สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน พัฒนาการ อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน พัฒนาการ อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ สัญญามันมีความจำ ความจำก็ไม่ใช่ของเรา แต่เป็นสภาวะอย่างหนึ่งที่คุณจำได้ และเป็นพลังงานชนิดนึงของแต่ละอัตภาพที่ต้องมี เริ่มตั้งแต่เป็นพีชนิยามเป็น self เป็นตัวของมันแล้ว มันยึดเอาและจะสร้างความเป็นตัวของมัน เรียกว่า self แล้วมันอยู่ได้ยืนยาว ไม่ยอมสลายอัตภาพง่ายๆ พีชะก็ตาม แต่ถ้าอุตุนิยามไม่ได้ยึดตัวตน แต่เป็นเหตุปัจจัยดินน้ำไฟลม แล้วเกิดเป็นธาตุฟิสิกส์ ความร้อนแสงเสียงไฟฟ้า แล้วมีพลังงานทำลายหรือสลาย ดูดหรือผลักเท่านั้น รวมเป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่น เป็นธาตุหนัก ส่วนสัมผัสแล้วกระจายหายไปเป็น ฟิชชั่น แต่พอเป็นจิตนิยามแล้วมีรายละเอียดมากขึ้น เป็น ish คือจาก self เป็น selfish คือต่างกันเป็นลิงค มีอิตถีภาวะกับปุริสภาวะ รวมเป็นสามรวมกันอย่างเหนียวแน่น แต่มีตัวแยกเพศ ว่า I คือไอ คือฉัน แล้ว s คือ she และ h คือ he อีก ก็ชักทะเลาะกันในที เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้ มีอะไรใหม่ ก็แย่งมาเลย แย่งมาให้ I แล้ว she กับ he มันเอาไหม ก็จะเอาด้วย แต่ I มันเป็นใหญ่จะเป็นหลักต้น ในภาวะสาม กำลังของภาวะหนึ่งเป็นเอก อีกสองอันก็จะมาทีหลัง ถ้ามีอะไรใหม่ที่สี่มาก็เข้ากับ หนึ่ง แต่ถ้าเป็น self จะไม่แย่งไม่ยึดเป็นตัวกูของกู แต่รวมเป็นกูเป็นอันเดียวกัน แต่พอเริ่มมีอันใหม่ จะเห็นแก่ตัว ก่อนที่จะแสดงเดชออกจากตัวอื่นอีกทีหนึ่ง นี่คือพัฒนาการที่ละเอียดลึกซึ้งมาก เกิดจากพลังงานรวมตัวเป็นสสาร แล้วก่อเกิดตัวตน มีอัตโนมัติหรืออัตตา ตั้งแต่เป็นพีชะ จนมาเป็นสัตว์ เรียกว่าพลังงานนั้นว่าจิตหรือวิญญาณ จิตนิยามที่ไม่มีปัญญาที่ไม่รู้กรรม คืออเวไนยสัตว์สอนไม่รู้เรื่อง จนพัฒนามาเป็นมนุโส เป็นจิตสูงก็เรียนรู้กรรมได้ มีพัฒนาการมา กว่าจะมีพลังความฉลาดของปั
อ่านต่อ
ญญาที่จะรู้จัก เริ่มต้นตั้งแต่อะไรดีหรือไม่ดีอยู่ในสังคม ดีกับไม่ดีเกี่ยวกับสังคมเป็นหลัก คุณเกิดมาจะอยู่เดี่ยวเลยอยู่ไม่นานก็ต้องตาย ถ้าอยู่ก็ต้องเกี่ยวกับคนอื่น สัตว์อื่น เป็นอะไรที่ต้องสัมพันธ์กับสิ่งเหล่านี้ ความรู้หรือธาตุจิตจะค่อยเจริญ แล้วค่อยสังเคราะห์กันไป เกิดผลักกับดูด เมื่อมีอัตโนมัติ มีสัญญา พีชะมีสัญญากับสังขาร กำหนดรู้อะไรแล้วเอามาเป็นตัวมัน มาเป็นสัตว์ก็มีเวทนามีจิตวิญญาณ ตั้งแต่เริ่มต้นก็เริ่มมีตัวตน มีความชอบหรือชังเพิ่มขึ้น นิดนึงเท่าไหร่เมื่อไหร่ไม่รู้ เมื่อเป็นสัตว์มีหลายเซลล์ขึ้นมาก็จะเห็นว่าแย่งกันทะเลาะกัน แรกๆ มันก็รับแค่ธาตุดินน้ำไฟลม กับพืช แต่ต่อมาเลยเถิดเป็นดินน้ำไฟลมสัตว์ แล้วสัตว์ด้วยก็เกิดเบียดเบียนกัน พืชไม่มีชอบหรือชัง ไม่มีเรากับเขา ไม่มี selfish พืชแม้จะกินสัตว์มันก็เอาธาตุนั้นเท่านั้นจากสัตว์ที่ตายแล้ว มันจะไม่เป็นภัยกับใคร แต่เริ่มเป็นสัตว์ขึ้นมาเป็นแบคทีเรียก็กินตัวเราภายในได้ นอกตัวเรามันก็กิน ก็ชักเป็นภัย ตั้งแต่ตัวน้อยๆ ก็เป็นภัยคือเชื้อโรค แต่มันไม่รู้หรอก โทษมันไม่ได้ ถ้าเป็นภัยก็ทำลายอย่างเดียวเลยถือว่าบาปไม่ได้ พระพุทธเจ้าว่ามันเล็กมาก อย่างเชื้อโรคนี่ มันไม่มีธาตุที่เป็นกรรม ผูกพยาบาทไม่ได้ สัตว์เล็กมากเกินไป ก็นิดๆหน่อยๆ ฐานความจำสัญญาในตัวมันไม่พยาบาทผูกพันมากได้ ก็ยังไม่สูงส่งอะไร จนมันพัฒนามากขึ้น ค่อยยึดถือเป็นของเราเป็นเขาก็มีดูดผลักมากขึ้น เห็นแก่ตัวจัดขึ้น selfish จนกระทั่งมีศาสดารู้ว่า สัตว์เดรัจฉานที่ไม่เห็นแก่ตัวจัดก็มีแต่กินกับอยู่เท่านั้น ไม่สะสมเป็นเราเป็นของเรา เบ่งอำนาจรวบมาเป็นเจ้าโลก ไม่มีตัวไหนทำ มีแต่มนุษย์ แล้วยิ่งเห็นแก่ตัวจัดก็ยิ่งต่ำยิ่งร้ายแรง แล้วจะฉลาดที่จะประกอบกรรม อวิชชาไม่รู้จักกรรม ไม่รู้ว่าที่เราทำเป็นภัยต่อผู้อื่น เห็นแก่ตัวอย่างไร อเวไนยสัตว์ไม่รู้เรื่อง พอเริ่มต้นเป็นผู้รู้ เป็นศาสดา ตนเองไม่ทำกรรมไม่ดี ศาสนาหลายศาสนามีแต่ลงนรกกับขึ้นสวรรค์น้อยๆ มีวิบากแคบๆ ไม่ซับซ้อน จนมีศาสนาที่รู้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้คลายความยึดติดง่ายๆเลย ขั้นแรกจะรู้ขั้นโลกีย์ ยังเสียสละช่วยคนอื่น ดีกว่าที่เราจะเห็นแก่ตัว ถ้าเรามีกรรมทำแล้วมีผลผลิตเป็นสิทธิของเรา เช่น จับจองที่ดินที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เพราะโลกใบนี้เป็นของส่วนกลาง ถ้าเราใช้สิทธิ์ของเราให้คนอื่นได้นี่คือคุณค่า ปราชญ์หรือศาสดาจะรู้จักสิทธิ์ของเราแล้วเผื่อแผ่สิทธิ์ของเราให้คนอื่น มีการให้การเสียสละแบ่งปันคนอื่นเพิ่มขึ้น สัตว์เดรัจฉานที่ไม่ได้พัฒนามีปัญญาพอ แล้วมีวิบากกลับไปเป็นเดรัจฉาน แต่สัตว์หลายตัวรู้ตอบแทนคุณคนก็คือเคยเกิดเป็นมนุษย์มาแล้วได้กลับเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ถ้าสัตว์ที่ยังพัฒนาตนเองก็จะรู้จักให้แก่ตัวเอง อย่างเก่งก็ช่วยลูกของมัน เพราะเป็นธาตุที่แยกจากร่างของมัน มันจะมีสัญชาตญาณ แม้สัตว์เล็กจะรู้ว่า นี่ DNA ของอั๊วเองนะ แยกออกมาเป็นชิ้นต่างๆ พอเป็นผู้มีปัญญาจะรู้จักกรรม แล้วก็จะรู้ไปตามลำดับ คือธรรมะ เป็นสิ่งที่อยู่ ศาสดาบางท่านจะไม่รู้ว่าทรงอยู่อย่างไร เปลี่ยนแปลงอย่างไร อธรรมไม่ให้เกิดอย่างไร แต่สิ่งที่ทำแล้วสะสมแล้วเป็นทรัพย์เป็นวิบาก สิ่งที่เป็นอัตภาพของแต่ละคนออกฤทธิ์ออกผล ก็จะรู้ถึงอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์สะสมพลังพวกนี้ ถ้าสะสมสิ่งไม่ดีก็ได้วิบากไม่ดี จึงสอนให้สะสมแต่สิ่งที่ดี ศาสดาเริ่มรู้กรรม เรามีกรรมเป็นทายาทเป็นเผ่าพันธ์ ถ้าเป็นพันธ์ุสัตว์นรกแล้วเราไม่รู้ ก็จะต่อนรกไปเรื่อยไม่จบ ต้องไม่ทำ ถ้ามีแล้วต้องหาเอาเชื้อที่เป็นตรงข้าม กุศลให้มันกัน ที่สะสมเป็นกุศลอกุศลแล้วมันไม่หายไปไหน หลายศาสนาบอกว่าอำนาจกรรมดีไม่ดีที่ทำแล้วล้างกรรมได้ ล้างบาปได้ ไม่ใช่ เป็นแต่เพียงกรรมที่ทำแล้วลบล้างไม่ได้ ของใครของมัน พระพุทธเจ้าก็ล้างให้ใครไม่ได้ 590301_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก สัจจะสามอย่าง