661213 ฌานโลกีย์กับฌานโลกุตระ สภาวะต่างกันเช่นไร พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์35 KB
วันที่แก้ไข20 มีนาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

661213 ฌานโลกีย์กับฌานโลกุตระ สภาวะต่างกันเช่นไร พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53700.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1xRlCBkQgvmwpef1S-V7s9I0Q48Cxygzg/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1FgihXGICm17665JXhtfaDfu-Hi96wjRs/view?usp=sharing

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661213-108-1-e2d9p59

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/oVie_btAWg/ และ https://youtu.be/WsR3AKdBOhw

มีซับ คำบรรยาย https://youtu.be/z6AUDorzh1U

สมณะเดินดิน... วันนี้ วันพุธที่ 13 ธันวาคม 2566 ขึ้น 1 ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ธันวา รู้สึกผ่านมาแป๊บเดียวก็ครึ่งเดือนแล้ว อีกแป๊บเดียวก็สิ้นแล้วปีเก่า แต่ยังไม่ถึงกับสิ้นชีวิตเรานะ ปีเก่าก็จะหมดไป คนอื่นๆ ดูรายการต่างๆ เขาบอกว่าปีใหม่จะฉลองอะไร ของเราก็ฉลอง ฉลองอิสระ สงบอบอุ่น เราก็มีเรื่องจะฉลองเหมือนกัน ปีหน้าเป็นปีสำคัญของพวกเราที่พ่อครูจะครบ 90 ปี และ 30 ปีของราชธานีอโศก วาระที่เราดำเนินการมา ปีหน้าจะมีฉลองเพลงพ่อครูอายุ 90 ปี ก็น่าจะมีกิจกรรมในวาระฉลองนี้นะ อาตมาดูเรื่องราวต่างๆ กระบวนการต่างๆ นี้ ก็ดูมีอะไรที่ลงตัวไปเรื่อยๆ จริงๆ ก็จำไม่ได้เหมือนกันว่า 1 ปีที่ผ่านมามีงานอะไรบ้าง ทุกปีก็มีล็อคตายตัว งานปลุกเสก พุทธาภิเษก อันนี้ก็เต็มแล้วนะ อาตมาสงสารญาติธรรมแถวเชียงใหม่ แถวสงขลา แถวตรัง มางานที่ผ่านมานี้ งานมหาปวารณา งานศิษย์เก่า กลับไปวันที่ 10 อีก 10 วันก็เดินทางกลับมาอีก เดินทางมาทีก็ใช้เวลา 2-3 วัน วันนี้ในการประชุมคณะเอาภาระสงฆ์ ยังบอกชื่นชมอาจารย์หนึ่ง ท่

อ่านต่อ

านธีระจิตโต กับอาจารย์สอง ท่านอนุตโร ทั้งคู่อยู่ที่ภูผาและทะเลธรรม งานนี้ ดีแล้วล่ะอาจารย์ไม่มา ถ้ามาก็มาแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ต้องกลับไปอีก สุขภาพตอนนี้ก็คงจะลำบากนะ ปีที่แล้ว นอกจากมีงานของศิษย์เก่า ยังมีงาน 88 ปีของพ่อครู และมีงานพิเศษที่ไม่ได้กำหนดไว้อยู่ในตารางปกติ ก็รู้สึกว่าในยัญพิธีต่างๆ ที่พวกเราจัดขึ้นนี้ พวกเราเดินทางไปสู่ความลงตัวมากขึ้น มีการยอมให้กัน ยังไงก็ได้ ขอให้เรื่องราวศาสนาดำเนินไปได้ เราได้ลดตัวลดตน จะถูกกว่าถูกตำหนิเราก็ยอมได้ ไม่ว่ากัน ให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้ เป็นทิศทางที่เจริญของพวกเรา ส่วนทางโลก เขายอมหักไม่ยอมงอ ตายเสียดีกว่าให้เขาดูถูก อะไรอย่างนี้นะ พวกเราก็พร้อมที่จะร่วมมือประสานกันเพื่อให้ทุกอย่างไปได้ ทุกอย่างหากมีการยอมกันได้ ลดอัตตาตัวตนลงไปได้ เราก็เกิดภาวะ ที่พ่อครูบอกว่า อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนการเสียสละ ทฤษฎีนี้ก็จะดำเนินก้าวหน้าไปเรื่อยๆ สังเกตดูว่า ทุกวันนี้ที่เขาทำสงครามระดับโลก อิสราเอลกับฮามาส ตอนนี้เหมือนอิสราเอลได้เปรียบ ตามไล่ฆ่าๆๆ และประกาศว่าต้องฆ่าพวกฮามาสให้หมด รัฐมนตรีกลาโหมของอเมริกันบอกว่ายุทธศาสตร์อย่างนี้เริ่มคิดก็แพ้แล้วล่ะ จะไปฆ่าฮามาสหมดได้อย่างไร ที่คิดอย่างนี้ พวกปาเลสไตน์ที่ยังมีชีวิตอยู่นี้นะ คือเขาก็ไม่เห็นด้วยกับฮามาส แต่คุณบีบบังคับให้ปาเลสไตน์ทั้งหมดมากลายเป็นฮามาส คนที่เดินไปเดินมาที่หนีไป คุณจะแยกไม่ออกเลยว่าใครเป็นฮามาส ใครเป็นปาเลสไตน์ ทำอย่างนี้เหมือนกับเพิ่มศัตรูให้มากขึ้น ให้พี่น้องอิสลามรอบข้างเป็นศัตรูของคุณไปหมด ตอนนี้เป็นเรื่องรณรงค์ไปทั่วโลกเลย ใครต่อต้านอิสราเอลให้ลุกขึ้นมาประท้วงในประเทศต่างๆ ประชาคมโลกก็รับไม่ไหว ตอนนี้เขาจะเอาเครื่องสูบน้ำสูบน้ำลงท่อที่พวกฮามาสอยู่ข้างล่าง พวกอิสราเอลด้วยกันก็ไม่พอใจนายกคนนี้มากๆเลย เพราะตอนที่เขาอยู่นั้นรัฐบาลเหมือนปล่อยให้เขาเล่นเกมรัสเซียนรูเล็ต นั่งอยู่อย่างนั้นไม่รู้ใครจะถูกฆ่าไปก่อน คนที่ถูกฮามาสจับก็รอวันตาย นี้เขาจะเอาน้ำฉีดเข้าไปในอุโมงค์จะได้ตายกันหมด ดูสิ่งที่เขาทำ แบบนี้คนทั้งโลกรับไม่ไหว มันโหดร้ายเกินไป มนุษยชาติไม่น่าทำกันอย่างนี้ นี้เป็นเรื่องอัตตาที่ยอมกันไม่ได้ ต้องเอาชนะให้ได้ แพ้ไม่ได้ ต้องเอาชนะ มีศัตรูรอบตัวอย่างนี้จะเอาชนะไปเพื่ออะไร แต่เห็นเลยว่าทิศทางที่พ่อครูพาพวกเราทำอย่างให้ลดตัวตน จนไม่มีตัวตน เราก็ไม่มีศัตรูกับใคร เราพร้อมที่จะบอกว่า ใครมายึดสันติอโศกก็ยึดไปเลย ตอนนั้นเรามีคดีความกับกระแสหลัก ยึดไปเราก็สร้างใหม่ เราก็ไม่ได้รบกับเขา เรามาทิศทางไม่เคยรบกับใคร มาลดตัวลดตนไปสู่ความหมดตัวหมดตน ทิศทางเป้าหมายที่เราจะมาฝึกฝนกัน วันนี้โชคดีที่พ่อครูเริ่มแข็งแรงมากขึ้น ก็ได้มาเทศน์ให้พวกเราฟัง อาราธนาพ่อครูครับ

เพราะไม่เข้าใจกรรม ไม่เข้าใจชีวะ จึงมีแต่ชนะที่แพ้ในที่สุด พ่อครูว่า... เราที่พูด เราก็เห็นกันอยู่ว่า สังคมโลกไม่เข้าใจความหมายคำว่า ชีวะ ซึ่งก็แบ่งแยกเป็นชีวะในระดับเริ่มต้นจากพืช จนกระทั่งไปถึงจิต จิตนิยาม จนกระทั่งจากพืชไปถึงจิตที่เราเรียนแล้ว อาตมาก็กำลังแยกให้ฟัง แม้จากพืชมาถึงจิต หรือจากดินน้ำไฟลมมาเริ่มมาถึงพืช มันก็เพิ่มหน่วยแห่งความเป็นชีวะมา ละเอียดลออมา เท่าที่จะพออธิบายได้ ก็ค่อยอธิบายกันไป ละเอียดกว่านั้นก็ได้ แต่ค่อยๆ ไปตามลำดับ จากหยาบไปหาละเอียดก่อน ก็ได้อธิบายให้ฟังไปเรื่อยๆ เช่น จากมหาภูตรูป ซึ่งเป็นดินน้ำไฟลม เริ่มจากภูตะพวกนี้เข้ามา เจริญขึ้นเรียกว่า คามะ ก็มาเป็นภูตคาม มหาภูตก็มาเป็นภูตคาม จากภูตคามเจริญไปเป็นพืช เป็นคามะนี้แหละ อาศัยความเจริญขึ้นไปอีกเป็นพีชคาม เป็นต้น จนจะเข้ากระแสที่เรียกว่าเป็นสภาวะของ จิต แต่ยังไม่ใช่จิตแท้ๆ เรียกว่าเจตภูต อย่างนี้เป็นต้น จาก เจตภูต ค่อยๆเจริญขึ้นไปอีก เจตภูตไปเป็นปาณะ จากปาณะไปเป็นเจตสิก เจตสิกไปเป็นสัตตะ จากสัตตะจึงจะเป็นจิตวิญญาณหรือจิตนิยาม อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นพลังงานด้านจิต ไม่ใช่พลังงานด้านวัตถุหรือสสารเหมือนอย่างที่ไอน์สไตน์เขาค้นพบจุดสำคัญของพลังงานด้านสสารไปแล้ว จุดสำคัญของพลังงานด้านนามธรรม ก็โครงสร้างที่เป็น E=mc 2 ของไอน์สไตน์ ก็เอามาใช้ได้ แต่มันละเอียดไปกว่านั้น เท่ากับ E=C(mc 2 + A) นี่เป็นสูตรเต็มๆ ที่อาตมาเองได้นำมาอธิบายแล้ว แต่มันยังไกล ยังยาก คนยังไปไม่ถึง ถ้าคนทำได้ถึงขนาดนั้นนะ รับรองระเบิดโลกทั้งโลกแตกไปเลย ระเบิด จะเป็น E=C(mc 2 + A) A ก็คือ mc 2 ก็คือ บวกกันไปเรื่อยๆ ก็ทดเป็น C มาข้างหน้า มันก็จะยกกำลังซ้อนๆ ไปเรื่อยๆ หาที่สุดไม่ได้เลย ระเบิดโลกลูกนี้ทั้งโลกแตกเลย นี้ก็ฟังเอาไว้ ผู้ที่ยังคิดไม่ออก ก็ฟังไว้ก่อนเท่านั้นแหละ ผู้ที่พอเข้าใจได้ก็คิดตามไปก็แล้วกันว่า พลังงานหรืออะไรก็แล้วแต่แม้แต่ทางจิตวิญญาณ หรือทางวัตถุ มันก็จะมีทั้งเพิ่มและลด ในการเพิ่ม จึงเป็นการสร้างสรรค์ก็ได้ เท่าที่ควร แต่ถ้ามันเกินขอบเขตแล้วมันจะเป็นการทำลาย พลังงานที่มากเกินก็คือทำลาย เพราะฉะนั้นคนที่รู้จักพลังงานและจัดการพลังงานได้เหมาะสมจึงใช้ความเจริญ ทำความเจริญได้อย่างเหมาะสม ไม่เอาไปทางทำลาย แต่คนไม่รู้นี่นึกว่ามันเป็นอำนาจใหญ่เอาไปทำลาย แล้วทำลายจนกระทั่งโง่ โง่จนกระทั่งไม่รู้ว่าไปทำลายอะไร มาทำลายชีวิต มาทำลายชีวะ แล้วก็ไม่รู้กรรม ไม่รู้วิบาก นี่พวกที่ศาสนาเทวนิยมเขาไม่รู้จักกรรมไม่รู้จักวิบาก เขาก็ทำกันอย่างที่เขาไม่รู้คืองมงาย มันเอาแต่กิเลส มันเอาแต่ชนะ แต่เขาไม่รู้กรรมวิบากที่เขาทำว่าเขาจะต้องมารับกรรมวิบากที่ต้องวนเวียนมาเล่นงานเขา ซึ่งมันเป็นนิยายพรหมลิขิตกันอยู่ไม่รู้กี่ร้อย กี่พัน กี่แสน กี่ล้านๆเรื่อง ที่ทุกวันนี้นักประพันธ์เขาเอามาร้อยเรียง เล่นกันไปสารพัด ซึ่งมันก็มีเหตุปัจจัยจากการผูกพยาบาทกัน รักกัน ชังกัน แก้แค้นกัน ดูดดึงกัน อะไรอยู่อย่างนี้แหละ มันไม่มีอื่นเลย เพราะฉะนั้นการศึกษา ถ้ามาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าจะรู้จักสิ่งเหล่านี้ดี แล้วก็ไม่ไปทำสิ่งที่มันเป็นทุกข์เป็นร้อนกันต่อชีวิต และรู้จักความเกิดความตายที่มันหมุนเวียนอยู่ไม่รู้จักจบ เทวนิยมมีการเกิดการตายกันอยู่ ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตายตายแล้วก็เกิด แล้วก็รับวิบากทุกข์ๆๆ หลงว่าเป็นสวรรค์ แล้วก็เป็นทุกข์ แล้วก็หลงว่าเป็นสวรรค์ แล้วก็เป็นทุกข์ ยิ่งทุกข์หนักยิ่งขึ้น แต่เขาไม่รู้เรื่อง เขาไม่รู้เรื่องด้วยการเพิ่มกรรมเพิ่มวิบาก เขาไม่รู้ เขาก็ทำกันไม่รู้จักจบ จะไปบังคับความรู้กันไม่ได้ ถ้าเขาไม่มีปฏิภาณปัญญา ไม่มีบารมีพอจะมาทางโลกุตระ มาทางพุทธ เขาก็จะต้องวนเวียนรับวิบากกรรมอยู่อย่างนั้นนานนับชาติไม่ถ้วนเลย นี่คือสิ่งที่เป็นอจินไตย ที่พูดไปเขาก็ไม่รู้เรื่องว่าอะไร คุณพูดอะไร ซึ่งก็น่าเห็นใจ เพราะไม่รู้จะทำยังไง มันบังคับกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ในศาสนาพุทธทุกวันนี้มันเป็นยุคเสื่อมที่อาตมานำความที่เป็นพุทธจริงขึ้นมา สถาปนาลงไปในความเสื่อมของพุทธศาสนา 2,500 กว่าปีผ่านมานี้ มันเสื่อมไปหมดแล้ว เชื้อของโลกุตระ อาตมาต้องนำเชื้อโลกุตระเข้ามาปลูกฝังนำพา ให้เข้าใจจนมาปฏิบัติกลับคืน เอาโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าฟื้นคืนมาได้ มาสู่พวกเรานี้ เป็นตัวยืนยันว่าปฏิบัติได้ จนกระทั่งถึงขั้นเป็นสังคม มีวัฒนธรรม มีจิตวิญญาณเป็นประธาน จึงมาเป็นอย่างนี้ได้ ถึงขั้นเป็นสังคมสาธารณโภคี สังคมสาราณียธรรม 6 อย่างที่เป็นอยู่นี่ เพราะเกิดจิตจริง จิตเจริญเป็น สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ ขออภัย ไม่ได้ขยายความพยัญชนะบาลี พุทธพจน์ 7 นี้อีก เพราะว่าจะเสียเวลาจึงไม่พูดถึงเลย ขอผ่านไปก่อน พูดถึงมาหลายทีบ่อยแล้ว วันนี้ตั้งใจจะพูดอันอื่นไปให้มากขึ้น เตรียมมาพูดพอสมควร

ก่อนจะพูดก็เอา SMS ก่อน SMS วันที่ 6 – 13 ธ.ค. 2566

ศาสนาพุทธไม่มีสวดอ้อนวอนร้องขอ แต่สวดมนต์อย่างไรให้ถูกพุทธ _เปิ้ล บ้านไผ่ . คนที่ประสบเหตุการณ์ไม่ดีในชีวิต แล้วหาที่พึ่งด้วยการสวดบทพาหุง มหากา ซึ่งเป็นการอ้อนวอนร้องขอ ไม่ตรงกับหลักพุทธศาสนา แต่ทำไมเขาได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่น และปัญหานั้นก็คลี่คลายลง ถ้าผู้ใดทำตามนี้จะบาปหรือเปล่าคะ พ่อครูว่า... งมงาย จะตอบว่าบาปมันก็จะดูแรง จริงๆมันไม่แรงหรอก แต่มันกินลึกกว่าบาป งมงายนี่กินลึกกว่าบาป มันมืดบอดยิ่งกว่าบาปอีก ถ้าจะไปหลงแต่สวดอ้อนวอนร้องขอ หึๆ อาตมาจำไม่ได้ที่พระพุทธเจ้าตรัสบริภาษคนที่สวดอ้อนวอนร้องขอแล้วจะได้รับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือร้องขอ อ้อนวอนร้องขอจากอะไรที่คิดว่ามันศักดิ์สิทธิ์มันจะมีฤทธิ์ สนองตอบให้แก่ตนเองได้ ตั้งแต่ร้องขอจากจอมปลวก ไปจนกระทั่งถึงต้นไม้ แม่น้ำ ลำธาร ไปจนกระทั่งถึงท้องฟ้า ถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่รู้ไม่เห็นตัว ไม่มีตัวมีตนอะไร นึกว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ _สู่แดนธรรม... มีอยู่บางพระสูตรครับที่บอกว่า ถ้าหากแม่น้ำคงคาชำระล้างบาปได้ พวกปูปลาก็คงไม่มีบาปเลย พ่อครูว่า... ไม่มีบาปทั้งนั้น ปูปลามันก็อยู่ตลอดชีวิตในแม่น้ำ มันก็ได้อาบน้ำมนต์อยู่ทุกวัน มันจะไปมีบาปอะไรล่ะ เพราะฉะนั้นคนอยากจะล้างบาปก็ไปลงไปจุ้มๆ โผล่ จุ้มโผล่ ที่ชาวอินเดียเขาไปจุ้มโผล่ จุ้มโผล่กันที่แม่น้ำคงคา นึกว่าได้อาบในแม่น้ำจะล้างบาป อไรอย่างนี้ ซึ่งมันงมงายกันจริงๆ ก็ไม่มีคำพูดใดที่ชัดกว่านี้อีกแล้ว มันโง่งมงายมืดกันอยู่อย่างนั้น มันเป็นไปไม่ได้นะ เพราะฉะนั้นถ้าจะไปมัวงมงายอยู่อย่างนั้น มันก็มืดอยู่อย่างนั้นไปอีกนาน นนนนนนนนนน.. จนไม่รู้ว่าจะไปจบสิ้นตรงไหน เสียงนาน มีผู้ค้นอันนี้มายืนยันว่า “เปรียบเสมือนบุรุษโยนหินหนาใหญ่ลงไปในห้วงน้ำลึก หมู่มหาชนมาประชุมกัน แล้วสวดวิงวอน สรรเสริญประนมมือเดินเวียนรอบหินนั้นแล้วว่า “ขอจงโผล่ขึ้นเถิดท่านก้อนหิน ขอจงลอยขึ้นเถิดท่านก้อนหิน ขอจงขึ้นบกเถิดท่านก้อนหิน” แต่ก้อนหินนั้นจะไม่โผล่ขึ้น ไม่ลอยขึ้น ไม่ขึ้นบก เพราะเหตุแห่งการสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบของหมู่มหาชนนั้นได้เลย” พระไตรปิฎกเล่ม 18 ข้อ 599 พระพุทธเจ้ายืนยันสิ่งที่ท่านตรัสรู้ได้ชัดมากจริงๆ เลย แหม พูดกับเทวนิยมเขาไม่รู้เรื่องหรอก เขาจะทำพิธีวนเวียน เขาจะทำพิธีเวียนรอบ เขาจะทำพิธีสวดมนต์อ้อนวอนอยู่นั่นแหละ เทวนิยม เพราะเขายังจมอยู่ในความมืดอันนั้น “เราตถาคตมิได้กล่าวว่า อายุ วรรณะ(ผิวพรรณ) สุข ยศ สวรรค์ จะพึงได้มาเพราะเหตุแห่งการอ้อนวอน เพราะเหตุแห่งความปรารถนา ก็ถ้าอ้อนวอนแล้วได้ ….” พ่อครูว่า... คุณจะมีอายุยืนได้ก็ไม่ใช่ด้วยการอ้อนวอน คุณจะมีผิวพรรณทราม ผิวพรรณดี ผิวพรรณหม่นหมองอะไรก็แล้วแต่ ไม่ได้เกิดจากการอ้อนวอน คุณจะได้สุข คุณจะได้ยศชั้นสรรเสริญก็ไม่ได้จากการอ้อนวอนสวดมนต์ จะได้สวรรค์จะได้นรก คุณคงไม่สวดอยากได้นรกหรอก แต่คุณสวดอยากได้สวรรค์แน่ มันไม่ได้จากการสวดแน่ เพราะเหตุแห่งความปรารถนา” พ่อครูว่า... นี่มันหักเหลี่ยมของพวกสวดมนต์อ้อนวอนเทวนิยมทั้งนั้นเลย

“ถ้าปรารถนาเอาแล้วก็ได้ ในโลกนี้ก็จะไม่มีใครเสื่อมไปจากสิ่งใดได้เลย ดังนั้น ผู้ใดต้องการอายุ ผิวพรรณ สุข ยศ สวรรค์ จึงไม่ควรอ้อนวอน ไม่ควรเพลิดเพลินสิ่งนั้นสิ่งนั้นๆ หากต้องการสิ่งนั้นๆ แล้ว พึงประพฤติปฏิบัติตน อันเป็นไปเพื่อสิ่งนั้นๆ เพราะผู้ใดเมื่อปฏิบัติแล้วย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้สิ่งนั้นๆ และผู้นั้นย่อมได้ในสิ่งนั้นๆ” พระไตรปิฎกเล่ม 18 ข้อ 599 และ เล่มที่ 22 ข้อ 43

พ่อครูว่า... “ถ้าปรารถนาเอาแล้วก็ได้ ในโลกนี้ก็จะไม่มีใครเสื่อมไปจากสิ่งใดได้เลย” ถ้าคุณสวดอ้อนวอนเท่านั้น ร้องขอเอา เท่านั้นได้ คุณก็จะได้ ได้ ได้ ไม่มีอะไรเสื่อม มันง่ายขนาดนั้นเชียวเหรอ? มันไม่มีอะไรจะเสื่อมไปจากสิ่งใดได้เลย ไม่เสื่อมเลย เหตุที่จะได้สิ่งนั้นๆ ปฏิบัติให้ตรงเหตุเถิด ผลจะเป็นสิ่งนั้นแน่นอน โดยไม่ต้องอ้อนวอนร้องขอผล ปฏิบัติให้ตรงเหตุ ให้ถูกเหตุของมันให้ได้เถอะ และมีทั้งปริมาณและคุณภาพให้ครบ มันก็จะเกิดผลของมันเอง ก็ขอขยายเพิ่มเติมซ้ำอีกว่า สวดอ้อนวอน สวดร้องขอนั้นเป็นลัทธิของเทวนิยม พุทธไม่มีการสวดอ้อนวอนร้องขอ เพราะฉะนั้นยุคทุกวันนี้ศาสนาพุทธมันเสื่อม เสื่อม อาตมาขอพูดย้ำๆ เสื่อมลงไปจนเหลือแต่แค่ศาสนาพุทธ มีแต่การสวดมนต์ ทำพิธีการอะไรก็มีแต่สวดมนต์ สวดมนต์ งมงายกับสวดมนต์จะเป็นฤทธิ์เป็นเดช อย่างธัมมชโย ธรรมกายนี่ให้สวดมนต์ล้านเที่ยวอะไรอย่างนี้ เวรจริงๆ สวดมนต์ ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าท่านสอนซ้ำแล้วซ้ำอีก เข้าใจไม่ได้ ว่า สวดมนต์นั้นเป็นการทำลายศาสนา ถ้าเข้าใจผิด สวดสังวัธยาย การสวดสาธยาย พูดเป็นไทยง่ายๆ สวดโดยการสาธยายความรู้ ความหมายของบทมนต์ มนต์แปลว่าคำสอนของพระศาสดา เอาคำสอนของพระศาสดามาอธิบาย พระพุทธเจ้าท่านให้ใช้อธิบายทีละคน อย่านำคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่าธรรมบทมาอธิบายพร้อมกัน หรือสวดขึ้นพร้อมกันตั้งแต่ 2 คนต่อหน้า ฆราวาสหรือต่อหน้าผู้เป็น อนุปสัมบัน เป็นอาบัติ มุสาวาทวรรค เขาไม่เข้าใจกันแล้วเดี๋ยวนี้ ขออภัยต้องขอกล่าวย้ำยืนยันอีกว่า เถรสมาคมที่สวดมนต์กัน พากันสวดมนต์อันนี้อยู่นั้น ไปพิธีการนั้นก็สวดมนต์ สวดมนต์ ถือว่าได้รับคุณความดี ได้รับกุศล ได้รับประโยชน์แล้ว มีเท่านี้ๆ ถ้าเลิกอันนี้ซะแล้วไม่มีแล้วศาสนาพุทธ ไม่เหลือ ทั้งๆที่ทำแล้วอาบัติ เพราะสวดเลย 2 คน บอกว่าอย่างน้อยต้อง 4 องค์ขึ้นไปพระต้อง 4 รูปขึ้นไป ถ้า 4 องค์ถือว่าเป็นการสวดงานศพ มันก็ต้อง 5 รูปขึ้นไป 6 รูปขึ้นไป ยิ่งมากเท่าไหร่เป็นแสนองค์ เหมือนอย่างธรรมกายเขาพยายามจะทำกัน ด้วยความโง่งมงาย มันก็ยิ่งพากันมาอาบัติกัน มันก็ยิ่งแย่กันใหญ่เลย นอกจากสวดอย่างนั้นแล้ว เอาหลายคนมาสวดพร้อมกันต่อหน้า ..อาบัติ พระพุทธเจ้าท่านให้สวดที่พร้อมกันเรียกว่าสังคีติ ถ้ามาสวดต่อหน้าใครๆ ท่านให้สวดองค์เดียว นอกนั้นทุกคนฟัง 1. ผู้ไม่รู้ฟังเพื่อรู้ 2. ผู้รู้แล้ว ฟังเพื่อที่จะยืนยันคำสอนพระพุทธเจ้าไว้ ยิ่งรู้ลึกซึ้งเลยว่าผิดเนื้อหา ก็บอกเนื้อหาไปด้วย แม้ไม่ได้เนื้อหาผิด แต่ผิดพยัญชนะก็ท้วงกัน อย่าให้ผิดพยัญชนะ รักษาไว้เรียกว่าสวด สังคายนา คือสวดเพื่อตรวจสอบไว้ รักษาไว้ ถ้าสวดสังคีติ หมายความว่า มาสวดท่องพร้อมกันให้มันจำได้ รักษาไว้ ซึ่งสมัยโบราณมันจำเป็น มันไม่มีการบันทึก มันต้องใช้การสวดจำไว้เหมือนสวดบทอาขยาน เหมือนสวดสูตรคูณ นักเรียนเด็กๆก็ต้องสวดสูตรคูณ สวดอาขยาน เพื่อจำไว้ เพราะฉะนั้นก็ต้องสวดกัน แต่เป็นหมู่เฉพาะของตนเอง ไม่ใช่ไปสวดต่อหน้าธารกำนัล การสวดเป็นหมู่นี้ เพื่อรักษาคำสอน รักษาธรรมบทคำสอนพระพุทธเจ้าไว้ ก็สวดกันแบบนี้ได้ อย่าไปสวดต่อหน้า (ธารกำนัล) นี้ท่านกันไว้หมดแล้วในธรรมวินัย การไปสวดต่อหน้ามันจะใช้ไปสวดหากิน เหมือนอย่างทุกวันนี้ ถ้าไม่มีการสวดมนต์ พวกนี้ไม่ได้เลี้ยงชีพได้รอดเลย นี่เป็นการใช้การสวดเพื่อหากิน ซึ่งมันเป็นการทำลายศาสนา อย่าไปอธิบายอย่าไปพูดถึงการสวดแล้วใส่ทำนอง สวดด้วยลากเสียงคำอันยาว ผิดฑีฆสระ รัสสระ ฑีฆสระ-สระเสียงยาว รัสสระ-สระเสียงสั้นออกเสียงสั้น อย่าไปลากเสียงอันยาว ก็ไปลากเสียงยาว ในธรรมวินัยบอกไว้หมด เดี๋ยวนี้ก็ผิดวินัยหมด ไม่เหลือ มันน่าสงสารมันน่าสังเวชใจ ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาก็ได้แต่พูด จนกระทั่งลงน้ำหนักแรงๆ ก็เหมือนกับคนโกรธ ซึ่งมันน่าโกรธไหมล่ะมาทำลายศาสนานี่ พูดอย่างคนๆ นะ พูดอย่างโลกๆ มันน่าโกรธไหมล่ะ นี่พูดอย่างโลกีย์นะ แต่โลกุตระไม่ได้มีโกรธเกริดอะไรหรอก แต่ได้เห็นแล้วว่า โอ้โห! ทำไมมันดื้อ ไม่ใช่ดื้อหรอก มันไม่เจริญ มันไม่เจริญหมายความว่ามันโง่จมปลักดักดานอยู่นั้นน่ะ นี่เป็นเครื่องชี้บ่งถึงความเสื่อมของความไม่ยอมรู้เรื่องธรรมะ อาตมาทำงานมาถึง 50 กว่าปี เขายังไม่ค่อยฟังอาตมาเลย พูดไปเถอะ พูดดีก็แล้ว พูดแรงๆ ก็แล้ว จ้ำจี้จ้ำไช ปากเปียกปากแฉะปากฉีก เอา! มันก็ต้องทำ ไม่มีทางเลือก คำถามที่ถามมาเรื่องการสวดมนต์ที่ไม่ตรงกับศาสนาพุทธ ตอบไปแล้ว จะว่าได้บาปก็หนักกว่า ที่ไปงมงาย หนักกว่าบาปอีก คือมันงมงาย จนมืดไปอีกนานแสนนาน มันโง่หนัก มันก็จมผิดอยู่หนัก เกิดชาติแล้วชาติเล่าไปอีกกี่ชาติ หนัก แล้วก็ทับถมกรรมวิบาก รับกรรมวิบากแล้วแต่บุคคลอีก ใครทำชั่วหนักบาปหนักคุณก็รับวิบากหนักไป วนเวียนอยู่นั่นแหละ ไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ แล้วคุณจะทรมานไปอยู่อย่างนั้นเหรอ หลงสวรรค์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า คนที่ตายแล้วจากการเป็นมนุษย์ จะได้เป็นสวรรค์นั้นน้อยกว่าน้อยนัก น้อยยิ่งกว่ามือที่จิ้มลงไปในแผ่นดินแล้วมีดินติดอยู่ในเล็บ จำนวนเท่านี้คือผู้ที่ได้ขึ้นสวรรค์ นอกนั้นทั้งแผ่นดินคือตกนรก ไม่ขนลุกขนพองบ้างหรือ ฟังคำตรัสพระพุทธเจ้า อย่างนี้เป็นต้น มันเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะทำความเข้าใจกัน เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิ ไม่มีผู้สอนที่ถูกต้องและก็พาปฏิบัติอย่างถูกต้อง ก็งมงายกันอยู่อย่างนั้น จะทำไงได้ คนเป็นเทวนิยมที่ยังต้องหลงกันอยู่นี้ สวดอ้อนวอนกันอยู่ทั้งนั้นในเทวนิยม มีแต่พุทธที่เลิกสวดอ้อน จะสวดก็คือสวดประณามคาถา อันนี้ก็ยังซ้อนกันอยู่อีก สวดประณามคาถาแตกต่างจากสวดอ้อนวอนอย่างไร สวดประณามคาถาไม่ใช่การสวดอ้อนวอน ประณามคาถาหมายถึงว่าคำสวดนั้นร้อยเรียงขึ้นมา ไม่ใช่ธรรมบท เป็นของสาวก แต่งคำสรรเสริญเยินยอ ระลึกถึงบุญคุณของศาสนา ของพระพุทธเจ้า ผู้ที่มีบุญคุณต่อศาสนา ต่อพระธรรม ต่อพระพุทธเจ้า ก็แต่งภาษาขึ้นเอง ไม่ใช่ธรรมบท ไม่ใช่คำตรัสพระพุทธเจ้า ไม่ใช่คำสอน แต่เป็นคำสรรเสริญคุณของธรรมะพระพุทธเจ้า หรือสรรเสริญคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สวดประณามคาถา คุณจะสวดพร้อมกัน คุณจะสวดใส่ทำนองยังไงก็สวดไปสิ แต่ธรรมวินัยก็บอกแล้วว่าอย่าไปหาเรื่องสวดใส่ทำนอง หรือว่าลากเสียงอันยาว เสียงสั้นก็ไปลากเสียงยาว เสียงยาวก็ลากให้ยาวไปอีก มันก็ผิดทั้งนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้หมดในพระไตรปิฎกข้อ 20 และข้อ 21 ในพระวินัย ท่านตรัสเรื่อง อย่าไปใส่ทำนองและอย่าไปลากเสียงอันยาว เราอนุญาตแต่สรภัญญะ สรภัญญะก็หมายถึงว่า สระกับภัญญะ ภัญญะคือคำกล่าว สระคือการออกเสียง สระออกเสียง อนุญาตตามเสียง เสียงสั้นเสียงยาว ทีฆสระหรือรัสสระ กับคำกล่าว ภัญญะ กับสระภัญญะ คำกล่าวมันบอกว่าอย่างไร มันมีเสียงสั้นหรือเสียงยาว ก็ให้ได้ตามนั้น อย่าไปให้มันเกินนั้น โดยเฉพาะอย่าให้ยืดเกิน ยาวก็อย่ายาวเกิน สั้นก็แน่นอนอย่าไปยาว และอย่าใส่ทำนอง แต่ไปแปลกันว่า ทำนองสรภัญญะ นั่นแน่ มีเพลงๆหนึ่งชื่อว่าเพลงสรภัญญะ มีทำนอง มีเมโลดี้ด้วยนะ เจ้าประคุณเอ๋ย เบี้ยวกันไปถึงไหน ก็ไม่รู้เลย เบี้ยวบาลีกันไปตามความโง่ของตัวเอง พูดชัดๆ นี่เป็นเรื่องที่ก็แรงหน่อย อาตมาพูดชัดๆ มันก็แรง พูดกันเต็มที่นะ อย่างพวกเรานี้รักษาสภาพพวกนี้ไว้ได้ พวกเราก็อนุโลมตามเขาบ้าง ก็มีมาสวด เช่นมีการสวด นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต เป็นการสวดไตรสรณคมน์ เราก็สวดกันไป สวดแสดงความเคารพนับถือ ก็ใช้อย่างสั้นๆ อย่างชาวอโศกมีอันนี้แน่ และก็มีสวดบทอื่นๆบ้าง ไม่กี่บทที่สวดกันอยู่ พาหุง กับ มหากา อาตมาเองเห็นว่า เอาเถอะ อนุโลมกับเขาไปก่อน ก็มาสวดกัน แต่ก็ไม่ได้ใส่ทำนอง ไม่ได้ใส่เสียงยืดเสียงยาว ไม่ได้ใส่ทำนอง สวดพาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ก็สวดกันอย่างนี้ หรือมหากาก็สวดธรรมดา ไม่ได้ออกเสียงอย่างที่เขาสวดๆ กันทุกวันนี้ ทุกวันนี้สวดไปก็อนุโลมตามเขาบ้าง หรืออนุโลมพวกเราที่ยังติดยังยึดอยู่ ว่า เอ้อ ! อะไร ศาสนาไม่มีการสวดมนต์เลย ก็เอาให้บันไดเขานิดหนึ่ง บันไดขั้น 1 ขั้น 2 ก็เหลือแหล่แล้ว เพราะฉะนั้นเราจะสวดอยู่ก็มีพาหุงกับมหากา แล้วก็อธิบาย คำอธิบายของมหากา sinvคำอธิบายของพาหุง อาตมาก็เคยอธิบาย พิมพ์เป็นเล่มออกมาด้วย ในบทพาหุง แต่มหากาไม่ได้อธิบายเป็นเล่ม แต่พาหุง 8 อาตมาเคยเขียน เคยอธิบาย อ้าวผ่านอันนั้นไปก่อน สรุปอีกทีหนึ่งว่า สวดมนต์นั้น ศึกษาดีๆ ไม่งั้นคุณก็งมงายเสียเวลาเปล่า

ฌานโลกีย์กับฌานโลกุตระ สภาวะต่างกันเช่นไร _พวงบุปผา หนูรัก . กราบนมัสการ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันนี้ลูกมีคำถามถึงพ่อครูค่ะ เมื่อสักประมาณ 10 ปี ที่แล้ว หลังจากรู้จักและมาเข้าค่ายอาจารย์หมอเขียว ได้สักประมาณ 2-3 ปี ครั้งนั้นได้เข้าค่ายพระไตรปิฎกที่ สวนป่านาบุญ 1 มุกดาหาร วันที่กลับจากเข้าค่าย นั่งรถทัวร์ถึงกรุงเทพฯ ตอนเช้ามืด ลงจากรถทัวร์รอเรียกแท็กซี่ (เหตุการณ์ละเอียดกว่านี้แต่เล่าพอเข้าใจ) และวันนั้นลูกโดนแท็กซี่ว่ากล่าวด้วยคำพูดที่ไม่ดี รู้สึกทุกข์ใจมาก และเริ่มทำทุกข์ทับถมตน ว่ายังลดกิเลสไม่ได้จึงต้องรับวิบากแบบนี้ เพราะช่วงนั้นยังมีอาการเอาแต่ใจตัวเองมากอยู่ ยังลดได้ยากเพราะเป็นมานาน และในวันนั้นรู้สึกได้ว่าตัวเองทุกข์มาก ทุกข์จะเป็นจะตาย ถึงขั้นเข้าใกล้อาการเป็นบ้าเสียสติ และไม่อยากทำอะไรต่อเลย จนมีพี่จิตอาสาท่านหนึ่งเรียกแท็กซี่ให้ พอขึ้นรถได้แล้ว ปรากฏว่าช่วงหนึ่งที่รถวิ่งเป็นวงกลมบนทางข้ามแยก ทำให้สิ่งของหล่นลงจากเบาะนั่ง ในขณะที่ลูกกำลังก้มลงหยิบสิ่งของที่หล่น ก็เกิดเห็นภาพคนๆ หนึ่ง ที่ลูกเคยว่าเขาด้วยคำพูดที่ไม่ดี (คำเดียวกันเลยกับที่แท็กซี่ว่ากล่าวลูก) เพื่อให้เขาหยุดทำไม่ดีกับลูก ทันใดนั้นอารมณ์ที่กำลังทุกข์มากๆ กลับกลายเป็นอารมณ์หัวเราะไม่หยุด จนต้องใช้ผ้าปิดปากเพราะคุมอาการไม่อยู่ และวันนั้นก็มีอารมณ์ กรึ่มทั้งวัน และลองนึกกลับไปถึงอาการทุกข์ก่อนหน้านี้ ไม่มีอาการทุกข์เหลืออยู่เลย และขณะนั้นก็ไม่เข้าใจ ว่าอาการที่เกิดขึ้นคืออะไร เมื่อได้ฟังธรรมจากพ่อครูและอาจารย์หมอเขียวบ่อยเข้า จนได้ฟังเรื่อง จรณะ 15 ลองตรวจใจตัวเองดูว่าปฏิบัติไหม ก็ปฏิบัติได้ประมาณหนึ่งค่ะ แต่ก็ไม่แน่ใจ ขอกราบเรียนถามพ่อครูว่า สิ่งที่ได้ใช่ฌานหรือไม่ค่ะ เมื่อได้แล้วเรื่องหนึ่ง เรื่องอื่นจะทำได้ไหมคะ เพราะหลังจากนั้น เมื่อมีเรื่องทุกข์ใจเข้ามาก็ไม่ทุกข์มากเหมือนเดิมแล้วเจ้าค่ะ และอาการเอาแต่ใจตัวเอง ก็ได้ลดลงมากตั้งแต่วันนั้นแล้ว กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า...โอ้โห อาการหนักแสดงว่าเป็นคนสุดโต่ง โต่งไปโต่งมาระวังเถอะจะออกนอกโลก โอ้โห สรุปรวมตัวเอง อาการที่ตัวเองได้รับ มาถามว่าใช่ฌานหรือไม่ สังเขปความไว้แค่นี้ก่อน ทุกข์ก็ไม่ทุกข์มากเหมือนเดิมแล้ว อาการเอาแต่ใจตัวก็ลดลงด้วย เอาอันนี้มาเป็นเครื่องยืนยันว่านี่เป็นฌานหรือเปล่า ก็ใช่ ใช่ เป็นอาการเจริญของจิต ฌานคือความเจริญของจิต

_เยาวลักษณ์ วัฒนเสรีกุล . น้อมกราบนมัสการพ่อครู ท่านสมณะ สิกขมาตุด้วยความเคารพสุดเศียรสุดเกล้า สักประมาณเดือนหนึ่ง ลูกได้มีเรื่องโต้เถียงกับน้องสาว สัก 20 นาที แบบเสียงดังลั่นบ้าน เพราะแรงอารมณ์พลุ่นพล่านทั้ง 2 ฝ่าย เพราะลูกขาดสติ พอลูกมีสติลูกเลยหยุดพูดโต้เงียบทันที เรื่องที่ลูกได้ว่าน้องสาว (น้องสาวไม่ได้ฟังพ่อครู) น้องสาวยังจะให้ลูกพูดแก้ที่ลูกว่าเค้า ลูกก็เลยบอกว่าไม่พูดแล้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน