สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน วิตกกับวิจาร ในฌานคืออย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.65 KB
วันที่แก้ไข21 พฤศจิกายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน วิตกกับวิจาร ในฌานคืออย่างไร คำว่าวิตกวิจาร วิตกคือตัวจิตที่ดำริขึ้นมา ตักกะ เริ่มดำริ จิตดำริได้คิดได้ คิดนี่เป็นพฤติกรรมของนามธรรม จาร คือพฤติกรรมของรูปธรรม วิตก พฤติกรรมของความคิด จาระ คือพฤติกรรมของ static ทางรูป วิตักกะคือการวิเคราะห์วิจัยในความคิด อะไรที่จะไม่มีใน ตักกะก็ไม่ให้มี อะไรจะให้ไม่มีใน จาระก็ไม่มี ตักกะคือ ความคิด แกนของสังกัปปะ 7 เลย ของความขบคิดความรู้วิจัยวิจาร แล้วล้างสิ่งที่ไม่ดีออกไปหมด ซึ่งเป็นพฤติกรรมทั้งหมดเลย ที่เรียนรู้แล้วก็จัดการกิเลสออกหมดจนกิเลสหายไป เป็นหน้าที่ของการทำใจในใจ ของผู้ที่สามารถมนสิการ ทำให้กิเลสออกไปให้หมด ก็ต้องมีธาตุรู้มีปัญญาญาณอย่างยิ่ง รู้รายละเอียดของจิต เจตสิก รูป นิพพาน ต่างๆ รู้ในกระบวนการเวทนา 108 ทำการแยก ทำให้กิเลสออกไปหมดจนเป็นอุเบกขา สั่งสมเป็น อเนญชา จิตมีสมาธิตั้งมั่น จารคือรูป ให้รู้ ส่วนตักกะเป็นตัวนามตัวรู้ เป็นตัวย่อยของผลของจิตที่ได้ปฏิบัติวิตกวิจารไปตามลำดับของฌาน 1 2 3 4 ฌาน 1 จะมีวิตกวิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ไม่ถึงอุเบกขา ฌาน 2 ก็วิตกวิจารลดลง ทำวิตกวิจารในสังกัปปะให้ได้ผล จัดการทำให้เรียบร้อยให้เจริญก็เรียบร้อยเบางานลง เรียกกันว่า วิตกวิจารสงบ วิตกวิจารหมดไปทำได้แล้วก็ไม่ต้องวิตกวิจาร เหลืออุเบกขาเป็นแกนสุดท้าย

สติ แบบกัลยาณชน /พระอาริยะ สติต้องเป็นตัวช่วย มีสติรู้ แล้วมีอัตโนมัติของการกดข่ม วิกขัมภนปหาน กดข่มกิเลสไว้ แม้ไม่ได้เรียนธรรมะเลย สามัญสำนึก ใครก็ไม่ปล่อยกิเลสออกมาเพ่นพ่านหมด อย่างอิสรเสรีชน มันโกรธก็ออกมาหมด โลภก็ออกมาหมด ราคะก็ออกมาหมด บ้าเท่านั้นเองเขาก็จับไปโรงพยาบาลเลย มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติเช่นกันส่วนใหญ่ด้วย คนที่ทนไม่ไหวก็ละเมิด ผิดกฎหม

อ่านต่อ

ายเขาก็จับคุณ ไม่ผิดกฎหมายผิดวัฒนธรรมคนอื่นเขาก็เหล่คุณเท่านั้นเอง เป็นธรรมดาธรรมชาติ สติกัลยาณชนก็กดข่ม คนดี ถ้าปุถุชนไม่กดข่ม ดีไม่ดีกิเลสอยากแสดงออกด้วย สังคมมันจะชิบหายก็อย่างนี้แหละ โลกีย์กัลยาณชนกดข่มก็ใช้ได้แต่ไม่ได้รู้จักกิเลสสลายกิเลสไม่ได้สร้างพลังงานให้เกิดบุญเป็นพลังงาน อุณหธาตุ เป็นไฟที่ไปสลายไฟราคะไฟโทสะไฟโมหะได้ เป็นพลังงานชนิดเดียวกันแต่เนื้อชั้นกว่า ไฟฌานไฟบุญ ของพระพุทธเจ้ารู้จักพลังงานจิต สร้างพลังงานจิต รู้จักพลังงานจิตที่เป็นราคะโทสะโมหะที่เป็นตัวร้าย เป็นไฟเผาร้อน ไอ้นี่ก็เหนือชั้นกว่าไฟ เหนือชั้นปราบราคะโทสะโมหะได้ จึงเรียกว่าไฟของศาสนาพุทธ ราคะโทสะโมหะเป็นพลังงานชนิดหนึ่งไม่ใช่สสาร เมื่อเราดับไปฆ่ามันไปก็ตายมันก็ไม่รู้มันหมดฤทธิ์ไปจากเรา ส่วนพระอาริยะก็อย่างที่อาตมาอธิบายไปแล้ว อาริยะเป็นของศาสนาพุทธก็รู้จักกิเลสจริง มีวิธีทำไฟ ทำฌาน ทำสมาธิ บุญคือทำกิเลสหมด ไฟฌานฆ่ากิเลส ฌาน 1 2 3 4 ล้างกิเลสได้หมด จบเรียกว่าบุญ ถ้ายังมีกิเลสไม่เรียกว่าบุญ หรือว่าอธิบายแบบมีส่วนบุญไม่สิ้นอาสวะทีเดียว นัตถิทินนังคือ ทำทานแล้วจิตคุณไม่มีผล หรือมีผลมาก แต่ไม่มีอานิสงส์ในการล้างกิเลส นี่คือประเด็น คุณทำทานได้ผลกุศลแต่ไม่ได้ล้างกิเลสคือไม่ได้อานิสงส์ ทำทานแล้วจิตคุณไม่หยุดไม่จบ ทานไปแล้วหวังจะได้อะไรตอบแทนมาให้แก่ตน นี่คือทำทานไม่หมด ทำทานยังต้องการสิ่งตอบแทน คุณไม่ต้องอยากได้ ไม่ต้องอยากเลยทำทาน 5 ได้กุศล 5 ทำทาน 10 ได้กุศล10 เรียกค่าของมัน ทำทาน 100 ได้กุศล 100 ไม่หกตกหล่นไม่ระเหิดไม่ระเหย นั่นเป็นกุศล กุศลเป็นสิ่งที่จะเป็นสมบัติสะสมให้คุณใช้ตลอด จนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน พระพุทธเจ้าท่านจึงไม่สันโดษในกุศล เป็นพระพุทธเจ้าและยังสร้างกุศลไปเรื่อยๆยังไม่พอ 621111_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 79

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน