สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร) ตอน มูลสูตร 10.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข13 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร) ตอน มูลสูตร 10 เอามูลสูตรมาพูดดีกว่า 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) . . 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) . . . . 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) . . . 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) . 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) . . . 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) . . . . 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน. 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58) ถ้าทำจิตได้สมบูรณ์ตามมูลสูตรทั้ง 10 ข้อนี้ ถ้าเข้าใจ เป็นสภาวะและทำได้คืออรหันต์หรือยิ่งกว่าอรหันต์ คนที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ถ้าเริ่มต้นด้วยความยินดีพอใจ มีฉันทะ ต้องยินดีต้องต้องการ ฉันทะ มีความเทียบเท่ากับกาม ใคร่อยาก ยินดีพอใจ แต่ท่านไม่ใช้คำว่ากาม คนจะสับสน ไม่ใช่ต้องการ ลาภ ยศ สรรเสริญ กาม กิเลสหรืออัตตา แต่ต้องการมาเอาออก ต้องการล้างโลกธรรม จึงเรียกว่ามีความยินดีมีความต้องการ อย่างพวกคุณมีความยินดีตั้งใจมาศึกษา จนบรรลุแล้ว ก็รู้ว่า เราต้องการอยู่ในสังคมสิ่งแวดล้อมดี จึงเอาครอบครัวมาอยู่ด้วย ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าสังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นเหมือนสนามแม่เหล็ก ทำให้แต่ละคนที่เข้ามา เป็นแรงเหนี่ยวนำปรับตัวได้ง่าย อยู่ในหมู่มิตรดีอาริยะ จะมีแรงเหนี่ยวนำทำให้เราเป็นอาริยะได้ง่าย บริสุทธิ์ดุจสังข์ขัดโดยส่วนเดียว ง่ายกว่าไปอยู่ข้างนอกเพียงคนเดียว แต่คนก็ยังไม่ค่อยจะมา แต่คนที่เข้าใจ มีจิตฉันทะก็จะมา สองมนสิการเป็นแดนเกิด คือถิ่นที่จะเกิด โอปปาติกโยนิ เกิดตรงนี้ โอปปาติกะ คือธาตุจิต ไม่ได้หมายถึงการเกิดจาก

อ่านต่อ

ท้องพ่อท้องแม่ มีศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ ทำให้เกิดจิตอาริยะ ตรงนี้แหละทำอย่างไร คุณต้องทำใจในใจเป็น มนสิการเป็น มนสิการอย่างสัมมาทิฏฐิ อย่างถูกต้อง เช่น ไปนั่งหลับตาสะกด ก็เป็นการทำใจในใจ มนสิการ แต่ไม่โยนิโสไม่ลงไปถึงที่เกิด ไม่เป็นสัมภวะ เพราะคุณไม่ได้วิจัยเลยว่า เกิดอย่างไร ที่เกิดที่ไหน เกิดอย่างไร ไม่มีโพชฌงค์ ไม่มีการพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม กายจะขาดภายนอกไม่ได้ ต้องพิจารณาเข้าไป ให้ถึงเวทนา แล้วทำเวทนานี้ให้เป็นหนึ่งเดียว ไปจับในเจโตปริยญาณ 16 ทำให้กิเลสหมดไป ที่ทำให้ปรุงแต่งเป็นเวทนาเก๊ เวทนาไม่แท้ ทำให้เหลือเวทนาเดียว แล้วก็หยั่งลงเป็นธรรมะ ถ้ามนสิการไม่เป็น ทุกวันนี้เป็นนั่งหลับตาสะกดจิต จะไม่มีธรรมวิจัย ก็เห็นใจที่เขาไปยึดถืออย่างผิด ครูบาอาจารย์ครอบงำความคิดไว้อย่างสนิท ยิ่งนานวันยิ่งเห็นใจว่า ทำไมถึงโง่อย่างไม่มีปรโตโฆสะ ถ้าทำอย่างนั้น ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ตอนนี้มีอรหันต์เต็มไปหมดแล้วแม้แต่พระโสดาบันก็ปฏิญาณไม่ได้ ชี้ได้ว่าอบายมุขแต่ก่อนเราติด แต่ตอนนี้เราไม่ติดแล้ว กามกับภพ ก็จะบอกได้ว่า แต่ก่อนเราติด แต่ตอนนี้เราอุเบกขาแล้วเฉยๆแล้ว ใครฟังวันนี้ ฟังโยมกิมตัง ที่อาจารย์หญิงซัก แกไม่ยี่หระโลกหรอก แกก็อยู่อย่างสบาย เราฟังแล้วก็รู้ว่าอรหันต์อย่างน้อยอรหัตตมรรค คือชัดเจน พูดอย่างซื่อๆชัดๆ คนไม่รู้ก็จะไม่รู้ว่ามีคุณธรรม คนที่บอกเสแสร้ง เรียนรู้มามาก ก็บอกว่าบรรลุได้ แต่คนๆนั้นระวังจะปาราชิกเอา มีมนสิการเป็นแดนเกิด ต้องอ่านหทยรูปออก รู้ว่ามีชีวิตินทรีย์ มีอาการชีวิตของกิเลส พลังงานของมันเป็นอินทรีย์ ล้างกำลังอินทรีย์ของกิเลสหมด ก็จบ เราจะเข้าใจ หทยรูป เพราะมันมีอาหารรูป ที่เป็น มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ผัสสาหาร ไม่รู้จัก กามตัณหา ภวตัณหา ไม่มีวิภวตัณหา เราก็รู้แล้วทำไปตามแต่ละขั้นตอนปริเฉท ท่านไม่ได้ให้ทำอย่างมั่วๆ ให้ทำทีละปริเฉท context หรือ content ต้องทำแต่ละบริบทคือ context ทำแล้วรวมเป็น content ทำแล้วจะเกิด ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา เป็นคุณสมบัติอุเบกขาด้วย แล้วสุดท้ายจิตจะมีลักษณะ 4 อุปจยะ เกิด รู้จิตเกิด จิตที่เกิดนี้ผู้ที่บรรลุแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้วจิตมันเกิดก็จะรู้ว่ามันเกิด แต่จิตใจที่เป็นกิเลสไม่เกิดแล้วพระอรหันต์ จิตที่เกิดจะให้มันเกิดหรือไม่ให้มันเกิดก็ได้ ไม่ให้เกิดต่อก็ตัดสันตติ แต่ถ้าเราให้เกิด ทุกอย่างเกิดมาจะเสื่อม ชรตา และจะอนิจจัง ลักษณะ 4 นี้ ทุกอย่างจะเสื่อมแต่ผู้สมบูรณ์จะไม่ปล่อยให้อนิจตาไป แต่จะกำหนดได้ ในรูป 24 มี ปสาทรูป และโคจรรูป รวมเป็น 9 นาม มี 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ปฏิบัติ นาม 5 กับรูป 28 แต่ทุกวันนี้อภิธรรมเขาเรียนกันได้แต่ภาษาแต่ไม่ได้เข้าใจ ในการปฏิบัติ น่าสงสาร รู้เก่งสอนเก่งบรรยายเก่งแต่ไม่บรรลุธรรมปทปรมะ มีสัมผัสเป็นสมุทัย เป็นสมุทัยหรือเหตุในการปฏิบัติ คือผัสสะ ส่วนสมุทัยของผลคือตัณหา ต้องฆ่าตัณหาให้ได้ แต่ต้องมีสมุทัยในการปฏิบัติก่อน คือต้องมีผัสสะ มีเวทนาเป็นสโมสรณา เป็นที่ปฏิบัติ จัดการกับผัสสะที่ประชุมกันนี้ ทำให้ตกตะกอนตกผลึกเป็นผลสำเร็จ เช่น ปฏิบัติธรรม รู้ ชาติ 5 คือ ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ การเกิด ชาติ คือเกิดโดยรวม สัญชาติคือเกิดมาโดยของเก่า ถ้ารู้จิต แยกการเกิดของจิตได้ ว่านี่จิตเกิดเป็นอกุศลจิต ต้องรู้ความหยั่งลงของจิต จนมีสัมมาทิฏฐิ แยกจิตที่เป็นกิเลสออก ทำให้ลดลงได้ แต่ถ้าอวิชชาจิตก็มีแต่กิเลสหยั่งลงตลอดเวลาเช้ายันค่ำ การสั่งสมตกผลึกในจิตเรา ถ้าไม่ได้เรียนโอกกันติ คือชาติปัจจุบันนี้ คำว่า ชาติ คือพยัญชนะโดยรวม เมื่อเรียนรู้จับกิเลสได้ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ทำให้กิเลสหมดไป จิตสะอาดขึ้นคือกรรมกิริยาของนิพพัตติ คือการเกิดชาติที่ทำให้เกิดเสขปฏิบัติ เสขบุคคล เกิดการได้สิ่งที่เสียไป คือส่วนแห่งบุญ บุญคือได้เสียกิเลสไป กิเลสวิบัติไม่ใช่ได้สมบัติ ได้สมบูรณ์ก็เป็น อภินิพพัตติ คือปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขารก็คืออภินิพพัตติ สั่งสมเป็นอเนญชาภิสังขารต่อไป เมื่อปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ สติก็จะยิ่งเป็นอธิปไตย เป็นพลังอำนาจ รู้ตื่นไม่งัวเงีย ไม่มีอะไรมัวหมองหรือต้านกั้น เป็นสติที่แจ่มใส ที่มัวหมองเพราะว่ามีกิเลส กิเลสทำให้มัวหมองดำคล้ำ เมื่อกิเลสจางหายไปก็จะใสสะอาดขึ้นด้วย มีสติมีพลัง คือแจ่มใสสว่างขึ้นเรื่อยๆ มีปัญญาเป็นอุตระคือเหนือ เหนือลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ที่คนตกเป็นทาสโลกธรรม มีปัญญามีความรู้ความเข้าใจจริงๆ ว่าเราหลุดพ้น ไม่เป็นทาสแล้ว ก็มีปัญญา เป็นอุตระ เมื่อทำได้ ก็รวมเป็นวิมุติเป็นแก่นสาร แก่นสารของศาสนาคือวิมุติ หลุดพ้นจากลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข การบรรลุไม่ใช่หนีเข้าป่าเขาถ้ำ หนีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกีย์ ไม่ใช่ แต่ผู้บรรลุ จะอยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่เราหมดกิเลสกับสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็ทำกรรมการงานในสิ่งที่ควรทำ อย่างขยันหมั่นเพียร มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ ที่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการของสังคม รู้ว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ เช่น สังคมยุคนี้ไม่สมควรไปปรุงแต่ง สร้างเสริมอบายกัน เช่นไปส่งเสริมการเมืองการเลือกตั้งขี้โกง หยุดดีแล้ว เพราะการส่งเสริมพรรคการเมืองที่รวบอำนาจไว้หมด ส่งเสาไฟฟ้าลงสมัครรับเลือกตั้งก็ยังได้ นี่คือการขี้โกง แต่เขาบอกว่าการเป็นประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้ง มันเป็นความรู้ที่ตื้นเขินในประชาธิปไตย ทุกวันนี้ประชาธิปไตยที่ทำกัน เป็นการสร้างเครือข่าย ค่ายกลการเมืองไว้อย่างแข็งแรง เหมือนหนังกำลังภายใน ใครติดเข้าค่ายกลนี้ก็เสร็จ พวกนี้สบายเลย ดักไว้หมดแล้ว นี่โล๊ะกกต.ออกหมดก็ดีแล้ว พวกนี้ถูกเขาร้อยไปหมดแล้ว ที่สืบทอดจากของเก่า ก็ต้องเอาออกหมด set zeroให้หมดเลย ยุคนี้เป็นยุคล้างอบายมุขทางการเมือง คือโลกนรกเลวร้ายเสื่อมต่ำ อบายมุขเป็นขิฑฑาปโทสิกะคือ บันเทิงเริงรมย์ สนุกสนาน ดารากีฬาอะไรมากมาย

มีอมตะเป็นที่หยั่งลง โอคธา คือ เส้นความบรรลุแก่นหยั่งลงในจิต เป็นอมตบุคคล เกิดก็ได้ ตายก็ได้ วิมุติก็บรรลุแล้ว คนนี้จะรู้จักรูปธรรมของอุปจยะของจิต เกิดต่อหรือไม่ต่อ ผู้เป็นอาริยะปรุงแต่งอย่างไม่มีกิเลส จะตัดสันตติก็ได้ เข้าใจจิตตนว่าจะเชื่อมต่อหรือจะหยุด ให้เกิดก็ได้ตายก็ได้ คืออมตบุคคล สุดท้ายมีปรินิพพานเป็นปริโยสาน จะเป็นพระโพธิสัตว์กลับมาเกิดต่อก็ได้ แต่เถรวาทเมืองไทยไม่ได้สอนอย่างนี้ แล้วหาว่าอาตมาสอนผิดอีก ในมูลสูตรก็บอกไว้ แต่เถรวาทมีอุจเฉททิฏฐิคือ อรหันต์ตายแล้วสูญ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ของเถรวาท

600612_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ มูลสูตรสู่ความเป็นอรหันต์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน