คำสรรเสริญนั้นต่ำทราม แต่คำตำหนิพาเจริญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
คำสรรเสริญนั้นต่ำทราม แต่คำตำหนิพาเจริญ _สมณะเดินดิน... วันนี้วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก มีคนที่ให้คำตอบว่าวันสำคัญที่สุดในศาสนาพุทธคือวันปวารณา คือเมื่อวานนี้ เป็นวันสุดท้ายของการเข้าพรรษา พระพุทธเจ้าให้สงฆ์มีปกติทบทวนพระวินัยลงปาฏิโมกข์ทุก 15 วัน แต่ในวันก่อนออกพรรษาให้งดปาฏิโมกข์ ให้เป็นวันปวารณาแทน ให้ทำเรื่องนี้เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ชาวอโศกเราปวารณากันไม่ใช่แค่พูดภาษาบาลี แต่เราประชุมกันให้บอกกล่าวกันได้ในข้อบกพร่องที่ควรแก้ไข ติงเตือนกันให้ขุมทรัพย์ให้คำแนะนำกัน เราไม่ได้ปวารณากันเฉพาะอารามเดียว แต่มีปวารณาเป็นงานประจำปี เป็นงานสำคัญของชาวอโศก มีพ่อครูเคยให้คำจำกัดความของปวารณาว่า เป็นสุดยอดวิชาของพุทธ เพราะมีแต่การรู้ข้อบกพร่อง ข้อไม่ดีของตนเท่านั้น จึงเป็นโอกาสแก้ไขให้ตนเองเป็นคนดีและดีขึ้นทุกขณะ คนเราจะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นได้ก็ต้องรู้ว่าตัวเองมีข้อบกพร่องข้อไม่ดีอะไร ซึ่งจริงๆก็เราไม่ได้รู้กันได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างเรื่องกลิ่นตัว ของตัวเองจะรู้ได้ยาก แต่จะรู้กลิ่นคนอื่นได้ง่าย แต่ข้อไม่ดีของตนเองนี้รู้ได้ยากกว่ากลิ่นตัวอีก ธรรมดาคนป่วยก็ย่อมมีเชื้อโรค การได้เห็นเชื้อโรคจึงเป็นความหวังที่จะหายป่วย คนที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ก็เช่นกัน ย่อมมีกิเลสเป็นธรรมดา การได้เห็นกิเลสจึงเป็นความหวังที่จะหมดกิเลส คนฉลาดจึงไม่คิดเสียใจ แต่คิดมุ่งเพื่อจะได้ประโยชน์ และพยายามคิดจะกำจัดกิเลสอย่างเบิกบาน ท่านถิระเคยยกตัวอย่างเหมือนเรานุ่งกางเกงตูดขาดไปตลาด มีคนมาบอกว่าเรานุ่งกางเกงตูดขาด ก็เสียใจใหญ่เลย.. เราควรที่จะแก้ไข ไม่ใช่ไปเสียใจ แต่พยายามรีบแก้ไข ไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้ ปวารณาคือให้คนอื่นบอกกล่าวได้ ให้ตำหนิได้ รบกวนได้ แม้จะให้ดุด่าก็ทำได้ โดยผู้ปวารณาจะขอ
อ่านต่อ
น้อมรับคำตำหนิ อันเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ และขอน้อมคารวะต่อผู้ชี้ขุมทรัพย์ด้วยจริงใจ ขอบคุณและขอบคุณ เท่าที่ดู นักปฏิบัติธรรมที่ไม่มีใครกล้าบอก อาตมาว่าเป็นคนที่โชคร้ายจริงๆ เพราะการจะเห็นข้อบกพร่องตัวเองไม่ใช่เห็นได้ง่ายๆ การที่มีคนจริงใจและพร้อมจะบอกให้ จึงเป็นเรื่องไม่ใช่ง่ายๆเลย เหมือนพ่อครูพยายามบอกพวกสายหลับตา บอกพระผู้ใหญ่ที่ควรได้แก้ไข จริงๆถ้าไม่ใช่พ่อครูใครจะกล้าบอก ใครจะมีอธิปัญญาและกล้าอย่างยิ่งที่จะไปบอก ต้องมีปัญญาและความกล้าหาญอย่างยิ่ง แต่หากเขาไม่ได้รับฟัง ไม่เห็นเป็นขุมทรัพย์ ไม่ได้ปรับปรุงก็น่าเสียดาย เรื่องนี้เป็นเรื่องหลักที่พ่อครูให้ความสำคัญ มีพระบาลี ก่อนปาติโมกข์จะบอกว่า ศาสนาพุทธของเรามีความเจริญรุ่งเรืองได้ก็เพราะว่ามีการว่ากล่าวติงเตือนซึ่งกันและกันให้ออกจากความผิดและออกจากอาบัติได้นี่คือความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาพุทธ พ่อครูว่า... ขอต่อท่านเดินดินอีกบ้าง สำคัญมากตรงนี้ การตำหนิกัน กับการสรรเสริญกัน เราก็ได้อธิบาย ยืนยันคำตรัสของพระพุทธเจ้า เราก็หยิบมายืนยันอ้างอิงชัดเจน คำสรรเสริญนั้นมันพาตกต่ำจริงๆ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าคำสรรเสริญนั้นต่ำทราม ไม่มีค่าพอที่จะทำให้เกิดการละหน่ายจางคลายอะไรได้ ส่วนคำตำหนินั้น มันยิ่งใหญ่ มีประโยชน์ยิ่งที่สุด จะทำให้เราเจริญได้ จนบรรลุธรรม บรรลุธรรมแล้วโดนตำหนิอีกก็ยิ่งเจริญยิ่งขึ้นๆอีก มันจะมีที่สุดแห่งที่สุดไปเรื่อยๆ ไม่จบง่ายๆหรอกสำหรับเรื่องของการติ การมองมิติต่างๆ มองนัยยะต่างๆที่ละเอียดลึกซึ้งเข้าไปเยอะมาก พระพุทธเจ้าท่านถึงได้ยกย่องชมเชยการตำหนิ ตำหนิแล้วตำหนิอีก ไม่มีหยุด ไม่มียั้งมือ ผู้มีมรรคผลจะทนอยู่ได้ อันนี้จริงที่สุดยอดจริงๆ และคนที่จะตำหนิผู้อื่นนี้ ต้องมีภูมิปัญญา หากไม่มีภูมิปัญญาไปตำหนิผู้อื่น เดี๋ยวก็โดนศอกกลับ หน้าแตกหมอไม่รับเย็บเท่านั้นเอง แต่ผู้มีภูมิปัญญา นอกจากตำหนิสิ่งที่เป็นประโยชน์แล้วต้องมีภูมิปัญญา นอกจากมีภูมิปัญญาแล้ว ต้องมีความปรารถนาดี ที่จะช่วยกัน ไม่ใช่มีอคติ อยากตำหนิเพราะข่ม อวดดี อวดเบ่งไม่ใช่ แต่ตำหนิเพราะต้องการให้ได้รู้สิ่งผิดสิ่งบกพร่องนั้นจริงๆ แล้วก็จริงใจ เพราะมันผิดจริงๆ ถ้าหากเข้าใจผิดก็วิจัยกันต่อ จนกระทั่งสุดท้าย เราไปตำหนิ ท่านถูกอยู่ ผู้ที่มีอคติต้องการความเจริญก็จะได้ประโยชน์อีก ซึ่งมันเป็นได้นะ ไปตำหนิผู้อื่นที่เราคิดว่าผิดแต่ท่านถูกมันก็เป็นได้ การตำหนิจึงมีแต่ดีถ่ายเดียว ไม่มีเลวเลย สุดยอด เพราะฉะนั้น อย่าไปกลัวการตำหนิ เพราะฉะนั้นชาวอโศกแท้ๆแล้ว ไม่กลัวการตำหนิ แต่อย่าหน้าด้าน ถูกตำหนิแล้วก็หน้าด้าน ถึงจะไม่ขยายความเรื่องหน้าด้าน อย่าไปทำเป็นหน้าด้านหน้าหน้าทน ตำหนิแล้วก็เฉยไม่รู้ไม่ชี้ ไม่งอกไม่เงยอะไรเลย เพราะฉะนั้นคำตำหนิจึงยิ่งใหญ่มากในศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่พิสูจน์ความหมดเนื้อหมดตัวหมดจนหมดมานะอัตตาสิ้นไปเลย ใครจะตำหนิอย่างแรง จะมาลบหลู่ขนาดไหนก็ไม่มีกระดิก ไม่มีวันหวั่นไหวอะไรเลย ฟังเขา คนที่ตำหนิอย่างโง่ๆก็มี ตำหนิเล่นๆ ตำหนิอย่างสาดเสียเทเสียมีทั้งนั้น คนที่ตำหนิด้วยเจตนาดีตำหนิด้วยภูมิปัญญา ตำหนิด้วยความหวังดีก็มีทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้สิ่งที่เรียกว่าตำหนิ เรียกว่า สรรเสริญ ที่เป็นคู่กันนี้ คนจะเห็นคุณค่าของสรรเสริญหรือตำหนิอย่างดีเลย โอ้ คำสรรเสริญนี้มันไม่มีค่าอะไร แต่คำตำหนิมีค่ายิ่งยอดจริงๆเลย เห็นไหม แต่ก็ไม่ใช่ว่า เราอยากให้คนตำหนินะ จะได้รู้สึกว่าตัวเองมีค่า มันก็มากไป เป็นเรื่องเกินสุดโต่งอีกและ ศึกษาไป พวกเราศึกษาแล้วก็ได้รับฟังธรรมะเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ เจริญขึ้นเรื่อยๆจนกว่าจะตายจากกัน ผู้ที่มีดีก็เผื่อแผ่ผู้ที่ยังไม่ดียังไม่เจริญเป็นธรรมชาติธรรมดา 641022_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กายกับสัญญาสำคัญตั้งแต่ต้นจนจบศาสนาพุทธ