ทำทานอย่างไรให้ไปถึงความรักมิติที่ 7.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข25 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ทำทานอย่างไรให้ไปถึงความรักมิติที่ 7 พ่อครูว่า... มาเข้าถึงวิชาการ วิชาการที่ว่าก็ได้ยินได้ฟังกันมานานมาก อยู่ในศาสนาพุทธได้ยินเลยว่า ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ ทาน ศีล ภาวนา ว่างั้นนะ ได้ยินกันมานาน เสร็จแล้ว ทาน ศีล ภาวนา ซึ่งมันก็เป็นเรื่องของความกว้าง ครอบคลุมไปหมดเลย ทั้งพฤติกรรมมนุษย์ทั่วไป พอ ศีล สมาธิ ปัญญา มันจะตีกรอบแคบเข้ามาหาการปฏิบัติธรรม ถ้า ทาน ศีล ภาวนา หากไม่ปฏิบัติธรรมอย่างน้อยคุณก็ทำทาน หรือแม้แต่คำว่า ภาวนา แปลว่า การเกิดผลนั้นๆ เอาล่ะ ยังไม่วิเคราะห์ที่ว่าคนปฏิบัติธรรมผิดเพี้ยนในการภาวนา ซึ่งไปไม่ถึงผล ซึ่งผลเขาก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไรไม่รู้ว่าเป็นภาวนา เอา ทาน ศีล ภาวนา ทาน ตัวแรกในพฤติการณ์ของมนุษย์ ตัวแรกเลย ทาน คือการให้ เป็นคุณสมบัติ การเอา เป็นโทษสมบัติ การเอายิ่งยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา เป็นตัวโทษสมบัติแท้ การให้ไปจากการเป็นเราเป็นของเรานั่นคือ คุณแท้ คุณสมบัติแท้ ทีนี้คนปฏิบัติทานกัน ก็ซับซ้อนเลย ทำวิธีทาน เอาออกให้ออก ใครก็เห็นว่าดี คนนี้เป็นคนแจกคนให้คนอื่น ดีจริงๆ ดี แต่ใจ ยังไม่ได้ให้หรอก ยังคิดว่าเอ็งต้องเอามาคืนข้าพร้อมกับดอก ดอกคิดทบต้นสูงนะ ใจมันยังไม่ได้ปล่อยจริงยังไม่ได้ให้จริง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในเรื่องทานสูตร 1. ทานจะต้องทานอย่างสาเปกโข ทานก็คือการให้ โดยไม่มีการตั้งความหวัง ตั้งภพชาติ เป็นตัวเป็นตน ให้ก็คือให้ นั่นคือทานที่มีอานิสงส์ที่สุด ตรงที่สุด สูงที่สุด จบเลย เพราะฉะนั้นคุณทานอะไรก็แล้วแต่ ไม่มี สาเปกโขเลย สมบูรณ์แบบแล้วในเรื่องทาน ถ้าคุณเริ่มทาน อย่างน้อยจำเป็นเราเป็นของเรา โดยเฉพาะเป็นเราเป็นของเรานั้น ยิ่งไปกว่านั้นคุณต้องเอามาคืนนะ ของเราให้เอามาคืนนะ นั่นยิ่งไม่ได้ทานไม่ได้ให้ ให้วัตถุเขาเอาไปใช้จนแหลกลาญจนไม่เหลื

อ่านต่อ

