กายกับสัญญาสำคัญตั้งแต่ต้นจนจบศาสนาพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข22 ตุลาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

กายกับสัญญาสำคัญตั้งแต่ต้นจนจบศาสนาพุทธ พ่อครูว่า... เรื่องกายเรื่องสัญญา พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นเรื่องชี้บ่งที่สำคัญมาก ถ้าเริ่มต้นคุณเข้าใจกาย คุณเข้าใจสัญญาไม่ได้ หรือคุณจบด้วยกายกับสัญญาไม่ได้ คุณก็จบไม่ได้ กายกับสัญญา ผู้ที่ศึกษามาถึงวิญญาณฐิติ 7 จะรู้ว่าในวิญญาณฐิติ 7 นี้ ก็มีคำ 2 คำเท่านั้นคือคำว่ากายกับคำว่าสัญญามีอยู่ 7 คู่ หรือใน สัตตาวาส 9 ก็มี กาย กับ สัญญา ที่จริงมันมีแค่ 4 คู่ กายกับสัญญา พอไปถึง อากาสานัญจายตนะ อายตนะ ก็แปลว่าความเป็นต้องมีคู่อยู่แล้ว อายตนะ ไม่มีคู่ไม่ได้ มันเป็นตัวบอกถึงสภาวะมันต้องมีคู่อายตนะ เพราะฉะนั้นคำว่า สัญญา กับ กาย จึงสำคัญทั้งตัวต้นจริงๆเลย เริ่มต้นตั้งแต่คุณสัญญาคือการกำหนดหมาย การกำหนดรู้ จิตเรา เจตสิกเรา มันไปเพ่งรู้กำหนดรู้ อะไรก็แล้วแต่ โอ้นี่อะไร ตัวอะไรเกาะไม้หัวห้อย มาดูกันหน่อยนั่นตัวอะไร เคยได้ยินไหม เพลงค้างคาวกินกล้วย ทำนองเพลงค้างคาวกินกล้วย สัญญาคือธาตุรู้ที่สำคัญมาก ในการใช้งานและโดยเฉพาะการศึกษา ศึกษาปรมัตถ์ ศึกษาเพื่อที่จะไปนิพพาน ถ้าคุณกำหนดหมายอาการหรือพฤติกรรมของสัญญานี้ไม่ได้หรือผิด วิปลาสหรือมีสัญญาวิปลาสไปจากความเป็นจริง มิจฉาทิฏฐิในคำว่าสัญญา อาตมาก็สงสารท่านประยุทธ์อยู่ ที่ท่านแจกแจง ในหนังสือพุทธธรรม อาตมาก็อ่านอยู่ ซึ่งท่านกำหนดหมายไม่ตรงกับอาตมา อาตมาก็ว่าท่านกำหนดผิด แต่ท่านก็คงตัดสินว่าอาตมากำหนดผิด ซึ่งไม่มีใครตัดสินได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้ความเป็นจริงตรงตามความเป็นจริง เป็นสัจจะหนึ่งเดียวว่า สัญญาต้องคือกรรมกิริยาของอาการของเจตสิก สัญญาเจตสิก มันคือพฤติกรรมอาการอย่างนี้ ถ้ากำหนดผิด โอ้โห ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้อะไร เริ่มตั้งแต่ สักกายทิฏฐิ คุณก็กำหนดคำว่า กาย ก็ต้องใช้คำว่า สัญญ

อ่านต่อ

า เป็นตัวกำหนด กาย ถ้าคุณยังกำหนดผิดอยู่ ตั้งแต่ข้อแรก กายต่างกันสัญญาต่างกัน ใน วิญญาณฐิติข้อที่ 1 เพราะฉะนั้นทุกอย่างต่างกันหมดในเรื่องของจิตนิยาม แม้แต่จะเป็นวัตถุก็แน่นอน ก็ต้องต่าง วัตถุยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้ากำหนดอาการของจิตผิดไป หมดหวังที่จะไปนิพพาน

ลองอ่านดูรายละเอียด ขยายความอันนี้ดูใน พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 จิตตสูตร “[41] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณฐิติ (ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ) 7 ประการนี้ 7 ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์บางพวกมีกายต่างกันมีสัญญาต่างกัน เหมือนมนุษย์ เทวดาบางพวก และวินิปาติกสัตว์บางพวกนี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ 1 สัตว์บางพวกมีกายต่างกัน แต่มีสัญญาอย่างเดียวกันเหมือนเทวดาชั้นพรหมกายิกา ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ 2 สัตว์บางพวกมีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกันเหมือนเทวดาชั้นอาภัสสระ นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ 3 สัตว์บางพวกมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกันเหมือนเทวดาชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ 4 สัตว์บางพวกเข้าถึง อากาสานัญจายตนะ โดยมนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุด เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้ ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญานี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ 5 สัตว์บางพวกเข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ โดยมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ 6 สัตว์บางพวกเข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ โดยมนสิการว่า ไม่มีอะไรๆ เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ 7 ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณฐิติ 7 ประการนี้แล ฯ” พ่อครูว่า... พวกมิจฉาทิฐิไปหลงงมงายอยู่กับความมืดดำและไปหลงกับความมืดดำว่าเป็นความดี คุณไม่เข้าใจว่า ความมืดดำก็เป็นสภาวะมืดดำเฉยๆ เพราะฉะนั้นควรจะไปเข้าสู่ความมืดความดำก็แค่มืดแค่ดำ ตอนนี้ไปเข้าใจผิดมากๆ ว่าคุณหลับตาเข้าไปก็มีแต่ความมืดความดำนะ แต่คุณดันไปสร้างภาพมีใส มีเรื่องมีตัวมีตนมีรูปร่าง มันก็ขัดกับความจริงทั้งหมดเลย ซึ่งมันไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นการไปหลับตาเห็นนั่นเห็นนี่เห็นนู่น บ้าทั้งนั้น พวกอุปาทานทั้งนั้น การหลับตาปฏิบัติธรรมจึงไม่มีในสารบบของศาสนาพุทธ นอกจากจะใช้เป็นอุปการะ หลับตาได้แต่เป็นอุปการะ เป็นเตวิชโชเป็นการศึกษานัยละเอียดต่างๆ หรือพักผ่อน หรือ เตวิชโช ทบทวนสิ่งที่เราได้ทำความเกิดความดับ ศึกษาเรื่องเก่า บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ ศึกษาในตอนสงบมันก็รู้ได้ง่าย ใน สุภกิณหา คนมิจฉาทิฏฐิไปหลงความมืดดับเป็นเรื่องดี ดี แต่ดีอย่างโง่ผิดเพี้ยน แม้แต่แค่ว่า คุณไปอยู่ในความมืดดำไม่สว่างก็ผิดเพี้ยนแล้ว แล้วใครสร้างภาพสร้างตัวสร้างตนสร้างภพสร้างเรื่องสร้างราว ซึ่งมันไม่มีอะไรทั้งนั้น มีแต่ความมืดอย่างเดียว คุณจะพักผ่อนท่ามกลางความมืดความดำความดับ พักผ่อนสนิทไปเลย จะดับอย่างลึก คุณก็ดับดำมืดลึก ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย สู่แดนธรรม... อาจารย์ผมว่าได้มหัคตจิต พ่อครูว่า... ก็เก่งทางมิจฉาทิฏฐิ จะไม่มิจฉาทิฏฐิก็ได้ ดีหากคุณตั้งใจจะดับจะมืดจะดำจะพักคุณทำได้มันก็ดี อาตมายังไม่เก่งขนาดนั้น บางทีไม่ดับลึก อาตมาเป็นสายสว่างไม่ได้เป็นสาย เจโตทีเดียว แต่ก็ฝึกมาทำมาไม่รู้เท่าไหร่ แต่อาตมาไม่ใช่ตระกูลเจโต อาตมาตระกูลปัญญาก็เลยได้ประมาณนี้ แต่สายเจโต เขาจะไปดิ่งหนักเลย ไม่ฝันด้วย พักดับ ซึ่งอาตมานี้ไม่ค่อยได้ แต่มี ช่วงที่มันดับลึกไม่ฝันอะไรเลยก็ได้ ดับสนิทนี่นะ มันจะรู้สึกเร็ว เช่นว่าเราดับดิ่งลึก ไปสัก 3-4 ชั่วโมง รู้สึกตัวมาแล้วก็เหมือนแว๊บเดียว มันนิ่งมันจะเป็นอย่างนั้น ซึ่งอาตมาไม่ได้สงสัยอะไรหรอก ก็มันพอ มีคนอยากจะให้อาตมาพักดิ่งลึกขนาดนั้น ซึ่งมันไม่มีปัญหาอะไร ทุกวันนี้อาตมาก็ว่าพออยู่ ใช้ได้อยู่ยังไม่ได้ขาดแคลนอะไรมากมาย สุภกิณหา อธิบาย มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ก็คือมืดดำอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นกายที่ได้ องค์ประชุมของเจตสิกที่เรียกว่า กาย คุณก็ได้ องค์ประชุมของเจตสิกคุณดำมืดดับ แต่มืดดับดำอย่างมิจฉาทิฏฐิ แล้วคุณก็หลงว่าดีเป็น สุภกิณหา ถ้าเป็นสัมมาทิฎฐิ ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิก็สุภาพก็ดีเหมือนกัน แต่เราไม่ได้เอาไปพลิกแพลง แต่ดับมืดดำ เอาไปทางสว่าง มีสว่างแสงแวบวิบวับนิดหน่อยก็เป็นอุปาทานทั้งนั้น แต่ที่ไปสร้างความสว่างภายใน สร้างภพชาติสร้างตัวตนมีเทวดาอย่างนั้นอย่างนี้เป็นตัวเป็นตน เทวดามาจากเยอรมันมาให้สอนอย่างสายอาจารย์มั่น มีคำยืนยันอธิบายไปแล้ว แล้วเทวดามาจากเยอรมันด้วยคำนี้ มีเทวดาอะไรอีกเยอะ ของแท้ คือเป็นอุปาทานทั้งสิ้นเลยไม่ได้รู้ภพชาติอะไร สายหลับตา ขออภัยตอกหัวตะปูตีย้ำอีกหน่อย หลับตามันเป็นโมฆะ เลิกได้แล้ว สายหลับตาทั้งหลายทั้งหมดเอ๋ย ถ้าจะเอาพุทธศาสนาแล้ว หลับตาปฏิบัตินั้นมันโมฆะมันเป็นเดียรถีย์จริงๆ อาตมาเน้นหนักเมื่อยเลย ไม่รู้จะทำอย่างไรฆ่าด้วยหอกเช้ากลางวันเย็นอย่างละ 100 ก็ไม่ตาย หมด 300 ดอกแล้วก็ยังไม่ตาย ไปเป็น 600 ดอกก็ยังไม่ตาย 1,200 ดอกก็ยังไม่ตาย 2,400 ดอกก็ยังไม่ตาย เมื่อไหร่ท่านจะฟัง เมื่อไหร่ท่านจะมีปรโตโฆษะ ท่านไปโยนิโสมนสิการผิด มนสิการของ อโยนิโส ทำใจในใจไม่ถูก เพราะท่านไปทำอสัญญี สัตตาวาส 9 มี อสัญญีสัตว์ อยู่ข้อที่ 5 จากนั้น อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญยายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ จากท้ายไปจาก อสัญญีสัตว์ ไป เป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งสิ้น มิจฉาทิฏฐินั้นเข้าใจผิดไปตั้งแต่ ข้อแรก กายต่างกันสัญญาต่างกัน ก็แน่นอนพูดกันไม่รู้เรื่องหรอก มันต่างเป็นมนุษย์ต่างเป็นเทวดาเป็นพรหมอะไรต่างกันไป สังขารอะไรจะเป็นสังขารมาร สังขารผี สังขารเทวดา มนุษย์มันก็เข้าใจกันคนละเรื่อง แม้แต่พวกเขาเองก็คนละอัน ต่างพูดกันเป็นโมเม เป็น นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย

อันที่ 2 สัญญาว่าไม่มีนิวรณ์ 5 อย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นพวกหลับตาปฏิบัติ เขาดับหลับตา เขาก็ไม่มีนิวรณ์ 5 เป็นปฐมฌาน ลืมตาของศาสนาพุทธก็ไม่มีนิวรณ์ 5 ของพระพุทธเจ้าลืมตานะ กระทบโลก กามโลก กามภพ ก็ไม่มีกิเลสกาม สู่แดนธรรม... เขาบอกว่าถ้าทำได้ตรงกันแล้วจะมาเถียงกันทำไม คือ ทำให้นิวรณ์ไม่มีมันกันได้ พ่อครูว่า... ก็มันได้อันเดียวเท่านั้น อันหนึ่งอยู่ในภพหลับตา แล้วคุณไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย คุณมีตาหูจมูกลิ้นกายออกมาคุณก็มีนิวรณ์ใช่ไหม คุณบอกว่าไม่มีนิวรณ์ แต่ว่าเป็นพวกหลับตาเป็นมิจฉาทิฐินิรันดร โอ้โหอาตมาจะพูดอย่างไรให้หมด อาตมาบังอาจมากนะที่ไปพูดข่มทำลายสิ่งที่เขาเป็นเขามีกัน มันมีเยอะนะในประเทศไทย นี่อาตมาตายไม่ลงก็เพราะอันนี้ เพราะยังจะต้องสืบทอดต่อไปเสียก่อน ให้ต่อไปพอสมควร หากอาตมาตายไปก็คงไม่มีใครกล้าว่าเขา (ถามท่านเดินดินจะกล้าว่าเขาไหม?) ไม่ใช่ว่าอาตมาว่าบ้านะ แต่อาตมาสงสาร ว่าอย่างมีกุศลเจตนาจริงๆ อาตมาไม่ได้ลบหลู่ดูแคลน แต่ว่าเพราะท่านมิจฉาทิฏฐิ สู่แดนธรรม... ถ้าจะทำให้สัมมาทิฏฐิ ต้องให้ชีวิตปกติประจำวันไม่มีนิวรณ์ พ่อครูว่า... ตั้งแต่ข้อแรกไม่มีนิวรณ์ตั้งแต่ความเป็นสัตว์ ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์คนนี่แหละ คุณไม่มีนิวรณ์เกี่ยวกับคนเลย คุณไม่มีกามกับคน กามไม่ใช่หยาบๆเท่านั้น รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อย่างมหาบัวก็ไม่รู้เลยกินหมากอยู่ฉับๆก็ไม่รู้ว่าอร่อย ละไม่ได้ ไม่มี นิวรณ์ 5 กาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา หากไปนั่งหลับตาปฏิบัติก็หลงไกลจากวิเวกอยู่ในถ้ำอีก ใน คุหัฐกสูตร สู่แดนธรรม... หากพวกพระวัดป่ายอมรับไม่ให้นั่งหลับตา จะทำอย่างไร พ่อครูว่า... ก็ปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 ปฏิบัติศีล ทุกวันนี้เขาปฏิบัติศีลกันไม่เป็น ทำอย่างไรจะเกิด อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ เขาไม่รู้เรื่อง ปฏิสัมพันธ์กันจะเกิดอย่างไรเขาไม่รู้เรื่อง ให้มาอยู่รวมกับชาวอโศก ไปอยู่ห่างๆไม่ได้หรอก ไปอยู่กับมวลมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีมาอยู่กับชาวบวรนี่แหละ อาตมาไม่อวดดี เบ่งข่มอะไรเขานะ อาตมามีสัจจะ อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ในยุคนี้ ไม่ได้พูดเล่น อาตมาเป็นสัตบุรุษ อ้างอิงไปหมดแล้ว แม้แต่อาตมานี่แหละ เป็นคนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นบุรุษที่อยู่ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 แล้วอาตมาอธิบายสัมมาทิฏฐิอีก 9 ข้อได้ชัดเจน แม้แต่ มาตา ปิตะ สัตว์โอปปาติกะ ไม่ได้อธิบาย สัตตาโอปปาติกา อย่างพวกสายหลับตาหรือยังอาจารย์พร ที่อธิบายโอปปาติกะเป็นแบบมีตัวมีตนสารพัด มีภพมีชาติไม่ใช่ สู่แดนธรรม... หากโควิดหมดประเทศไทย บ้านราชฯ อาจจะได้ต้อนรับพระวัดป่าก็ได้ พ่อครูว่า... ก็เชื่อว่าผู้แสวงหาที่มีอคติน้อยหรือไม่มีอคติก็จะมา ส่วนผู้ที่มีอคติยังไม่ได้แสวงหาจริง แล้วก็มีอคติอยู่อย่างยาก ซึ่งมันไม่ง่ายหรอกเรื่องแบบนี้ อาตมาเองทำงานไม่ได้หวัง ไม่ได้รอไม่ได้หวัง แต่อาตมาทำ ทำงาน อาตมาทำงานอย่างเดียว อาตมาไม่ได้หวังว่าจะได้จากท่าน อาตมาว่าอาตมาจะได้จากผู้อื่น ทางสายวัดป่าจะช้ากว่า ดีไม่ดีจะได้จากชาวต่างประเทศมาก่อนก็ไม่รู้ จริง แต่ว่า ภาษาที่อาตมาพูดยังไม่มีใครแปล มันยังเป็นภาษาไทย ยังไม่มีใครแปลเป็นภาษาอังกฤษมันยังไม่มี หรือเป็นภาษาจีนก็ยังไม่มี หากเป็นภาษาจีนก็ได้คนจีนมา แต่คนแปลก็จะต้องถึงๆเหมือนกันนะ ไม่ใช่แปลเละ แต่มันไม่มีปัญหาหรอก คนที่พอมีภูมิแปลได้ อย่างไรก็ดีกว่าไม่ได้แปลไม่ได้รู้เรื่องกันเลย แต่เดี๋ยวนี้มันพอได้ เพราะว่าใน Google มันก็แปลได้แม้มันไม่ตรงทีเดียว อยากรู้จริงๆก็เปิด Google แปลที่อาตมาพูดเป็นภาษาไทย อยากจะรู้จีนก็แปลจีน อยากจะรู้เกาหลีก็แปลเกาหลี อยากจะรู้ภาษาฝรั่งภาษาอังกฤษก็เอาไปสิ ดีไม่ดีไปถึงภาษาทางตะวันออกกลาง แต่ยังยากทางตะวันออกกลาง อย่างสายอิสลามไม่ง่ายหรอก 641022_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กายกับสัญญาสำคัญตั้งแต่ต้นจนจบศาสนาพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน