สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน ตั้งตนบนความลำบากจึงเข้าสู่ทางสายกลาง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข21 พฤศจิกายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน ตั้งตนบนความลำบากจึงเข้าสู่ทางสายกลาง ทางสายกลาง...คำว่ามัชฌิมาปฏิปทาที่แปลกันว่าทางสายกลาง ในพระไตรปิฎกเขาก็แปลกันไว้ดี มัชฌิมา แปลว่ากลาง ท่ามกลาง สภาวะอันนั้นกลางๆ เป็นนามธรรมนะไม่ใช่วัตถุ ไม่ใช่ทางเดินนะ ไม่ใช่เดินกลางทางเดินนะ หากเข้าใจไม่ถูกเรื่อง ก็ไปหลงแค่รูปธรรม ไปเดินอย่าให้มันโต่งไปข้างใดนะ พระพุทธเจ้าสอนว่าต้องตั้งตนบนความลำบากกุศลธรรมเจริญยิ่ง ให้โต่งมาทางเข้มๆ ไม่ใช่ให้โต่งมาทางเบาๆ มัชฌิมาแปลว่ากลาง ปฏิปทาแปลว่า ทางปฏิบัติ หรือ วิธีปฏิบัติ ใช้ภาษาที่แปลว่าทางสายกลางก็พูดหวัดๆ มันไม่ชัดมันไม่สื่อความตรงความแม่นอะไรเลยทีเดียว ที่ถูกคือทางปฏิบัติหรือวิธีปฏิบัติให้เกิดผล ผลนั้นจะเป็นกลาง จิตจะหมดกิเลส กิเลสกามก็ดีกิเลสอัตตาก็ดีต้องเรียนรู้ กิเลส กามคือ มีภายนอกและมีภายใน คำว่า กามคือกามคุณ 5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ต้องสัมผัสกามคุณ 5 จึงปฏิบัติได้ หากว่าปฏิบัติโดยไม่เอากลับมาค้นหาทิ้งไปเลยทั้ง 5 ทวารแล้วไปนั่งหลับตา คุณจะเอากลางมาจากไหน กลางตั้งแต่หยาบๆภายนอกคุณยังไม่รู้จักตัวเลย คุณจะไปรู้กลางที่ละเอียดเล็กๆบางๆของนามธรรม คุณจะรู้ได้อย่างไร ความเป็นกลางของอารมณ์ที่มันกลาง ตั้งแต่ตากระทบรูป คุณก็เกิดกามหรืออัตตา ไม่ใช่กระทบรูปข้างนอกแล้วไม่มีอีตตา แต่คือคุณไปรับรู้มันแล้วมีกิเลสปรุงไปกับลาภยศสรรเสริญสุข คุณลดกามก็คือลดอัตตา ลดจนหมดกาม เหลือรูป อรูป ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ใช่กาม รูปคือราคะที่เหลือจากกาม อรูปคือราคะที่เหลือจากกาม รูป คนที่ปฏิบัติไม่เป็น ทิ้งกามก็ไปนั่งหลับตาอยู่ภายในพวกนี้คือพวก กิลมถะ อัตตกิลมถะ ปฏิบัติลำบากแล้วไม่มีผลอะไร ปฏิบัติไม่มีขั้นตอน คุณจะขึ้นไปยอดภูเขา คุณก็กระโดดขึ้นไปอยู่ยอดภูเขาเลย ไม่เดินไป

อ่านต่อ

ขั้นต้นกลางปลายแล้วไปถึงยอด ไม่ได้เรียนรู้ขั้นต้นว่ามีขวากหนามอะไรคุณไม่เอา จะเอาบนยอดเบาบางเล็กน้อยเลย คุณจะเป็นกังฟูวิชาตัวเบากระโดดขึ้นไปเลยคุณทำได้หรือ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าธรรมะของท่านเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์มีเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย อาตมาพูดซ้ำเสมอ บรรลุกาม แล้วก็ไม่ได้ปิดตาหูจมูกลิ้นกายเลยนะ คุณไม่ได้หนีไปไหนไม่ต้องออกไปป่าเขาถ้ำ ไม่ต้องหลีกหนีจากอบาย ไม่ต้องหลีกจากลาภยศสรรเสริญ โลกธรรมใดๆเลย แต่จิตของคุณต่างหากที่มันหลีกออก จิตอยู่แต่ผู้เดียว ท่ามกลางผู้คนบ้านเมือง แต่จิตคุณอยู่แต่ผู้เดียวไม่มีเพื่อนสองเลย นี่คือไม่มีกิเลส แต่หากไปเข้าใจเป็นตัวตนบุคคลเราเขารีบออกจากบุคคลก็ไม่เป็นปรมัตถ์ ไม่ชัดไม่ละเอียดพอไม่รู้ว่าเมื่อไหร่หมายถึงอะไร ผู้หลีกออกจาก กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก ไปเข้าใจวิเวกก็คือปลีกออกจากความวุ่นวายไปอยู่สงัด เอาร่างออกจากสิ่งที่จะต้องกระทบสัมผัสแล้วยังไปอยู่ผู้เดียวเดินผู้เดียวกินผู้เดียวไปผู้เดียวนั่งผู้เดียวอยู่ผู้เดียว แล้วคุณนึกว่าคุณมีกายวิเวกแล้ว นี่คือมิจฉาทิฏฐิของกายวิเวก จิตวิเวก พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ครบ เมื่อเข้าใจวิเวกผิดก็ไปออกป่า จิตวิเวกก็ไปนั่งหลับตา แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า จิตวิเวกคือ รู้จักกิเลส เอากิเลสออก ทำกามให้ลดให้พรากออก เนกขัมมะจากกาม คุณก็ไม่ได้ทำแล้ว ถ้าคุณทำก็จะบรรลุพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ บริบูรณ์ในจิตวิเวกที่พระพุทธเจ้าท่านขยายไว้ครบ แต่หากคุณไม่มีภายนอกก็ผิด ท่านกล่าวไว้ตอนท้ายของสูตรนี้ สรุปแล้วเมื่อหลงผิด ตั้งแต่เอากายออกนอก แล้วไปนั่งหลับตาก็ไม่มีกายภายนอก ไม่มีทางสงัดจากกามได้ ไม่มีกายวิเวก แล้วจะไปมีจิตวิเวก อุปธิวิเวกไม่ได้ กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ก็ผิดไปทั้งหมด อุปธิวิเวก อุปธิ หมายถึง กิเลส หมายถึง ขันธ์ 5 หมายถึง อภิสังขาร ทำการอภิสังขารต้องปรุงแต่งอย่างยิ่งต้องรู้กิเลสในโลกพัฒนาสัญญาสังขารวิญญาณขันธ์ 5 แล้วก็ลดกิเลสในรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณจนไม่มีอุปาทานในขันธ์ 5 เลย คุณก็เป็นพระอรหันต์ เป็นอรหันต์ก็มีอมตะ นิพพาน นี่คือ อุปธิวิเวก อุปธิวิเวกคือ กิเลส ขันธฺ์ อภิสังขาร ผู้เข้าใจวิธีปุญญาภิสังขาร จนกระทั่งทำอย่างไรให้เกิดบุญ ซึ่งไม่ได้เข้าใจกันง่ายๆเลย เห็นใจท่านที่แปลพระไตรปิฎก จะปนเประหว่างคำว่า กุศล กับ บุญ บุญ คือ การชำระกิเลส ต้องทำพลังงานฌาน ฌาน ของศาสนาพุทธ ฌานของศาสนาอื่นเขาก็ต้องนั่งหลับตาปฏิบัติ แต่ฌานของพระพุทธเจ้าเกิดจากศีล เกิดจากอปัณกปฏิปทา 3 เกิดจากศรัทธา แล้วก็จะเกิดพลังงานของฌานที่ 1 2 3 4 คือ จรณะ 15 วิชชา วิชชาแทรกในการปฏิบัติจรณะ 15 ซึ่งจะทำให้กิเลสหมดสิ้นอาสวะได้ วิชชาจะระณะสัมปันโน คือ พุทธคุณของศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นใดในโลกไม่มี ของชาวพุทธเท่านั้น ไปนั่งหลับตาปฏิบัติก็ไม่ถูกต้อง ซึ่งเดี๋ยวนี้มีเต็มไปหมด พระพุทธเจ้ายังไม่ประกาศศาสนาพวกหลับตาปฏิบัติมิจฉาทิฐิก็มีเต็มไปหมด เมื่อพระพุทธเจ้าได้ประกาศศาสนา ฌาน เกิดจากจรณะ15 วิชชา 8 หากไม่มีจรณะ ฌานไม่เกิด แค่คำว่ากาย คำว่าบุญ สองคำนี้ก็สำคัญแล้วศาสนาพุทธที่ผิดเพี้ยนไปจากศาสนาพุทธ กาย ไปเข้าใจว่ามีแต่เพียงภายนอกเท่านั้นเป็นเรื่องดินน้ำไฟลม ก็หมดแล้ว เขาเข้าใจว่าไม่เกี่ยวกับจิตเจตสิก เท่านี้ก็จบเห่ ในพจนานุกรมก็ยังแปลไว้ดีเลย แต่มีบางอัน กาย แปลว่า กอง ฝูง หมู่ องค์ประชุม คือหมวดของเจตสิก ก็คือ เวทนาสัญญาสังขาร นี่คือกาย ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 คนไทยทั่วไปก็ตามหรือในวงการศาสนาพุทธก็ตามเมื่อบอกว่ากายก็จะหมายถึงร่างภายนอก ไม่ได้เกี่ยวกับจิตวิญญาณ มันเป็นภาษาไทยไปแล้วก็มาจากบาลี เมื่อจะปฏิบัติธรรมก็ต้องเอาตามภาษาบาลี กายของภาษาไทยจะแปลว่าร่างก็ช่างเขาเถอะ ศพคนตายมีแต่ร่าง ศพคนตายไม่มีกาย พระพุทธเจ้าสอนให้แยกกายแยกจิตให้ชัด พอบวช อุปัชฌาย์ต้องอธิบายการแยกกายแยกจิตให้ชัดเจน ถ้าแยกกายแยกจิตไม่ชัดเจนถ้าไม่รู้จักธรรมนิยาม 5 ไม่รู้จักความเป็นอุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ เมื่อคุณไม่เข้าใจคุณไม่สามารถบรรลุแยกกายแยกจิตให้เป็นอุตุได้คุณก็ไม่มีอรหันต์ คุณจะต้องรู้จักนิยาม 5 รู้จักการแยกกายแยกจิต ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอามาอธิบายได้ เล็บอธิบายได้ง่าย เเล้วเมื่อใดเป็น อุตุ พีช จิต หากแยกไม่ได้ก็ทำจิตให้เป็นอุตุ พีชะไม่ได้ ทำจิตเป็นพีชะได้ก็หมดความสุขความทุกข์ได้แล้ว ชีวะเป็นพีชะมี ISH มีประธาน พลังงาน 2 ตัวที่ดูแล พืชมันก็ดูแลพลังงาน 2 ตัวมันก็มีประธานของมันเอง ปรุงแต่งเอาธาตุที่มันรู้มีสัญญาสังขารรู้ มันไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ เป็นสังขารไม่มีวิญญาณครองไม่มีกรรมวิบากไม่มีความสุขความทุกข์ เวลาเราปฏิบัติจิตของเรา เราก็ต้องทำจิตของเราให้เป็นพลังงานระดับ พีชะได้ ล้างกิเลสหมด บุญบาปก็จบ พระอรหันต์จิตเป็น พีชะแท้ ไม่มีบาปไม่มีบุญไม่มีสุขไม่มีทุกข์ หัดทำจิตให้เป็น พีชะไม่ได้ เป็นอรหันต์ไม่ได้คุุณไม่หมดความสุขความทุกข์ แล้วคุณยังมีชีวะอยู่ ถ้าคุณตายคุณทำให้เป็นอุตุนิยามไม่สุขไม่ทุกข์ได้ ทำให้เกิดหนึ่งได้ไม่สุขไม่ทุกข์ อรหันต์ไม่ใช่โง่ว่าไม่รู้จักความสุขความทุกข์ แต่จิตของเราทำได้แล้ว อย่างเช่นจิตของอาตมาไม่มีสุขไม่มีทุกข์สบายมีแต่ อภิปโมทยังจิตตัง จิต อภิปโมทยังจิตตังคือจิตเบิกบานร่าเริงเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ไม่มีภาษาจะเรียกไม่มีเศร้าไม่มีหมองไม่มีโศก ปริเทวะ ไม่มี วิรชะ อาศัยความเบิกบานร่าเริงอยู่เท่านั้นเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน อาศัยภาษา มันไม่มีความสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีโศกปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ อาตมามีสภาวะแล้ว เนื้อยาเอามาแปะก็ง่าย อาตมามีสภาวะมากกว่าเนื้อยา

คำว่า กาย ต่างๆ ...มีอีกมาก หากเอามาใช้หมดคุณเวียนหัวเลย621113_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มัชฌิมาปฏิปทาพาให้วิเวก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน