คนเราเกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาทำไม เกิดมาแล้วได้อะไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.63 KB
วันที่แก้ไข27 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

คนเราเกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาทำไม เกิดมาแล้วได้อะไร _คนเราเกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาทำไม เกิดมาแล้วได้อะไรจากการเกิดมา ? พ่อครูว่า... 1 เกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาเพื่อตาย นี่ก็ตอบมาแต่ต้น เดี๋ยวนี้ก็ยังตอบอย่างนี้อยู่ ถ้าคนเราเกิดมาเพื่อได้อะไร แล้วไม่รู้จักว่าเพื่อได้อะไรมันก็เพื่อตาย ก็ยังดีนะ แต่เกิดมาเพื่อได้อกุศลธรรม นั้นโอ้โห เกิดมาเพื่อได้สิ่งที่โง่ๆ หรือฟังดีหน่อย เกิดมาได้แต่โลกียธรรม ก็ยังอนุโลมเป็นกัลยาณะ เป็นสิ่งดี เป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติอยู่บ้าง แต่มันไม่สามารถหลุดพ้น แต่มันไม่สามารถรู้จักความจริงที่เป็นโลกุตระ ความจริงโลกุตระเรียกว่าหลุดพ้นหรือเรียกว่าล้างกิเลสจบเรียกว่า จิตนิยามเป็นธาตุรู้เป็นอัตตาของแต่ละคน ผู้มีความรู้จบในอัตตา รู้ในจิตนิยามของตัวเอง จนสามารถทำจิตนิยามของตนเอง กรรมคือกระทำ ทำจิตของตนเองให้ทรงไว้ซึ่งพีชะ จิตนิยามเป็นพีชนิยามหรือให้เป็นอุตุ เป็นดินน้ำไฟลมได้เลย สามารถทำใจในใจ ทำใจในใจ มนสิกโรติ หรือเป็นคำนามก็มนสิการ การทำใจในใจ ถ้ามนสิกโรติเป็นคำกิริยา ทำใจในใจของตนเองให้เป็นอุตุเป็นดินน้ำไฟลม ให้เป็นพืช มีพลังงานระดับพืช มีพลังงานระดับจิต จริงเราเป็นเจ้าของจิต เรามีความรู้เต็มเป็นจิตรู้ จิตคือธาตุรู้ รู้เต็มๆ จิตไม่ได้หายไปไหน จิตยิ่งควบคุม จิตยิ่งจำเพาะ จิตยิ่งจัดแจงให้เป็นเช่นใด ให้เป็นพีชะ เป็นอุตุ ก็สามารถทำได้ พลังงานจะเป็นเวทนา สัญญา เจตนา เมื่อผัสสะ เมื่อมนสิการ ต้องมีผัสสะในการปฏิบัติถ้าหากไม่มีผัสสะในการปฏิบัติ ไม่มีนามมาประกอบปฏิบัติธรรมไม่ได้ ไม่เป็นวิญญาณฐีติ ปฏิบัติไปก็ไม่บรรลุธรรม อย่างที่หลับตาปฏิบัติไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายในการผัสสะ มีแต่ใจของตัวเองก็ไปคิดเอาเอง ปั้นเอาเองในใจของตนเอง คนเดียวไม่มีใครรับรู้ ไม่มีใครรับรอง มันก็เพ

อ่านต่อ

้อเจ้อเพ้อพกไปตามสารพัด จะไปเอาความจริงในการนั่งหลับตาแล้วเกิดความรู้ เกิดภพชาติ เกิดอะไรก็แล้วแต่ คุณรู้เห็นในการนั่งหลับตา พระพุทธเจ้าไม่ยอมรับว่าเป็นปัญญา ไม่ยอมรับว่าเป็นความจริง ถือว่า เป็นส่วนตัว สร้างเองเป็นเอง หรือ คุณจะมีหมู่กลุ่มร่วมรับรู้เห็นใจด้วยกันก็เป็นอาทิสมานกาย ต่างคนต่างไม่เห็นของใคร ต่างคนต่างเห็นของตนเองทั้งนั้น เสร็จแล้วก็มาสมมุติกันว่ารู้ร่วมกันเรียกว่าสัมโภคกาย พูดกันรู้เรื่องสมมุติกันไปตามตามกันไป ซึ่งมันไม่เที่ยงไม่ตรง ไม่เป็นสัจจะหนึ่งเดียวกันเลย มนุษย์เขาก็ทำกัน เพราะต่างคนต่างเนรมิตขึ้นมาเอง นิรมาณกายสร้างเองทั้งนั้น แต่มาพูดกับคนอื่นอย่างพระเจ้า พูดกับคนอื่นให้ร่วมด้วยเรียกว่า สัมโภคกาย ที่จริงพระเจ้าไม่มีหรอก แต่ละคนนี่แหละคิด พระศาสดาของเทวนิยมแต่ละองค์คือความรู้ของตัวเองสั่งสมวิบากกรรมของตัวเอง จนกระทั่งได้เป็นศาสดา แต่ท่านไม่รู้จักตัวเองไม่รู้กรรมวิบากที่ท่านได้สั่งสมมาว่าเป็นของท่านเอง ศาสดาแต่ละองค์ของศาสนาเทวนิยม มีความรู้เป็นของท่านเองทั้งนั้นแต่ท่านไม่รู้ตัวเอง ไม่รู้อัตตาตนเอง ไม่รู้กรรมวิบาก ไม่รู้ว่าตัวเองสั่งสมมาเป็นวิบากกรรมอย่างไร เกิดมาอย่างไรแต่ละชาติๆ ไม่รู้ ไม่ได้ศึกษาไม่ได้รู้อย่างศาสนาพุทธสอน กรรมวิบากเป็นอจินไตย เดาเอาไม่ได้ ต้องมาเรียนรู้จริงๆเลย สัมผัสเรียนรู้ด้วยตัวเองจึงใช้เวลานานมาก ไม่เอาแบบเดา เกิดมาแต่ละชาติๆ นับมาตั้งแต่ สัตว์เซลล์เดียวเลย จำได้ จนกระทั่งมีเป็นล้านล้านเซลล์ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องไปรู้มันมากเกินไป ก็ไม่ต้อง นับเป็นล้านๆๆๆไม่ถ้วนแหละ ไม่ใช่มานั่งสมมติเอา กว่าจะเกิดเป็นพระพุทธเจ้านั้นไม่รู้กี่ ล้านๆๆๆชาติ ล้านๆๆๆเซลล์นั่นแหละ แล้วเราก็ได้รู้จริง เราเคยเกิดเป็นเซลล์นั้นมา พวกคุณอาจจะเคยเกิดเป็นโควิดมาแล้วก็ได้ มาอาละวาดทุกวันนี้ โควิดไม่รู้หรอกว่าตัวเองเป็นตัวร้าย มันก็กัดกินไปเรื่อยมันจะไปรู้อะไรมันนึกว่าเป็นอาหารมันก็กัดกินไปเรื่อย เสร็จแล้วคนตาย โควิดมันก็ตายไปกับคนนะ มันโง่ไงมันไม่รู้ จะไปฆ่าคนให้ตายทำไมเพราะมันต้องตายไปกับคนนี่คือ covid สุดท้าย _เกิดมาแล้วควรได้อะไรจากการเกิดมาค่ะ พ่อครูว่า...ถ้ายังไม่ตายเกิดมาทำไมก็ เกิดมาทำงาน ทำงานอะไร ทำงานที่ดีแม้จะเป็นโลกียก็ให้ดีที่สุด ดีกว่านั้นก็เป็นโลกุตระ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรก็คือทำให้เกิดโลกุตระ หรือทำดีที่สุดในสมมุติ คุณเก่งที่สุดก็ได้เป็นศาสดาองค์ใดของศาสนาหนึ่งที่เป็นเทวนิยมและก็ตกต่ำวนเวียนอยู่อย่างนั้นแหละ สมบัติผลัดกันชม ศาสดาก็ได้หลงเป็นศาสดา แต่ละองค์อาจจะได้เป็นศาสดา 2 ครั้ง 3 ครั้งอะไรก็แล้วแต่ ศาสดาทางศาสนาโน้นก็ตามแต่ ซึ่งมันก็เป็นไปได้ถ้าหากพากเพียรให้ดีๆ ก็ทำได้ วนเวียนอยู่ในศาสนาโลกีย์อย่างนั้น กว่าจะรู้ว่ามันมีโลกุตระ ต่างกันที่โลกุตระรู้จักอัตตาครบ แล้วแยกอัตตาเป็นอนัตตาทำให้ไม่มีตัวตนจนเป็นดินน้ำไฟลมไปได้ ทำเป็นชีวะในความเป็นจิตนิยาม แม้แต่ความเป็นจิตนิยามก็ไม่เหลือ ทำให้เป็นอุตุธาตุ เป็นดินน้ำไฟลมไปได้ แยกธาตุจิตนิยามของตัวเองให้เป็นดินน้ำไฟลมได้สำเร็จ เมื่อตายครั้งสุดท้ายเรียกว่าปรินิพพานเป็นปริโยสาน อย่างนี้เป็นต้น นี่คือสุดยอด เพราะฉะนั้นเกิดมาทำไม..หากทำดีเป็นโลกียะก็ทำดีให้ดีที่สุด แล้วทำโลกุตระให้ได้ แล้วได้อะไร. .ก็จะได้โลกุตรธรรมนี่แหละ ได้รู้จัก อัตตา และได้รู้จักอนัตตา ได้จากการเกิดมา ถึงจะได้อันนี้ แล้วต้องมาพบศาสนาพุทธ ถ้าไม่พบศาสนาพุทธพบแต่ศาสนาเทวนิยม คุณก็จะวนอยู่ในศาสนาเทวนิยม จะพากเพียรให้เป็นศาสดาก็เป็นไปสิ อาตมาว่าอาตมาผ่านมาหมดแล้วเป็นศาสดาทางโลกียะ มันต้องเป็นมาก่อน รู้ก่อน แล้วมันก็ต้องมีตัวที่สามารถทำได้ยิ่งกว่านั้น ยิ่งกว่าความเป็นเทวนิยมก็คือ รู้จักความเป็นอัตตาแล้วก็แยกอัตตา จะอยู่อย่างมีอัตตาไปก่อนเป็นอมตะบุคคลแล้ว คุณจะไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน จะยังอัตภาพไปให้นานมีปณิธานเหมือนพระอวโลกิเตศวร มีปณิธานจะช่วยคนให้นิพพานหมดทั้งโลก แล้วเราจึงจะปรินิพพานเป็นปริโยสานเป็นองค์สุดท้าย เป็นคนสุดท้าย นี่คือพระปณิธานของพระอวโลกิเตศวร และมันจะเป็นไปได้ไหม ...มันไม่ใช่ยากนะ แต่มันเป็นไปไม่ได้ แต่มีคนสมมุติว่า ถือว่าเป็น กัลกิยาวตาร หมายความว่ามันเหนือกาละ กัลกิยาวตาร เหนือกาละ เป็นสมมติที่สมมุติทิ้งเอาไว้เท่านั้นเอง อวตารมาอย่าง จริงๆในกาละไม่มี กาละมันมีความหมุนของจักรวาล มันมีธาตุรู้ มีนามธรรมร่วมกับโลกในจักรวาลนี้ แต่ไอ้นั่นไม่มีตัวตนของจักรวาล ไม่มีตัวตนของอัตตา มีแต่สมมติอย่างเดียว กัลกิยาวตาร 640927_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 11

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน