661218 ชำแหละลากไส้อัตตาของพญาครุฑและพญานาค รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #49 ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์155 KB
วันที่แก้ไข21 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

661218 ชำแหละลากไส้อัตตาของพญาครุฑและพญานาค รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #49 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53705.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1JQuCAEUefbKSdT-cHFWanIAvBH0gFKyP/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1AGIQJzg6zx8xpsYV5kyEOpOTs6x49nnt/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/l88ie790dko/episodes/661218---49-e2dd6l7

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/o-UdH94uKx/

และ https://youtu.be/StTXb70D42s (มีซับ-คำบรรยาย) https://youtu.be/v7GO8vgTkq0

พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม 2566 ขึ้น 6 ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก มาเริ่มไกด์ที่นำพาบรรยายธรรมก็คือ SMS พอมันหมด SMS แล้ว อธิบายหมดในเนื้อหาอันนั้นแล้วก็ค่อยต่อเรื่องที่คิดว่าควรจะอธิบาย ยังมี SMS ตั้งแต่หลายวันนะ ค้างๆ มา ค้างมาตั้งแต่ก่อนวันที่ 15-16

พ่อครูมาทำสภาวะ ปริญญา ที่แท้จริงของชีวิต ให้แก่มนุษย์ _รตอ. นพ. โพธิ สวัสดี . เรียนท่านพ่อครู ลดการใช้เสียงลงครับผม โรงเรียนสัมมาสิกขา ควร "ต้อง" มีจากอนุบาล-ยันมัธยม/ปวช./ปวส. และต่อยอดจาก ป.ตรี-โท-ถึงเอก ในอนาคต! เพราะนี่คือทางรอดเดียวของสังคมโลกครับผม!! ควรต้องมีในอนาคตครับท่าน พ่อครู พ่อครูว่า... อ้อ ไม่ให้ใช้เสียง ลดการใช้เสียง ลดให้มันเบา ใช่ไหม อาตมาติดแล้ว ถ้าพูดเบาๆอาตมาว่ามันเหมือนไม่ได้พูด พูดก็พูดเต็มๆ เสียงสิ ก็เลยพูดเสียงดัง แต่มันมีอย่างนี้ อาตมาเวลาบรรยายธรรมะ มันจะเน้น มันก็เลยลงพลังงานไปในการพูด พอพูดเรื่องธรรมะ มันเป็นเรื่องที่ต้องพูดกันดีๆ จริงๆ มันเหลาะแหละไม่ได้ จะเต็มเข้มคมเลย

อ่านต่อ

กับตัวที่เราจะนำออกมาสื่อ เต็ม เข้ม คม นำ สื่อ มันก็เลยจริงจัง ก็เลยดูจะแข็ง อาตมาก็เคยมีความคิดอย่างที่คุณพูด แต่ทำไปแล้วมันยาก ทำไป ต่อไปจนกระทั่งได้ถึงขั้น ปวส อาตมาทำมาได้แล้ว ทำการศึกษาถึงแค่ปวส. ที่นี้จะต่อถึงขั้นปริญญาตรี ยังไม่ได้ แล้วอาตมาไม่คิดขวนขวายจะทำจะต่อไปถึงปริญญาตรี โดยเรารับผิดชอบเป็นสถานศึกษาของเราเองเลย ก็ไม่ละ เอาแค่ ปวส หรือเอาแค่อนุปริญญา จากนั้นจะไปต่อปริญญาตรี-โท-เอก เราก็ไปต่อกันได้อยู่แล้วกับสถาบันอื่น เพื่อยืนยันว่า รากฐานของเรานี้ ที่ไปทำ ป.ตรี-โท-เอก จากที่รากฐานของเรามีนี้ ที่เรามีถึงปวส.หรือปวช. แล้วไปต่อได้ หรือแค่ ม.6 จะไปต่อตรีโทเอกที่สถานศึกษาของเราไม่ได้มีสิทธิบัตรที่จะประสาทสิทธิบัตรเป็นปริญญาพวกนี้ได้ เอาแค่นี้ก็ไม่เป็นไร เพราะว่า ไม่จำเป็น อาตมาว่าไม่จำเป็น อันนั้นเป็นแค่การกำหนดสมมุติ ให้ค่าหรือให้ราคาตามเกณฑ์ของสังคมเขา แล้วคุณก็รับรองกันโดยมีสถาบันรับรอง ทีนี้สถาบันของเรานี้ไม่ได้รับรองปริญญาตรีโทเอก แต่พวกเราจะสร้างสภาวะพฤติกรรม สมรรถนะ ความรู้ ความสามารถ ใส่คน ให้เกิดสมรรถภาพ สมรรถนะ ความรู้ ที่จะประพฤติกันจริงๆ เป็นได้จริง ผลงาน ผลของพฤติกรรมพฤติการณ์ที่เราประพฤติจริงออกไป มันจะเกิดค่าหรือตีราคาได้ถึงปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกหรือไม่ ไม่ต้องตีราคา แต่มันเกิดจริงไหม พฤติกรรมของพวกเราแต่ละคนที่มีความรู้ความสามารถอยู่ในตนแล้ว มันก็ทำของเราไปตามเหตุปัจจัย เป็นองค์ประกอบ เป็นความรู้ความสามารถ ออกมาเป็นผลผลิต ลงไปในสังคม ลงไปในมนุษยชาติ มันก็พอแล้วนี่ มันก็เป็นความจริงอันนั้นเกิดขึ้นแล้ว ที่จะมีตราตั้งอะไรต่ออะไรระบุอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ต้องก็ได้ อย่างอาตมาไม่มีสักอย่าง โดยเฉพาะมาทางวิชาการทางโลกเขา ยิ่งไม่มี อาจจะมีอยู่ทางศิลปะมาบ้างนิดๆหน่อยๆแค่ ปวส. เอามาใช้ทางนี้เขาก็ไม่คิดว่า มาเรียนศิลปะมาพูดอะไรทางธรรมะ แม้แต่วิชาการที่อาตมาพูด มันรวมวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ ทางรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศาสตร์ต่างๆนานา มนุษยวิทยาต่างๆนานาวิทยาศาสตร์ก็พูดไป บรรยายไป แต่ที่ยังไม่ได้อธิบายหรือว่าขยายความมากมายนัก เพราะว่าไม่ค่อยได้ทำก็คือ”กระยาสารท” ทำไม่ค่อยเป็นไม่ค่อยถนัด แต่รู้ว่ามันมีข้าว มันมีถั่ว มันมีงา มันมีอะไรต่ออะไร มีน้ำตาล มีแบะแซอะไรบ้าง ไม่เคยทำเองเลย มีแต่เด็กๆเห็นผู้ใหญ่ทำๆกันที่บ้านก็ทำ แต่เราก็ไม่ได้เป็นคนไปลงมือทำเองจริง มีแต่กิน กระยาสารท กินกับกล้วยไข่ (พ่อครูขำๆ *__^ ^__*) นั้นก็ไปเรื่อย นะ ผู้ที่เห็นคุณค่า อาตมาก็รู้อยู่ ผู้ที่ไม่มีอคติ ผู้ไม่มีความลำเอียง ไม่ได้ติดใจอะไร มองสัจจะคือสัจจะ มองธรรมะคือธรรมะ เขามองเห็นเข้าใจมองออกเข้าใจได้ ก็ส่งเสริม แต่อาตมาเป็นคนอาภัพ มีวิบากก็ได้ประมาณนี้แหละ แต่เนื้อแท้สัจธรรมโดยเนื้อๆแก่นๆของสัจธรรมนั้น อาตมาทำไปตลอดเลย เขาจะตั้งตามประสาทางโลก ปริญญาตรีโทเอก หรือเปรียญ 1-9 หรืออะไรก็เรื่องของเขา แต่อาตมาไม่ได้ตั้ง อาตมาทำ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ โพธิสัตว์ ตามมาตรฐานพระพุทธเจ้า ไม่มีปัญหาอะไรอาตมาทำอยู่แล้ว

ใหญ่ขนาดไหนจึงได้เที่ยวสงสารไปทั่ว _จันทู ปมา . กราบขออนุญาตฝากคำถามถึงพ่อครูด้วยค่ะ ขอกราบเรียนถามพ่อครูค่ะว่า ดิฉันมีปัญหาที่ตีไม่แตก แก้ไม่ตกอย่างหนึ่งคือ ความสงสาร พ่อครูว่า... ความหมายของคำนี้ โดยปรมัตถ์แล้ว มันสุดลึกซึ้ง คำว่า”สงสาร” อาการสงสารมันเป็นปรมัตถ์ เกี่ยวกับจิตวิญญาณกับความหมุนเวียนอยู่ในกาละ คือ “สงสาร” นี้ และอะไรอยู่ในนั้นถึงจะต้องเกิดสงสาร หรืออยู่หมุนเวียนในวัฏสงสาร หมุนเวียนอยู่อย่างนั้นไม่รู้จักจบสิ้น ไม่รู้จักจบไป จบกิจก็ไม่เป็น เลิกราเป็นดินน้ำไฟลมไปเลยก็ไม่ได้ ไม่เหมือนพุทธ พุทธมีจบกิจ มีสลายจิตวิญญาณ-จิตนิยาม กลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลยได้ แต่ศาสนาอื่นเขาไม่สามารถทำได้ เอา ตกลงนี่ ขยายความแทรก คำว่า สงสาร _ดิฉันมีปัญหาที่ตีไม่แตก แก้ไม่ตกอย่างหนึ่งคือ ความสงสาร เห็นใจ พ่อครูว่า... เห็นใจ ความสงสารก็เลยมาเป็นความหมายว่า มันรู้สึกเห็นใจ ความสงสารนี่คือเห็นใจจิตวิญญาณดวงอื่นๆ หรือจิตวิญญาณในคนอื่นๆ ที่อยากช่วย สงสารคืออยากช่วย บางทีก็ช่วยตามประสา อย่างอาตมานี้ช่วยเพราะสงสารทั้งนั้น ตามที่อาตมามีความรู้ความสามารถ ตามประสาก็คือ ตามฐานานุฐานะของแต่ละบุคคลที่มีความรู้ความสามารถจะช่วยได้ ก็ช่วยกันไป มันเป็นพฤติกรรมธรรมดาสามัญของคน ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงขั้นปรมัตถ์ถึงขั้นอรหัตตผล _ในชะตากรรมของสัตว์บางชนิดอย่างสุดซึ้งเหลือเกิน (จริงๆ แล้วก็เอ็นดู สงสารทุกชนิด ทุกตัวเป็นปกติในความรู้สึกอยู่แล้วค่ะ) เมื่อสัตว์นั้นได้รับความทุกข์ ทรมาน ถูกรังแก เบียดเบียนอยู่ ดิฉันจะรู้สึกสลดใจอย่างมาก ไม่อาจทนดูอยู่ได้ … พ่อครูว่า... โอ้! มันจะมากไปนะ มันจะหนักไปนะ เอาทุกข์ทับถมตนหนักเกินไป _ยิ่งตนเองได้เคยทำผิดพลาดล่วงเกินต่อสัตว์เหล่านั้น แม้ด้วยเจตนาดี แต่กลับเป็นผลร้ายกับสัตว์นั้นๆ อย่างไม่คาดคิด จึงเกิดความทุกข์ เศร้าเสียใจเหลือเกิน อาการเช่นนี้เป็นอยู่หลายวัน ไม่อาจลืมได้ แม้ว่าท่านผู้รู้ จะช่วยแก้ปัญหานี้ให้ก็ตาม แม้จะขบคิด พิจารณาตามสัจจะของกรรมแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงตรรกะเท่านั้น จึงไม่อาจดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง ขอพ่อครูได้กรุณาช่วยคลี่คลายปมปัญหาชนิดนี้ให้ด้วยค่ะว่าดิฉันจะต้องทำอย่างไรๆ จึงจะระงับดับสลายความรู้สึกนี้ได้ค่ะ เรื่องกิเลส ตัณหาอย่างอื่นๆที่เคยสู้รบกันมาก็ว่ายากแล้ว แต่เรื่องนี้ยิ่งยากมากๆ ค่ะ ขอกราบนมัสการขอบพระคุณพ่อครู ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ พ่อครูว่า... ฟังดีๆ ตั้งรับ อาตมาจะยิงระเบิดใส่ให้ ใหญ่เรอะ? คุณน่ะ ใหญ่นักหรือไง? จะช่วยสัตว์ทั้งนั้น สงสารเอ็นดูอยากช่วย ใหญ่ขนาดไหนที่คุณจะช่วยได้ อย่านึกว่าคุณน่ะ มีจิต โอ้โห! เห็นแก่สัตว์ทั้งโลก ไม่อยากให้สัตว์ใดมีทุกข์ แล้วคุณก็จะช่วยสัตว์นั้น คุณเป็นพระอวโลกิเตศวรหรือไง มันมากไป! สัตว์ทุกอย่าง สัตว์ทุกตัว สัตว์ทุกชนิด ทุกอย่างทุกตัว มีวิบากกรรมของเขา คุณอย่าไปเผือกกับเขามากนัก นี่คือคำตอบ เผือกมากไปแล้ว สัตว์ของเขาแต่ละตัวมีวิบากกรรมเป็นของของตน คุณเอาตัวคุณให้รอดเถอะ จบ ตอบแล้ว ถ้าฟังขนาดนี้พิจารณาไม่ออก แล้วคุณยังจะเผือกมากอยู่ก็ แน่นอนคุณจะตายเพราะเผือก ระวังจะกินเผือกมากจนตาย (พ่อครู *__^ ) ลีลาโพธิรักษ์ตอบธรรมะแบบนี้ นี่เป็นปรมัตถ์ลึกซึ้งนะ เข้าใจไหม โอ้โห ระวัง จริง เราไม่ได้เป็นคนใจดำหรอก พูดแล้วเหมือนว่าอาตมายุให้คุณใจดำ ไม่ใช่ ไม่ได้ใจดำ มันมากไป ความเอ็นดูเกื้อกูลหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่นั้น ดี แต่มากไปแล้วมันก็ตายสิเรา คุณใหญ่เท่าพระอวโลกิเตศวรหรือไง คุณจะทำให้ถึงขั้นนั้นหรือไง ไม่ได้ ต้องเอาให้ดูตัวเองให้พอเหมาะ ก็คิดว่าได้ตอบกันอย่างแรงแล้ว

สภาวะอรหันต์แบบลืมตา _กระถิน สุขดี . กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุด ดิฉันขอเล่าประสบการณ์จากสภาวะจิตขณะหนึ่งให้พ่อครูฟัง และมีคำถามเจ้าค่ะ คือว่ามีขณะจิตอยู่ครั้งนึง พึ่งเกิดเมื่อไม่กี่วันนี้เอง จิตนั้นกลางๆ ไม่รัก ไม่ชัง ไม่โกรธ ไม่โลภ รู้สึกเบิกบาน สดชื่น ขณะจิตที่ว่านี้เกิดขึ้นแค่แป๊บเดียว ดิฉันเลยมีคำถามว่า หากเราจะรักษาจิตแบบนี้ให้ไปได้ตลอดวัน ตลอดไป ต้องทำอย่างไรหรือเจ้าคะ คือดิฉันรู้สึกติดใจสภาวะจิตแบบนั้นมากๆ พ่อครูว่า... ก็ดี จับอารมณ์ อารมณ์เบิกบานนะคุณบอกแล้ว เบิกบานสดชื่น ไม่รัก ไม่ชัง ไม่โกรธ ไม่โลภ มันเป็นจิตที่”ไม่มี 2” มันเป็นจิตที่”ไม่มีสภาพ 2” ไม่สุข-ไม่ทุกข์ ไม่โกรธ-ไม่รัก ไม่รัก-ไม่ชัง มันก็สบายกลางๆ จิตเป็นกลางๆ คุณก็พูดถูกมาทั้งนั้น แบบนี้แหละคือสภาพจิตของพระอรหันต์ ก็มี แต่ทำได้แบบใด ก็ทำแบบฤาษีอย่างหนึ่ง กับทำแบบพระพุทธเจ้าอย่างหนึ่ง ทำแบบฤาษีก็พยายามสะกดจิตให้มันไม่คิดไม่นึก แล้วก็พยายามระมัดระวังอย่าให้มันไป”มี 2 สภาพ” มีซ้ายมีขวา ให้มันอยู่กลางๆ นั้นอย่างที่หนึ่ง เท่าที่เขาจะทำได้ในวิธีการนั่งหลับตา แล้วเขาก็ทำก็ตาม เขาจะรู้สึกว่ามันคือความรู้สึกที่เฉยกลางๆ เรียกด้วยศัพท์ว่า อุเบกขา แล้วเขาก็อธิบายแทรกเข้าไปอยู่ที่ฌาน 4 ของเขาอะไรอย่างนี้ ว่านี่เป็นอารมณ์ของฌาน 4 อุเบกขา ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีหนึ่ง ไม่มีสอง กลางๆ ถ้ามีสติรู้อยู่ถือว่าเป็นวิปัสสนา ถ้าดับไปเลยไม่ทุกข์ไม่สุข ดับปี๋ไปเลยเขาถือว่าเป็นสมถะ ดีไม่ดีก็ว่าเป็นนิโรธ ถ้าทางหลับตาเขาจะเลยเถิดไปทางหลับตา ดับสนิทเป็นนิโรธ แต่ถ้ากลางๆเขาก็ไม่กล้าเรียกว่าเป็นนิโรธ เพราะมันไม่มีตัวดับ มันยังรู้อยู่ มีตัวรู้อยู่ ยังไม่ดับ เพราะอวิชชาของเขานั้น เขาจะไม่รู้ว่าศาสนาพุทธไม่ได้ดับ นิโรธอย่างดับๆ แต่เป็นนิโรธอย่างรู้แจ้ง สว่าง เปิดหมดเลย ไม่ได้อยู่ในภพหลับตาด้วย แต่ลืมตาด้วย เพราะฉะนั้นพวกนั่งหลับตาที่บอกว่ามีนิโรธนั้น สัมมานิโรธแบบพุทธนั้นไม่เกิดหรอก ไม่ได้หรอก โมฆะ นั่งหลับตานั้นพูดไปไม่รู้อีกเท่าไหร่ว่า มันโมฆะ มันทำเป็นของฤาษี ของพระพุทธเจ้าไม่มีหลับตา ถ้าเข้าใจจรณะ 15 วิชชา 8 มี อปัณณกปฏิปทา 3 โดยมีศีลเป็นหลักสำคัญและปฏิบัติตามหลักทุกศีล-สมาธิ-ปัญญา ไป อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ ไปเรื่อยๆ คุณก็จะได้ แต่ถ้าคุณไปนั่งหลับตาแล้วล่ะก็ ก็เท่านั้นเอง มันก็โมฆะ เพราะฉะนั้นอย่างสมถะก็คือโมฆะหมด หรืออย่างหลับตาอย่างที่ทำกันส่วนใหญ่ในความเสื่อมของศาสนาพุทธเมืองไทย ไปปฏิบัติแบบหลับตา สายที่ถือว่าการปฏิบัติธรรมของพุทธต้องเป็นแบบนั้น มาเรียนรู้ที่เป็นสายเปิดๆ นี้ เรียนรู้แต่ในตำรามีแต่อัตตวาทุปาทาน การเรียนรู้ทุกวันนี้ที่เขาเรียนรู้อยู่เป็นอัตตวาทุปาทาน กันอยู่ทั้งนั้น เกือบทั้งนั้น จะว่าทั้งนั้นก็เดี๋ยวจะว่า บางคนไม่ได้ยึดวาทะ แต่ไปยึดการปฏิบัติประพฤติก็มีบ้าง แต่ก็เข้าใจทั้งหมด เลื่อมใส อัตตวาทุปาทาน

ชำแหละ อัตตวาทุปาทานของ พญาครุฑและพญานาค ขออธิบาย อัตตวาทุปาทาน ให้ละเอียดๆ สักนิดนึง มันมี อัตตา อันนึง วาทะอันนึง อุปาทานอันนึง อุปาทาน คือการยึดติดด้วยอวิชชา ไม่เข้าใจ ไม่รู้ ยึด แล้วทีนี้เขาก็จะยึด ไอ้ที่ยึดกัน ไอ้ที่เรียนกันอยู่ เป็นปราชญ์ ถือว่าเป็นปราชญ์ เป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่อะไรๆ อยู่ในประเทศไทยในทางศาสนาพุทธนี้ เขายึดได้แต่แค่”วาทะ”เท่านั้น เป็นอัตตาของเขา เป็นทั้งอัตตาด้วย ไม่ได้ออกนอกอัตตา ไม่ได้เป็นอนัตตาเลย ยึด ยึดอะไร ยึดวาทะ คือได้แค่บัญญัติ ได้แค่พยัญชนะ ได้แค่เรื่องราว ได้แค่คำพูด ไม่ได้เข้าไปถึงจิต-เจตสิก-รูป-นิพพานเลย นี่คือ อัตตวาทุปาทาน ทวนอีกทีนึง คือเขาเป็นนักปราชญ์ เป็นนักศึกษา เป็นนักรู้ เป็นนักปฏิบัติธรรม เรียนรู้มากเลยนะ เก็บความรู้มา รู้หมด เป็นผู้รู้แล้วจริงด้วย เป็น Learned Man แต่เขาก็ได้แค่วาทะ ได้แค่ภาษา ได้แค่คำพูด เก่งมากแค่เรื่องราว เก่งหน่อยก็แค่เป็นเรื่องเป็นราว แล้วก็ลึกขึ้นไปในเรื่องราว ก็เป็นเรื่องราวของเรื่องนอกจิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน ของสักกายะของตนเอง เป็น”ปทปรมบุคคล” เป็นผู้รู้ธรรมะ รู้ธรรมบท รู้พุทธพจน์ก็มาก จำได้มาก สาธยายอยู่ก็มาก แต่ไม่ได้บรรลุธรรมเลยในชาตินั้นๆ ไม่ได้สลายอัตตา ไม่ได้รู้จักทะลุเข้าไปถึงอัตตาจนเป็นอนัตตา เป็นอาริยะ ถ้าหากอนัตตาก็มีอรหัตผลไปตามลำดับ โสดาบันก็มีอรหัตผลในโลกอบาย โลกต่ำ สูงขึ้นมาก็เป็นโลกในกามาวจร แล้วก็โลกรูปาวจร อรูปาวจร ก็หมด แต่นี่ไม่รู้อัตตา อัตตามีอยู่ 3 ภาษา (เรียกหรือพยัญชนะ ได้แก่) 1.โอฬาริกอัตตา 2. มโนมยอัตตา 3. อรูปอัตตา

อัตตา ๓ การได้อัตตา ๓ ความยึดเป็นตัวตน มี ๓ ๑. โอฬาริกอัตตา (การได้ครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก ตัวตนหยาบที่มีรูปร่าง) ๒. มโนมยอัตตา (การได้ครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปปรุงแต่งซึ่ง อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ ต่อเนื่องอยู่ ตัวตนที่สำเร็จด้วยใจ) จิตปั้นจินตนาการต่างๆ ๓. อรูปอัตตา (การได้ครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้น สำเร็จขึ้นด้วยสัญญา ตัวตนที่ไม่มีรูปร่าง (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ (พตปฎ. เล่ม ๙ "โปฏฐปาทสูตร" ข้อ ๓๐๒)

อัตตาทั้ง 3 นี่แหละ เขาไม่รู้จักอัตตาเลย ได้แต่วาทะ ตนเองเต็มไปด้วยอัตตา โดยปรมัตถ์ตนเองเต็มไปด้วยอัตตา ที่ได้ก็ได้แต่วาทะ แยกให้ดีนะ ตนเองมีโอฬาริกอัตตาอยู่เต็มบ้องเลย ก็ไม่รู้ตัว โอฬาริก อลังการ อัตตาที่ยิ่งใหญ่มากเลย ใหญ่โต โอฬาร อลังการ แบกลาภ แบกยศ แบกสรรเสริญ แบกความสุข เพราะตนเองมีความรู้ เป็นคนมีความรู้นี่แหละ ก็เลยได้ลาภจากความรู้ ได้ยศจากความรู้ ได้สรรเสริญจากความรู้ ได้โลกียสุขจากความรู้ เสพสุขโดยไม่รู้จักสุขจักทุกข์ จมอยู่กับสุข ได้อย่างเต็มที่บริบูรณ์ เกือบจะไม่มีขั้นเลยนะ ทุกข์น่ะ เอาเถอะ ได้ลาภจนกระทั่งเนียน คืออยากได้เมื่อไหร่ได้ ขอให้ออกปากเถอะ ไม่ต้องเรี่ยไร แล้วก็ทำเป็นว่าไม่สะสมด้วย เหมือนมหาบัว ไม่สะสมหรอกแต่เอาไปไว้ที่ประเทศไทย ไปไว้ที่คลังประเทศไทย เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นจิ้งจกตุ๊กแกเฝ้าอยู่ ทั้งๆที่เขาเอาสะพัดไปที่ไหนๆ หมดแล้ว ฟังให้ดีนะ อาตมาอธิบายนี้ซับซ้อน ลึกซึ้งซับซ้อนมาก เพราะฉะนั้นนี่ไม่ได้ไปยึดทางนั้น แต่ไปยึดความรู้ว่าเป็นลาภ ยึดความรู้ว่าเป็นยศ มันซ้อนนะ มันซ้อนยิ่งกว่ามหาบัว มหาบัวยังเป็นวัตถุเป็นทองคำ เป็นดอลลาร์ แหม! ดอลลาร์สะด้วยนะ จะสะสมแบงค์บาทก็ไม่เอา สะสมดอลลาร์สะด้วยนะ หัวสูงเสียด้วย แต่นี่ไม่ ความรู้เป็นลาภ ความรู้เป็นยศ ความรู้เป็นสรรเสริญ ความรู้เป็นสุข เป็นพญาครุฑ เพราะฉะนั้น สภาพปรมัตถสัจจะของพญาครุฑ หรือสภาพ ปรมัตถสัจจะของพญานาค 2 อย่างนี้ พญาครุฑคือหลงรู้ พญานาคคือหลงสภาวะ พญานาคหลงสภาวะอะไร สภาวะเป็นผู้ที่ดับ ดับได้สนิท ดับได้นานถึงขั้นจมอยู่ใต้ก้นบาดาล แล้วก็จะดับไม่รู้สึกตัว จะรู้สึกตัวทีหนึ่งก็มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลก แต่ละองค์ พอพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกหนึ่งองค์ จะลอยถาดมา เอาถาดทองคำมาลอยลงไป (ในแม่น้ำ) แล้วก็จมลงไปดังกริ๊ก พอกริ๊ก สั่งสม พอดังกริ๊กหนึ่ง ก็จะเกิดเวทนาให้เกิดเวทนา ให้เกิดอาการรู้สึกตัวขึ้นนิ๊ดนึง! ที่รู้นิดนึง! นั้นคืออะไร ตัวพญานาคตัวนี้แกจะรู้นิดนึง! ว่า อ๋อ.. พระพุทธเจ้าเกิดอีกแล้วเหรอจ๊ะ! แล้วก็หลับดับดิ่งอยู่ใต้ก้นบึ้ง ใต้ก้นบึ้งของอะไร จะเรียกว่าอะไรก็ไม่รู้ที่มันลึกสุดลึก หลับต่อไป จนกว่าพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปอุบัติ ความหมายก็คือ รับรู้ว่า อ้อ! ในโลกนี้มีศาสนาพุทธ แต่ไม่รู้อะไรเลยว่าศาสนาพุทธคืออะไร รู้แต่ว่าพระพุทธเจ้าเกิดมาประกาศศาสนาพุทธ รู้เท่านั้น แล้วก็ดับ เฝ้า เป็นพญานาคเฝ้า เฝ้าความรู้ ความรู้ที่ถือว่าเป็นความรู้ที่สุดยอดก็คือพุทธศาสนานี่แหละ อยู่อย่างนี้ นี่คือพญานาค ส่วนพญาครุฑนั้นเหินฟ้า ข้านี่แหละยิ่งใหญ่ ข้านี่แหละรู้ทั่ว ที่จริงอันเดียวนั่นแหละ ยึดทั้งคู่ เป็นอัตตาทั้งคู่ ทั้งพญาครุฑ ทั้งพญานาค คือ “จอมอัตตา” ฟังชัดเจนละเอียดขึ้นไหม? เพราะฉะนั้น โอฬาริกอัตตา เต็มสภาพ เป็นอัตตาที่อลังการ เป็นอัตตาที่โอฬาริก โอ้โห! อัตตา คนดูไม่ออก แต่อาตมาดูออกก็มาขยายให้ฟัง อัตตาของพญาครุฑก็อย่างหนึ่ง (พ่อครูยกนิ้วชี้ชูขึ้น) อัตตาของพญานาคก็อย่างหนึ่ง (ยกนิ้วชี้ลง) เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงอัตตาในระดับมโนมยอัตตา ก็ต้องลด ต้องเรียนรู้ลดอัตตาตนเองแล้วจึงจะลดได้จริง จึงจะมาอยู่ในขั้นที่ 2 คือเรียนรู้อัตตาในสภาพที่ถูกต้องสภาวะสัจธรรมขึ้นมาเรื่อยๆ จนเป็นอาริยบุคคล ก็ลดกิเลสลงไปได้เรื่อยๆ มโนมยอัตตา อัตตาที่สำเร็จด้วยจิต มโนมยัง แปลว่าสำเร็จด้วยจิต (มโน+มยัง) อัตตาที่ทำให้ตนเองบรรลุสำเร็จได้ด้วยใจไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ยังงมงาย ยังมีโอฬาริกอัตตาอยู่ โอ้! น่าสงสาร อาตมาเห็นแล้วสงสารทุกวันนี้ ผู้ที่ถือว่าเป็นปราชญ์ ขออภัยต้องพูดอันนี้คำนี้ ต้องพูดธรรมะ ผู้ที่เขายกย่องนับถือกันว่าเป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธทุกวันนี้ ที่อาตมายืนยันว่า เป็นยุคเสื่อมของศาสนาพุทธโลกุตรธรรมนี้ ยุคเสื่อมอย่างแท้จริง ผู้ที่เป็นปราชญ์ยุคนี้คือโอฬาริกอัตตา จมอยู่ในนั้น ยังไม่ได้เข้ามาหามโนมยอัตตาเลย เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปพูดถึงอรูปอัตตาที่จะเหลืออัตตาสุดท้ายที่จะหมด โอย.. ก็พูดความจริงขึ้นมาก็เมื่อย อาตมาเมื่อยเพราะอาตมาเมื่อยจริงๆนะ ต้องแสดงธรรมะอยู่ทุกวันนี้เมื่อยจริงๆ เมื่อยเพราะลากขันธ์แล้ว 90 แล้ว ยังไม่แล้ว ยังไม่เต็ม วันที่ 5 มิถุนายน 2567 ถึงจะเต็ม 90 ขึ้น 91 ก็ลากขันธ์ไปให้มันได้ อาตมามุ่งมั่นจริงๆว่าจะให้ถึง 100 อายุนะ เกินกว่าได้เท่าไรก็เอา แต่เอา 100 เป็นเป้าก่อน อีก 10 ปีเองนะ ทำเป็นเล่นไป ไม่นานนะ 10 ปี อาตมาแวะถึงเรื่องของอัตตา ไปพอสมควรแล้ว ก็ได้ความรู้อันนี้มาพอสมควรแล้ว เอาอื่นต่อ SMS คนต่อไป

ความล้มเหลวของการศึกษาทั้งโลก คือไม่มี บวร บ้าน วัด โรงเรียน _กราบเรียนรายงานพ่อครู ถึงบรรยากาศเด็กๆ และทีมงานครูสันติฯ มาอยู่ที่นี่ครบ 1 สัปดาห์ ทีมงานครู และเด็กๆ ได้มาอยู่กับพ่อครู ท่านสมณะ สิกขมาตุ และพี่น้องชาวบ้านราช ตั้งใจปฏิบัติบูชาหลวงปู่ เนื่องในวาระปีใหม่นี้ และในวาระที่หลวงปู่จะมีอายุครบ 90 ปี เด็กๆ ตื่นตัวได้มานอกสถานที่ บอกง่ายมากขึ้น พยายามและพร้อมปรับตัว เพราะถ้าทำเสียหายคนเดียว ก็จะเสียหายกันทั้งโรงเรียน ทำให้ทีมงานครูมีความอบอุ่นใจที่อยู่กับเด็กๆ อาเดชวัยทอง เวลางานเข้าสิงก็จะแว๊ดโวยวายยย เมื่อครูและเด็กเข้าไปขัดจังหวะ พอโวยวายเสร็จก็จะใจอ่อน มีใจเห็นแก่เด็กและทีมงาน ... เป็นแบบนี้เรื่อยมา .... ทำให้พวกเราทิ้งท่านเมืองร้าง (อาเดช) ไม่ลง (อาเดชเสนอชื่อตนเองกับดิฉัน ว่าเป็นเจ้าเมืองร้างแห่งคลอง 13 ... เพราะคลอง13 มีบ้านร้างเป็นจำนวนมาก และอาเดชก็เป็นใหญ่เป็นโตที่นั่นอยู่คนเดียว ดิฉันก็เห็นด้วย จากนั้นก็เรียกอาเดชอีกชื่อว่า เจ้าเมืองร้าง หรือ ท่านเมืองร้าง ค่ะ) อาพลอย ยายน้ำดี ยายใหม่ อาปุ้ย นอนกับนักเรียนหญิงทั้งหมด ครูและเด็กต้องปรับรสนิยมให้ไปกันได้ เด็กๆ วัยรุ่น ฮอร์โมนกำลังทำงาน ร้อนง่าย ต้องเปิดพัดลมเบอร์แรงๆ ส่วนอากับยายวัยทอง ฮอร์โมนกำลังลดลง เจอพัดลมไม่ได้ มันหนาว ก็หาจังหวะ โอกาส ประมาณในคำพูดบอกเด็ก เด็กก็ยินดีให้ความร่วมมือ อาขวัญ คุณพ่อป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลและดูแลแม่อยู่ที่เพชรบูรณ์ ก็ช่วยดิฉันจัดตารางลงงาน ตารางเรียน ตารางวิถีชีวิตที่ใช้ร่วมกับนักเรียนบ้านราช-สันติ .... ทุกอย่างใหม่หมด .. ตั้งแต่นักบวช คุรุ ฐานงาน ห้องเรียน ฯลฯ .... คนจัดตารางหัวฟูเลยค่ะ (งานยาก ผัสสะนี้ได้เห็นและตัดกิเลส เกิดประโยชน์มาก) เหมือน conductor ที่ควบคุม จัดระเบียบ การแสดงดนตรีลูกทุ่ง คณะ ส.ไพรเมือง-สันติ เลยค่ะ ทีมงานคุรุและเด็กๆ มีบทฝึกอันเดียวกันคือ ปฏิบัติบูชาพ่อครู การมานอกสถานที่เป็นงานท้าทายว่าครูและเด็กๆ จะสามารถปรับตัว ลดกิเลส ทำประโยชน์และมีความผาสุกใด้ในทุกๆ สถานการณ์มากน้อยเพียงใด มีกิเลสตัวไหนที่ถูกผัสสะกระแทกออกมาให้เห็น ที่เราต้องกำจัด และได้เพิ่มสมรรถนะในการทำงานให้เชี่ยวชาญมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การพึ่งตนเอง และเป็นที่พึ่งให้กับผู้อื่นได้มากยิ่งขึ้น ค่ะ กราบนมัสการมาด้วยความเคารพบูชายิ่ง อาตั๋ง ทีมงานครู และเด็กๆ นักเรียน 15 ธันวาคม 2566 พ่อครูว่า... อาเดชวัยทอง อ้อ! วัยทองนี่อาการ ผู้ที่เอาภาระเรื่องเป็นครู เป็น คุรุ เอ่อ สุรเดช บางทีเขาก็เรียก ณเดชน์ เขาชื่อสุรเดช บางทีเขาเรียก ณเดชน์ นี่อาเดช ตอนนี้วัยทองแล้ว *__^ ^__* อาเดช ท่านเมืองร้าง ที่จริงท่านชื่อ "ไพรเมือง" เดชนี่อาตมาตั้งชื่อให้ว่า "ไพรเมือง" นี่เลยเรียกชื่อว่า เมืองร้าง ซะเลย แหม *__^ ^__* อาตมาฟังรายงานแล้วยิ่งซาบซึ้งใจในธรรมะพระพุทธเจ้าที่อาตมานำมาสอน เป็นการเรียนแบบพุทธ ซึ่งมีบวร การเรียนแบบพุทธที่มีความเป็นบ้าน วัด โรงเรียน ไม่ได้แยกบ้าน ไม่ได้แยกวัด ไม่ได้แยกโรงเรียน ซึ่งเขาไม่ทำอย่างนี้กันมา การศึกษาที่เขานำมาจากทางตะวันตก ระบบแบบตะวันตก แยกโรงเรียนอยู่ในกล่อง แล้วก็แยกวัดหรือธรรมะต่างหาก โรงเรียนของเขาก็คือเรียนในกล่อง อยู่ในกล่องนี่มันห่างจากบ้าน มันไม่ได้เป็นบ้าน มันไม่รู้เรื่องของบ้าน ธรรมะก็ไม่ได้เรียน ก็เลยแยกบ้าน แยกวัด แยกโรงเรียน หรือแยกบ้าน แยกธรรมะ แยกโรงเรียน ก็ไปเรียนแต่เรียน ๆ ๆ ๆ อยู่ในกล่อง ขาดจากความเป็นสังคมหรือบ้าน ขาดจากความเป็นธรรมะอันเป็นคุณธรรมประจำมนุษย์ นี่คือความล้มเหลวของการศึกษาของโลก ลึกซึ้งนะอันนี้มันกินลึก เลยเอาแต่ปริญญา เอาแต่ประกาศนียบัตร เอาแต่จากไอ้ที่จะได้ในกล่องเท่านั้น สังคมไม่รู้ ธรรมะไม่รู้ เอาแต่กล่อง ได้ใบเป็นดอกเตอร์ เป็นปริญญาตรีโทเอกหรือ Post Doctor อะไรก็แล้วแต่ แล้วก็ปูนบำเหน็จกันเอาอันนั้นแหละเป็นเครื่องชี้บ่งว่า นี่คือคนเจริญ นี่คือความล้มเหลวของสังคมทั้งโลก ที่การศึกษาผิด การศึกษาขาดวิ่น แยกบ้าน วัด โรงเรียน นี่เป็นความเห็นของอาตมานะ ทีนี้พวกเราชาวอโศกนั้น ชื่อว่าได้ธรรมะของพระพุทธเจ้า และปฏิบัติกัน มีอปัณณกปฏิปทา 3 น้อยหรือมากพวกเราก็มี ที่พูดมารายงานมา เด็กๆเล็กๆก็คงเกิดความรู้สึกจากสำรวมอินทรีย์ 6 แล้วก็ทำงาน ทั้งทำงาน ทั้งกินทั้งใช้อะไรๆ อยู่ที่นี่ทั้งหมด เป็นการปฏิบัติธรรมอยู่ทั้งหมดเลย โภชเนมัตตัญญุตามันเป็นชีวิตทั้งหมด แล้วก็ตื่นรู้ ชาคริยานุโยคะ แล้วปฏิบัติธรรมกันนี่ ในจรณะ 15 มีสัทธรรม 7 เป็นเครื่องชี้บ่งว่า คุณมีความเป็นจริงของจิตของปฏิภาณปัญญาหรือไม่ ถ้าคนมีปฏิภาณปัญญาอยู่ในจิต คุณจะเกิดเจริญศรัทธา ถ้าคุณมีปัญญาปฏิภาณอยู่ในจิต คุณจะเจริญศรัทธา ที่เป็นตัวที่ 1 ของสัทธรรม 7 สัจธรรม 7 ตัวศรัทธาเป็นตัวต้น ตัวปัญญาเป็นตัวปลาย เพราะฉะนั้นผู้ที่เกิดศรัทธานี่ มีแต่ศรัทธาก็คือมีแต่ความซื่อบื้อ แต่ถ้ามีปัญญาเข้ามาร่วมในศรัทธาก็จะเกิดปฏิภาณไหวพริบ จะรู้ตนรู้โลก การเริ่มรู้โลก การเริ่มรู้ตนว่า ปัดโธ่เอ๋ย ตนเองขายขี้เท่อ ขี้เท่อที่ขายคืออะไร คือกิเลส แสดงกิเลสออก แสดงกิเลสโลภ แสดงกิเลสรักหรือโลภ แสดงกิเลสชัง แสดงกิเลสผลักหรือดูด ยิ่งเหมือนเราเองเป็นนักรู้ความรู้ว่าเออ ผลักคนนี้ เหมือนอย่างอาตมานี่ถูกท่านปราชญ์ทั้งหลายแหล่เขาผลัก ผลักอย่างแรงเลย ผู้ที่รู้สึกตัวสำนึกว่า ตายๆๆ เราไปแสดงขี้เท่อ ผลักหรือดูดต่อผู้ที่เขาถูกต้อง จะมีหิริ จะมีโอตตัปปะ ลึกซึ้งนะ ธรรมะไม่ได้อยู่ในสัตว์ ธรรมะไม่ได้อยู่ในดินน้ำไฟลม ธรรมะไม่ได้อยู่ในพืช ธรรมะอยู่ในคน เพราะฉะนั้นเมื่อไปเพ่งคนผู้ใดที่มีพฤติกรรม แล้วไปมองพฤติกรรมของเขาว่าผิด หรือดูถูกว่าต่ำด้วย จะทำลายด้วย ผู้ที่รู้ว่าตัวเองผิดพลาดตรงนี้ จะรู้สึกไหม ถ้าเกิดปฏิภาณปัญญารู้ว่า โอ้โห!! ตัวเองผิดจะรู้สึกไหม นี่แหละหิริจะเกิด สัจจะอันนี้เกิดจริง คนนี้จะเจริญ ถ้าสัจจะอันนี้ไม่เกิดจริง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน