สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน วิชชา 8 แปลว่าอะไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน วิชชา 8 แปลว่าอะไร _ใสกลางเพ็ญ ...วิชชา 8 แปลว่าอะไรคะ ? พ่อครูว่า..คราวที่แล้วหลวงปู่ก็บอกว่ามีอะไรบ้าง 1. วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือรู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด .. รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) มีปัญญามีความฉลาดรู้เห็นจริงๆเลย เห็นด้วยตาได้ยินด้วยหูได้กลิ่นทางจมูกลิ้นสัมผัสรสการสัมผัสเสียดสี 2. มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถ เนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้) สามารถทำให้สิ่งที่ไม่ดีที่รู้ที่เห็นหายไปได้ ทำให้สิ่งที่ไม่มีดีเลยทำให้ดีขึ้นมาได้เหมือนเนรมิต สำเร็จด้วยจิต ทำให้จิตที่ไม่ดีให้เจริญขึ้นมาได้ 3. อิทธิวิธญาณ (จิตมีอานุภาพในการบรรลุขจัดทำลายกิเลส ได้หลากหลายวิธี) มีวิธีทำอย่ามโนมยิทธิ นี่แหละทำได้หลากหลายมากขึ้น 4. ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้) แม้เรื่องละเอียดบางเบารู้ยากไกลก็รู้ได้ชัดแยกออก ทำถูกสภาวะไม่ผิดพลาด มีทิพย์ในการรู้อย่างแยบคายสุขุมละเอียด ต้องการให้ได้อย่างนี้ ต้องการทำลายอันนี้ได้เก่งขึ้น 5. เจโตปริยญาณ (กำหนดรู้ความแตกต่างในจิตขั้นอื่นๆ ของตนได้รอบถ้วน) จะมีความรู้ตามหลัก 16 อย่าง 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) ทำให้เจริญทางปริมาณ(มหะ) และคุณภาพ(อัคคะ) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น)
อ่านต่อ
คุณสมบัติ 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) . 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) แกนสมาธิคือบวก แกนวิมุติคือลบ 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135)
6. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน มารู้อริยสัจจะจนหายโง่จากอวิชชา) 7. จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรืออาริยะสัตว์) . 8. อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน) (พตฎ. เล่ม 9 ข้อ 127 - 138) ตรวจให้ชัดจนมันไม่เกิดเด็ดขาด นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เมื่อนั้นจึงจะเรียกว่า อาสวักขยญาณ ญาณที่สิ้นอาสวะแล้ว ตรวจสอบแล้วคุณจะตัดสินตัวเองได้ โดยมีภาวะจริงไม่ใช่ไปนั่งคิดเอาเองเพ้อฝัน อาสวะเป็นอย่างไร อาสวะคือกิเลสมันยังเหลืออยู่ ใช้พยัญชนะเรียกเหมือนตัวไวรัส แบคทีเรียเล็กมากหมักดองอยู่ก้นบึ้งจิต พอได้รับเชื้อก็แตกตัวออกมาอีกหรือว่ามันสิ้นไปแล้ว หรือเชื้อเล็กน้อยก็ไม่มี แล้วอาศัยจิตที่หมดอาสวะอยู่นี่แหละคืออนุสัยคืออาศัยอันนี้ไป เป็นของเหลือน้อยที่สุดแล้ว ในพระอรหันต์เจ้าที่มีสภาวะผู้หมดอาสวะสิ้นคือปัญญาวิมุติ ส่วนอุภโตภาควิมุติ หมดอาสวะอนุสัย แต่อนุสัยที่เหลือเป็นของดี สก สว สย สามตัวนี้ สก คือตัวใหญ่ตัวตนใหญ่ สย คือตัวกลาง สว คืออาสวะที่เป็นตัวบางเบา เอาเศษวรรคมาเรียก ยังมีพลังงานเหลือ เราก็ต้องกวาดให้หมด สก สว หมดแล้วเหลือแต่สย ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็อาศัยอนุสัย ย คือ พลังงานต้นของเศษวรรคอาศัยตัวนี้ ก คือตัวงานต้นของพยัญชนะ สก คือ ตัวใหญ่ที่สุด สวคือมีเศษหมักดอง ส่วน สย นี้หมดแล้ว เหลือเพียงอาศัยอยู่ อนุ แปลว่าน้อย อา นี่แปลว่าน้องพ่อ อนุแปลว่าน้อย เขาเรียกคนน้อยๆว่าอนุภรรยา ภรรยาหลายคนแต่บอกว่ามีเมียน้อย นี่คือคนตอแหลคนเลว พวกมักมากในกามก็อย่างนี้621111_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 79