สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ธรรมในธรรม คืออย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ธรรมในธรรม คืออย่างไร _อำภา รื่นใจดี · ดีจังเลยวันนี้หน้าเฟซบุญนิยมทีวีกระจ่างใสไร้เงามา รบกวนอารมณ์ ลูกก็กลับเข้าเรียนธรรมะที่ยังไม่เข้าใจต่อ จะขอกราบนมัสการถามท่านพ่อครู ดังนี้ค่ะ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต สามอย่างนี้คิดว่าพอจะเข้าใจบ้าง แต่ธรรมในธรรม ยังไม่เข้าใจ ลักษณะธรรมในธรรมเป็นอย่างไร ถ้าตาไปผัสสะกับผลไม้ที่อยู่ตรงหน้าท่านพ่อครู ตรงส่วนไหนที่เป็นธรรมในธรรมคะ ขอท่านพ่อครูช่วยให้คำนิยามคำว่าธรรมะ ด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ พ่อครูว่า...ก็ไม่ต้องลงรายละเอียดของ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต แต่ข้องใจ ธรรมในธรรม ตาไปกระทบรูปนี้แล้ว สมมุติผลไม้ที่เห็นนี้เลยนะ สัมผัสแล้ว ตาเราก็เห็นรูป ก็เรียกว่า รูป รูปนี่ก็อยู่ในกายในกาย แล้วก็มีนาม จิตเราก็รับรู้ รูปก็ถูกรู้ จิตเราเกิดอะไรกันบ้าง จิตมันก็เป็นนามจะเกิดอะไรบ้าง ก็มีเรื่องรูปกับนามนี่แหละกระทบกันเป็นธรรมะ 2 ตลอด พอเกิด มันถูกรู้ขึ้นมานามก็มี เวทนาสัญญาสังขาร รูปกระทบแล้วเกิดนามมา ต่อ เวทนา ในขณะที่มันเห็นรูปก็คือการทรงอยู่ในปัจจุบัน ในขณะที่เราอ่านเวทนาของเราอ่านอาการเวทนาของเรา ในปัจจุบันนี้ก็คือธรรมะ ที่หมายความว่าสิ่งที่ทรงอยู่ทรงไว้มีอยู่ ธรรมนี่ มันจะเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก มันทรงอยู่ ถ้าทรงอยู่ต่อเนื่องก็เป็นธรรมที่ต่อเนื่อง มันทรงอันนั้น ให้เราสัมผัส ให้เราเกิดทุกข์เกิดสุข ให้เราเกิดกิเลส ได้ปฏิบัติจนไม่มีกิเลส ก็ทรงสภาพให้เรารู้ทั้งนั้น อะไรที่ทรงให้เรารู้สัมผัสแล้วก่อเกิดสิ่งนั้นให้เรารู้ รู้ที่สิ่งที่เป็นรูป ธาตุรู้คือนาม สิ่งที่ทรงอยู่ในสิ่งเกิดหลัดๆ เป็นรูปธรรมก็คือ รูป เป็นนามธรรมก็อ่านสิ่งที่มันทรงอยู่ เกิดเวทนาก็ดีสัญญาก็ดีสังขารก็ดี คือสิ่งที่มีจริงเกิดจร
อ่านต่อ
ิงเป็นจริงให้เราได้เห็นของจริง อาตมาก็ได้คำสรุปคำหนึ่งว่า ความจริงนั้นคืออะไร? ความจริงนั้นคือ สิ่งที่เกิดอยู่หลัดๆ มีผัสสะ ทั้ง 6 สัมผัส อยู่หลัดๆขณะนี้ ตาก็เห็นรูป หูกระทบเสียง สรุปคือทางทวารภายนอกก็มีอยู่ เป็นภายนอกและเราก็มีนามไปสัมผัสรู้อยู่เป็นภายใน เป็นธรรมะ 2 ธรรมะ 1 กับธรรมะ 2 สัมผัสกันแล้วเราก็มีธาตุรู้ รวมแล้วเป็นสามเส้า อย่างนี้เรียกว่าครบความจริง มีแต่จิต แล้วก็มีแต่สัญญา ไม่มีภายนอกไม่มีรูปข้างนอกให้ถูกรู้เลย ไม่มีภาวะกาย วาจา และใจ ไม่มีสามเส้าไม่ครบ มีแต่สองเส้าไม่ครบ ความเป็นจริง ความเป็นจริงต้อง สามเส้าเสมอ จึงเป็นความจริงที่นับว่าเป็น สมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ สัจจะคือความจริง ที่มีทั้ง สมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ ต้องมีทั้งภายนอกและภายในจึงได้ชื่อว่าความจริงที่บริบูรณ์ ถ้าสัญญาย นิจจานิ จะกำหนดรู้คนเดียว ไม่มีคนที่ 2 3 4 5 รู้ด้วยเลยก็ไม่ครบความเป็นสัจจะ ไม่นับเป็นสัจจะที่อยู่ในโลกกับใคร ไม่นับ ของคุณคนเดียวสัญญาย นิจจานิ พระพุทธเจ้าไม่นับเป็นสัจจะ ถ้าสัจจะต้องมี 2 อย่างครบ สมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ ทั้งภายนอกและภายในจึงจะครบเป็นสัจจะ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ ไปนับเอาคนเดียว ไม่ถือเป็นสัจจะ เป็นสัญญา สัญญาไม่เที่ยง สัจจะเที่ยง หากสัจจะไม่เที่ยงก็ล้มเหลว สัจจะมีหนึ่งเดียว ถ้าไม่ครบ สามเส้า ไม่ใช่สัจจะ อย่างน้อยต้องมีคนอื่นร่วมรู้กับเรา เราคนเดียวไม่ถือเป็นสัจจะในโลก เป็นสัจจะในตนคนเดียว สัญญาย นิจจานิ เป็นอัตตา ไม่ใช่โลก เพราะฉะนั้นอัตตาของเราก็มีแล้ว สัญญายนิจจานิก็ร่วมกับโลก ก็ต้องมี 2 โลกต้องมีทั้งภายนอกและภายใน ต้องมีโลกและอัตตา เราไม่ได้ติดยึดทั้งความเป็นโลกและความเป็นตน เพียงอาศัยโลก เพียงอาศัยอัตตา ทำงานในโลก จนกว่าเราจะปรินิพพานเป็นปริโยสานเท่านั้นเอง สรุปคือ ธรรมะคือสิ่งที่ทรงอยู่ ถ้ามันอยู่ในปัจจุบันแป๊บเดียว .๐๐๐๐๐1 วินาทีก็อยู่แค่นั้น ถ้ามันมีผัสสะอยู่แล้วมันก็มีอยู่ทรงอยู่ มันอยู่ 1 นาทีอยู่ 1 ชั่วโมงต่อเนื่องกันไปสัมผัสต่อเนื่องกันไป ไม่ขาดสันตติ นั่นคือทรงอยู่ ทรงอยู่คือไม่ขาดสันตติ สันตติขาดแล้ววางแล้วไม่มีธรรมะ เอาตรงนี้เป็นเครื่องตัดสิน สิ่งที่ไม่มี สัมผัส ตัดสัมผัส ตัดสันตติ มีธาตุเดียวไม่มีธาตุสอง ถือว่าอันนั้นไม่ใช่ความจริง ความจริงต้องมี 2 ทีนี้ มันจะยากที่เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่าสัจจะมี 1 เดียวแล้วทำไมความจริงต้องมี 2 งงสิ พระพุทธเจ้าตรัสว่าสัจจะมีหนึ่งเดียว ความจริงมีหนึ่งเดียว แม้มีสอง เช่น คุณเห็นอันนี้เป็นอันนี้ คุณก็ต้องเห็นตรงกันกับเราว่าอันนี้คืออันนี้ เราสัมผัสอันนี้ สมมุติว่า สัมผัสรส แตะลิ้น คนนี้แตะแล้วรสเป็นอย่างนั้น คุณก็ต้องบอกได้ตรงกันกับรส เพราะลิ้นของใคร หากประสาทสัมผัสไม่เสียก็จะสัมผัสรสตรงกัน เปรี้ยว เค็ม ก็ต้องบอกตรงกันได้ เป็นหนึ่งเดียวกัน กี่คนก็ตรงกัน 3 คน 4 คนก็ตรงกัน สัจจะที่เป็นสัจจะแท้ของสภาวะมีหนึ่งเดียว ตรงกันหมด อย่างนี้เป็นต้น 601208_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ถอดรหัสศาสตร์พระราชา 9 ข้อ