561214_พ่อครูที่เวทีมัฆวานเรื่องปฏิวัติใหม่แปลกมหัศจรรย์.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
561214_พ่อครู ที่เวทีมัฆวาน เรื่องปฏิวัติใหม่แปลกมหัศจรรย์
พ่อครู… วันที่ 14 ธันวาคม พศ.2556 ที่สะพานมัฆวานฯ The greatest political uprising on earth เพราะเป็นการตื่นขึ้นมา ปฏิวัติที่ย ิ่ งใหญ่ในโลก เราทำมาเป็นการปฏิวัติที่สวยงาม เป็น ส ิ่ งที่ไม่เคยเกิดมาก่อน มี 5 อย่าง ที่อาตมาได้ประมวลมา คือ 1 . เป็นเรื่องใหม่ ที่ไม่เคยเกิดมาก่อน แบบนี้ 2 . ความสงบเป็นอำนาจที่แปลกใหม่ เอา ความสงบเป็น ธรรมาวุธ ไม่ต้องใช้เรี่ยวแรง 3 . ความสงบนั้นมี ความถูกต้องดีงาม เป็นเครื่องตัดสิน หรือ เป็นบุญญาวุธ หรือ ธรรมาวุธสำคัญ 4 . ทำไมมันไมจบซับที แล้วเมื่อไหร่จะจบซะที ทุกทีมีการใช้อำนาจบังคับด้วยอาวุธ Force แต่นี่เราใช้ Authority แล้วชนะมาเรื่อยๆก็ถือว่าขอบคุณคนไทย ที่เกิดมานี่คนก็ทึ่ง คนสงสัยว่าจะชนะได้อย่างไร แต่มันเป็นไปแล้ว ชนะมาตามลำดับรายทาง แม้ไม่สมบูรณ์ มีการอภิวัฒน์ คือ ตุลาการภิวัฒน์ และ ประชาภิวัฒน์ ตัดสินกันด้วยความดีงาม ศาลช่วยด้วย และความเป็นจริงด้วย และด้วยมวลประชาชน วันนี้มาลงคะแนนเสียงก็มากันพรึ่บ ตั้งแต่มากันไม่ถึงแสน จนครั้งก่อนที่เราออกมากัน ตอนเสธ.อ้ายก็มาหลายหมื่นคน จากนั้นมาเราก็มาตั้งต้นเรื่อยๆ ก็เรียกมาเป็นแสน จนมาเรือนล้าน จนมาเป็น 5 ล้าน ซึ่งสถิติก็ยังไม่แน่ชัด อ.ขวัญสรวงก็ใช้หลักวิชาการคำนวณ ว่ามามากกว่า 2 ล้านคน 5 . เป็นโลกุตระ ตุลาการภิวัฒน์เป็นเรื่องของคุณภาพความถูกต้อง ส่วนประชาภิวัฒน์เป็นเรื่องของปริมาณ มันแปลกที่ว่าความสงบมีอำนาจอย่างไร? ให้คู่ต่อสู้ที่มีอาวุธมากมาย เราใช้ความดีงามอ่อนน้อม ช่วยเหลือเกื้อกูลเข้าต่อสู้จริงๆเลย อาจมีบกพร่องบ้าง แต่สรุปว่างดงามมากเลย ทำให้สยบลงได้ เป็นการชนะที่เป็นไปได้ ภาคภูมิใจว่าสังคมมนุษย์เป็นไปได้ ถือว่าสังคมอย่า
อ่านต่อ
งนี้เป็นอาริยะ เป็นเครื่องชี้บ่งถึงความเจริญของมนุษย์ ชนะด้วยธรรมาวุธ ซึ่งสุดยอดเลย เกิดความสงบเป็นอาวุธ ในความเจริญก็เอาเนื้อแท้สัจธรรม มาขยายความรู้ความจริง จนเขาไม่กล้าแพ้ มีแต่ดิ้นอย่างเดียว ที่เราเห็นได้ชัดเจน ความสงบนี้เป็นอาวุธได้นะ เป็นอำนาจให้เขาจำนน เขาพูดไม่ออกเพราะเป็นความจริงความดีงาม ถ้าเขารู้ว่าเขาถูกกว่า ดีกว่า เขาก็จะต้องสู้ต่อ ถ้าเขาถือว่าเขาไม่ผิด เขาก็มีสิทธิ์ต่อต้านได้ แล้วความต่อต้านด้วยความรุนแรงนั้น เขาสามารถทำได้ เราไม่มีอาวุธทำได้อย่างเขา เขามีตำรวจ แม้แต่อำนาจในทางความรู้ เขาก็ตะแบงกันอยู่พยายามมอมเมาคนอยู่ แต่ผู้รู้ก็จะรู้ดีว่าอย่างไหนถูก แต่ว่ามันเจริญ คนสองฝ่ายสู้กัน คนแพ้ก็คือผิด แล้วก็ต้องยอม จะจบเมื่อไหร่ก็บอกไม่ได้ ….คือผู้ผิดเราไม่รู้ว่าเขารู้ตัวไหมว่าเขาผิด แต่เราแน่นอนว่าเรายืนยันว่าเราถูก มันก็ต้องจบที่เขาผิด แต่ตอนนี้เขารู้หรือไม่ว่าเขาผิด ถ้าเขารู้ว่าเขาผิด ก็ยอมง่าย แต่ถ้าเขาไม่รู้ เขาก็คิดว่าเขาถูก เขาก็จะไม่ยอมง่ายๆ เพราะต่างฝ่ายต่างว่าตนถูก แต่ถ้าเขารู้ว่าเขาผิด เราก็ต้องมาฉีกหน้ากิเลส ตอนนี้เขาไม่รุนแรงแล้ว รุนแรงไม่ขึ้นแล้ว เราก็ต้องเอาพฤติกรรมที่ผิดมาชี้ กิเลสมันก็ต้องยอม เมื่อไหร่กิเลสเขาอ่อนแรง แล้วเขามีความรู้เขาก็ยอม พลังงงานความถูกต้องเผาผลาญพลังความดีงามได้ เราก็ต้องพากเพียรต่อให้ถึงที่สุด ใช้ความดีงามบอกกัน เด็ก คนแก่ เราก็ต้องช่วยเขา คนพิการ เราก็ต้องช่วย สังคมโลกนี้จะเป็นโลกุตระที่แท้ มีซ้อนว่า ถ้าเราทำแต่ดีให้แก่คน ประเทศไทยไม่ต้องมีอาวุธ ไม่ต้องมีกองทหาร ไม่ต้องมีตำรวจ มีแต่กองสงเคราะห์กันทั่วโลก เพราะเมืองไทยช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว เราก็ถั่วเฉลี่ยไปช่วยประเทศอื่นมาก เราทำแบบประโยชน์สูงประหยัดสุด แต่ละคนมั ก น้อยสันโดษ แต่แรงงานเราทำได้มาก ได้ผลผลิตมา ไม่สูญเสียพลังงาน ไปสร้างประโยชน์ทวีคูณ เจริญงอกงาม เป็นเศรษฐกิจบุญนิยม เป็นค่าที่สูง ยังรอนักเศรษฐศาสตร์ตื่นรู้มาศึกษา เศรษฐศาสตร์บุญนิยม เศรษฐศาสตร์ทุนนิยม กำลังแย่ ถึงทางตัน เพราะเอากิเลสมาผลักดันไม่มีลด ก็มีแต่เพิ่มกิเลสแก่งแย่งกันไม่มีเมตตา ฆ่ากันได้เป็นผักเป็นปลา ใจดำอำมหิตโหดเหี้ยม เรามาทำแบบ บุญนิยม รวมกลุ่มกันก็ยิ่งมีผลเหลือ ส่วนกลางก็ย ิ่ งมีเพิ่มขึ้นๆ เราทำมาก เราไม่ได้เป็นเจ้าของเองเหมือนนายทุน แต่เราทำให้ส่วนกลาง เราย ิ่ งให้ได้มาก เพราะไม่มีใครยึดถือเป็นเจ้าของ ให้ได้มาก เป็นประโยชน์สูงประหยัดสุด เป็นเศรษฐกิจบุญนิยม ไม่กักตุนสะสม สะพัดได้เร็วได้ไว ถ้าเอามากองกันก็มีแต่สะสมไม่เกิดผลดี แต่ถ้าเคลื่อนที่ ก็เกิดค่า เงินเป็นส ิ่ งแทนค่า สะพัดไป ม ี บทบาท หน้าที่ ธนบัตรเมื่อกองอยู่กับที่ ก็คือเศษกระดาษ แต่ถ้าเคลื่อนที่ไปช่วยคนนั้นคนนี้ ก็จะกลับมีค่าทับเท่าทวี เป็นเรื่องจริงของค่า พวกเราไม่ได้ยึดถือเสพแต่ตน เราทำงานได้ เราก็สะพัด เราไม่กลัวอด แม้เราไม่มีคงคลังมาก แต่เรามีขยันกับสมรรถนะมาก เกิดแรงงานคุณค่าได้ทุกวัน ถ้าป่วยก็พัก แต่มีคนทดแทน คนป่วยมีไม่มากนักหรอก ในคอมมิวนิสต์ไปไม่รอด ที่ต้องล้มเพราะคนทำงานให้มาก ก็เอาไปแจกให้คนไม่ทำงานคนขี้เกียจ คนก็เลยขี้เกียจทำ สุดท้ายก็มีแต่คนขี้เกียจมากขึ้นๆ เพราะไม่ได้ทำด้วยใจจริง แต่ของเราที่ทำนี้ทำด้วยใจจริง ไม่ต้องมีใครมาจ้างหรือมาบังคับก็ทำด้วยปัญญา สังคมที่อุดมปัญญาอย่างนี้อยากให้ไทยเป็นไหม? ก็ต้องมาสร้างสรรช่วยกันทำ สังคมนี้จะเป็นมหาอำนาจไม่ต้องรวย ไม่ต้องอวดโอ่ ไม่จำเป็นต้องมาซื้อทองซื้อเพชรมาอวดโอ่กัน ส ิ่ งที่คนเขายกว่ามีค่า เราก็รู้กับเขา เราเอามาใช้ประโยชน์ได้ ไม่จำเป็นต้องเอามาอวดโอ่ โชว์ให้คนมานั่งปล้นจี้ คนเราฉลาดไม่ต้องทำสิ่งเหล่านี้ คุณความดีไม่ต้องโชว์อวดโอ่หรอก นี่คือลักษณะซับซ้อนของความจริง เป็นสังคมคนจนแต่อุดมสมบูรณ์ เครื่องกินเครื่องใช้ เราก็มีไม่ขาดแคลน เรามีของส่วนกลาง คุณเข้าใจว่าทำแบบคนจนมากขึ้นไหม ส่วนตัวของแต่ละคนน่ะจน แต่ของส่วนกลางของประเทศรวย แต่เราก็ไม่ต้องไปอวดโอ่แต่อย่างใด ค่าแรงงานของเรา คือตัวลดต้นทุน เราไม่เอาค่าตัว ค่าแรงงาน ไม่สะสมก็ไม่มีกองไว้ส่วนตัวมาก แต่ให้แก่สังคมได้มาก เป็นสังคมเศรษฐกิจที่วิเศษ เป็นเรื่องสั่งสมบารมี ถ้าอยากได้ให้ตายหาไม่ขวนขายเอา สร้างไม่ถึงก็ไม่ได้ ศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาแห่งกรรม อย่าทำชั่ว ทำแต่ดี คนที่ทำดียังไม่ได้ดี เพราะทำดียังไม่มากพอ ข้อสำคัญคือ ชั่วอย่าทำ เป็นส ิ่ งสำคัญ เพราะความดีไม่ทำความเสียหายแก่คุณ แต่ความชั่วจะพาคุณเสียหาย ต้องพยายามมีปัญญาให้ดี ยกตัวอย่าง คนเขารังเกียจความสกปรก แต่คนไม่ทำความสะอาดมันก็หมักหมมสกปรกเราก็ต้องมีการป้องกันเชื้อโรค เราจัดการได้ เชื้อโรคก็ไม่เกิดร้ายแรง เป็นส ิ่ งควรทำ ความเสียหายบกพร่องก็ไม่เกิด เราต้องศึกษาความถูก ความผิด ความดีงาม ความเลว กิเลสนั้นพาเสียหาย แล้วเราก็โง่ นึกว่าตนฉลาด แต่ฉลาดโกงนั้นโง่นะ นึกว่าตนเก่ง แต่ที่จริงโง่ ฉลาดเอาเปรียบนึกว่าตนเก่ง ก็ไปทำซ้ำทำซ้อน ยิ่งเหลิงยิ่งอวดเก่งย ิ่ งทำชั่ว เราได้ฝึกฝนไหม แล้วเข้าใจผิดว่าส ิ่ งที่ทำนี้ดี ยกตัวอย่างจะเอาแต่ใจให้ได้ คนสะสมความรวยนี่ชั่วนะ ไปพูดได้เลยทั่วโลก พูดที่ไหนก็ได้ คนเราจะรวยนี่ 1 .ต้องโกง 2 .ต้องเอาเปรียบ โกงนี่บาปหนักกว่าเอาเปรียบ เมื่อโกงได้มาก ก็บาปมาก มาเป็นบุญนิยมนี่ให้มาขาดทุนได้เท่าไหร่ ยิ่งได้บุญ หนักเข้าให้หมดเนื้อหมดตัวเลย ...พูดเหมือนน่ากลัวไหม?...แต่เราทำได้ แก่ก็มีคนเลี้ยง กินก็มีให้กิน พออยู่พอกิน พอเพียง ใช้หลักพระเจ้าอยู่หัว พวกเราได้พิสูจน์มาเป็นสังคมแล้ว คุณไม่ต้องกลัวว่าอยู่กับอโศกจะตกงานเลย มีงานให้ทำมากมาย ระวังจะขี้เกียจเท่านั้น วันนี้ มี 10 การประท้วงของโลก ที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรง ในวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีการชุมนุมทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะมีประชาชนมาร่วมชุมนุมประท้วงรัฐบาลไทยถึงกว่า 5 ล้านคน จนสื่อต่างประเทศถึงกับกล่าวว่า ไม่เคยมีการประท้วงครั้งไหนที่จะเต็มไปด้วยความสงบเรียบร้อย และปราศจากอาวุธเหมือนการชุมนุมครั้งนี้เลย และในช่วงนี้เองที่ นิตยสาร TIME ได้ จัดอันดับ 10 การประท้วงของโลก ที่เป็นสันติวิธี ได้อย่างน่าสนใจ มาดูกันว่ามีภาพไหน เหตุการณ์ใดที่กลายเป็นภาพความทรงจำ ประทับใจของชาวโลกมาจนถึงทุกวันนี้บ้าง 1. แคมเปญเพื่อสันติภาพ ภาพนี้เป็นภาพที่ จอหน์ เลนอน นักร้องชื่อดังจากวงเดอะ บีทเทิลส์ หรือวงสี่เต่าทอง และภรรยาคนที่สองของเขา คือ โยโกะ โอโน่ ได้ใช้เวลาช่วงฮันนีมูนของพวกเขา 7 วัน ที่โรงแรม Amsterdam Hilton ( 25-31 มีนาคม 1969 ) เผยแพร่ภาพแคมเปญที่เรียกว่า “Bed-in” เพื่อเป็นการต่อต้านสงครามเวียดนาม ในภาพทั้งคู่กำลังสวมชุดอาบน้ำอยู่บนเตียง พร้อมแปะข้อความบนกำแพงว่า “Hair Peace” และ “Bed Peace” ตอนหลังทั้งคู่ยังได้ทำแคมเปญนี้อีกครั้งที่เตียงในโรงแรม Montrea ซึ่งเป็นสถานที่จอห์น เลนนอน และกลุ่มผู้สนับสนุนได้ทำการบันทึกเสียงเพลง "Give peace a chance" ซึ่งเพลงนี้เอง ที่ต่อมาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านสงครามเวียดนาม
2.ผู้ทรงอิทธิพลทางปัญญา เฮนนี่ เดวิด ทอโร่ นักปรัชญา-นักกวี ชาวอเมริกันแห่งยุคคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้กลายเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้อย่างสันติสุข เพราะผลงานของเขาเรื่อง "Civil Disobedience" ได้ตั้งคำถามว่าทำไมคนจะต้องเคารพรัฐบาล เนื่องจากเขาคิดว่ากฎหมายไม่เป็นธรรม และไม่เห็นด้วยกับนโยบายทาส เขาจึงปฏิเสธที่จะจ่ายภาษีให้แก่รัฐบาล ทำให้ทอโร่ถูกจำคุกหนึ่งคืนในปี 1846 แต่ภายหลังญาติก็ได้ประกันตัวเขาออกไป
3.หญิงในชุดขาว หนึ่งในภาพของขบวนพาเหรดของวันที่ 3 มีนาคม 1913 โดยมี เนส มิลฮอลแลนด์ บอสเซเวียน (nez Milholland Boissevain) นักกฎหมายหญิง เป็นผู้นำที่ทำให้ผู้คนลุกขึ้นมาร่วมเดินขบวนมากกว่า 50,000 คนในเมือง วอชิงตันดี.ซี. โดยสมาคม The National American Woman Suffrage” สามารถหาเงินบริจาคได้มากกว่า 14,000 ดอลลาร์ เพื่อจัดอีเวนต์สำคัญในการโปรโมตให้ผู้หญิงมีสิทธิ์ออกเสียงเสียงเลือกตั้ง กระทั่งทำให้ผู้หญิงสามารถมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งใน 7 ปีต่อมา
4.เกลือสันติภาพ ในวันที่ 12 มีนาคม ปี 1930 มหาตมะ คานธี ในวัย 61 ปีพร้อมอาสาสมัครอีก 78 คน ได้เดินทางไปที่ชายทะเลในตำบลฑัณฑี ซึ่งเป็นระยะทางกว่า 241 ไม ล์ เพื่อทำการผลิตเกลือ เพราะต้องการประท้วงอังกฤษ ที่ห้ามคนอินเดียผลิตเกลือกินเอง เนื่องจากเกลือเป็นสินค้าที่ถูกควบคุมด้วยรัฐบาลอังกฤษในสมัยนั้น ว่ากันว่าสิ่งที่คานธีทำนี้เอง ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ และจุดเริ่มต้นที่แสดงให้เห็นว่าอินเดียต้องการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราช
5.การนั่งประท้วงของพลเมืองฟลินท์ สหภาพ the United Auto Workers (the UAW ) เป็นสหภาพที่ก่อนตั้งในปี 1935 เนื่องจากเป็นสหภาพที่เพิ่งก่อตั้ง จึงมีวาระที่จะต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาตามแผนของสหภาพมากมาย ซึ่งในช่วงภาวะแห่งความตึงเครียดนี้เอง ผู้บริหารของบริษัทเจเนอเรชันมอเตอร์ ได้เริ่มแจกจ่ายงานให้แก่บุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกของสหภาพ เพื่อสกัดกั้นการทำงานของ the UAW ดังนั้นในเดือนธันวาคม ปี 1936 คนงานจึงได้มานั่งรวมตัวกันประท้วงที่หน้าตึก Fisher Body ซึ่งเป็นพื้นที่ของบริษัทเจเนอเรชันมอเตอร์ในเมืองฟลินท์ โดยมีคนงานร่วมประท้วงทั้งหมดกว่า 135,000 คนใน 35 เมืองทั่วอเมริกา ตามมาด้วยเหตุการณ์จลาจล อย่างไรก็ตาม ภาพของวงดนตรีที่เล่นดนตรี และกลุ่มชายที่นอนหลับอยู่ ก็จารึกอยู่ในความทรงจำของผู้คนว่ามีความเข็มแข็งที่ผาสุก สงบ อยู่เบื้องหลังของการเคลื่อนไหวของสหภาพอเมริกาเหนือ ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง
6.นั่งเพื่อต่อสู้สิทธิของคนดำ แม้ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน จะมีจำนวนมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้โดยสารรถบัสในเมืองมอนต์เกอเมอรี่ รัฐแอละแบมา ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ผู้หญิงอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันที่ชื่อ “ โรซ่า พาร์คส ” ก็เจอปัญหาในการนั่งรถเมล เนื่องจากเธอฝ่าฝืนกฎหมายด้วยการไม่เสียสละที่นั่งของเธอให้แก่ชายผิว ข าว ทำให้เธอถูกจับกุม เป็นเหตุให้คนดำรวมตัวกันต่อต้านไม่ขึ้นรถเมล์เป็นเวลา 381 วัน แต่หนึ่งปีหลังจากนั้น ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกายืนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า การจัดที่นั่งให้เฉพาะคนบางกลุ่มเป็นการขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ และประกาศกฎหมายไม่ให้มีการแบ่งแยกสีผิว ขณะโดยสารยานพาหนะ ภายหลังพาร์คส์ จึงกลายเป็นที่รู้จักในฐานะ "mother of the civil-rights movement" หรือ “แม่ของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง”
7.ประท้วงในวอชิงตัน ในภาพนี้มีประชาชนมากกว่า 2 แสนคน มารวมตัวกันที่อนุสรณ์ลินคอล์น ในวันที่ 28 สิงหาคม 1963 เพื่อเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมกันของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน โดยครั้งนี้ ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ได้กล่าวคำปราศรัยอันโด่งดังที่ชื่อว่า "ฉันมีความฝัน" ( "I have a dream") ซึ่งช่วยปลุกกระแสตื่นตัวให้คนทั้งชาติ เรียกร้องสิทธิเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ เป็นผู้สนับสนุนการประท้วงปราศจากความรุนแรง โดยยึดหลัก “อหิงสา” ตามแบบฉบับของ “มหาตมะ คานธี” นอกจากนั้นยังสนับสนุนการร่างกฎหมาย เพื่อให้เกิดสิทธิพลเมืองที่เท่าเทียมกัน ทุกสีผิวในสหรัฐอเมริกา จนทำให้ท่านได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1964
8. กำปั้นในอารยะขัดขืน นักกรีฑาชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันสองคน คือ “ ทอมมี สมิธ ” (ผู้ชนะเลิศ) และ “ จอห์น คาร์ลอส ” (ผู้ชนะเลิศรองอันดับที่ 2) ได้ใช้ชัยชนะของพวกเขาในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่เม็กซิโกซิตี้ในปี 1968 เป็นเวทีต่อต้านการกดขี่คนผิวดำในอเมริกา โดยทั้งคู่ได้สวมถุงเท้าดำ เพื่อพรีเซ็นต์ความยากจนของคนดำ รวมถึงสวมถุงมือดำ เพื่อเรียกร้องความเป็นอันหนึ่งเดียวของคนดำ ในขณะที่ผู้ชนะเลิศรองอันดับที่ 1 คือ ปีเตอร์ นอร์แมน ชาวออสเตรเลีย ก็ได้ร่วมสวมเสื้อที่มีตราคำว่า Human right หรือ “สิทธิมนุษยชน” จึงทำให้เขากลายเป็นเหมือนฮีโร่ เมื่อกลับถึงบ้าน
9.ดอกไม้กับปืน ในวันที่ 21 ตุลาคม 1967 ได้มีผู้คนมาประชุมประท้วงสงครามเวียดนามที่หน้าเพตากอน (จัดโดย the National Mobilization Committee ) เพื่อต้องการให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ยุติสงครามในเวียดนาม เหตุการณ์ในครั้งนี้เองที่ได้เกิดภาพที่ประทับใจผู้คนทั้งโลกคือ ภาพผู้หญิงที่ถือดอกไม้ประจันหน้ากับตำรวจ นับเป็นภาพพลังดอกไม้ ที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพได้อย่างน่าชมทีเดียว
10.ผู้ต่อต้านที่ไม่ปรากฏชื่อ หลังการตายของผู้นำที่เรียกร้องประชาธิปไตย “ หู เย่าปัง ” ในปี 1989 นักเรียนจีนจำนวนมากได้มารวมตัวกันที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ของเมืองปักกิ่ง เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย และเสรีภาพ รัฐบาลจีนจึงได้ใช้รถถังเพื่อหยุดจำนวนผู้ประท้วง และยิงปืนใส่ผู้คนล้มตายมากกว่าสองร้อยคน แต่แล้วก็ได้มีชายคนหนึ่งได้เดินเข้าไปในถนน เพื่อยืนประจันหน้ากับรถถัง และพยายามปีนเข้าไปในรถถัง ไม่มีใครรู้ว่าชายคนในภาพนี้เป็นใคร บางคนบอกว่าเขาถูกฆ่าตายไปแล้ว ในขณะที่บางส่วนก็เชื่อว่าเขาหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ไต้หวัน แต่ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม สิ่งที่เขาทำก็ได้เป็นภาพตราตรึงอยู่ในใจของคนทั้งโลกแล้ว แม้การประท้วงครั้งนั้นจะไม่สำเร็จก็ตาม
ข่าวโดย ASTV ผู้จัดการ LIVE ขอบคุณภาพ และข้อมูลจากนิตยสาร TIME พ่อครูว่า… การประท้วงที่ได้รับการชื่นชม จะมีภาพที่เป็นสัญญลักษณ์ ทำให้คนประทับใจ พวกเราก็มาประท้วง ต้องการให้คุณหยุดทำผิด เพราะคุณทำผิดพลาดมามากมาย เสียหายแก่ประเทศชาติ มันก็เป็นความประเสริฐ ต่อสังคมประเทศชาติ นี่เป็นความเจริญของมนุษยชาติสากลเลย ของโลก ….จบ