สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ชาวอโศกไม่ใช่กระฎุมพีแต่คือเศรษฐีผู้เจริญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ชาวอโศกไม่ใช่กระฎุมพีแต่คือเศรษฐีผู้เจริญ ชาวอโศกเป็นคนที่มีประโยชน์คุณค่าต่อประเทศชาติ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นสังคมอันสงบ รัฐบาลไม่ต้องใช้ตำรวจมาดูแลเลย เพราะไม่มีเรื่องที่จะให้ตำรวจมาช่วย มากินข้าวกินน้ำก็ได้ นายตำรวจมานั่งฟังธรรมนี้ก็มาเอาธรรมะ นอกนั้นก็ไม่มีอะไร นานๆจะไหว้วานให้ช่วย ช่วยติดต่ออันโน้นอันนี้ให้ทีบ้าง ตำรวจมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข ทุกข์โลกๆ อย่างนั้นอย่างนี้ เป็นสังคมที่ไม่เดือดร้อน ถนนเขาไม่เทให้สักทีเราก็เทเองก็ได้ ไม่มีปัญหาเราลงทุนเองอยู่แล้ว อาตมามีจิตใจอยากจะช่วยจริงๆเขาไม่ทำเราก็ทำอยู่แล้ว ที่เราเป็นคนจนเพราะหนึ่งเราเป็นคนที่มาจน 2 ไม่เอาเปรียบ 3 ไม่สะสม เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเงินอะไรเลยที่เป็นคงคลัง ดอกเบี้ยก็ไม่เอา เพราะไม่มีเงินของทางเศรษฐกิจโลกโลกีย์ที่มีวิธีได้เงินให้เงินออกดอกปันผลอะไรอีกเยอะแยะ เราไม่เอาสักวิธีแบบนั้น แต่ว่าอยู่รอด เพราะว่าเราเองฝึกให้กินน้อยใช้น้อยสร้างสรรไม่งอมืองอเท้า เราเองไม่ได้ฟุ่มเฟือยให้เสียศูนย์จนเขาหลอก มีสาระเป็นปัจจัยชีวิต สิ่งที่เกินปัจจัยชีวิตเราก็ไม่จำเป็นต้องไปจ่าย นอกจากพอกินพอใช้แล้วเหลือด้วย สะพัดแก่สังคม ตลาดอาริยะ ตอนนี้จะเปิดอาคารบวร จะขายเท่าทุนไปตลอดด้วย มาซื้อเมื่อไหร่ก็เท่าทุน แต่ตลาดอาริยะขายขาดทุน ตอนนี้คนรู้ข่าวกันทั่วแล้ว เปิดตลาดอาริยะคนก็แน่นเลย อาคาร 11 ไร่ของเรา วันแรกวันที่ 2 คนก็เต็มแน่นเลย แต่วันที่สามคนซาลง พ่อครูว่า...เราไม่ได้ทำเพราะอวดอ้างทำเท่ทำเก๋ทำโก้ อาตมาว่าการช่วยมนุษยชาติ จะค้าจะขายก็ตาม เราขายขาดทุนได้ไหม ได้ ขาดทุนคืออะไร หนึ่งของที่เรามีเราเป็นนี้ เป็นสิทธิของเรา ทุนมีเท่านี้เราก็ขายให้ต่ำกว่าราคาทุน สอง ขาดทุนคือ สิ่งที่เรามีเราส
อ่านต่อ
ร้างเราผลิต คิดทุนแล้ว มีการคิดค่าแรงงานบวกไปด้วย สมมุติว่าสิ่งประดิษฐ์อันนี้ มันหัวนี้ นี่เราปลูกเราไม่คิดค่าแรงงาน ก็ถือว่าเราขาดทุนแล้วแต่ทางโลกีย์คุณยิ่งสร้างมันหัวนี้เก่ง ค่าแรงงานคุณยิ่งสูงนะ คุณยิ่งมีความรู้ฝีมือต้องคิดค่าแรงงานสูงขึ้นตามวิธีคิดทางเศรษฐศาสตร์ของโลก แต่ของโลกุตระนั้นยิ่งเก่ง ผู้คนยิ่งเก่งค่าฝีมือยิ่งสูง ค่าแรงงานก็สูงค่าฝีมือก็สูง มีค่าอื่นๆที่เขาตั้งชื่ออีกเยอะ ที่เราทำไม่ได้ทำโก้ แต่ทำเพื่อช่วยสังคม อยากให้สังคมมีการเสียสละช่วยกัน ไม่ใช่ดำเนินเศรษฐกิจยิ่งเอาเปรียบยิ่งได้มาก ยิ่งได้เปรียบมากขึ้นเท่าไหร่นั่นเรียกว่าการเจริญทางเศรษฐกิจ แล้วเรียกว่าเป็น Gross D omestic Product GDP เขาว่าย่ิงสูงยิ่งดี ซึ่งผิด Domestic แปลว่าของภายในที่ผลิต คุณก็คิดแค่ของภายในที่ผลิตอย่าไปเอาของคนอื่นเขามา แต่นี่คุณผลิตได้ก็เอาไปขายแล้วขายยังบอกราคาคิดกำไรไปด้วย ได้มากเท่าไหร่ก็ถือว่ามี GDP มากกว่านั้น แต่คุณบอกว่าของคุณเองภายใน คุณก็เอามาบวกของคุณอีก รายได้องค์รวมของคุณถ้าไม่ไปได้บวกจากภายนอกเลยเรียกว่า GDP ที่แท้จริง แต่นี่เอาของภายนอกมาบวกและบอกว่าเป็น GDP ที่เจริญมากขึ้น อย่างนั้นมันผิด คุณไปเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเสีย เป็น inter หรือ export external อาตมาแย้งไปเขาไม่ฟังหรอก เพราะอาตมาไม่ได้เป็นที่นับถือของเขาแต่อาตมาว่า อาตมาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่พาให้คนมาเปลี่ยนแปลง เป็นเศรษฐกิจแบบพุทธ เป็นเศรษฐกิจขั้นสาธารณโภคี อธิบายอย่างง่ายก็คือ เขาจะต้องรวบรวมรายได้ สำหรับที่จะเอามายืนยัน รายได้องค์รวมส่วนตัว แต่ละคนเท่าไหร่ เขาเอามาหาร ก็ถือว่า เป็นความเจริญทางเศรษฐกิจ แล้ว รายได้องค์กรส่วนตัวคือรายได้ที่เอาเปรียบเขามามากๆถือว่าเป็นเศรษฐกิจดี เราได้เปรียบเขามาก ปีนี้ได้เท่านี้ล้าน ปีหน้าต้องได้มากกว่านี้อีก มากขึ้นเรื่อย ถือว่าเศรษฐกิจเจริญใครฉิบหายเท่าไหร่ก็แล้วแต่ แต่กูได้มากขึ้นมากขึ้น นี่คือความคิดเศรษฐกิจของโลก ซึ่ง เศรษฐกิจของศาสนาพุทธเราจะเสียสละให้โลกได้มากเท่าไหร่ นั่นคือความเจริญของผู้ที่เป็น เสฏโฐ เศรษฐีผู้เจริญผู้ประเสริฐที่แท้จริงไม่ใช้กฏุมพี กระฎุมพีคือคนแค่ร่ำรวยเท่านั้น แต่เอาใช้ศัพท์คำว่าเศรษฐีนั้นน่าอาย ควรเรียกตัวเองว่ากระฎุมพีอย่ามาเรียกตัวเองว่าเศรษฐี เพราะตัวเองไม่ใช่เศรษฐี ตัวเองเป็นแค่คนร่ำรวยเป็นคนใจดำ เป็นคนใจร้ายไม่ได้เสียสละเป็นคนขี้โลภเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ขออภัยไม่ได้ด่านะ แต่อธิบายสัจธรรม คนเข้าใจเรื่องเหล่านี้แล้วจะไม่ไปเป็นกระฎุมพี ที่จริงแล้วเศรษฐีเป็นคนประเสริฐ เป็นคนที่จะทำงานให้แก่สังคมแก่โลกอย่างเสียสละ ไม่เอามาให้แก่ตัวเองเลย สุดยอดเศรษฐี ชีวิตสูญ สูงสุดถึง ไม่เอาลาภแลกลาภ ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ทำงานแล้วไม่เอาสิ่งแลกเปลี่ยนเลย หากยังทำงานเอารายได้ไม่พ้นมิจฉาชีพ พระก็ไปเทศน์เอาเงินเอาค่าเทศน์เป็นต้น คำว่า เสฏฐะ เสฏโฐ เศรษฐี ไม่เป็นกระฎุมพี เป็นทลิทโธ มาเป็นคนจน ถ้าเป็นคนจนก็เข้าหลักวรรณะ 9 ตั้งแต่เลี้ยงง่าย กินข้าวกินน้ำเหมือนหมูเอาอาหารมาวางเรียงกันไป วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) มักคือชอบ มีมากแต่เอาไว้น้อยๆ ยังมีอยู่นะ อัปปิจฉะคือยังมีอยู่ แต่ถ้าไปถึงอปจยะ คือไม่สะสม ตัวสุดท้ายยอดขยัน ปรารภความเพียร แต่ของตัวเองไม่สะสมอะไรเลย ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)กายกรรมวจีกรรมน่าเลื่อมใสไม่สะสมยิ่งน่าเลื่อมใส คนที่ทำตัวเองให้รวย คบค้าสมาคมกับคนต่างประเทศคนนั้นคนนี้ ไปทำกิจการค้าและตัวเองจะได้รวย อย่างคุณเจริญนี้รวย มอมเมาคนไทย สร้างน้ำเหล้าน้ำเบียร์ ขายให้คนไทยเมาเละ ตายฉิบหายพิการ อะไรก็แล้วแต่เต็มบ้านเต็มเมืองฉิบหายช่างมัน กูรวยอย่างเดียว อาตมาเห็นแล้วน่าสังเวชใจ น่าสงสารคนอะไร หาเงินแล้วไปทำร้ายคน ทำลายมนุษยชาติทำลายสังคม ให้สังคมมนุษย์ตกต่ำ ก็คนมันเสพติด มีกิเลส รู้อยู่แต่ก็ให้คนเขาเสพเขากินเข้าไป กูได้เงินอย่างเดียว คนพวกนี้อาตมาขอตำหนิไม่ได้ชมเชยหรอก ไม่ได้ส่งเสริม เพราะว่าเขาเป็นบาปไม่อยากให้ทำ เลิกได้ก็เป็นกุศลของเขา แต่เขาไม่เลิกง่ายๆหรอกเพราะว่าเขาได้ คนอื่นไม่รู้เรื่อง เขาหลงสิ่งเหล่านี้ สัจจะพระพุทธเจ้าจึงเป็นสัจจะที่ต้องย้อนแย้งต้องพูดตรง ตำหนิที่เขาเป็นบาปเขาเป็นอกุศลเป็นหนี้ เขาไม่ได้เป็นคนที่ได้ดีนะเขาจะยิ่งแย่ เอาอย่างนี้ เขาล่าเอาเปรียบมนุษย์ทำลายมนุษย์ให้เมาๆให้ติดยึดในน้ำเหล้า พอได้เงินมามากๆเขาก็ทำทีเอาเงินไปจ่าย ที่เป็นรูปธรรมบริจาคทำกุศล ช่วยอันนั้นอันนี้เหมือนเศรษฐีวิชัยที่ตายไปก็ตาม เศรษฐีเจริญเศรษฐีอะไรก็แล้วแต่ ไปบริจาคไปทำอะไร ก็ทำทาน ถ้าคุณมีรายได้พันหนึ่ง คุณจะไปทำทานเท่าไหร่ คุณจะทำทานถึง 500 ไหม ทุนคุณก็เอาไว้แล้ว เงินหมุนคุณก็พอแล้วแต่เอาเปรียบมาได้เกิน 500 คุณจะบริจาคถึง 500 ไหม ก็ไม่หรอก คุณก็ไปทำทาน 100 รับรองว่า คุณมีรายได้ 100% จะไม่ทำทานถึง 20 เปอร์เซ็นต์หรอก ยิ่งจะเป็นเศรษฐีที่รวยมากเท่าไหร่ก็ไม่ทำทานถึง 20% หรอก คนดูเหมือนว่าคุณทำทานมากบริจาคนะ แต่ก็ไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์หรอก นอกจากคนที่ฟิตจัด อย่างเจ้ามาร์คซัคเคอร์เบิร์ก หรือว่าบิลเกตส์จะทำทานสักเท่าไหร่ก็ทำทานเข้ามูลนิธิ อย่ามาหลอกกันเลย ทานก็เข้ามูลนิธิของเอ็งนั่นแหละ ดีไม่ดีได้ลดดอกเบี้ยด้วย ได้ลดภาษีอีกต่างหาก อย่างนี้เป็นต้นเป็นความซับซ้อนมาก ในโลกนี้ไม่มีอะไรโง่มากกว่าความฉลาดแกมโกงของมนุษย์หรอก มีวิธีคิดที่ซับซ้อนได้เปรียบทั้งนั้นแหละ พวกนายทุนทุนนิยมมีวิธีคิดซับซ้อน ไม่มีความขาดทุนให้แก่สังคมหรอกไม่มีความสุจริตไม่มีความจริงใจที่จะคิดขาดทุนให้กับสังคมหลอก ไม่มี มีแต่ชาวบุญนิยมคิดที่จะเสียสละให้ได้มากขึ้น ไม่เอาเปรียบเลยแล้วเสียสละส่วนตัวออกไปด้วย มากที่สุดที่จะเสียสละได้ก็ทำ คนอย่างนี้คือคนประเสริฐ อธิบายสัจธรรมไม่ได้ชมตัวเองนะ พูดสัจธรรมความจริง จะเป็นศาสนาในสังคมกลุ่มไหนก็ตรงกัน ไม่ได้เป็นเรื่อง ที่มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้น แต่มันเป็นสัจธรรม ผู้ใดที่รู้จักสัจธรรมอย่างนี้ทำอย่างนี้ ไม่ได้ช่วยแต่ประเทศไทยแต่ช่วยโลกด้วย อาตมาถึงบอกว่าประเทศไทยถ้ามี GDP อย่าเอาเปรียบประเทศนอกเขามา domestic ของคุณเอาของประเทศไทยเลี้ยงตัวเองให้ได้ จะได้องค์รวมเลี้ยงตัวเองรอด แล้วคุณยังสามารถไปเลี้ยงประเทศอื่นได้นี่ถือว่า GDP คุณเจริญ แต่นี่ของคุณเลี้ยงตัวเองยังไม่รอด เอาของต่างชาติมาบวกเอาเปรียบเขาได้เท่าไหร่ แล้วเอามาคิดว่านี่แหละคือ GDP ประเทศไทยเจริญ คุณไปเอาเปรียบประเทศอื่นเข้ามา คุณอย่ามาใช้คำว่า domestic ความเข้าใจตรงนี้อาตมาเห็นขัดแย้งกันอยู่กับเขา พวกนักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้คิดอย่างอาตมาหรอก อาตมาคิดอย่างนี้แล้วก็ทำอย่างนี้ด้วย GDP ของชาวอโศก ถ้ามีพอกินพอใช้เหลือแล้วสะพัดออกไปนั่นคือ GDP เจริญของภายในอโศก เพราะว่าเราเลี้ยงตัวเองรอด เรามีส่วนเหลือส่วนเกินช่วยเหลือส่วนเนื้อส่วนเกิน แต่หากว่า GDP ของคนภายในยังไม่พอแล้วไปดูดของคนอื่นมาแล้วบอกว่าตัวเองได้มากนี่คือบอกว่าตัวเองเจริญก็คือบ้า ทั่วโลกเขาคิดอย่างนี้ นักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นดอกเตอร์แบบไหนก็คิดแบบนี้ อาตมารับผิดชอบที่พูดไป อาตมาว่า วิธีคิดของคนที่เป็นโลกุตระ โลกียะนั้นคิดไม่ออกแบบนี้ แม้จะคิดออกเขาก็ไม่เอาหรอก แต่อาตมาพาพวกเราทำ พวกนี้ดูถูกตัวเองว่า ตัวเองช่วยเหลือคนอื่นไม่ได้ เอาเปรียบคนอื่นได้มากแล้วยังหลงว่าตัวเองดีอีกด้วย โง่ตายชัก ไม่ใช่ คุณเสียสละได้มากเท่าไหร่นี่แหละคือยิ่งดี นักเศรษฐศาสตร์ที่ไปจ้างเขามา พูด Speech ทีหนึ่ง เป็น 10 -20 ล้าน แต่เขาไม่พูดโลกุตระหรอก มีแต่ปลุกเร้าให้เอาเปรียบคนอื่นให้ได้มากขึ้น ประเทศไทย จ้างนักเศรษฐศาสตร์มาพูดเพื่อให้ได้วิธีคิดที่เอาเปรียบมากขึ้น มันเป็นการซวยซับซ้อนไหม อย่างนี้เป็นต้น อาตมาเห็นแล้วว่าสังคมนั้นน่าสงสาร มีแต่ทับถม ทำตัวเองให้ตกต่ำไปเรื่อย ไม่เจริญทางโลกุตระเลย ทั้งที่เมืองไทยเป็นเมืองศาสนาพุทธแต่ไม่ได้เข้าใจเศรษฐศาสตร์โลกุตระ อาตมาถึงบอกว่า การไปกอบกู้เศรษฐกิจนั้นไม่ต้องไปสอนให้คนไปรวย ถ้าสอนให้คนไปรวย ทุกคนจะต้องแย่งกันหมด คนที่แย่งในประเทศได้นอกประเทศก็ทำได้อีก คนที่เขารวยนั้นเขาแย่งชิงคนในประเทศไทย ก็แย่งชิง แล้วก็ก้าวออกไปสู้กันแย่งชิงจากต่างประเทศเพิ่มเติมอีก คนที่รวยๆ ซึ่งไม่ใช่ อย่างนั้น ไม่ใช่เศรษฐีแท้แต่เป็นกระฎุมพี เราให้เริ่มจากไม่เป็นหนี้เลี้ยงตัวเองให้รอด เราสามารถเลี้ยงตัวเองให้คุ้มแล้วสามารถมีส่วนหรือส่วนเกินสะพัด เช่นเราสร้างวัตถุดิบผลผลิตของเราได้ภายในประเทศ ของเรามีเหลือภายในประเทศก็ขายออกไปให้ต่างประเทศโดยขายให้ขาดทุน นี่คือความเจริญของประเทศ ทั่วประเทศนี้ไม่ได้ไปเอาเปรียบเอารัดประเทศไหน มีแต่ไปเสียสละช่วยประเทศอื่น นี่คือเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์เจริญที่แท้จริง เหมือนชาวอโศกเราทำได้ เพราะฉะนั้นในเรื่องเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจแล้ว ในคนในโลก มีชาวอโศกนี่แหละปฏิบัติเศรษฐศาสตร์ได้ดีที่สุดตรงตามพระพุทธเจ้า แต่คุณเมา บอกว่าเศรษฐศาสตร์ของคุณยังไม่ใช่เศรษฐศาสตร์ของโลกของสากล เศรษฐศาสตร์ทุกวันนี้แต่ละประเทศคือเศรษฐศาสตร์ที่จะกอบโกยจากประเทศไหนได้ มาให้แก่ตัวเองให้ได้มากที่สุด ถือว่าประเทศนั้นเจริญ เพราะฉะนั้นพวกนักสร้างอาวุธไว้ฆ่าคน เก่ง วิเศษ คนอื่นต้องซื้อ ก็จะได้โก่งราคาแพงเอาไว้ขู่ประเทศอื่น ประเทศใดที่สร้างอาวุธเก่งๆให้แก่ตัวเอง ทั้งที่ไม่ได้ไปรบกับใคร ดีไม่ดีก็เลยเอาไปฆ่ากันเอง พวกตะวันออกนี่แหละมีเงินซื้อรถไว้ มีอาวุธไว้ไม่ยิงกันมันก็ไม่สนุก มันฉลาดหรือมันโง่นะ พวกเราไม่ได้ซื้ออะไรมากมายเพราะไม่ได้ฆ่าแกงอะไร ก็ดีแล้ว ไม่น่าไปทำโง่เหมือนทางโน้นเขา อธิบายสัจธรรมไม่ได้ไปว่าเขานะ เอาพฤติกรรมจริงของเขานั่นแหละมาขยายความอธิบายเป็นสัจธรรมให้ฟังมันเป็นอย่างนั้น อาตมารู้สัจธรรมก็อธิบายตามภูมิตามความจริงใจว่าคนรู้ว่า ไม่ควรทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ชาวอโศกพาทำในสิ่งที่ควรทำ มาเป็นเศรษฐีเป็นคนประเสริฐ เราเป็นเศรษฐีเงินถังแต่สตางค์ไม่มี อธิบายอย่างอาศัยพฤติกรรมจริงของคนในสังคม ว่าสิ่งที่ควรทำสิ่งที่ควรเอาอย่างก็ทำ สิ่งที่ไม่ควรทำไม่ควรเอาอย่าง ไม่ควรให้มีในโลกเลยก็ได้แต่เราไปห้ามไม่ได้เราก็ทำของเรา ชีวิตมาเสนอสิ่งนี้ให้แก่คนแก่สังคม อาตมาถือว่าเป็นงานที่ประเสริฐที่สุด อาตมาจึงเลือกมาทำงานนี้ ชีวิตของอาตมา จะไปหาเงินทองลาภยศสรรเสริญสุขแข่งกับเขา อาตมาว่าไม่ได้แพ้เขานะ ได้ลองดูแล้ว ใช้เวลา 12 ปี ก็ไม่ได้จัดจ้านตะกละอะไร แต่ถ้าไปกับโลกเขาก็คงจะตะกละมาก ก็ดี เราไม่ได้ทำให้เป็นวิบาก ทำมาแล้ว 12 ปีก็เป็นวิบากแล้ว ก็อย่าให้สร้างวิบากเป็นหนี้ ยิ่งรวยเท่าไหร่ก็สร้างหนี้วิบากมากขึ้น พระพุทธเจ้าสอนคนให้ไม่เป็นพิษภัยแต่โลก แต่เป็นประโยชน์ต่อสังคม อยู่ในสังคมมีพฤติกรรมสังคมอยากเป็นคนประเสริฐ อาตมาเกิดมาในชาตินี้ไม่เสียชาติเกิด อาตมาได้มาช่วยมนุษย์ให้แก่ประเทศ ช่วยมนุษย์ให้แก่ประเทศตรงไหน ช่วยตรงที่ว่าเขาไม่ได้เป็นตัวอย่างไม่เป็นตัวโกงไม่เป็นตัวเอาเปรียบในสังคม มาเป็นตัวที่สร้างสรรเสียสละ แล้วก็มีความสุข สร้างสรรก็เป็นความสุขเสียสละก็เป็นความสุข มาเป็นคนจนไม่สะสมก็เป็นสุข ไม่ใช่พูดเล่นนะ มาเป็นคนแบบนี้คือคนเจริญเป็นคนประเสริฐเป็นเศรษฐีเสฏโฐ แล้วอาตมาก็ว่าอาตมาทำได้ด้วย อาตมาทำงานภูมิใจที่ไม่ได้และเล็มเลียบเคียงคนมาให้เป็นบริวาร มาเป็นมวลเป็นสมาชิก ให้ทุกคนมีอิสระเสรีภาพมาเองเข้าใจเอง อาตมาพอใจตนเองในชีวิตนี้ ไม่ได้โฆษณาหลอกลวง โป้งรวยหรือจะมีสวรรค์กี่ชั้น เฟสนั้นเฟสนี้ อาตมาว่า โอ้โห มันหลอกกันฉิบหาย อาตมาว่า อาตมาเข้าใจ แม้แต่และเล็มเลียบเคียงอาตมาก็ไม่ ไม่ได้หลอกว่ามาที่นี่จะได้บุญมาก แต่บุญของที่นี่คือการฆ่ากิเลสนะเขาก็ไม่เข้าใจ นี่แหละคือความเสื่อมของศาสนา คำว่าสมาธิเข้าใจผิด คำว่ากายเข้าใจผิดก็เสื่อม คำว่าบุญเก่าเข้าใจผิดก็เสื่อม เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธมันเสื่อมถึงขีด โดยเฉพาะคำว่าบุญนี้ยิ่งใหญ่เพราะว่าบุญเป็นคำโลกุตระ หมายถึงพลังงานที่ไปกำจัดกิเลส กำจัดกิเลสเสร็จก็หยุดจบหายไปเลยไม่มีแล้ว ปริขีโณ สูญสิ้น มีหน้าที่ฆ่ากิเลสตัวไหนก็แล้วแต่ ฆ่ากิเลสได้ บุญก็หมดพลังงาน เหมือนลูกระเบิดปรมาณู คนเอาไปทิ้ง ตูม แล้วทำลายสิ่งนั้นสำเร็จ ก็จะไม่เหลือลูกระเบิดปรมาณูนั้นอีก ลูกนั้นก็หายไป นี่แหละคือบุญ บุญคือลูกระเบิดปรมาณู บุญไม่ใช่สมบัติ คุณจะเก็บอะไรจากลูกระเบิดปรมาณูที่เป็นสมบัติ คุณอยากได้ไหมเอาไว้ในครอบครอง มันจะระเบิดใส่เราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เราไม่อยากได้ไม่อยากมีหรอก แล้วจะไปทิ้งใส่อะไรไหม ก็ไปทิ้งใส่กิเลสตัวเอง บุญคืออาวุธร้ายฆ่ากิเลสอย่างเดียว ฆ่าเสร็จแล้วลูกระเบิดนั้นก็สลายหายไป ชัดเจนไหม เพราะฉะนั้นใครจะไปสะสมบุญนั้นผิดหมด บุญสะสมไม่ได้ บุญเป็น One way Traffic เดินมาถ่ายเดียว เป็น Nuclear Fission ตรงไปเลยไม่มีโค้งงอกับมาไม่มี Boomerang ชัดเจนไหม คุณจะประกอบบุญเมื่อมีผัสสะเป็นปัจจัยเกิดกิเลส บุญเกิดมามีพลังงานทำลาย กิเลสเอ็งถูกพลังงานระเบิดปรมาณูบุญของฆ่าทำลายแน่นอน 1. รู้จักตัวกิเลสตัวศัตรูตัวเป้าหมาย ที่คุณจะต้องทิ้งระเบิดปรมาณูนี้ใส่ ระเบิดบุญ แม่นๆนะ จะไปโดนสิ่งที่ไม่ใช่กิเลส เพราะฉะนั้นไม่ระคายเคืองแม้แต่สิ่งที่ประกอบอยู่ใกล้ๆ บุญนั้นมีความละเอียดละออมาก จะฆ่าโจร โจรอยู่ในประเทศไทย คุณจะมาหาเลย คุณจะทำลายไม่ใช่แค่ทางประเทศไทยให้พังลงไป ไม่ใช่ แต่มันอยู่ไหน กิเลส กิเลสอยู่บ้านราชฯก็มา แล้วอยู่ในบ้านหลังไหน แล้วอยู่ในซอกไหน จนเจอกิเลสว่าหลบอยู่ตรงนี้เองอยู่ในร่องนี้ซอกนี้ช่องนี้เอง จับได้แล้วตัวบุญก็เอาระเบิดปรมาณูโยนลงไป ให้กิเลสแตกละเอียดหมดไปสูญไป พลังงานปรมาณูนั้นยิ่งใหญ่กิเลสมันน้อยเดียวมันจะไปสู้ได้อย่างไร ก็ต้องสร้างพลังงานที่จับตัวกิเลสให้มั่นต้องมีปัญญา บุญจะต้องมีตัวปัญญา อย่าไปมีกัมมันตภาพรังสีไปทำลายอันอื่นที่ใกล้เคียงนะ บุญนั้นเป็นผู้ดีขนาดนี้ ส.ฟ้าไท...สรุปจบ..611102_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ชาวอโศกไม่ใช่กระฎุมพีแต่คือเศรษฐีผู้เจริญ