่ลึกมากเลย ที่จะมาหาปัญญายังไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่ พูดไปอีกก็ยิ่งด้อยค่าพระกัสสปะอีก ก็พอ ก็มีความละอาย ตัวเองเคยผิดพลาดก็ละอายตัวเอง ก็มาแก้ไขช่วยผู้อื่นอย่าให้ผิดพลาดอย่างที่เราเคยผิดพลาด เอ็นดู ช่วยเหลือ กรุณาลงมือทำ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เมตตานี่เห็นแล้วอยากช่วยเขา เอ็นดูอยากช่วย กรุณา ก็ กรณะ กระทำ ลงมือช่วยเลย มุทิตา ช่วยสำเร็จผลแล้วก็ยินดีด้วย ที่เขาได้บรรลุ ที่เขาได้สำเร็จ ยินดีด้วยแล้วก็ตัด อย่าไปยึดว่า เรามีประโยชน์ เรามีบุญคุณ เป็นอุเบกขา วางปล่อยเฉยหมด ตัวเราของเรา ตัวเขาของเขา ของใครของมัน จบ รู้จักจบ อย่าไปต่อเนื่องว่าเราต้องมีบุญคุณอะไรอีก ไม่ต้อง ตัด อุเบกขา ข้อสุดท้ายยิ่งสำคัญ หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ นี่ศีลข้อที่ 1 หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวง แม้แต่สัตว์นรกหรือศัตรู เขาตั้งตัวเป็นศัตรูของเรา ก็ไม่เป็นไรเราก็หวังประโยชน์เพื่อเขา ช่วยเขาด้วย อาตมาถึงไม่ได้ปล่อยปละละเลยต่อผู้ที่เหมือนเป็นปฏิปักษ์ เหมือนเป็นศัตรูกันจริงๆ จะจัดการอาตมา นี่ถ้ามหาบัวอยู่ก็คงจะน่าดูเลย เอ้า เขาไม่ยอมนะ เขาสู้นะ แต่ก็สิ้นไปแล้ว ก็เอาเถอะไม่ต้องไปพูดต่อ ผู้ที่ยังอยู่ขณะนี้ที่อาตมายังเกรงใจ อาตมาไม่ได้เกรงใจแคบๆ ที่อาตมาเกรงใจ ท่านผู้รู้ที่เป็นปราชญ์อยู่ในศาสนาพุทธตอนนี้ อาตมาไม่ได้เกรงใจแคบๆ แต่อาตมาเกรงใจกว้างๆ เพราะมันกระทบเกี่ยวเนื่องอันอื่นต่อ อาตมาไม่อยากให้บานปลาย ถ้าจะพูดแรงๆเหมือนอย่างว่ามหาบัว อาตมาก็ไม่อยากจะทำเท่าไหร่ เพราะทำแล้วมันมีผลข้างเคียงอีกเยอะ ก็เลยชะลอเอาไว้ แต่ก็พยายามพูดเป็นนัยๆให้รู้ ก็น่าจะรู้ในรายละเอียดของตนเองว่า อาตมาก็บอกอยู่ว่า สิ่งที่บกพร่องนั้น คือมันรู้มากเกินไป พอได้แล้ว หันกลับมาหาการปฏิบัติ โยนิโสมนสิการ ผู้จะโยนิโสมนสิการเป็นนั้น แม้แชต่ในแสงอรุณ ก็ต้องพบมิตรดี เช่นต้องพบอาตมาเป็นมิตรดี ต้องมาปฏิบัติศีล ตามสัมมาทิฏฐิที่อาตมาพาทำ อย่านึกว่า ปฏิบัติศีลนั้นสัมมาทิฏฐิได้ง่ายๆนะ อย่าง สีลัพพตปรามาส หรือ สีลพตุปาทาน สีลพตุปาทาน นั้นไม่พ้นอุปาทาน เพราะไม่รู้อัตตา เพราะอัตตาเป็นแสงอรุณข้อ 4 อัตตานี้ทั้งหยาบและละอียดกว่า กาย เพราะอัตตาคลุมไปถึงอบายมุข กาม รูป อรูป อัตตาเป็นแกนจิตทั้งหมด กายพ้นจากอบายมุข มาเป็นกาย มาเป็นกาม อบายมุข อาจพอเข้าใจ แต่อบายมุขท่านก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ในประเด็นที่หลงในลาภยศสรรเสริญ นี่ก็ยังคืออบายมุข ยิ่งใหญ่ ได้รับการสรรเสริญเป็นผู้รู้ที่ 1 ในประเทศ ได้รับรางวัล ได้รับการชมเชย ได้รับตำแหน่งต่างๆนานา แต่ท่านไม่รู้ตัวหรอก ยังมีแม้แต่สิ่งที่ติดอยู่กับตัว ..หมดเวลา 641001_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยายพรหมชาลสูตร ตอน 1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน