560708_รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูและส.เดินดิน เรื่อง เห็นความไม่เที่ยงกับเวทนา ๑๐๘.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข22 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

560708 รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูและส.เดินดิน เรื่อง เห็นความไม่เที่ยงกับเวทนา 108 ส มณะ เดินดินว่า …วันนี้ วันจันทร์ ที่ 8 กรกฏาคม 2556 ดำเนินรายการ ที่ห้องกันเกรา สันติ อโศก ...ปีนี้บอกว่าเป็นปีที่น่าจะเป็นปีของการเปลี่ยนแปลง ก็ยังดูไม่ออก ตอนเช้าได้คุยกับโยมที่ใส่บาตรประจำ เขาบอกว่า ที่ไม่ได้ใส่บาตรหลายวันเหยียบบันไดพลาด ทั้งที่เดินขึ้นลงมา 30 ปีแล้วทำไมมันพลาด ก็ไปดูอายุของคนเดินก็ 80 แล้ว ชีวิตพอถึงวัยหนึ่ง ในชุมชนเราก็มีอย่างนี้ด้วย อายุมา ก แล้วเดินไปแล้วต้องระวังล้ม มีหมอคนหนึ่งอายุมากก็ใช้ที่พยุงเดินสี่ขา แม้กระนั้นก็ล้มอยู่หลายที สุดท้ายก็รอวันหมดอายุ ชีวิตที่เดินทางไปสู่จุดนี้ มีพ่อครูก็เปรยว่า นักการเมืองที่เขาคิดจะได้จะมีจะเป็นเขาได้คิดถึงตอนตายหรือไม่? ชีวิตคนเราก็ต้องเดินไปสู่ความพลัดพราก ความสูญเสียทั้งนั้น แต่คนก็มักมัวเมาในโลกธรรม กามคุณ จะมีแต่ตอนเมาที่หลุดปากพูดออกมาได้นะ วันนี้ก็มาแทน อ.กฤษฎา ก็มีแฟนรายการเยอะเหมือนกัน แต่ภรรยาไม่สบายก็ต้องอยู่ดูแล ทำอย่างไรเราจะทำความไม่เที่ยงที่จะเข้าสู่ปรมัตถ์ได้ ซึ่งพวกเราต้องเจอกับความผันแปรอยู่ตลอด ทำอย่างไรจะไปสู่โลกุตระได้ พ่อครูก็ไม่ได้ย่อท้อท ี่ จะชี้แจงทำความเข้าใจ ก็ขออาราธนา พ่อครูว่า...เราก็มาอธิบายตามที่ท่านเดินดินได้เกริ่น … ศาสนาพุทธ ผู้ที่ศึกษาเผินๆ ก็ว่าพุทธสอนความไม่เที่ยง แม้ผู้สูงสุดก็เป็นผู้ไม่เที่ยง ถ้าใครยังเห็นว่าอะไรเที่ยงอยู่ ก็ว่าผิด ซึ่งมันเป็นความซับซ้อนของสัจจะย้อนสภาพ วันนี้มาทำความเที่ยงกับไม่เที่ยงกันให้กระจ่างกันดีกว่า ความไม่เที่ยงเป็นสามัญลักษณ์ คำว่า สามัญ คือธรรมดาๆ ทั่วไป ก็ไม่เที่ยง เป็นเรื่องถูกต้อง ใครๆก็เข้าใจได้ ไม่ยาก มันไม่คงที่ ไม่อยู่อย่างนั้นนิรันดร ขอ

อ่านต่อ

งแข็งก็เปลี่ยนสลายตัวยากหน่อย นานหน่อย เราก็ดูเหมือนว่ามันเที่ยง แต่ก็เปลี่ยนแปรได้ ส่วนของเหลวหรืออาโปธาตุนั้น เป็นลักษณะที่มองเห็นด้วยตาเปล่าไม่ได้ แต่คนเห็นว่าน้ำนี่เป็นอาโปธาตุ แต่ที่จริงที่จับตัวเป็นอาโปนั้นเป็นธาตุที่เลื่อนไหล แต่ที่จับตัวกันนั้นเป็นสภาวะของธาตุลมมาจับกันเป็นน้ำ ธาตุน้ำที่จริงก็คล้ายกับแก๊ส ธาตุน้ำนี่ใกล้กับธาตุลม ซึ่งยาก ทุกคนคงได้ศึกษา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา บางอย่างก็เกิดมาแล้วก็หายไปสนิทเลย ไปจับตัวกันเป็นอันใหม่ ก็มี บางอย่างก็เปลี่ยนแปลงได้ ง่ าย ไตรลักษณ์ คือลักษณะ 3 คือ การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อันนี้วนเวียนอยู่อย่างนี้ ทั้งวัตถุและพลังงาน แต่ในสิ่งลึกซึ้ง คือปรมัตถธรรม ที่หมายเอานามธรรม คือจิต เจตสิก รูป นิพพาน คือจิตใจที่ เกิด อยู่ ดับ เหมือนกัน ตัวกิเลสที่อยู่ในใจนี่แหละที่ต้องศึกษาว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เหมือนกันทุกคน แต่บางคนดับไปก็พยาบาทต่อว่าจะต้องได้ต่อไป แต่บางคนก็วางไป แต่ไม่ได้หมายว่ากิเลสเล็กลงนะ แต่กิเลสยิ่งโต เพราะได้อาหาร ได้บำเรอสมใจ ส่วนพักยกคือมันหยุดไป พุทธรู้ปรมัตถ์ แยกเหตุที่เป็นกิเลสออกได้ ที่จะต้องมาบำเรอความต้องการ ตั้งแต่โอฬาริกอัตตา คือตัวตนหยาบ ดิน น้ำ ไฟ ลม ร่างกาย สัตว์ สิ่งของ บุคคล เราอยากได้เป็นบริวาร หรือมาเป็นทาสของเรา เราเป็นเจ้าของแม้สัตว์หรือบุคคล ต้นไม้เราก็ต้องเป็นเจ้าของ มีสิทธิจะจัดการอย่างไรก็ได้ นั้นคือโอฬาริกอัตตา ในความไม่เที่ยงของวัตถุ นั้นไม่ใช่ของคุณแท้หรอก สมบัติผลัดกันชม แม้คุณจะมีอำนาจเอามาไว้ สุดท้ายก็ตายจากกันไป พุทธเรียนรู้การเวียนตายเวียนเกิด ถ้ายังไม่อรหันต์ ก็ต้องวนเวียนเกิดอีก เกิดมาอีก สมบัติวัตถุที่คุณมีในชาตินี้ คุณไม่ได้คืนหรอก จะมีหลักฐานยืนยันอย่างไร ไม่มีที่ไหนในโลกเขาให้หรอก สมบัติวัตถุมันไม่เที่ยงไม่ใช่ของเรา แม้คุณรู้บางคนไม่ตายก็ไม่ให้ใคร จนกระทั่งลัทธิว่า ก่อนตายก็มอบมรดกทำพินัยกรรมให้ใครต่อใครแล้วว่าเรามอบให้ ซึ่งแม้ไม่ทำพินัยกรรม ตายไปเขาก็ต้องเอาไปเอง ทุกอย่างต้องพรากจากกัน นี่คือความไม่เที่ยงของโอฬาริกอัตตา สมณะ เดินดินว่า … ให้แล้วเดี๋ยวแก่เฒ่าแล้วไม่มีใช้ตอนแก่ พ่อครูว่า...เขาว่ามันติด ต้องมีวัตถุไว้อาศัย ไว้เป็นอำนาจ แต่พระพุทธเ จ้ ามาศึกษาว่า จิตวิญญาณไม่ต้องยึดเป็นของตัวของตน แต่ว่าแบ่งแจกเจือจานกัน เราทำระบบสาธารณโภคี มาถึงวันนี้แล้วเห็นผลว่าเป็นของจริง เราไม่ต้องมากลัวว่าจะหมดก่อนตาย จะไม่มีไว้ใช้ตอนแก่ แต่ทุกคนมาขยันสร้างสรรให้เป็นคนประเสริฐจริง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่กินแรงใครไม่เบียดเบียนใคร นี่คือลักษณะประเสริฐที่พระพุทธเ จ้ าสร้างได้แล้ว ก็มีสาธารณโภคี ก็ไ่ม่ต้องห่วงไปทำพินัยกรรม เพราะเรามีระบบที่เกิดจากอาริยธรรมที่แท้ เป็นคุณสมบัติที่มี คุณวิเศษ เรียน อุตริมนุสธรรม (คือเหนือมนุษย์สามัญ) เป็นคุณธรรมวิเศษที่เหนือสามัญแต่เป็นจริงได้ อยากจะถามพวกเราว่าคุณเชื่อว่าความจริงข้อนี้คือสาธารณโภคี คุณเชื่อว่ามันจะยืนนานไหม?...เชื่อ...แล้วตรงไหนที ่ ทำให้เชื่อ ...คนตอบว่าตนเอง.... อาตมา ว่าใช่เราจะรู้ว่าจิตใจเราไม่หวงแหนเป็นส่วนตน แต่มีของส่วนกลาง เราจะเข้าใจตนเองและเชื่อมั่นว่าใจตนเองเป็นเช่นนี้แน่ กิเลสไม่กลับกำเริบ เมื่อเป็นอย่างนี้ในกลุ่มคนที่รวมกันก็เป็นแกนของสังคม จะเรียกว่าวัฒนธรรม ประเพณี วิถีการดำเนินชีวิตก็เรียกได้ หรือระบบก็ได้ เป็นสิ่งประเสริฐสุด ไม่ต้องยึดเป็นตัวตน แล้วเราก็มีความเที่ยงอยู่ มองเห็นความเที่ยงไหม มีความมั่นใจว่าเราไม่กลับกลอก ไม่กลับกำเริบ แล้วมันมีจริง คนอื่นก็เป็นจริงได้ เราเป็นคนหนึ่งที่เป็นได้ รวมเป็นหมู่ได้ โลกต้องการลักษณะนี้ มาบริหารสังคม ตั้งแต่ประชาธิปไตย เขาก็ต้องการวัตถุ ซึ่ง อาตมา ถามนี่ เราคงต้องถามตัวเองว่าเป็นไปได้หรือไม่ คำตอบอยู่ที่การยึดเป็นของตัวตน ถ้ามียึดเป็นตัวเราของเรามาก ก็เป็นสาธารณโภคีไม่ได้ แต่เพราะทุกวันนี้พวกเราก็แทบแยกไม่ได้ว่าอยู่ปฐม อโศก สันติ อโศก บ้านราช ธานีอโศก ซึ่งเรามีบ้านอยู่หลายที่ ทำงานได้ทุกที่ แต่ก่อนเห็นพ่อค้าขายปลา ต้องมาอยู่ในรูที่นี่ แต่พอเราออกจากรูได้เราก็ไปสู่สังคมที่ใหญ่กว่าอุดมสมบูณร์กว่า อาตมา ว่า..มีเหตุปัจจัยที่คนเป็นคนดี มีคุณภาพ นอกจากไม่ยึดเป็นเราเป็นของเราแล้วก็มีความขยัน เป็นพลัง 4 ขยันอย่างมีปัญญา ก็ขี้เกียจไปทำไม ขี้เกียจไม่เห็นจะดี ขยันดีกว่า เรามีแรงงานความรู้เราก็ทำขึ้นมา แต่ก่อนเราทำงานต้องได้ส ิ่ งแลกเปลี่ยน แต่ตอนนี้เราไม่ต้องเอาแล้ว เราทำได้มาก เราเอาแต่น้อยหรือแค่อาศัยปัจจัยสี่ ไม่ต้องมากอะไรเลย ก็อยู่ได้ พระพุทธเ จ้ าท่านมีระเบียบวินัย ให้มีผ้าไม่เกินสามผืน ไม่สะสมข้าวสักเม็ดข้ามคืน ไม่มีที่อยู่ ไม่กักตุน กักตุนอาหารไม่ได้มีอาบัติ แต่ท่านก็ไม่ได้ทุกข์อะไร แต่พวกเราเป็นฆราวาสก็มักน้อยสันโดษ มีน้อยก็พอได้ เสื้อผ้าก็มีไม่เกิน 5 ชุด จิตใจมีสันตุฏฐิธรรม แล้วมีจิตมักน้อย อัปปิจฉธรรม แล้วเราก็ขยันตามสมรรถนะ เราทำงานอย่างงานตกคน เราก็สร้างสรรไป คนอย่างนี้มีจริง นี่คือการสร้างมนุษย์ประเสริ ฐ ไม่ต้องได้ส ิ่ งแลกเปลี่ยน แม้ชื่อเสียงยกยอ แม้ถูกติเตียนถูกด่าว่า ทำของเสียเราก็ยอมรับจะได้ปรับปรุงแก้ไข แม้เขาจะว่าเราอย่างไม่ถูกเราก็ไม่ทุกข์ เข้าใจว่าเขาบกพร่องยังโง่อยู่ ยังไม่รู้ความจริงเพียงพอ ก็อย่าไปถือสา อย่างน้อยที่สุดคนที่ว่ามาเขาก็กำกับว่า อาตมา โง่ ที่จริงเขาพูดไม่ถูกก็ไม่อยากเถียง นอกจากไม่ยึดเป็นเราของเราแล้วยังมีคุณสมบัติดี ขยันซื่อสัตย์ คนอย่างนี้มารวมตัวแล้วก็จะดี และยังมีคุณสมบัติอื่นอีก คือกินน้อยใช้น้อยไม่เปลืองผลาญ แต่ทำงานได้เกินกินเกินใช้ เกินแล้วก็ไม่ยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา ทำเกินเข้ากองกลาง เพื่อให้แก่คนที่ทำกินทำใช้ไม่พอ เช่น เด็ก คนแก่ คนพิการ คนป่วย คนขี้เกียจ คนขี้โกง ก็ต้องทำเผื่อไว้ เพราะเขาต้องเอา มันต้องมี ก็ต้องใช้ แต่พวกเรามีคนขี้เกียจขี้โกงน้อย จนหายากแล้ว ส่วนมากชาวอโศกทุกคนมีส่วนเหลือเกินพอโดยเฉลี่ย ทุกวันนี้อโศกมีส ิ่ งเหลือไปสู่สังคม ที่ชัดคือสื่อสารที่ต้องใช้แรงงานออกสู่สังคม ต้องพากเพียร แต่เขาก็ต้องกินต้องใช้ในสังคม เขาก็ไม่เอาเงินเดือน ทำงานฟรีออกสู่สังคม และยังมีอื่นๆ ที่พวกเราทำงานในนี้ มีงานไม่รู้กี่หน้าที่ ที่เราทำอยู่กัน แม้แต่ปัดกวาดเช็ดถู ขัดส้วม ก็เป็นแรงงานมีคุณค่าที่สังคมต้องอาศัย คนดูแลเด็ก คนดูแลคนแก่ เป็นครู หรือทำงานเอกสาร เราก็รู้ว่านี่งานสุจริต ยุคนี้ต้องทำก็ทำกันไปทำฟรี ไม่ต้องมีอามิส จุดสำคัญคือคุณสุขจริงไหม ที่ไม่ต้องได้สิ่งแลกเปลี่ยนนั้นมา ถ้าสุขจริง ไม่ต้องอยากได้ส ิ่ งตอบแทน คำตอบคือไม่มีใครตอบแทนคุณได้ นี่คือสุขสงบ ไม่ต้องอยากได้อะไรมาตอบแทน ไม่ใช่ว่าสงบคือลมไม่พัด เสียงไม่มี อย่างนั้นเป็นความสงบโลกๆ ไม่ใช่ปรมัตถ์ สุขสงบคือจิตกิเลสมันหยุดทำการหยุดบทบาท ไม่มีในใจได้จริง แม้จะมีปัจจัยมายั่วยวนสัมผัสแต่ก่อนมันเกิด แต่ ณ บัดนี้มันไม่เกิดอย่าง คุณสมบัติ ข องนิพพาน คือ นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) และนัตถิอุปมา คือไม่มีอะไรมาเปรียบ คือความมีที่ไม่มี ยังไม่ปรินิพพานไม่ปริโยสาน ยังมีรูปนามขันธ์ 5 อยู่ หลังจากการตายนี้แล้ว อปณิหิตตัง ไม่ตั้งจิตต่อ ไม่มีอะไรเหลืออีกเลย พระพุทธเ จ้ าว่าไว้ในพรหมชาลสูตร ว่าตถาคตตายแล้วจะไม่มีใครได้เห็นตถาคตอีกทั้งรูปและนาม เหมือนพวงมะม่วงหล่นลงมาแตกกระจายแล้ว จะกลับคืนเป็นพวงมะม่วงไม่ได้แล้ว นี่คือความไม่เที่ยงของสามัญ คุณเข้าใจได้ ก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมันอะไรหรอก แต่บางคนก็ขอแบกหามไว้ก่อนตาย ตายแล้วไม่ให้ใคร แต่กลัวคนแย่งก็เขียนพินัยกรรมไว้ อาตมา ว่าพินัยกรรมนี้ไม่ใช่ทาน แต่คุณสุดทางแล้ว คุณจำนน คุณไม่เขียน เขาก็เอาของคุณไปอยู่ดี มันจำนน สุดทางแล้วต้องตายจาก จึงเต๊ะท่า ก็ดีอย่างไม่แย่งกัน แต่กฏหมายเขาก็มีหลักอยู่แล้ว ผู้ใดเข้าใจแล้วอะไรก็ไม่เที่ยงหรอก ทุกอย่างเราอาศัยใช้สอย แล้วเราก็ทำตัวให้อัปปิจฉะ ใช้น้อย ไม่ต้องเปลืองผลาญ ต้องสันตุฏฐิ กินใช้แค่นี้ก็พอ แม้เราจะมีคอมพิวเตอร์ใช้ อย่างท่านเดินดิน ท่านส่งงานนี้ท่านได้ค่าตอบแทนอย่างไร เป็นเงินหรือลาภยศหรือกาม ส มณะ เดินดินว่า … มีบาทเดียวใช้บิณ ฑบาตร หากินด้วยปลีแข้ง พ่อครูว่า … เรามีเครื่องมือคือใช้ทำงาน ไม่ใช่ไว้สร้างกิเลส แต่มีไว้เพื่อทำงานให้คนอื่น ให้ทำงานได้ดีได้มาก ทำประโยชน์ให้สูง เป็นรายละเอียดของความจริง ถ้าคนดูเผินๆ ก็ว่า นี่มีของใช้สารพัด ก็เพ่งอยู่ แต่คนที่ใช้เขามีเป็นของตัวของตน มีเพื่ออยากได้ลาภมากขึ้น หรือเอาไว้เสพรสสุขเพลิดเพลินก็เป็นกิเลสของคุณ เป็นตัวตนของคุณ เรามาเรียนรู้เพื่อไม่ติดยึดในสิ่งเหล่านี้ เดี๋ยวนี้มันมีอบายมุขมากมายในนี้หมดเลย อย่างเฟสบุ๊คก็ใช้กันแม้แต่จีบกัน ทะเลาะกัน แต่ใช้เพื่อประโยชน์ต่อสังคมก็ใช้ได้ การไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา นี่แหละ คือส ิ่ งที่เที่ยงแท้ถาวร นี่คือสูงสุดของนิพพาน ความเที่ยงของนิพพานคืออะไร? ต้องจับให้ถูก คือเที่ยงในคุณธรรม คุณค่า สรุปเข้าเป้า คือ “ความไม่มีตัวตนเที่ยง” ไม่เป็นของตัวของตนเที่ยง ไม่เปลี่ยนแปรเลยตลอดกาลนาน แต่อย่างอื่นไม่เที่ยง แม้มันไม่มีก็ไม่ติดใจ เหตุมันได้แค่นี้เราก็ไม่เดือดร้อน ถ้ามันไม่มีจะทำไม่ได้ต้องใช้ก็ต้องขวนขวายหน่อย ถ้าสุดวิสัยไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ต่อมาคือความไม่เที่ยงในจิตใจ หรือจิตวิญญาณ สำเร็จด้วยใจ ในมโนมยอัตตา คือสิ่งที่เรายึดทางนามธรรม เช่นเราปั้นเป็นรูปเป็นวิมาน คุณจะปั้นอย่างไรมันก็วิมานลอยลม แต่คุณเสพวิมานนี้ได้ คนที่ยังไม่ชัดในกิเลสก็ติดลมๆ แล้งๆ เอาง่ายๆ ว่าตายแล้วจะได้ไปอยู่สวรรค์ ไม่มีใครตอบได้ว่าสวรรค์มีอยู่ที่ไหนอยู่ตรงไหน สวรรค์ไม่มีแดนไม่มีภพ ซึ่งเขาปั้นว่าต้องมีน้ำตก ภูเขาบรรยากาศรื่นรมย์ มีของทิพย์ อยากกินอะไรก็ได้ อยากไปไหนก็เหาะลอยไปได้ แต่ทีนี้มันจริงไหม? ก็มีจริงเป็นวิมานลมๆ แล้งๆ จริง คุณเคยนอนฝันว่าสุขจริงเลย ก็เหมือนกัน แล้วคุณมีจริง คุณตายไปก็มีภพจิตวิญญาณเหมือนคุณนอนหลับมีจริงๆ แต่สวรรค์ไม่นาน แม้อยากให้มันนานก็ไม่ได้ เพราะมันมีวิบากบาป คุณอยากโน่นนี่ เวลาคุณได้เสพในกามคุณ ถ้าคุณอยากเสพวัตถุ คุณก็ปั้นวัตถุ มากมาย เหมือนในนิทานนิยาย เวลาเสพสุข จุดไคลแม็กซ์ของความสุขมันอยู่กับคุณไม่นาน เช่นกินของอร่อยมากไปก็ไม่ไหวแล้ว มันไม่เที่ยงในสุข แต่ความฝังใจนั้นมันมีเป็นล้านเรื่อง ตอนคุณมีร่างกาย คุณได้เสพสุขนับเรื่องไม่ถ้วนคุณก็ได้สุข แต่เวลาตายไป คุณไม่มีทวาร 5 ไปเสพ ไอ้ความอยากนี้ คุณไม่รู้ว่าคุณตาย คุณอยากก็ต้องดิ้นอยากได้อย่างที่เคยเสพกามคุณ 5 แต่มันไม่มีทวารให้เสพ คุณก็ดิ้นไปสิ สุดท้ายคุณไม่ได้ ก็ไม่เที่ยง ก็พับไป เหมือนคนเสี้ยนสุดท้ายก็พับไป แล้วก็ไปอยากอันอื่น แต่อุปาทานนี้มีมากมาย คนมาล้างอุปาทานได้ก็ไม่ต้องเสพอีก ตายไปก็ไม่ดิ้นหรือแม้แต่อนาคามีก็ไม่ต้องเสพในโอฬาริกอัตตาหรือกามคุณ อนาคามีขึ้นไปก็ไม่มีปัญหาแล้ว จะเหลือรูปภพ อรูปภพ ก็ไม่ทำร้ายใครแล้ว ไม่เบียดเบียนใคร คุณก็หลงหางช้างติดพวยกาของคุณไป พอภูมิอนาคามีก็อยู่ไปได้ ใครทำสุดได้ก็ทำ คุณจะรู้เองว่าจะเหลือหางช้างติดพวยกาไปทำไม ดีไม่ดีหางช้างบวมได้ ซักวันเป็นอนาคามีคุณก็ไม่เผลอให้ขางอกหรอก คุณอยากล้างหรือไม่ก็อยู่ที่คุณ มโนมยอัตตานั้นคุณจะเสพสวรรค์น้อย แต่นรกจะมาก ทวารที่จะเสพคือ ทวารนอก 5 จะสดและหยาบ และจะหนักกว่าอันอื่น คุณตายคุณไม่รู้ตัวหรอกแต่ก็ดิ้นเหมือนคนเสี้ยนยา ติดหนัก จะตกนรกอย่างนั้น อยากอันนี้ไม่ได้ก็ไปอันอื่น สวรรค์จะชั่วแวบ แล้วก็ไม่มี แต่ส ิ่ งที่เหลือไม่ใช่สวรรค์ เพราะไม่มีให้เสพ นอกจากจะเป็นอรูปอัตตา มโนมยอัตตาคือ รูปภพ ผู้ใดล้างอันนี้ได้ก็มีความเที่ยง ผู้ใดล้างไม่ได้ นรกสวรรค์ก็มีจริง ผู้ไม่ได้ศึกษาเลยตั้งแต่โอฬาริกอัตตาก็นรกแล้ว มโนมยอัตตา อีก ผู้ที่ล้างได้แล้วก็ว่าเท่านี้ก็สุดยอดแล้ว คุณทิ้งหยาบมาแล้ว จะมีปัญญารู้ว่ามันไร้สาระ มันชัดเป็นปัญญาจริง ไม่ใช่ปัญญาที่เชื่อตามมา มันเป็นสุขหลอกที่ทำให้เราเป็นตัวเป็นตนมา มันคือตัวปลอม สมมุติสิ่งที่คุณเคยติดฝิ่น คุณไม่เคยติดฝิ่น จิตคุณว่าง คุณเห็นคนสูบฝิ่น เราก็เห็นว่าเราไม่ต้องเป็นอย่างนั้นก็สบาย แต่ก่อนเราติดลาภยศ ถ้าคุณติดก็ต้องไปแย่งให้ได้ จะหยาบคายชั่วเลวอย่างไรต้องเอา ถ้าไม่ได้ก็ทุกข์ แต่ตอนนี้คุณไม่เป็นอย่างเขาคุณไม่ทุกข์นี่คือปัญญา จะให้คุณได้อย่างเขาคุณก็ชัดเจนว่าไม่เอาหรอก เป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งเลยนะ เขาจะเอาเปรียบใครมาก็ไม่รู้ ทางสัจธรรม ก็ว่าคุณเสียสละนี่คือสุจริต คุณยังเอาเปรียบนี่ทุจริต ปัญญาคุณจะชัด และคุณก็ยืนอยู่ตรงนี้ได้ก็สุข ได้เสียสละเกื้อกูลเป็นความสุข ถ้าคุณยังติดอารมณ์สุข แต่ถ้าคุณไม่ติดสุขเป็นอุปกิเลสก็แค่รู้ ใช้แล้วก็จบอุเบกขาทันที วางเฉย มุฑิตา ตรวจสอบว่าได้ช่วยเขาได้ดีแล้วก็วาง อย่าไปคิดจะทวงบุญคุณ เราพึ่งตนใครอยากมาช่วยก็มาเอง มาช่วยโดยเขาไม่ได้อะไรเขาก็ได้ความรู้ซ้อนว่าเขาต้องมาลดตัวหมดตนซ้อน ไม่ใช่ว่ามาช่วยคนนี้จะได้โลกธรรม ได้ยศซ้อนเป็นอามิส ไม่ใช่ ต้องแม่นในทิศทาง ว่าโลกุตระลดละหน่ายคลายหรือสะสมเป็นของตัวของตนเพิ่ม ต้องมาทิศหมดตัวตนจนสูญได้ ในอนาคามี โลกธรรมในด้านโอฬาริกอัตตา ในทรัพย์สมบัติหรือกามคุณ 5 มันหมด กามหมด ปฏิฆะก็หมด ที่ปฏิฆะเพราะมีตนของตน ไม่ได้สมใจก็ปฏิฆะ คือลาภ ยศ คือกาม ที่ต้องกระทบด้วยทวาร 5 แล้วปรุงแต่งเสพ แต่ถ้าคุณจะปั้นเสพมโนมยอัตตาของอนาคามี ในขณะลืมตาสัมผัสก็ไม่เสพก็สบายเฉยได้ แม้จะระริกระรี้อยู่ภายในก็สบาย คือได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในฌาน 4 คือมีอุเบกขา ไ่ม่ยากผ่านแล้วอนาคามีไม่มีวิตกวิจาร อนาคามีมีอุเบกขา จะมีอะไรนิดหน่อยก็นิดหนึ่งพอรู้ตัวแล้วก็จัดการได้ ถ้าจะแรงหน่อยเรียกรูปราคะ แต่คุณไม่ออกข้างนอก เป็นสัจจะความจริง ที่ อาตมา เคยพูดว่า อนาคามีจริงไปแวะบ้านใดก็ไปนอนห้องลูกสาวเขาได้เลย แต่ลูกสาวอย่าไปปล้ำเขาก็แล้วกัน แต่เขาไม่ทำหรอกเขาจะรู้ มันเป็นวิบากผูกพันต่อ ในวัตถุสิ่งของหรือคน ถ้าเขายิ่งมีพยาบาทก็แล้วเลย อนาคามีไปเลือกคู่คนที่ไปติดยึดแล้วตัวเองเป็นอนาคามีแล้วนะ อย่างพระที่สึกไป ผู้หญิงเขายึดเป็นเราเป็นของเราจิตเขาไม่ปล่อย จิตคุณอาจไม่ยึดมีนิดหน่อย แต่ประมาท ซวยนะ อนาคามีอย่าก่อเรื่องให้เป็นนิทานนะ เวรไม่รู้กี่ชาติ ส มณะ เดินดินว่า … ไม่ใช่อนาคามีแต่เป็นบุพเพสันนิวาส พ่อครูว่า … เผื่อเผลอไผล แต่อนาคามีจริงไม่ทำหรอกจะมีหิริ โอตตัปปะ โอตัปปะคือสูงกว่าหิริ ซึ่งหิริไม่มีใครเห็นลับหลังยังแอบ แต่โอตตัปปะไม่ทำ จะไปก่อเหตุปัจจัยใส่ตนอีกทำไม กรรมเป็นอันทำ ท่านมีปัญญารู้แล้วจะทำไปทำไม กรรมเป็นอันทำ ยิ่งอรหันต์จบเลย แล้วอรหันต์มีเที่ยงไม่ต้องแวบเลยเป็นสัจจะ อรหันต์นั้นเลยอรูปอัตตา เลยเศษธุลีละอองหมด จน นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) จะเป็นได้ต้องรู้เวทนา 108 เร ิ่ มต้นคืออ่าน อารมณ์ สุข ทุกข์ได้ ซึ่งอยู่ที่ใจ เป็นอาการอารมณ์ สุขไม่ใช่ อาริยสัจจ์ เป็นสุขัลลิกะ เป็นสุขเท็จ คุณลองไม่ให้มันสิ จะเห็นเหตุที่จะมาก่อนสุขเลย สุขนี่คือกิเลสตัณหา อยากได้มาเป็นของตนและเสพรส จับได้ก็จะรู้ทุกข์และตัณหาคือเหตุแห่งทุกข์ พระพุทธเข้าสอนให้รู้สติปัฏฐาน 4 ขั้นต้น ผู้จะพ้นมิจฉาทิฏฐิต้องมีอายตนะ 6 ตาสัมผัสข้างนอกและนามเราก็รู้แล้ว อย่างสัมผัสกับดอกลั่นทมข้างหน้า มีกลิ่นด้วยดอกก็สวยดีอยากได้มาหอมมาดมก็ดม อยากได้มากินก็กิน มาชุบแป้งทอดใส่ซอส เคยกินไหม? คุณเรียนรู้กิเลสแล้วคุณก็เลิก เวทนาสองอย่างคือ (แบ่งเป็น ๒ เวทนาได้แก่..) -เวทนาที่รับรู้ทางกาย (กายิกเวทนาอาศัยมหาภูตรูป) -เวทนาที่รับรู้ทางใจ (เจตสิกเวทนา อาศัยอุปาทายรูป) ผู้จะพ้นมิจฉาทิฏฐิต้องมีครบทวาร 6 บุคคลรู้เห็นอายตนะ 12 รู้เห็นวิญญาณ 6 รู้เห็นสัมผัส 6 รู้เห็นเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทั้ง 6 เป็นปัจจัย รู้โดย ความเป็นของไม่เที่ยง (อนิจจโต) จึงละมิจฉาทิฏฐิได้ คุณอยากได้กินดอกลั่นทมก็สุขแป๊บเดียวแล้วก็หายอยาก อยากอีกก็กินอีก หนักเข้ากินเข้าไม่ไหวแล้วยัดเข้าไปก็เต็มแล้ว ยัดเข้าไปก็ทุกข์นี่ชัดมากเลย แต่ถ้าคุณยังติดอยู่ คุณติดอันนี้คุณก็มีอุปาทานอันนี้ แล้วคุณก็หยุด แล้ววันหลังคุณก็อยากอีกเอามากินอีกก็เวียนมาเพราะอุปาทานยังอยู่ ยึดอยู่ จนคุณเห็นว่าสุขนี่หลอก เราติดมากี่ชาติแล้ว เดี๋ยวเราไม่ชอบลั่นทมแล้วคนบอกขี้หมาดีคุณก็ไปติดอีกขี้หมาชุบแป้งทอด แล้วคุณมีอุปาทานอีกมากมายหลายอย่างในสัญญาคลังความจำของคุณ แต่ถ้าเราไปเกิดในถิ่นอื่นเราก็ไปติดอันอื่น แต่ว่าถ้ามีคนเอาส ิ่ งที่คุณติดในของเก่า ของเก่าคุณก็ขึ้นอีก มันติดในสัญญาในความจำของคุณไปตลอด แล้วจะล้างอย่างไร ต้องมีสัมมาทิฏฐิ ต้องมีสัมผัส 6 มีของสดของจริง เป็นว่ามันอยากได้ แต่คุณไม่ให้มันเสพ แล้วมันก็ดิ้น พอคุณไม่ให้มันเดี๋ยวมันก็หยุด ก็เพลาไป บุคคลรู้เห็นอายตนะ 12 รู้เห็นวิญญาณ 6 รู้เห็นสัมผัส 6 รู้เห็นเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทั้ง 6 เป็นปัจจัย รู้โดย ความเป็นทุกข์ (ทุกขโต) จึงละสักกายทิฏฐิได้ เรามีอุบายเครื่องออกมันอยากมันดิ้น เราก็ไม่ให้มันเราก็เห็นทุกข์ เราไม่ให้มันก็ดิ้น มีสองอย่างคืออยากทำลายและอยากเสพ คุณก็พิจารณาตัวนี้ เมื่อคุณเห็นแล้วต้องรู้ว่ามันเป็นเหตุแห่งทุกข์มันเป็นภาระ มีคือคุณโง่ไปยึดว่ามันมี แล้วยึดเพราะคุณเห็นว่ามันสุข ต้องเห็นว่าสุขมันไม่จริง ยิ่งกว่าพยับแดด ฟองคลื่น มันไม่มีตัวตนจริง ต้องมีปัญญาว่า ถ้าเราไม่ติดมันมันจะตกต่ำไหม? เช่นคุณติดเหล้า มันไม่น่าติด คุณก็ล้างความติด ล้างได้ก็ไม่ต้องแสวงหาเหล้า ไม่ต้องไปสุขเพราะดื่มเหล้า จะมีปัญญาว่าไม่ใช่ความบกพร่องหรือความขาด หรือหมดความประเสริญ อย่างผู้หญิงเคยติดลิปสติก พอวางได้ ไม่ต้องทาลิปสติกคุณจะขาดความประเสริฐไหม มันช่วยให้คุณทำงานได้ดีไหม? ถ้าไม่มีทำงานไม่ได้ อย่างยาขอบ หมอบอกว่าถ้าคุณไม่หยุดกินเหล้า คุณตายนะ สุดท้ายเขาเลือกว่าเอากินครับ สุดท้ายเขาก็ตายเพราะกินเหล้า นี่คือไม่มีธรรมะ คุณติดเพชรพลอย ติดแผ่นดิน ติดวัตถุโอฬาริกอัตตา ก็เรียนรู้ ทิ้งมาก่อน ไม่มีก็ไม่เสียความประเสริญ ไม่มีเราก็สุขได้ ไม่เป็นไร ไม่ต้องมีเพชรพลอย ลิปสติกสักแท่งก็ไม่เสียสมรรถนะ เบาว่างด้วยซ้ำไม่เป็นภาระ คุณจะมีปัญญายิ่งกว่าที่ อาตมา ยกตัวอย่างเสียอีก สูงกว่านี้ก็ลดละไปเรื่อย แม้มโนมยอัตตา หรืออรูปอัตตา ก็ไม่หยาบไม่ต้องใช้ส ิ่ งข้างนอกแล้วปั้นเองเสพเองไป เพราะจิตได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในฌาน 4 จิตมีหิริโอตตัปปะแล้วคุณก็สบาย ถ้าเลยอนาคามีไปมีเศษเหลือน้อยหนึ่ง เป็นหางช้างคุณจะเอาไว้ก็เรื่องของคุณสิ เราจะมีญาณปัญญารู้ว่าโธ่เอ๊ยเราจะมีไปทำไม แต่ไม่เป็นพิษภัยกับใครก็เป็นวิมานส่วนตนก็ช่างคุณ อย่างนี้นานๆก็จะเลือนไปเองได้ ดังนั้นในอนาคามีไม่ทำอะไรมันก็จะหมดไปเอง อนาคามีภูมิ 5 มี 1 . อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) อาตมา อธิบายตามภูมิว่าอันนี้หยาบสุด คือในระหว่างภพภูมิมีระริกระรี้ คุณก็ปล่อยให้มันหมดเอง สุดท้ายมันก็หายเองได้ นานมาก ระหว่างเมื่อใดเมื่อหนึ่ง 2 . อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) แม้จะมีน้อยอย่างไรก็ใช้ความสามารถดับได้ 3 . สสังขารปรินิพพายี ( ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) 4 . อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) 5 . อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว) แต่จะแปลกลับอย่างในไตรปิฏกว่า อันตราปรินิพพายีก็เบาสุดคือไม่ต้องทำอะไรก็ดับเองได้ แล้วก็ไปหาอุทธังโสโตอกนิฏฐคามีหยาบสุดก็ได้ แต่สภาวะ 5 อย่างนี้จะกลับหัวก็ไม่เป็นไร ในสภาวะ 5 อย่างนี้ ซึ่งภูมิอนาคามมีก็ไม่เปลี่ยนแปลง แม้โสดาบันถ้ามีนิยตะก็ไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว อย่างโสดาบันมีลักษณะอีก 4 ส่วน คือ โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ สี่อย่างนี้ ตัดไปที่อย่างละ 25 ใน 100 ส่วน ถ้าได้คุณลักษณะเรียกว่า มีอินทรีย์ ซึ่งเป็นเวทนา 5 อย่าง (รู้กำลังของเวทนาทั้ง 5 ได้แก่) -สุขินทรีย์ (ภายนอก) -ทุกขินทรีย์ (ภายนอก) -โสมนัสสินทรีย์ (ภายใน) -โทมนัสสินทรีย์ (ภายใน) -อุเบกขินทรีย์ (ภายใน)

ในเวทนา 6 (แยกเป็น 6 เวทนา ได้แก่) -จักขุสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทตา -โสตสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทหู -ฆานสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทจมูก -ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทลิ้น -กายสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทกาย -มโนสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากใจปรุงแต่งเอง มาแจกเป็น สุข ทุกข์ อุเบกขา จากทวารทั้ง 6 เป็นเวทนา 18 และยังแยกเป็น เคหสิตเวทนา กับ เนกขัมสิตเวทนา อีกอย่างละสอง ก็เป็น เวทนา 36 ถ้าไม่สามารถมีสัมมัปปัญญา รู้ว่าสุขมันเป็นเท็จอย่างสมบูรณ์แบบแล้วคุณเลิกแล้วก็ไม่เห็นจะสูญเสียอะไรกลับเป็นสิ่งประเสริฐอย่างย ิ่ ง ใหม่ๆ เราเร ิ่ มลดละ สังวรระวัง เมื่อทำได้ฌาน 1 ไม่มีนิวรณ์ 5 แต่ยังควบคุมอยู่ ระวังไม่ให้เกิดในจิต ก็มีวิตกวิจาร คำว่า วิตก ท่านแปลเอาอัตถะว่า “ความกังวล” ยังวางใจไม่ได้ ยังลำบากลำบนอยู่ มันก็สงบและมันก็ดีใจ เหมือนหัดขับรถจักรยานใหม่ๆ ระวังจะเอวคดไปมาเคร่งค ุ ม ลงมาแล้วปวดเอวเลย ต้องคุมกิเลสอย่าให้มันมีกามวิตก พยาบาทวิตก จะใช้วิธีวิกขัมภนะ ไฟฌานยังไม่สูงพอต้องใช้พลังเสริม แต่คุณดีใจ มีปีติสุขเอกัคคตา พอวิตกวิจารลดไปก็มีปีติ พอปีติพอแล้วก็เป็นสุข พอสุขไปก็ชินชา ถ้าปล่อยไปก็ลดเอง แต่คุณรู้แล้วก็ลดมันเลย ก็เร็วขึ้น หรือมีผรณาปีติเล็กน้อยก็ได้ ไม่เสียพลังงานเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณติดปีติเดี๋ยวจะต้องได้แรงได้มาก เป็นอุพเพงคาปีติ อย่างพวกเตะบอลเข้าโกลเขาก็ตื่นเต้นดีใจกระโดดโลดเต้นไม่รู้จักเจ็บเลย เมื่อคุณแยกเนกขัมสิตะกับเคหสิตะได้แล้วทำโยนิโสฯ คือทำให้กิเลสตายได้สำเร็จ เรียกว่าการเกิดทางโอปปาติกะ ทำให้เคหสิตเวทนาตายคุณก็มีเนกขัมสิตเวทนาเกิด ทำให้กิเลสตาย กุศลเกิด นี่คือการเนกขัมมะ ไม่ใช่การบวชโกนหัวคือเนกขัมมะ เวทนา 108 ก็คือเราปฏิบัติไม่หนีโลกโลกีย์ เขาก็มีกามคุณ โลกธรรม อบาย แต่เราได้ลดละไปตามลำดับ เราก็เลิกละมาได้ มีอุเบกขา ถ้าเป็นแบบเคหสิตะคืออภยกฤติคือพักยกเท่านั้น แต่อุเบกขาอย่างเนกขัมมะคือกิเลสตายไปอย่างเที่ยงแท้ คุณก็ทำสั่งสมเป็นอดีตของมโนปวิจาร 18 คุณสัมผัสเมื่อไหร่ก็อุเบกขา แม้มีแ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน