660821 ฌานเป็นพลังงานปัญญาล้านองศาเผากิเลส รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #37 ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์53 KB
วันที่แก้ไข20 กุมภาพันธ์ 2568

เนื้อหาในไฟล์

660821 ฌานเป็นพลังงานปัญญาล้านองศาเผากิเลส รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #37 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53226.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1owBQWvFsZdbuI8wGAgLQu168DzWu5mN-/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1YvWgb-P-bZXh8pY9CMBLHmpC0So1YuES/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660821-e28bfn9

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/gQmmnaK1lG8 และ https://fb.watch/mz0iERYYZ7/ มีซับ https://youtu.be/389jV9l8kXE

พ่อครูว่า... วันนี้ วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม 2566 ขึ้น 5 ค่ำเดือน 9 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก อาตมาก็ 90 มา 2 เดือนแล้ว อาตมาเกิดเดือน 7 เดือนนี้เดือน 9 มาเริ่มต้นกันที่ Sms ไปเลย SMS วันที่ 18-20 ส.ค. 2566

ปัญญามีฤทธิ์ฆ่ากิเลสอย่างไร _กราบนมัสการ พ่อท่านที่เคารพ ศรัทธายิ่งค่ะ และสมณะและสิกขมาตุ ที่เคารพศรัทธาค่ะ และญาติธรรมบ้านราชทุกๆคน ดิฉัน เข่ง ใจแก้ว จากบ้านราชมาบ้านปาดังเบซาร์ เดือนกว่าแล้วค่ะ ดิฉันกลับมาอยู่เรียนรู้ เก็บรายละเอียดทางสภาวจิตได้หายสงสัย ที่พ่อครูพูดว่า พี่น้องทางธรรมยิ่งกว่าพี่น้องทางสายเลือดค่ะ คร้ังนี้มา ดิฉันชัดเจนค่ะ เพราะได้สัมผัสด้วยจิตวิญญาณ การปฏิบัติธรรมต้องมีผัสสะแล้วจะรู้อาการของจิตได้อย่างชัดเจนที่สุด ไม่ใช่อยู่ที่ตําราเพียงอย่างเดียว ต้องอ่านอาการจิตของเรา ชอบหรือไม่ชอบ หรือไม่สุข ไม่ทุกข์ ถ้าดิฉันไม่มาปฏิบัติธรรมกับอโศกที่ พ่อท่านสอนให้เกิดปัญญา อ่านจิตอ่านกิเลสเป็น แล้วลดกิเลสได้จริงๆ ดิฉันคงอ่านจิตไม่เป็นแน่ ทางบ้านปาดังฯพี่น้องต้ังฉายาใหม่ให้เป็นเจ้าแม่

อ่านต่อ

กวนอิม พ่อครูว่า... เป้าประเด็นที่สำคัญที่สุดของศาสนาพุทธ คือศาสนาพุทธต้องมีผัสสะ แต่ไปหลับตานั้นมันออกนอกทางศาสนาพุทธเลย หลับตาปฏิบัตินี้มันโมฆะ ออกนอกทางไป ได้ผลเป็นเดียรถีย์เป็นมิจฉาผล มันก็เลยยึดมิจฉาผลกันทุกวันนี้ ก็เลยไปเห็นอรหันต์เก๊เป็นอรหันต์จริง พออรหันต์จริงมาบอก กลับบอกว่าเป็นอรหันต์เก๊ นี่มันซวยอย่างนี้ นะ _การปฏิบัติธรรมต้องมีผัสสะแล้วจะรู้อาการของจิตได้ พ่อครูว่า นี่แหละ แล้วจะได้ปฏิบัติฌาน วันนี้ตั้งใจว่าจะขยายความคำว่า ฌาน สะกด ฌอ เฌอ สระอา นอหนู นี้ให้ฟังชัดๆ จะมีโอกาสหรือเปล่า เดี๋ยวจะว่าไปเรื่อยๆ ต้องอ่านอาการจิตของเราเสมอ มีโพชฌงค์ 7 นะ ต้องมีสติ มีธัมมวิจัย มีวิริยะ เป็นหลักเลยนะ ขยายขึ้น โพชฌงค์ 7 ก็มาเป็นโพธิปักขิธรรม เป็นสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อย่างนี้เป็นต้น นี้ต้องปฏิบัติอย่างนี้จึงจะเป็นของพุทธ เป็นอปัณณกปฏิปทา 3 ถ้าไม่มีอันนี้ ไปนั่งหลับตาหนีเข้าป่า ออกนอกศาสนาพุทธไปหมด หัวใจเลยก็คือเรื่องสุขเรื่องทุกข์ ศาสนาพุทธนี่ รู้จักสุข รู้จักทุกข์ แล้วก็เข้าใจว่าสุขทุกข์นี่เป็นอนัตตา สุขทุกข์นี่เป็นมายา สุขทุกข์นี่เป็นตัวหลอกล่อให้คนหลงติดอยู่ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่รู้อย่างเทวนิยมนี้ ติดสุข กลายเป็นสุขนิยม เป็นอยู่อย่างนี้ เป็นโลกีย์ ไม่มีทางบรรลุ ไม่มีนิพพาน อ่านจิตอ่านกิเลสเป็น นี้ อ่านกิเลสเป็นจริงๆ แล้วจะเกิดความรู้ รู้จักหน้ากิเลส ปัญญาหรือธาตุรู้ของเราที่มันสัมผัสรู้ จะรู้ต่อผัสสะที่เป็นปัจจุบันทุกทีๆ มันยิ่งซ้ำหน้ามันยิ่งรู้ชัด มันยิ่งซ้ำหน้ามันยิ่งรู้ชัด ยิ่งสัมผัสยิ่งซ้ำหน้ายิ่งรู้ชัด ชัดๆๆ ไม่ใช่หนี ต้องเห็นจริง ชัดจนกระทั่งปัญญามันก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพ มีธรรมฤทธิ์สูงขึ้น ทำให้กิเลสถอยๆๆ กิเลสไม่รอหน้า กิเลสบอกว่า เฮ้ย! ปัญญามันเห็นหน้าเราแล้ว กิเลสมันจะวิ่งหนีหูตูบเลย นี่พูดเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนเลยนะ มันเป็นอย่างนั้น มันไม่ได้ไปฆ่าไปแกง ไปทำร้ายอย่างโหดร้ายอะไรหรอก มันเป็นธรรมฤทธิ์ เป็นเรื่องของนามธรรม เป็นปรมัตถ์ที่ยิ่งใหญ่ _ทางบ้านปาดังฯพี่น้องต้ังฉายาใหม่ให้เป็นเจ้าแม่กวนอิม พ่อครูว่า เจ้าแม่กวนอิมนี่ ถ้าจะไปว่าแล้ว นี้เป็นทางสายศรัทธา เจ้าแม่กวนอิมนี้ ไม่มีปรินิพพานเป็นปริโยสาน ยังอยู่นิรันดร อ่านเนื้อความ อ่านพลความแล้วชัดเจนว่า เข่ง เขาปฏิบัติธรรม ได้บรรลุธรรมนะ พวกเรานี่บรรลุธรรมกันจริงๆ ในสมณะ 4 เหล่า มีในพวกเรานี้แหละ โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ กันจริงๆ เลย อาตมาถึงว่าเกิดมาชาตินี้ทำงานศาสนาแล้วไม่เสียเปล่า ไม่สูญเปล่าทำงานแล้วได้ผล กอบกู้ศาสนาเอาโลกุตรธรรมขึ้นมาได้ แต่ แหม! มันยากเย็นจริงๆ แต่มันก็ได้ พวกเราก็ยังมีบารมีสามารถเรียนรู้และทำได้

จิตเป็นกลางอย่างลืมตาหมดอันตาสองฝั่งกามและอัตตา _กิ่งกาญจน์ ไชยภักดี · น้อมกราบนมัสการท่าน อ.1ที่เคารพและศรัทธาค่ะ...วาไรตี้บุญนิยม บวรลานนาอโศก ตอน... เตรียมใจก่อนตายอย่างไรดี? เป็นหัวข้อที่ทำให้มีมรณานุสติอยู่ตลอดเวลาจริงๆค่ะ เพราะพรุ่งนี้จะตายแล้ว...ดิฉันก็จะขอทำวันนี้ให้ดีที่สุดค่ะพยายามฝึกฝนปล่อยวางทุกอย่างให้ได้มากที่สุด เมื่อถึงเวลาตายสิ่งที่ต้องทำคือทำใจให้เป็นกลางคืออุเบกขา..ค่ะเพราะเมื่อถึงเวลานั้นจริงก็ไม่รู้ว่าสังขารร่างกายจะเป็นเช่นไร..จะทำอะไรได้บ้างคงต้องทำที่ใจของเราค่ะ กราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า... พวกเราปฏิบัติธรรม เรียนรู้แล้ว รู้จักวิธี รู้จักความจริง ดีจังเลย ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา แล้วก็ไม่รู้การอ่านจิต การทำจิต มนสิการไม่เป็น มนสิการคือการทำใจในใจ นะ พวกนั่งหลับตาก็ทำใจในใจ แต่ทำใจในใจไม่ถูกทาง ทำใจในใจผิดทาง เรียกว่าทำไม่เป็น ทำไม่ถูก ทำเป็นแต่มันไม่ถูก แต่ทำถูกทางต้องเป็นอย่างนี้ ทำให้เป็นกลาง รู้ตื่นๆอยู่นี้ เดี๋ยวจะขยายความ ในฌานนี้ ลืมตา ไม่ได้หลับตาเลย หลับตาไม่ใช่ฌานพุทธ พุทธนี้ลืมตา รู้ครบ รู้สว่าง รู้แจ้ง รู้ครบ รู้ถ้วนเลย ที่ว่า _ ทำใจให้เป็นกลางคืออุเบกขา นี่พูดเอาสรุปเลย กว่าจะเป็นอุเบกขาไม่ใช่ธรรมดา มันจะต้องลดกิเลส 2 ข้างไปเรื่อยๆ กาม-อัตตา ๆๆ จนหมดกามและหมดอัตตา หมดแล้วถึงจะเป็นอุเบกขา บริสุทธิ์สะอาดจากทั้งกามทั้งอัตตา 2 ข้าง พยัญชนะมีทั้งกามทั้งอัตตา มี 2 ข้าง สภาวะมันก็มีจริง สภาวะที่มันไม่มีกาม ไม่มีอัตตา ไม่มีกาม ไม่มีอัตตา ๆ ๆ ลดน้อยลงจนกระทั่งมันหมด เป็น 0 เลยไม่มีทั้งกามทั้งอัตตา นี่แหละคือกลาง กลางคือ 0 ไม่มีทั้ง 2 ข้าง ไม่มี อันตา ไม่มีปลายทั้ง 2 ข้างเลย เป็นอุเบกขา เพราะฉะนั้น อุเบกขาไม่ใช่อยู่เฉย เด๋อๆ เซ่อๆ ไม่ใช่ รู้รอบ รู้ถ้วน รู้เร็วด้วย แล้วมันไม่มีกิเลส 2 ข้าง ไม่มีกาม ไม่มีอัตตา นี่คืออุเบกขา ความเป็นฌาน ฌานนั่นแหละคือตัวปัญญา ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาคือฌาน ฌานคือปัญญา มันจะรู้เร็ว รู้กาม-รู้อัตตา รู้แล้ว พอธรรมฤทธิ์ของปัญญาสูงขึ้น กามก็หายไป อัตตาก็ลดลง กามก็ลดลง อัตตาก็ลดลง ๆ ๆ จนกระทั่งเหลือคู่สุดท้าย คู่ที่เล็กละเอียดที่สุด หมด ไม่เหลือกาม ไม่เหลืออัตตา เป็นกลาง เป็นกลางคือ บริสุทธิ์ อุเบกขา กลาง ไม่มีทั้งตัวกามทั้งอัตตา 0 ไม่มี 2 นี่คือความเป็นกลาง ที่ว่า เมื่อถึงเวลาตาย…สังขารร่างกายจะเป็นเช่นไร พ่อครูว่า สังขารร่างกายมันก็ผุเปื่อยเน่าไป จิตมันก็สบายถ้าจิตเป็นกลางได้แบบนั้นอย่างแข็งแรง ก็เป็นอรหันต์ ตายแล้วจะจบด้วยนิพพาน 3 (สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน) ก็สลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย เจตสิกของเราก็ไม่เกาะตัวอีกเลย ไม่เกาะตัวกันแล้ว นี่คือตายอย่างสูญสลายอัตตา หรือสูญสลายจิตนิยาม

ชาวพุทธที่ปฏิบัติธรรมถูกต้องจะลดความกลัวตาย จนไม่กลัวตาย _จรรยา ประเสริฐ · ดิฉันเห็นตัวอย่างการตายของท่านสิกขมาตุทองพรายแล้ว ติดตราตรึงใจ ท่านขอทำใจให้อยู่คนเดียว กำหนดจิตท่านไปเอง หลังจากฟังพ่อท่านเทศน์นำทาง ให้วางอย่างไร กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า...นี่ก็ยังทำไม่เก่ง ขออยู่คนเดียวทำจิต ถ้าเก่งแล้วไม่อยู่คนเดียวหรอก อยู่ยิ้มแย้ม ดีไม่ดีก็ ไปละนะ จะบอกลาคำสุดท้าย ไปละนะ วับ ไปเลย นี่คือยอดทางพุทธ พุทธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จะไม่กลัวความตาย จะไม่กลัวความเป็น แม้เราเองจะยังไม่บรรลุอรหันต์ก็จะค่อยๆรู้ความจริง จะลดความกลัวตาย กลัวเป็น จะเป็นเราก็พ้นทุกข์ พ้นทุกข์พ้นสุขแล้วเป็นอรหันต์แล้ว แต่ถ้าไม่เป็นอรหันต์ รู้แล้วก็รู้ว่ามันเป็นก็มี พอตายแล้วก็อยู่ที่เราว่าเราจะทำจิตของเราสลายให้เป็น 0 ไปหรือจะยังเกิดอยู่ เกิดมาก็ไม่กลัวแล้ว มีชีวิตอยู่ก็ไม่กลัวทุกข์กลัวสุข เพราะเราไม่ได้ติดทุกข์ติดสุข เรารู้หมดแล้ว เราก็อาศัยสิ่งเหล่านี้อยู่ อาศัยเหตุปัจจัยที่มันปรุงแต่งเรียกว่าสังขารทั้งหลาย ทำงานไป อย่างอาตมาทำงานไป อยู่อาศัยสังขารไป ทุกวันนี้ก็ลากสังขารเต็มทีแล้ว

ผิดศีลข้อ 3 จะได้เป็นโสดาบันไหม _ช่อทิพ หนูทอง · ถ้าถือศีล 5 ไม่บริสุทธิ์เช่น ผิดศีลข้อ 3 เรียนถามพ่อครูว่า จะได้เป็นโสดาปัตติผลหรือไม่คะ? พ่อครูว่า... ไม่ได้เป็นนะ ระวัง ไม่ได้เป็นแม้แต่โสดาบัน เพราะมันเป็นตัวยืนยันว่าตัวเองนี้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) แค่นี้ก็ไม่ได้ โสดาบันไม่ใช่ไม่มี รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) สัมผัส ไม่ใช่ไม่มี คู่เมถุนเราก็มีอยู่แล้ว แล้วยังไปละเมิดผิดอีก อย่างนี้ใช้ไม่ได้

ผู้บรรลุธรรมแล้ว แยกรูปแยกนาม กันอย่างไร _สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ท่านสมณะเดินดิน ท่านสมณะบินบน ท่านจันทร์ ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกได้ฟังท่านสมณะบินบน ท่านวิเคราะห์ว่า สมาชิกพรรคสีส้มเมื่อทำความผิดแล้ว ก็จะตัดสินความผิดด้วยตนเอง หากศาลตัดสินไม่ตรงกับของตน ก็ตำหนิศาลว่าศาลผิด ท่านว่าทำอย่างนี้ไม่เคารพองค์กรศาล ที่คนทั้งประเทศยอมรับ ลูกเห็นชัดว่า บรรยากาศการวิเคราะห์ของท่านดูอบอุ่น เป็นแบบผู้ใหญ่ตักเตือนเด็กด้วยความปรารถนาดี ลูกเชื่อว่าคำแนะนำตักเตือนอย่างนี้ จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้เพราะยึดหลักในความถูกต้อง และความปรารถนาดี ...ลูกได้ดูตัวอย่างการชุมนุมประท้วงของพันธมิตรและกปปส.ที่มีพ่อครูนำคณะชาวอโศกปักหลักร่วมด้วยตั้งแต่พ.ศ.2549-2557 ลูกขอถามว่าหากให้การชุมนุมเป็น กาย แล้วให้พันธมิตรหรือกปปส.เป็น รูป ให้พ่อครูและชาวอโศกเป็น นาม จะได้ไหมคะ ขอพ่อครูแนะนำสั่งสอนลูกด้วยค่ะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

พ่อครูว่า... ขอถามว่าหากให้การชุมนุมเป็น กาย แล้วให้พันธมิตรหรือกปปส.เป็น รูป ให้พ่อครูและชาวอโศกเป็น นาม จะได้ไหมคะ ได้ เข้าใจถูกแล้ว การเข้าใจที่แยกรูปแยกนามได้มันเป็นความสุดยอด ใน อาหาร 4 พระพุทธเจ้าก็ตรัสอาหารข้อสุดท้ายเรื่องวิญญาณ ผู้ที่สามารถเข้าใจรูปนาม แล้วก็สามารถที่จะแยกรูปแยกนาม และทำ ทำสำเร็จคือไม่สับสนปนเป ไม่วุ่นวาย ไม่ยุ่ง เรื่องของรูปก็คือรูป เรื่องของนามก็คือนาม และโดยเฉพาะจัดการเรื่องนาม และมีอิทธิพลเหนือรูป นามของเราก็เป็นประธาน นามของเราก็เป็น วสวัตตีโก เป็นผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ก็สูงสุด วสวัตตีโก ผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ จนกระทั่งถึงขั้น 0 ถึงขั้นไม่สุขไม่ทุกข์ ถึงขั้นเก่งสุด ก็จบ นี่คือเป็นความจริง ผู้ปฏิบัติได้อย่างที่อาตมาอธิบายนี้ อธิบายโดยเอาสภาวะของตัวเอง เป็นสภาวะ วสวัตตีโก อาตมามีอำนาจเหนือจิตอย่างนั้น เอามาอธิบายขยายด้วยภาษาไทยให้ฟังด้วยสำนวนของอาตมาเอง อ่านจากอาการจริงของอาตมาเอง นี่เป็นสิ่งที่จริง ผู้ที่ปฏิบัติธรรมเรียนรู้ดีๆ แล้วจะเข้าใจได้ว่า คนที่บรรลุธรรมกับคนที่ไม่บรรลุธรรมพูดนี้ มันรู้ได้เลย มันไม่ยากหรอก คนไม่บรรลุธรรมจะพูดสับสนวนไปวนมา คนที่บรรลุธรรมแล้ว ไม่สับสน จะจี้ลงไปที่สภาพรูปสภาพนามอะไรก็เสร็จ เพราะฉะนั้นอาหารข้อที่ 4 เกี่ยวกับเรื่องของจิตวิญญาณกับรูปนามนี้ พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบเหมือนกับโจรร้ายที่ทำลายศาสนา ที่ฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มตอนเช้า มันไม่ตาย ฆ่าตอนกลางวันอีก 100 เล่ม มันก็ไม่ตาย ตอนเย็นอีก 100 เล่ม มันก็ไม่ตาย นี่คือพวกที่อวิชชาอยู่ ไม่รู้รูปนามนี่แหละ ไม่รู้วิญญาณจริงนี่แหละ อวิชชาไม่รู้การปรุงแต่งของวิญญาณที่เป็นสภาพ 2 รูป-นาม แล้วมันก็ไปรวมตัวเป็นอายตนะ จะรู้จริงเป็นสภาวะก็ต้องมีผัสสะจริง และก็เกิดเวทนาจริง แล้วก็แยก แยกรูปแยกนามแยกเป็นสภาวะ 2 ได้จริง แล้วจัดการตัวจริงกับตัวเก๊ จัดการตัวเก๊ให้มันออกไปให้เหลือแต่ตัวจริงอาศัยแล้วเราจะรู้ว่า จิตวิญญาณนั้นคือธาตุที่มาอาศัยอยู่ในชีวิตเราเท่านั้น ถ้าเรารู้จบแล้วว่ามันไม่ใช่อะไร มันเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนอะไร รู้หน้ามันแล้วก็อยู่กับมันไปอนัตตา แล้วเราก็ตาย ตายก็ทำอนัตตาจริง นิพพานแยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย ฟังดีๆที่อาตมาพูดนี้ คนมีปัญญาฟังดีๆ แล้วจะเข้าใจว่าอาตมาพูดด้วยสภาวะอย่างไร แค่ไหน จะเป็นผู้บรรลุธรรมหรือไม่บรรลุธรรมผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาฟังจะเข้าใจ สังเกตได้จะอ่านออกว่าคนไม่บรรลุธรรมพูดอย่างนี้ไม่ได้ ต้องคนบรรลุธรรมมีสภาวะจริงๆพูดอย่างนี้คนไม่บรรลุธรรมพูดไม่ได้ จะสับสนวุ่นวาย มันจะเห็นขัดแย้งกันในตัว

17 ปีผ่านไปหรือคนไทยยังก้าวข้ามทักษิณไม่ได้ _ออน ทับทิมทอง · คดีจะหนักหรือไม่หนักก็อยู่ที่กกต.ว่าจะทำเรื่องให้หนักหรือเบา ตัวเองไม่จัดการ แต่ส่งศาล ถ้าเกิดส่งสำนวนเอกสารอ่อน ศาลก็ตัดสินยกฟ้อง คนผิดกลายเป็นไม่ผิดได้ เหมือนพวก 3 นิ้วที่ขัดขวางรถขบวนองค์พระราชินีกับพระองค์ที ทนายพวกมันทำคดีบิดเบือนทุกคำ ศาลก็ยกฟ้องเพราะทำสำนวนตอแหล พ่อครูว่า... เรื่องจริงนะ เรื่องพวกนี้อยู่ในวงการ เขาจะเข้าใจเลยวิธีการทำยังไงให้ผิดหรือให้ไม่ผิดอะไรต่ออะไร จริงๆเลย แล้วคนทั่วไปไม่ได้รู้วิชาการพวกนี้ไม่ได้เข้าใจ เขาก็อธิบายได้เพราะทำสำนวนอ่อนไป ทำสำนวนให้อ่อนหรือไม่เต็มที่ คนทั่วไปไม่ได้รู้รายละเอียดอย่างชัดเจน แล้วก็เป็นอยู่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น อาตมาถึงบอกว่าวิธีการพวกนี้ ทักษิณก็คงกลับมาวันที่ 22 พรุ่งนี้ เพราะว่าถ้ายึดรัฐบาลได้ ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่ว่านี้พอเข้าไปก็ไปเป็นนายกไปคุมรัฐมนตรี แม้ที่สุดคุมรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นอิทธิพลของสิ่งที่คนเรายังไม่หมดกิเลส ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันไม่สะอาด ไม่ตรงทีเดียว มันจะกลัวเสียลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขของตนเอง นี่อาตมาก็พูดผ่านๆอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็พยายามเถอะ ตัวคนใดๆที่ฟังอาตมาพูดแล้วสามารถที่จะรู้จักกิเลสเรา แล้วไม่ลำเอียงจริงๆ ประเสริฐ คนนั้นแหละเป็นคนที่ปฏิบัติธรรมที่มีมรรคมีผล _สู่แดนธรรม... ในมือผมมีปัญหาต่อเนื่องครับ _ลูกเป็นแฟนด้อมของพระสยามเทวาธิราช มั่นใจว่าประเทศชาติของเราจะไม่ถูกนักการเมืองมาทำให้ป่นปี้ไปได้ แต่ข่าวทักษิณจะกลับเมืองไทยพรุ่งนี้ ทำให้ลูกหวั่นไหวค่ะ ขอกราบนมัสการให้พ่อท่านให้สัมมาทิฐิแก่ลูกด้วยค่ะ พ่อครูว่า... เรื่องนี้อาตมาว่าพยากรณ์ไปทีเดียวคงไม่ดี แต่ขอพูดว่าตามความเห็นของอาตมา อาตมาเชื่อว่าทักษิณนี่เขาได้ทดสอบตัวเองมาแล้ว 17 ปี ทุกวันนี้ไม่มีใครข้ามพ้นเขาในประเทศไทย 17 ปีเขาทดสอบแล้ว ไม่มีใครข้ามพ้นทักษิณ ยังติดในอำนาจในอิทธิพลเขาอยู่ เพราะฉะนั้นเขาก็เชื่อมั่นว่าเขากลับมาแม้เขาจะเข้าคุก เขาก็มีอิทธิพลพอ แล้วก็มีเหตุปัจจัยพอ 1.แก่แล้ว 2. มีโรคอะไรก็แล้วแต่ อ้างอิงต่างๆนาๆ เป็นแต่เพียงว่าอาตมาจะรอดูว่าจริงๆแล้วสุดท้าย ทักษิณกลับมาว่าจะติดคุก แต่แกก็จะเดินลอยตัวอยู่ในประเทศไทยสบายๆหรือไม่ อาตมาก็จะดูว่า ประเทศไทยจะถึงขนาดนั้นไหม อาตมาเชื่อว่าทักษิณเขามั่นใจว่า 17 ปีคนข้ามไม่พ้นเขา แสดงว่าเขามีอิทธิพล เพราะฉะนั้นเขาเข้ามานี่ เขาก็ต้องมีอิทธิพล อย่างน้อย ฟังดูสิ พร้อมแล้วพวกแดงจะไปรับที่สนามบินเต็มพรึบเลย อะไรอย่างนี้ แล้วดูซินี่ทักษิณมา แดงจะพรึบไปรับมากกว่าไปประท้วงให้แก่พิธา หรือไม่ คอยดูเถอะ ขณะที่แดงจะไปร่วมต้อนรับทักษิณจำนวนมากกว่าไปร่วมชุมนุมประท้วงที่พิธาหรือไม่ ก็ได้ 100-200 คนหรือไม่ถึง แต่ทักษิณอาตมาว่าจะมากกว่า 200 คนแน่ เอ๊า! ดูไป พวกเราพวกดูไป พวกเราไม่ใช่พวกดูไบ

_บุญญากร พัฒนสัตถาพร · ผู้ที่เฉโกมากจะเข้าใจธรรมะโลกุตระยากครับ กราบนมัสการท่านพ่อครูโพธิรักษ์ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ🙏🙏🙏 พ่อครูว่า... จริงๆ ไม่ใช่เข้าใจยาก แต่จะเข้าใจไม่ได้เลยด้วย

พระมียศมีนิตยภัตเป็นความเสื่อมเป็นโลกีย์ _ดนุธรรม วิรุฬห์ศิริกุล · มหาเถรสมาคม..ทำได้แต่"ยศถาบรรดาศักดิ์" แบบเพ้อเจ้อ.. พระบางรูปพอได้ยศได้ตำแหน่งก็หลงแบบ"ฆราวาส" แบบโลกโลก.. ลืมคำสั่งสอนของ"พระผู้มีพระภาคเจ้า" จนหมดสิ้น" ทั้งที่พระองค์เป็นถึง" พระมหากษัตริย์" แต่ท่านทิ้งหมด เพราะมันเป็นกิเลส ตัณหา และความทุกข์.. พ่อครูว่า... เป็นความจริง อาตมาพูดซ้ำพูดซากแล้วว่าพระพุทธเจ้าท่านมีสมบัติพัสถาน มีเต็มไปด้วยลาภยศสรรเสริญ แต่เมื่อท่านรู้ตัวว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้า เป็นโลกุตระ ท่านก็เดินออกมาเลย ทิ้งโดยไม่ได้ใยดีเลย อาตมาพูดซ้ำซากแต่เขาเข้าใจไม่ได้ คนทุกวันนี้มีเท่าพระพุทธเจ้ารึ? ก็พูด เป็นพระมียศ ตั้งแต่พระครูไปจนสมเด็จ แบกยศตำแหน่งเดินโท่งๆ อยู่นั่นแหละ ออกได้ที่ไหน เดี๋ยวนี้มีนิตยภัตด้วยนะ มีเงินเดือนประจำตำแหน่งด้วย เรื่องเหลวใหล เรื่องเลอะเทอะของศาสนาพุทธ ตั้งเงินเดือนให้กันแล้วก็เฉยเลยนะ คือมันไม่รู้จะพูดอย่างไร มันก็ไปเรื่อยๆตามความเป็นจริง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ในอนาคตโลกุตรธรรมจะเสื่อม ที่อยู่ทุกวันนี้ปัจจุบันนี้ไม่ใช่พุทธ พุทธนั้นคือโลกุตรธรรม ส่วนโลกียธรรมของทั่วไปของทั่วโลก ซึ่งเอาแต่ชั่วแต่ดี ไม่ได้มาเรียนรู้สุข-รู้ทุกข์ มันต่างกันตรงนี้ประเด็นหลัก ศาสนาโลกุตระของพระพุทธเจ้าให้มาเรียนรู้สุขทุกข์และดี-ชั่ว ก็เรียนด้วย ไม่ใช่ไม่เรียน แล้วเรียนถึงขนาดว่าเป็นความดีรับรองว่าไม่ตกต่ำจากดีเลย ไม่ทำชั่วเลย สัพพปาปัสสะ อกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กรรมที่ทำอยู่ก็มีแต่กุศล กุสลัสสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) ส่วนบาปบุญนั้น มันมีการจบสุข-ทุกข์ ที่พูดเมื่อไรก็ยังยาก เพราะมันเป็น อจินไตย

_น้อมอภัย เพ็ญประเสริฐสิทธิ · น้อมกราบคารวะหลวงปู่ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ ดิฉัน น้อมอภัย ค่ะ ยังคงต้องพบแพทย์ ฝังเข็ม ทานยาจีนค่ะ เนื่องจาก อุบัติเหตุ ลื่นล้ม ตกบันได 10 ขั้น เมื่อต้นปี65 แค่ใต้เข่าแตกยาว 8 เซ็นเย็บแผล นอก-ใน ชั้นละ 8 เข็ม และ เส้นที่คอ ร้าวขึ้นศีรษะ แรกๆ หันตัวทั้งตัว ขณะนี้ ดีขึ้นแล้ว ด้วยการรักษาของแพทย์จีน 5-6 เดือนค่ะ สแกนกระดูก ไม่ร้าว สมองก็ไม่มีเลือดคั่ง ขอขอบคุณ น้องดาวชิดเดือนที่แนะนำยาให้ทาน แต่อวัยวะภายใน ได้รับผลกระทบ อย่างแรง หลังจากนั้น ปลายปี 65 เจออุบัติเหตุ อีกครั้งค่ะ ข้าวสุกใหม่ๆ หม้อข้าวหล่นใส่ พองมือ พองแข้ง รักษา ไปอีก 4 เดือนค่ะ และ มีอุบัติเหตุ เล็กๆน้อยๆ ตามมาเป็นระยะๆค่ะ จนเบื่อหน่ายตนเองมาก สมองก็ไม่ดีค่ะ ขี้ลืมหนักมาก ขนาด ทำเงินที่บ้าน หาย พันบาท ทบทวนอย่างไร ก็นึกไม่ออก ว่า หายตอนไหน วางไว้ ที่ไหน ก็มา พิจารณาว่า ก็คงไม่ต่างกับ อุบัติเหตุ ที่เราโดน ตลอด สองปีนี้ ค่ะ พอเริ่มอาการดีขึ้น จะมาบ้านราชที ต้องรอดู ความพร้อมของร่างกาย และ สมองที่ลืมง่าย น้องๆ ก็ไม่อยากให้เดินทางไกลค่ะ สมัยก่อน อายุ 30 กว่า ช่วยงานวัดได้ เดินทางง่าย ไกลก็จะไป ไม่รู้สึกว่าไกลค่ะ ทุกวันนี้ อายุย่าง 65 แล้ว รู้สึกว่า เมื่อร่างกายเราไม่แข็งแรง บ้านราชรู้สึกไกลมาก ค่ะ และ ได้ข่าวว่า เส้นทางรถไฟบางช่วงสูงถึง 50 เมตร จึงรู้สึกหดหู่ในการเดินทางมากค่ะ เขียนมายาวแล้ว กราบเรียนมาเพื่อชี้แจง เหตุใด จึงยังไม่ได้มาบ้านราชสักที เท่านี้ ค่ะ กราบขอบพระคุณหลวงปู่ ที่ให้...อย่าเพิ่งตาย รอดู ความเจริญงอกงามของชาวอโศกก่อน

ศีลเป็นต้นธาตุต้นธรรมของนิพพาน _น้อมกราบด้วยความเคารพยิ่งค่ะ น้อมอภัย เพ็ญประเสริฐสิทธิ์ ยังอยู่กับศีล ยังมั่นคงกับศีล ไม่ได้ไปกินเนื้อสัตว์ ขาดจากวิญญาณ นานแล้วค่ะ น้อมกราบคารวะอีกครั้งค่ะ พ่อครูว่า... ดีมาก อาตมาก็พยายามเอาคำว่าศีลมาอธิบายให้เห็นความสำคัญของศีล มันเป็นต้นธาตุต้นธรรมของการปฏิบัติธรรมศาสนาพุทธ ทุกวันนี้เขาไม่เข้าใจเรื่องศีล ไม่เข้าใจสภาวธรรมที่ต้องเริ่มต้นด้วยศีลนี่มันสำคัญอย่างไร แล้วมันจะนำพาไปสู่นิพพาน ถ้าไม่มีศีล-ไม่มีนิพพาน ไม่มีเลยศีลข้อ 1 2 3 4 5 โดยเฉพาะ 3 ข้อแรก ถ้าไม่เข้าใจจริงๆแล้วว่ามีความสำคัญอย่างนี้ แล้วเราได้ลดกิเลสจากศีลข้อ 1 อย่างนี้ ตั้งแต่ศีลข้อ 1 เลยเกี่ยวกับสัตว์ ไว้ค่อยอธิบายไปเรื่อยๆ ถึงขั้นคนที่มีปฏิภาณปัญญาชัดเจนว่าเนื้อสัตว์ไม่ใช่ของที่ควรกิน ไม่ใช่ของที่ควรเอาไปถวายพระภิกษุ ไม่ใช่ของที่ควรเอาไปถวายพระตถาคต มันเป็น อกัปปิยะ เป็นของไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะมันเป็นบาป อย่าง ชีวกสูตร ที่อธิบายแล้วอธิบายอีก น่าจะเข้าใจชัด มันบาปตั้งแต่มี สัญจิจจะ มีอุทิศะ มีจิตมุ่ง มีจิตเจาะจงไปหาสัตว์ตัวใดๆ ด้วย อาการจิตที่เป็น โวโรเปตะ หรือโวโรเปตุง เป็นจิตที่มุ่งไปในทางไม่ดี เป็นเรื่องละเอียดอ่อนนะ จิตที่มุ่งจะฆ่าสัตว์ หรืออาจจะไม่ถึงขั้นฆ่า พระพุทธเจ้าท่านสอนแค่ ปาณาติปาตา ถ้าจิตวิญญาณขั้น ปาณะ แค่ทำให้ตกร่วง ปาตะ ไม่ใช่ฆ่านะ แต่ทำให้มันตกร่วงตกต่ำ จาก ปาตะ ลงมา ปาณา ปาตะ ลงมา แค่นั้นก็บาปเป็นอันมากแล้ว ไม่ใช่บุญเลย เพราะฉะนั้นศีลข้อปาณาติปาตา นี้ไม่ใช่แค่ฆ่า ปาตะ ไม่ได้ถึงฆ่านะ แต่ตกร่วงลงมา ตกจากฐานที่ควรจะเป็นลงมา ปาตะ แปลว่าร่วง เช่น ข้าวใส่บาตร บิณฑปาตะ บิณฑปาตัง ก็คือเอาข้าวหย่อนลงไปให้ร่วงลงไปในบาตร อย่างนี้เป็นต้น นี่คือสภาวธรรมที่ละเอียดลออ คนเข้าใจยังไม่ได้ก็เลยไม่รู้ เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจศีลและเข้าใจสภาวะที่ละเอียดลออจะชัดเจนทุกอย่างเลยว่า บาปตั้งแต่บอกชื่อสัตว์และมีจิตไปทางไม่ดี โวโรเปตะ โวโรเปตุง มันบาปแล้วตั้งแต่ข้อต้น ยิ่งบอกให้ไปจับมันมา ผูกมันมาก็ยิ่งบาปหนักเข้าไปอีก แล้วยิ่งสั่งฆ่าอีก แล้วจะไม่บาปได้ยังไง ลงมือฆ่าอีก มันก็แน่นอน ยังไม่พอยังมีน้ำหน้าจะเอาเนื้อสัตว์นี้ไปถวายภิกษุ ถวายพระตถาคต เวรจริงๆ เวรโกๆ ไม่ใช่เวลคัม(Welcome) โอ้โห! แย่จริงๆเลย นี่คือสัจธรรม ฟังดีๆ ฟังธรรมะแล้วจะรู้ว่าสภาวธรรมนี่มันสุดยอด

สภาวะดุสิตอย่างเป็นรูปธรรม _ซึ้งซื่อ วิเชียร : ขอกราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรสุดเกล้าครับ พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้โลกุตรธรรม(worldly)แล้ว พ่อท่านได้นำมาหยั่งลงในประเทศไทยที่ชาวอโศก โดยเทศน์สอนให้รู้จักกิเลสและลดละได้ตามลำดับ จนกิเลสเหลือน้อยคือแม้แต่เหลือแค่เนวสัญญานาสัญญาก็ไม่ให้เหลือ และให้ยึดดีละชั่วซึ่งเป็นสมมุติแต่ให้รู้จักสุข-ทุกข์ และแม้แต่สุข-ทุกข์ก็ไม่ให้มี จึงจบกิจและบรรลุเป็นพระอรหันต์โดยไม่มีทั้งกิเลสนอกกิเลสในตน และที่พ่อพูดว่า ไม่มีกิจอะไรทำต่อ พ่อท่านจะไปอยู่ชั้นดุสิต ขอให้พ่อท่านอธิบายว่าชั้นดุสิตเป็นรูปธรรมด้วยครับ ขอกราบนมัสการขอบพระคุณพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า... นี้พวกเรา อาตมาก็สบายใจ สอนไปแล้วพวกเรารับรายละเอียด รู้จักโลกีย์ รู้จักโลกุตระ กล่าวได้ถูกสภาวะ แยกแยะโลกียะ โลกุตระได้ เอา! ฟัง (คำว่า) ดุสิต อย่างเป็นรูปธรรม (รากศัพท์) สิตะ แปลว่าเย็น แปลว่าเป็นพื้นที่สงบเย็น สบายแล้ว ผู้ที่สงบเย็นสบายแล้วไม่ร้อน คำว่าไม่ร้อนเป็นอาการทางธรรม อาการร้อนทางธรรมคือร้อนรน ร้อนเร่า ร้อนอะไรก็แล้วแต่ อาการทางธรรมที่ไปในทางกุศลหรือทางสมบูรณ์แบบ จะเป็นทางเย็น ดุสิตะ (ดุสิต : สวรรค์ ๖) อาตมา เข้าใจพยัญชนะบาลีตามประสาอาตมา คำว่า ตุ เป็นภาษาไทยก็คือ ดุ ดุสิตนี่ ตุ คำนี้ สระ อะ อิ อุ 3 เส้าที่เป็น รัสสระ สระสั้น เสียงสั้น อะ อิ อุ ก็เป็น ตะ ตา ติ ตี ตุ ตู เป็น อะ อิ อุ สั้น เป็น Cyclic order ของพลังงานที่สั้นเล็กที่สุด อาศัยเป็น Dynamic สิตะ เป็น Static แล้วก็ไปสงบ การสงบของพระพุทธเจ้านั้นเป็นการสงบที่เย็นใจ ใจเย็น ใจไม่มีพลังร้อนเลย แต่พฤติกรรมของสภาวธรรมนั้นแคล่วคล่องเป็น ปาคุญญตา ทั้ง กายปาคุญญตา และ จิตปาคุญญตา เป็นองค์รวมทั้งกายและจิตที่แคล่วคล่องว่องไว เป็นผู้ที่เย็นสงบ ตุสิตา สงบ สงบ แต่พลังงานนั้นเย็น แต่การเคลื่อนไหวกลับแคล่วคล่องว่องไว ปราดเปรียว มีพลังงาน สร้างสรรเยอะ นี่คือสภาพรูปธรรมของคนเช่น โพธิรักษ์ อย่างนี้เป็นต้น นี่เห็นไหมรูปธรรม เย็น อาตมาใจเย็น รื่นเริง ร่าเริง เบิกบาน มี อภิปโมทยังจิตตัง ประจำ อภิปโมทยังจิตตัง คือ จิตที่ร่าเริงเบิกบานตลอด ไม่มีเลย โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาสะ เหล่านี้ไม่มี ไม่มีตั้งแต่เศร้า โสกะ แล้วมีพิรี้พิไร ไม่มี โทมนัส อุปายาสะ เศษๆเหลือๆ ไม่มี เย็นใจ เป็นอภิปโมทยังจิตตัง เป็น ปัสสัมภยังจิตตัง (ปัสสังภยัง จิตตสังขารัง ระงับจิตสังขาร) จิตให้สงบ แต่สงบแล้ว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน