เจ้าแม่กวนอิมพระอวโลกิเตศวร เป็นปณิธานความดีสุดยอด.docx
เนื้อหาในไฟล์
เจ้าแม่กวนอิมพระอวโลกิเตศวร เป็นปณิธานความดีสุดยอด _นุ้ย วิโรจน์ มาบุตร : พ่อท่านครับ เคยได้ฟังพ่อท่านตอบคำถามเรื่องโพธิสัตว์ มีคนถามพ่อท่านว่า "ท่านเป็นโพธิสัตว์องค์ไหนชื่ออะไร" พ่อท่านตอบว่าพ่อท่านยังไม่ถึงขั้นโพธิสัตว์มีชื่อเหมือนอวโลกิเตศวรหรือพวกเจ้าแม่กวนอิม คำถามก็คือ เจ้าแม่กวนอิมมีอยู่จริงไหมครับ พ่อครูว่า...คนนี้มาแปลก ล้อเลียน วิโรจน์ นุ้ยบุตร ที่เป็นชื่อเดิมของไม้ร่มธรรมชาติอโศกเขา นุ้ย เป็นภาษาทางใต้ แปลว่าน้อยๆ น่าเอ็นดู สิ่งที่ไม่มีหรือมีแต่เป็นชื่อเป็นนาม เป็นสภาวะธรรมอันใดอันหนึ่ง ที่เราเคยได้ยินเจ้าแม่กวนอิมก็ดีพระอวโลกิเตศวรก็ดี เจ้าแม่กาลีอะไรก็ดีพวกนี้ เลวร้ายมากทางเลวร้าย ทางดีก็ดีมาก พระอวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมนี่ดีมาก ดีเรียกว่าไม่มีที่ติและดีสุดโต่งด้วย จนกระทั่งว่ามันจะมีจริงเป็นจริงได้หรือ ซึ่งมันก็เป็นปณิธานของจิตคน เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด สุดยอดๆเลย เช่นเดียวกันถ้าผู้ที่เข้าใจดีๆ เข้าใจว่าพระเจ้าหรือก๊อตเป็นปณิธาน ดีสุดยอดของเทวนิยมเขา ก็เหมือนพระอวโลกิเตศวร ก็เหมือนความดีทางฮินดูเขา เป็นปณิธานสุดยอดเขา มันมีนัยยะสำคัญที่แตกต่างกันบ้างแต่แค่ว่า อย่างพระเจ้าเป็นปณิธานดีสุดยอดทางเทวนิยม ทางโลกียะ ส่วนของพุทธเป็นโลกุตระ อันนี้ก็ต้องมาเรียนรู้กันจริงว่าโลกียะกับโลกุตระแตกต่างกันอย่างไร พูดไปซึ่งมันสำคัญมาก อาตมาวิจัยวิจารณ์ไว้เยอะเหมือนกัน ยิ่งในหนังสือปัญญา 8 วิเคราะห์วิจัยเรื่องเทวะ เรื่องพระเจ้า เรื่องของพระพุทธเจ้า เรื่องความแตกต่างของศาสนาโลกียะกับศาสนาโลกุตระในความเป็น เทวะที่มี 2 ว่า มันมีความแตกต่างกันจริงๆ อธิบายแล้วต้องกำกับว่าเป็นเรื่องวิชาการ ไม่ใช่เรื่องยกตนข่มท่านหรือลบหลู่กัน ไม่ใช่ ซึ่งเป็นเรื่องความรู้วิชาการที่ต้องศึกษา
อ่านต่อ
กันจริงๆใด มันเป็นความจริงและความจบ โลกียะหรือพระเจ้าเทวนิยม มันยังไม่จบ เขายังเชื่อว่าเขาจบ แต่เป็นสภาพที่ยังมี เขาก็เลยอยู่อย่างมี มีนิรันดรด้วยเพราะเขายอมรับว่ามีนิรันดร ไม่มีสูญ ไม่มีสลายไม่มีหายไปจากกาละ อาตมานำคำว่า กาละ มาใช้นี่ คนจะค่อยๆเข้าใจว่า กาละ มันหมายถึงอะไร กาละ นี้มันหมายถึงทุกอย่างที่มันมีอยู่ขึ้นมา ตั้งแต่มันเป็นไม่มีอะไรเลย มีแต่ความเคลื่อนของสภาวะที่เริ่มต้นเรียกว่า “มี”ขึ้นมา เกิดมีขึ้นมาแล้วก็เคลื่อนที่ได้ หากมีขึ้นมาแต่เคลื่อนที่ไม่ได้ก็ไม่เห็นไม่รู้จับไม่ติด มันจะเล็กละเอียดจนไม่สามารถมีอะไรจับรู้ได้ ต้องเคลื่อนถึงจะรู้ได้ เหมือนกับทางวิทยาศาสตร์เถียงกันระหว่างของโฟตอนกับควันตั้ม และ 2 คำนี้จะสลับกันเหมือนกับคำว่า อานาปานสติ กับอาปานะ จะบอกว่าโฟตอนเป็นเรื่องของกระแส โปรตอนเป็นเรื่องของแรงเคลื่อน อันหนึ่งเป็น static อันหนึ่งเป็น Dynamic เป็นพลังงาน 2 อย่างบวกกับลบก็ได้หรือจะสลับกันยังไงก็ได้ ก็คือมีสภาวะ 2 สภาวะ แล้วเขาก็แย้งก็เถียงกันอยู่นั่นแหละ เดี๋ยวนี้เขาก็ยังแย้งกันอยู่ระหว่างควันตั้มกับโฟตอน เพราะเขาไม่รู้จบ ถ้ารู้จักก็จะรู้ว่าทุกอย่างต้องมี 2 ต้องมีบวกกับลบ เริ่มต้นมีพลังงาน สสาร อะไรขึ้นมาได้ พระพุทธเจ้ามาสรุปตรงที่มีความมีกับความไม่มี แล้วที่บอกว่าความมีกับความไม่มีนั้น เราพูดอยู่กับคนที่ยังมี ส่วนคนที่ไม่มีแล้ว อย่าว่าแต่ถึงขั้นไม่มีเลย มันเป็นพีชะหรืออุตุ ก็พูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว ก็ไม่ต้องไปพูดกับมัน จะไปวิจัยให้ดินน้ำไฟลมฟัง ดินน้ำไฟลมมันก็ไม่มีธาตุรู้อะไรจะมาวิจัยวิจารณ์ด้วย เป็นพืช พีชนิยาม มันก็ไม่สามารถมีธาตุรู้จะมาวิจัยวิจารณ์อะไรได้ มันรู้เฉพาะพีชะ ชีวะในระดับนี้ของมัน ต้องเป็นธาตุรู้ระดับจิตนิยาม แล้วจิตนิยามก็ยังมีระดับเวไนยสัตว์กับอเวไนยสัตว์ เวไนยสัตว์เป็นธาตุรู้ของสัตว์โลก แต่มันพูดกันไม่รู้เรื่องก็มี เช่น คุณพูดกับกิ้งกือไส้เดือน คุณจะมีวันรู้ไหม ...ไม่มีวัน แต่พูดกับสัตว์บางชนิดอาจจะรู้นิดหน่อย สัตว์เดรัจฉานขั้นที่พัฒนาขึ้นมาแล้ว มันก็สอนได้ ดีไม่ดี สัตว์เดรัจฉานบางชนิดสอนได้ดีกว่าคน คนที่อเวไนยสัตว์สอนไม่ได้ มันเลวชั่วกว่าสัตว์เดรัจฉานอีก อย่างคนที่แสดงตัวอยู่ในสังคมมนุษยชาติ แสดงตัวอยู่ในโลกนี้ เดรัจฉานมันยังไม่ทำลายทำร้ายอะไรอย่างอื่นเลย ตั้งแต่ดินน้ำไฟลมจนถึงมนุษยชาติหรือทำลายสังคม แต่มนุษย์ที่เลวร้าย ทำลายสังคมทำลายอะไรต่างๆ เลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน นี่ไม่ได้ด่าไม่ได้ไปว่าแต่วิจัยวิชาการให้ฟัง ซึ่งเขาไม่รู้ตัวหรอก เพราะฉะนั้นในเรื่องความรู้พฤติกรรมของมนุษย์ มนุสโส เป็นผู้ที่มีจิตใจสูง หรือ เทวฺ ก็แปลว่า จิตใจสูงเหมือนกัน แต่สูงอย่างเทวะโลกียะก็มีประเด็นแค่ดีกับชั่ว มนุษย์ที่ดีโลกียะแล้วก็วนเวียนอยู่กับดีชั่ว ส่วนโลกุตระนั้นดีชั่วก็รู้ชัดเจนตรงกันด้วยกันเหมือนกัน จะถือว่ายิ่งกว่าก็ได้ เสร็จแล้วยังรู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ รู้เรื่องของจิต เจตสิก รูป นิพพาน โดยเฉพาะรู้นัยยะ ละเอียดไปจนถึงฐานของจิตที่เรียกว่าเวทนา ที่ใช้ศึกษาเวทนา 108 เพื่อให้รู้ถึงตัวคู่สำคัญคือกิเลสกับจิตแท้ๆ แล้วจัดการล้างกิเลสให้ออกให้หมดเหลือแต่จิตแท้ๆ แล้วก็จะรู้ว่าจิตแท้ๆเป็นอนัตตา จิตแท้ๆนี่แหละสุดยอด ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นธาตุรู้ ของมนุษย์ประเสริฐสูงสุด ที่สะอาดบริสุทธิ์ แล้วก็มีประสิทธิภาพสูงสุด มีแต่เจตนาดี มีแต่เป็นประโยชน์คุณค่าช่วยเหลือผู้อื่น กัมมัญญา แล้วจิตของท่านก็ ปภัสสรา สะอาดบริสุทธิ์ไม่มีเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล สุดท้ายจิตนี้ก็ไม่ใช่ตัวตน สุดท้ายเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ก็สลายจิตนี้ไปโดยตนเอง สลายจิตนิยามนี้ไปเป็นดินน้ำไฟลมหมดอัตภาพไม่เหลืออีกในกาละ เพราะฉะนั้นจะมีอะไรอีกที่เรียกภาษาคำว่า กาละ นี่แหละ ที่อยู่ในมหาจักรวาลเอกภพหรือในอะไรก็แล้วแต่ ประดาที่เกิดขึ้นในเอกภพมหาจักรวาลนี้ ทั้งนั้น ทั้งอวกาศหมดเลย จะกี่ล้านล้านล้านล้านล้านปีแสงก็ตามถ้าสามารถรู้ได้ ยิ่งกว่า Galaxy ยิ่งกว่า เนบิวลา ยิ่งกว่า Bigbang bang คือที่ว่าง ที่จริงเป็นเทหะวัตถุแทงทึบนะ Bigbang เป็นการระเบิดที่ใหญ่ที่สุดจะกลายเป็นกาแล็กซี่เป็นกลุ่มดาวต่างๆ เอาแค่นี้เขาก็ศึกษากันไปเป็นโลกจินตา ไม่มีที่สิ้นสุด มี 2 สิ่งหมุนเกิดปฏิกิริยากันไป ซึ่งมันไม่มีที่สิ้นสุดในธาตุแห่งความมี เป็นอาชีพใดที่จบแล้วจะไปคิดให้หัวแตกเป็น 7 เสี่ยง เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้จบแล้วก็จบไม่ต้องไปดันทุรังต่อไปอีกแค่นี้พอแล้ว ความเป็นมนุษย์มีที่จุดแรกคือความเป็นอรหันต์ของพระพุทธเจ้าอรหันต์ลำดับที่ 4 ดูตัวเอง อัตตา จิตที่มันจับตัวขึ้นมาเป็นตัวเองก็มีธาตุ 2 แล้วก็ตัวประธาน ISH พลังงาน She กับ He แล้วก็ I ส่วนภาษาอังกฤษจะไปขยายต่อไปนั้นอาตมายังไม่อยากไปยุ่ง เอาแค่ภาษาไทยอธิบายแบบไทย คนจะตามศึกษาจากภาษาไทยที่อาตมาอธิบายอ้างอิงบาลีบ้างยืนยัน เพราะฉะนั้นในอนาคตเรื่องศาสนาธรรมะโลกุตระภาษาไทยที่อาตมาอธิบายจะเป็นเครื่องนำการศึกษาในอนาคต และภาษาที่จะไปถึงโลกุตรธรรมคือภาษาไทย สู่แดนธรรม... ที่เขาถาม พระอวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมหมายถึงว่าสิ่งนี้มีอยู่ คือสิ่งนี้ยังไม่สิ้นสุดก็มีก็ต้องแสดงความมีอยู่ไปเรื่อยๆ แต่ว่าพ่อท่านได้สอนพวกเราว่า จะต้องทำความมีให้ถึงความจบไม่ได้ พ่อครูว่า... เป็นสุดยอดแห่งอจินไตยเป็นปณิธานที่สุดยอด ซึ่งมันดีที่สุดซึ่งมันเถียงไม่ได้ ยังไม่ได้เพราะเขาประมวลเอาความดีสุดโต่งนั้นเอาไว้มันเป็นสมมติ ก็เท่านั้นเอง ให้ศึกษาที่มันเป็นฐานจริงของตัวเราคือกิเลสกับอัตตาของเรา เรียนรู้กิเลสล้างกิเลสให้หมดไปจนกระทั่งเกิดปัญญามาดูอัตตา ทำให้กิเลสหมดไปก็เป็นอนัตตาไม่มีตัวตน ไม่มีตัวตนอะไร ก็คือไม่มีตัวตนของกิเลส ไม่ใช่อะไรหรอกกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด หมดไปแล้วมันก็ไม่มีตัวตน แต่ภาษาเรียกว่าอัตตา เป็นฐานอาศัยเท่านั้นเอง ซึ่งต้องใช้พยัญชนะ ตต เป็น ต.เต่าสองตัว ตั้งไว้สองตัว ถ้าขยาย ตต ก็เป็นบวกกับลบ ก็เพิ่ม มีตะ ตา ติ ตี ตุ ตู ไปอีก ก็ยังไม่อยากขยายความมาก ผู้อยากรู้ก็ดิ่งไปกับพยัญชนะเท่านั้นเอง ก็จะเสียเวลาบรรลุธรรม ไปเสียเวลากับสิ่งที่อยากรู้เท่านั้นเอง ขออภัยที่พาดพิงไปถึงท่านประยุทธ์ พระพุทธโฆษาจารย์ ท่านก็มีความรู้ไปไม่รู้จบหรอกไม่ได้กลับเข้ามาหาจุดเล็กของกิเลสเริ่มต้น อาตมาพูดจริงๆนะ ยังสงสัยเลยว่า ท่านจะพ้นสังโยชน์ข้อที่ 1 หรือยัง ท่านประยุทธ์ปยุตโต พ้น สักกยะทิฏฐิ ธรรมกายคำนี้ ท่านจะคมชัดลึกแม่นสมบูรณ์แบบหรือยัง หรือประมาณหนึ่ง ท่านชัดประมาณหนึ่งแล้วเอามาปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วจะรู้ อ๋อ กาย ไม่ใช่เรื่องเล็กไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ คำว่า กาย ก กับ ย ตัวนี้มาจากพยัญชนะตัวต้น ของพยัญชนะทั้งหมดกับ ย พยัญชนะตัวต้นของเศษวรรค กย แทนที่จะเป็น กะยะ ก็มาเป็นกาย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเลยที่จะเกิดพฤติกรรมต่างๆอย่างสมบูรณ์แบบเลย ซึ่งอธิบายไปก็จะเป็น กลล คำว่า ลล เอาเศษวรรคมาใช้ ย ร ล ว เป็นพลังงานวังวน เอาพลังงาน ล ไปใช้กับ ก ยังไม่เป็นพหูพจน์ยังเป็นเอกพจน์เป็นหนึ่งอยู่เลยคือ กลล ยังไม่ขยายเป็นตัวรู้อีกตัวหนึ่ง กายะ เป็นตัวรู้เริ่มต้นหากเป็น อะ ยังไม่รู้ แต่ถ้า อา ก็เริ่มรู้ขึ้นมาแล้ว 641022_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กายกับสัญญาสำคัญตั้งแต่ต้นจนจบศาสนาพุทธ