อเศษเป็นผงคลี แต่คุณก็ยังจะให้เอามาคืน ให้มีราคาไม่น้อยกว่าที่ให้ไป คิดดอกคิดต้นอย่างสูงอีก ดีไม่ดี คิดแบบทุนนิยมสามานย์ เขาก็หาวิธีให้ได้กลับมามาก ทีนี้การคิดเป็นวัตถุ ใครก็เห็นก็รู้ว่า อย่างนี้ ทุนนิยมสามานย์หน้าเลือด คนที่มีปัญญารู้แล้ว นอกจากคนที่ ไม่มีปัญญารู้ ชอบ อยากจะเป็นผู้ได้เปรียบมากๆ ได้เอามาเป็นของตัวของตนมากๆชอบๆ อย่างนี้ก็แล้วไป เป็นพวกเลวร้ายด้วยกัน เห็นดีเห็นงามไปด้วยกัน แต่ถ้าคนชัดเจนแล้วว่าไม่ดีไม่เอา ก็จะอ่านสภาพตั้งแต่มันหยาบ เป็นวัตถุแท่งก้อนจนกระทั่งถึงฝากไว้ จดไว้ เป็นสัญญา เป็นหลักฐาน เขียนสัญญาตามกฎหมาย คนนี้คนนั้น อย่าทะเลาะกันนะ ให้ไปแล้วใช้หนี้หรือไม่ใช้หนี้อย่างไรกฎหมายกำหนดบอกหมด ถ้าไม่อย่างนั้นมาเอาเป็นของกูกันหมด เพราะฉะนั้นกฎหมายทั้งหมดทั้งนอกก็ต้องมีเลยอย่างละเอียดซับซ้อนด้วย ทีนี้ คนที่พอจะมีภูมิธรรม ว่า ถ้าไปเอาตัวตนวัตถุมาเป็นของเราทั้งหมด เขารู้นะ คนเขาก็เห็น เพราะฉะนั้นทำเป็นว่าให้ผู้อื่นไปแล้วกัน แต่แล้วจดไว้หมด จดเป็นรูปธรรม เป็นสัญญาเป็นมรดก กฎหมายก็รองรับไว้พวกนี้ จนกระทั่ง ไม่ต้องเขียนสัญญาหรอก ใช้ความจำ เป็นหลักฐาน สัญญา สัญญาณ กัน อย่างเช่นสัญญาลูกผู้ชาย อันใดเป็นของเอ็ง อันใดไม่เป็นของเอ็ง สู่แดนธรรม... แสดงว่าสัญญานี้ก็ยึดถือว่าเป็นของเราอยู่ พ่อครูว่า... แน่นอน อย่างมหาบัว เรี่ยไรเงิน เขามาให้ท่านนะ แต่ท่านฉลาดซ้อน ทุนนิยมสามานย์ร้ายกาจ ว่า เอาให้ชาติ แล้วท่านมีสัญญาด้วยนะว่า อย่าเอาไปใช้ นะให้เป็นเงินคงคลังนะ แต่ป่านนี้คงเอาไปใช้ เพราะฉะนั้นในจิตของมหาบัว ไม่ได้พรากว่าไม่ใช่ตัวกูของกูเลย ยังเต็มไปด้วยตัวกูของกูเต็มบ้องเลย แต่เป็นนามธรรม ที่มันเป็นความโง่ยิ่งกว่ารูปธรรม เพราะรูปธรรม หากเรายึดถือเป็นเราเป็นของเรากอบโกยเป็นของเรา คนก็จะเห็นว่าน่าอาย แต่นี่คนไม่รู้ ว่าเป็นของกู หลงเป็นของกูยิ่งใหญ่ ชาตินี้กูช่วยไว้ ประเทศนี้กูช่วยไว้ มหาบัวไม่รู้ว่าตนเองยึดถืออย่างนั้น แล้วซ้อนอีกว่า บอกตนเองบริสุทธิ์ไม่เอามาเป็นของตัวสักบาทเดียว บริสุทธิ์ เอาไปไว้ให้แบงค์ชาติ ไม่เป็นของตัวเลย ยิ่งเป็นของตัวที่ยิ่งใหญ่ นี่แหละคือความซับซ้อนของสิริมหามายา ที่ไม่รู้เท่าทัน ชาตินี้อาตมาไม่ได้ทำอะไรเลยเงินทองข้าวของอะไรให้แก่ประเทศชาติ อาตมาทำแต่ความรู้ทำแต่ธรรมะเป็นเรื่องนามธรรม แม้แต่ทำเป็นหนังสือเป็นข้อเขียนก็แจก แต่ก่อนนี้ขายบ้าง เพราะว่าคนมาช่วยน้อยมันไม่หวาดไม่ไหว แต่เดี๋ยวนี้ก็ทำได้พอสมควรแจกได้เลย สู่แดนธรรม... แสดงว่าที่พ่อท่านทำกุศลตลอดมาก็ไม่ได้ทำใจในใจยึดถือเป็นของพ่อท่าน ไม่อย่างนั้นทางศิษย์หลวงตามหาบัวอาจจะบอกว่าที่สอนไปนี้เป็นคำสอนของฉันช่วยประเทศชาติ พ่อครูว่า... ไม่ได้ยึดเป็นของตน ต้องการให้กว้างออกไป อาตมาไม่ได้ยึดว่าเป็นของประเทศไทยเท่านั้น ให้ไปทั่วโลก ประเทศไทยยังไม่มีฐานรู้ฐานธรรมะมากแต่ค่อยๆคิดค่อยตามมาได้ เพราะฉะนั้นมันเป็นจุดสูงสุด คนจะเข้าใจตามว่าคนทำได้อยู่นะ ไม่ใช่ยูโทเปียของโทมัสมอร์ที่คิดแล้วทำไม่ได้ เป็นวิมานอยู่ แต่นี่ทำได้นะ มีทั้งวัตถุตัวตนบุคคลพฤติกรรม มีทั้งจิตวิญญาณที่สอดคล้องตามพฤติกรรมข้างนอก พฤติกรรมข้างนอกไม่เอาเป็นของเรา จิตใจก็เป็นเช่นนั้น สู่แดนธรรม... ได้ฟังพ่อท่านเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่าง ในจิตใจของพ่อท่าน พ่อครูว่า... ไปอ่านความรัก 10 มิติ นั่นแหละคือจิตอาตมา ตั้งแต่มิติที่ 1 ถึงมิติที่ 7, 8 ที่ 9 ไม่มีเราเป็นของเราเลย เพื่อทุกอย่างทั้งหมด ไม่ได้เป็นเราเป็นของเราเลย ซึ่งถ้าเข้าใจนัยยะสำคัญของความรัก 10 มิติก็จะรู้ ความรัก10 มิติอาตมาเขียนตั้งแต่ พ.ศ. 2517 บวชได้ประมาณ 4 ปี บวช 2513 ไปเทศน์ 2517 ตอนนั้นมันก็ขึ้นมาว่าเราจะเทศน์เรื่องอะไรดี ความรัก 10 มิติก็ขึ้นมา ก็เรียบเรียงอยู่ตรงนั้นเลย ทั้งพยัญชนะภาษาทั้งสภาวะเทศน์ออกไป สดๆ เลือดหยดติ๋งๆ กัณฑ์แรกบอกว่าดี มีคนนิมนต์ไปเทศน์อีก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และวิทยาลัยครูบอกว่าไปเทศน์ อีก 2 กัณฑ์นี้ก็เลยรวบรวมคำเทศน์ออกมาเป็นความรัก10 มิติเล่ม 1 สู่แดนธรรม... พ่อท่านแม้จะมอบความรักไปต่างประเทศก็เป็นความรักมิติที่ 6 พ่อครูว่า... ใช่ ขั้นที่ 6 สากลนิยมหรือจักรวาลนิยม กว้างออกไป เพราะความรักขั้นที่ 7 จึงเข้าสู่เทวนิยมหรือปรมาตมันนิยม แต่คนที่ยังเข้าใจความรักมิติที่ 7 ไม่ได้ เขาก็จะยึดเทวะ ยึด 2 เป็น 1 ก็ยังเป็นตัวเราของเรายังเข้าใจไม่ได้ นอกจากโลกุตระจะเข้าใจฐาน 7 ต้องขยายตัวออกไม่เป็นเราเป็นของเรา ขยาย 2 ทำเป็น 1 จาก 7 จึงจะเจริญไปเป็น 8 เป็นความรักมิติที่ 8 อาริยนิยมหรืออเทวนิยม สู่แดนธรรม... ทุกอย่างที่พ่อท่านปรารถนาที่จะทำเพื่อมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองจะเป็นทุนนิยม หรือ เศรษฐกิจสาธารณโภคี ทุกอย่างล้วนแต่มีรากเหง้าออกมาจากความรักอย่างนี้ทั้งนั้นใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ใช่ จิตเป็นประธานเรียกเป็นภาษาสากลว่าความรัก อย่างเทวนิยมเขาบอกว่าเขารักทุกสรรพสิ่ง แล้วความรักของเขายังมีตัวตนที่ใหญ่ไปกับความรักด้วย เทวนิยม มีความใหญ่ของตัวเองไปกับความรักครอบงำให้คนอื่น เป็นเชิงทาส ตรงกันข้ามกันกับของพระพุทธเจ้าที่ถอดตัวถอดตน (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... ตอนที่ไปเชียงใหม่ ม.เชียงใหม่นิมนต์ให้ไปเทศน์เรื่องความรัก เป็นที่มาของความรัก 10 มิติ คนฟังก็ติดใจ ฮือฮา มีอาจารย์วิทยาลัยครูมาฟังด้วยก็เลยให้ไปเทศน์ที่วิทยาลัยครูต่อก็เลยเป็นกัณฑ์ที่ 2 สู่แดนธรรม... คำที่พ่อท่านเคยพูดว่า อาตมาไม่ได้เกลียดศัตรู แม้แต่ว่าคนจะมาขัดขวางเป็็นอุปสรคไม่ให้เผยแพร่ธรรมะ พ่อครูว่า... ใช่ๆ การเกลียด นี่ เป็นความโง่ที่สุด อาตมาวิจารณ์ข่ม เช่น ข่มมหาบัว ธัมมชโยก็ตาม อาตมาไม่ได้เกลียดไม่ได้ชัง แต่อาตมาสงสาร เป็นจิตตัวสงสาร สงสารแบบโลกๆ จะมี Concept การสงสารอย่างไรก็ใช่ทั้งนั้น แม้ที่สุดอาตมาสงสาร ก็ไม่ได้มี Concept อย่างที่คนคิดว่าอยากจะช่วยเหลือเกิน ก็อยากช่วยเหลือนั่นแหละ แต่ไม่ได้อยากจนกระทั่ง มากเกินไป ช่วยได้ก็ช่วย ก็พยายามช่วย อย่างเช่นอาตมาช่วยมหาบัว ช่วยธัมมชโย ช่วยนะ อาตมาไม่ได้ข่มเบ่ง แต่มันเลี่ยงไม่ออก เราช่วยคือให้เขารู้ตัวว่าอันนี้มันไม่ได้ผลนะ มันควรเลิกควรละ ควรจะตื่นรู้ได้ว่า เราไปเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... มีลูกศิษย์เขาติดใจว่าทำไมพ่อครูไม่พูดตอนมหาบัวยังอยู่ พ่อครูว่า... ตอนนั้นอาตมาเจียมตนอยู่ แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็ยังเจียมตนกันอยู่บ้าง ไม่ได้อยากจะทำอะไรให้ใหญ่โต เพราะว่ามันไม่ดี เป็นแต่เพียงว่ามันจำเป็นต้องทำมันจำนนต้องทำเช่นนี้ ไม่ทำอย่างนี้ไม่รู้จะทำอย่างไร ต้่องข่มสิ่งที่ควรข่ม ยกสิ่งที่ควรยก มันไม่มีทางหลีกเลี่ยง จะไปยกย่องในสิ่งที่ไม่ควรยกย่องมันก็บ้าเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นในลักษณะยิ่งใหญ่ขนาดนี้ สรุปลงไปที่พฤติกรรมใหญ่ของมหาบัว คือ มิจฉาทิฏฐิไปหลับตาปฏิบัติ ธัมมชโยก็ตาม มิจฉาทิฏฐิไปหลับตาปฏิบัติ หลับตาปฏิบัติมันไม่ใช่ของพุทธเลย แต่เป็นของเดียรถีย์ 100% 1,000% 100,000% ซึ่งมันไม่ใช่เลย แค่สัมมาทิฏฐิแค่นี้ยังไม่สัมมาทิฎฐิก็เป็นโมฆะตลอดกาล ศาสนาพุทธในเมืองไทยนี้ตื่น อาตมาจึงพยายามที่สุดที่จะให้ เหมือนกับพระพุทธเจ้าพยายามจะไปโปรด อาฬารดาบส อุทกดาบส ก็นั่งหลับตาทั้งนั้น เขาก็ตายไปแล้ว ก็เลยไปเจอชฎิล 3 พี่น้องก็หลับตาเหมือนกันก็ไปโปรดก็ได้มา อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเรื่องหลับตาจึงเป็นเรื่องของโบราณๆที่มันเป็นตัวมิจฉาทิฏฐิ มันเป็นกลองอานกะ โลกุตระธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นอาริยะกะ มันสูญหายไปแล้ว อาตมาจึงเอามาเปิดเผยขึ้นมาใหม่ ซึ่งเขาก็ไม่เชื่อ เขาก็ยังยึดมั่นถือมั่นกับการนั่งหลับตา แค่นี้เป็นโมฆะ ถ้าเผื่อว่าคนไทยนี่ซึ่งเป็นฐานพุทธศาสนา ตื่นจากอันนี้ ตื่นรู้ทันอันนี้ว่า อาจารย์ใหญ่ๆแต่ละสำนักตื่นรู้เลยว่าเรางมงายมากี่ชาติแล้ว ตายๆๆๆ แล้วก็มาเรียนตามจรณะ 15 วิชชา 8 เรียนรู้ตามคำสอนที่เป็นพุทธคุณของพระพุทธเจ้าแท้ๆ ลืมตาปฏิบัติศีล อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ ตามลำดับจะเกิดจริง อย่างที่อาตมาพยายามอธิบายอยู่นี่ ศาสนาพุทธหรือโลกุตรธรรมจะเกิดจะเจริญรุ่งเรืองจริงๆ แต่นี่มันแค่หลับตาลืมตาแค่นี้แหละ อาตมาถือว่าพวกหลับตาปฏิบัติเป็นพวกโจรปล้นศาสนา พระพุทธเจ้าเป็นพระราชาสั่งพนักงานให้เอาโจรไปฆ่าด้วยหอก 100 เล่มตอนเช้า อาตมาก็เป็นพนักงานของพระพุทธเจ้า ไปฆ่าด้วยหอก 100 เล่มเช้า สาย เย็น หอกหักหมดเลย โจรก็ยังไม่ตาย และมันไม่สะดุ้งสะเทือนอะไรเลย ก็ไม่อยากพบพระราชาอีกเดี๋ยวจะถามว่าฆ่าตายหรือยัง หอกเราก็หักหมดแล้ว เจอกลางวันอีก เป็นไงตายหรือยังแล้วโจร ยังไม่ตายพระเจ้าข้า ก็ไปฆ่าอีก เย็นเอาไปทำหอกอีก 100 เล่มเอาไปฆ่าอีก ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ไม่ถามอีกแล้ว เช้ากลางวันเย็น จนป่านนี้หอกอาตมาหักไปไม่รู้กี่ร้อยดอก เป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสน เป็นล้านดอกแล้ว ยังหนังเหนียวอยู่เลย พระพุทธเจ้าท่านตรัสตรงนี้เอาไว้ว่า เป็นโจรร้ายที่ทำลายศาสนา ต้องเอาไปฆ่าให้ตาย ไม่อย่างนั้นเขาก็ไปทำวิบากร้ายอยู่อย่างนั้น ไปฆ่าเขาตาย ไปถ้าจะซ้อนลึกลงไปอีก การฆ่าโจรให้ตาย เทียบกับหอก 100 เล่มที่อาตมาพยายามทำธรรมะให้คมๆ มันยังไม่ทิ่มเนื้อโจรเข้าไปได้เลย หอกหักเลย โอ้ทำไมหนอ ถึงเป็นถึงขนาดนี้ ข้ออุปมาอุปไมยของพระพุทธเจ้านี้สุดยอดเลย อาตมาเอามาขยายความถ้าไม่มีสภาวะจริงไม่มีความจริง ขยายไม่ออกนะ อาตมาขยายออก นี่แหละคืออาหาร 4 ของพระพุทธเจ้าคือสุดยอดอาหาร 4 ตั้งแต่ กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร เขามีวิญญาณหนังเหนียวจริงๆ สุดยอดเลย 640924_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทุนนิยมคือ Infinity แต่บุญนิยมนี้ 0 ยิ่งกว่า 0

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน