661115 ชีวิตที่จบกิจในระบบสาธารณโภคี นี่เป็นตัวตัดสินอรหันต์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์797 KB
วันที่แก้ไข30 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

661115 ชีวิตที่จบกิจในระบบสาธารณโภคี นี่เป็นตัวตัดสินอรหันต์ 3 : พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53637.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1Cs7mHglTwAGrNP0Ze4YQeU9dIi7t7t-X/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1VpPUl1gvCqVGZF4ltXkEEtROwK5hlWIy/view?usp=sharing

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661115-108-1-e2bvb57

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/oknSreOkGf/ และ https://youtu.be/GdWIc4gL34A

มีซับ https://youtu.be/yAchKNKeNMU

สมณะเดินดิน... วันนี้วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน 2566 ขึ้น 3 ค่ำเดือน 12 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก การจัดงานปีใหม่ปีนี้เรามีการเปลี่ยนชื่อ ซึ่งทุกปีงานปีใหม่เราจะใช้ชื่อว่า งานเพื่อฟ้าดิน และงานตอนเดือนเมษายน เราจะใช้ชื่อว่างานตลาดอาริยะ ซึ่งการเอางานเพื่อฟ้าดินมาไว้ตอนปีใหม่จะไม่ค่อยลงตัวเท่าไร เพราะไม่ใช่ช่วงฤดูกาลที่เกษตรกรทำอาชีพกันเนื่องจากเป็นฤดูหนาว การทำไร่ทำนาเขาทำกันเดือนเมษายน ชื่องานเพื่อฟ้าดิน เราก็ไม่ได้พูดถึงฟ้าดินเท่าไหร่ พูดแต่จะขายของ จึงมีคนเสนอว่าน่าจะจัด ย้ายให้ลงตัว ตอนปีใหม่จะใช้ชื่อว่าตลาดอาริยะปีใหม่ ซึ่งแต่เดิมเราก็ใช้ชื่ออย่างนั้น แต่เพราะน้ำท่วมเราก็เลยสลับ ตอนนี้ก็สลับมาอีกที เอาเป็นว่าปีใหม่คือการจัดงานตลาดอาริยะ พอเดือนเมษายนเราจะจัดงานเพื่อฟ้าดิน เป็นงานเพื่อฟ้าดินก็จะมีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้นว่า เราจะได้ช่วยส่งเสริมเกษตรกร เรื่องของปุ๋ย เรื่องของเครื่องมือการเกษตร และเมล็ดพันธุ์ เราเพาะต้นไม้ขายตอนปีใหม่ก็ขายไม่ค่อยออก เพราะเขาจะต้องเอาต้นไม้ไปเก็บไว้ต

อ่านต่อ

ั้งนาน ดังนั้นพันธุ์ไม้ เมล็ดพันธุ์ถึงจะไปให้น้ำหนักช่วงเดือนเมษายน งานตลาดอาริยะปีใหม่เราจะเริ่มตั้งแต่ 26 ถึง 29 บำเพ็ญคุณ 30 ธันวาคม 2566 - 1 มกราคม 2567 เป็นงานตลาดอาริยะบำเพ็ญธรรม ปีนี้ทางบ้านราชฯจะมีพิเศษนิหนึ่ง คือ ทางจังหวัดเขาอยากให้เราไปร่วมงานกาชาดด้วย ที่ตัวจังหวัด ศาลากลางฯ ใหม่ ที่เขาอยากให้พวกเราไปร่วมด้วยเนื่องจากเราเอาเรือไปจอดที่นั่นตั้ง 2 ลำ เขาจะฉลองเรืออู่ข้าวอู่น้ำ ผู้ว่าคนเก่าบอกว่าคนไม่เยอะหรอก แต่ผู้ว่าคนใหม่บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเอาหมอลำมาเรียกคน ดังนั้น นี้ก็จะเป็นงานเพิ่มขึ้นมา ก่อนจะถึงงานปีใหม่เราก็มีงานศิษย์เก่าไหว้ครูบูชาพ่อ รวมตัวกันในวันที่ 9-10 ธันวาคม ใครจะมาให้กำลังใจศิษย์เก่าก็มาร่วมได้ ตอนนี้ฤดูหนาวเข้ามาแล้ว พรุ่งนี้เป็นต้นไปเขาบอกให้เตรียมเสื้อกันหนาวไว้ได้เลย อุณหภูมิจะลดลง 5 ถึง 7 องศาเซลเซียส และจะอถมมีฝนให้ด้วยบ้างเล็กน้อยในบางพื้นที่ ก็ให้เตรียมพร้อมเรื่องรักษาสุขภาพไว้ให้ดีก็แล้วกัน งานปีใหม่เราก็จะสอดคล้องเป็นช่วงที่หนาว ปลายธันวาคมถึงต้นมกราคม จะเป็นช่วงฤดูหนาวมากที่สุด เราจะเอาเสื้อกันหนาวมาขายตอนนี้น่าจะขายออก เนื่องจากอากาศจะหนาวกว่า เรามาฟังธรรมพ่อครูก่อนเพื่อจะร้อนขึ้น พ่อครูว่า... เอ๋! ฟังธรรมมันก็ต้องเย็นขึ้นสิ จะไปร้อนได้ยังไง

อโศก สัมปวังโก บอกว่า เขาเป็น”นักศึกษาวิชาพุทธศาสนาตามภูมิ” ว่างั้น เขียนกวีมา (พ่อครูอ่านบทกวี) อัตตา ๓ (โปฏฐปาทสูตร)

โอฬา-ริกะไซร้ เห็นได้ ไม่ยากเลยหนอ คน สัตว์ สิ่งของ บ่- ต้องปั้นหล่อ สร้างขึ้นมา ทิฏฐิ วิปลาส ความเห็นคลาด-เคลื่อนเลยพา ให้ยึด เป็นของข้า แบกอัตตา บนบ่าพลัน มโน-มยะ นา พวกขายค้า- บุญสร้างปั้น วิมาน สรวงสวรรค์ บ้านจัดสรร บนนภา อีกภพ ความว่างใส ช่างเหลวไหล ใช่มรรคา ขององค์ พระสัตถา ผู้สอนฆ่า กิเลสแล สุดท้าย อรูปะ นั่นช่างละ-เอียดจริงแท้ อารมณ์ ทั้งหลายแหล่ ยากนักแล จักเห็นนอ กิเลส พาฮำฮ่อน สุขลวงอ้อนให้เคลียคลอ หากบ่ ล้ำลึกพอ ก็ยังบ่ หยั่งเห็นนา ทั้งสาม นี้โปรดทราบ ว่าคือลาภ อันล้ำค่า อยากเห็น อนัตตา ต้องศึกษา อัตตาเอย

อโศก สัมปวังโก (นักศึกษาวิชาพุทธศาสนาตามภูมิ)

พ่อครูว่า... อัตตา 3 ก็เขียนเป็นกลอนเป็นอะไรผูกไว้ ก็อ่านสู่ฟัง ส่วนรายละเอียดอาตมาก็ค่อยๆ ขยายไปเรื่อยๆ อาตมาก็อธิบายธรรมะพวกนี้แหละ ไม่แตกไม่ต่างไปจากที่ว่านี้แหละ จะอัตตา 3 จะเรื่องอะไรต่างๆนานา ก็อธิบาย ก็หยิบมาอธิบาย ก็คิดว่าอธิบายมานี่ 50 กว่าปีแล้ว มัน..แหม! ผู้ที่ศึกษาตามนี้เอาไปปฏิบัติ มันก็ควรจะเป็นอรหันต์ได้เยอะแยะแล้ว มันครบถ้วน ไม่ใช่น้อยๆ SMS อาตมาก็ใช้เป็นไกด์ (ปัจจัย) อธิบายขยายความธรรมะต่างๆ ก็ดีนะ ก็เป็นการอธิบายธรรมะตรงกับผู้ที่ร่วมแสดงความเห็นเข้ามา เป็นความเห็น ก็ตาม เป็นการถามมา ก็ตาม เป็นความยังข้องขัดข้องคาอะไร ก็ตาม เราก็ใช้พวกนี้เป็นเรื่องเป็นไกด์ในการอธิบายธรรมะต่างๆ ก็เป็นประโยชน์ตรงร่วมกับผู้ที่ฟังธรรมกันอยู่ ไม่ใช่ว่าเอาแต่อาตมาพูด อาตมาคิดอยากจะอธิบายก็เอาแต่ของตัวเอง บางทีผู้ฟังก็คิดตามไม่ถึง คิดตามไม่ทัน ซึ่งหลายทีอาตมาก็รู้สึก แต่มันก็อธิบายไว้บ้าง ก็สงสาร ก็อธิบายกับ SMS นี่แหละจะชัดเจนแล้วอาตมาก็จะใช้อันนี้เป็นหลัก SMS วันที่ 13 - 14 พฤศจิกายน 2566

นึกว่าจะบรรลุธรรมฉับพลันแต่ไร้บารมีจึงเป็นแค่คนขี้เกียจ _ศิลป์สร้าง จนทุกชาติ . ตอนนี้มีผู้เผยแพร่บรรลุธรรมแบบฉับพลัน โดยการยกขันธ์ 5 มาพิจารณา ตัดลัดไปสู่การบรรลุธรรม โดยการไม่กำหนดหมายใดๆ เลย แม้แต่ความรู้สึก ว่ารู้เท่าทันสังขารความคิดปรุงแต่ง เขาบอกว่า การกำหนดจิตว่าต้องปฏิบัติตามครูบาอาจารย์ ใดๆ ถือว่าไม่ถูกทางทั้งหมดเพราะยังมีการกำหนดเข้าไปรู้ ไม่มีการเดินมรรคองค์ 8 ใดๆ ทั้งสิ้น พ่อท่านช่วยโปรดกรุณาชี้แนะผู้ขี้เกียจปฏิบัติทั้งหลายเหล่านั้นด้วยเทอญ🙏 พ่อครูว่า…บอกว่า “ยกขันธ์ 5 มาพิจารณา” นะ ยกใส่พานมาเลยเหรอ เขาทำยังไง? “ โดยการไม่กำหนดหมายใดๆ เลย” แล้วยกมาทำไม? “ไม่กำหนดหมายใดๆ เลย แม้แต่ความรู้สึก” ขันธ์ 5 มันก็มีบอกอยู่แล้วว่า มีเวทนาขันธ์ คือความรู้สึก แล้วดันไม่พิจารณาอะไรเลย พูดขัดแย้งคำพูดของตนเอง มันปากเปล่า มันพูดเล่นลิ้นไปเฉยๆ บอกว่า “ว่ารู้เท่าทันสังขาร” พิจารณารู้เท่าทันสังขาร แม้แต่เวทนาความรู้สึกก็ไม่พิจารณา บอกว่า “ยกขันธ์ 5 มาพิจารณา” นะ แต่เสร็จแล้วไม่พิจารณาอะไร แม้แต่ความรู้สึกก็ไม่พิจารณา อ้าว! จะเอาขันธ์ 5 หรือไม่เอาขันธ์ 5 (วะ! ถามไปเบาๆ นะ ) แม้แต่ความรู้ว่า เท่าทันสันสังขาร ความคิดปรุงแต่ง “เขาบอกว่า การกำหนดจิตว่าต้องปฏิบัติตามครูบาอาจารย์ ใดๆ ถือว่าไม่ถูกทางทั้งหมด” นั้นๆ แน่ เก่งสะด้วย “ ถือว่าไม่ถูกทางทั้งหมดเพราะยังมีการกำหนดเข้าไปรู้ ไม่มีการเดินมรรคองค์ 8 ใดๆ ทั้งสิ้น “ คุณศิลป์สร้างว่า “ พ่อท่านช่วยโปรดกรุณาชี้แนะผู้ขี้เกียจปฏิบัติทั้งหลายเหล่านั้นด้วยเทอญ🙏. “ คุณศิลป์สร้างว่า คนที่คิดอย่างนี้คือพวกขี้เกียจ

คุณศิลป์สร้างสรุปว่าเป็นพวกขี้เกียจจะปฏิบัติ ก็เลยพูดภาษาออกมา แสดงออกมา สรุปแล้วมันก็เลยบอกความต้องการ หรือว่าความหมายที่ตัวเองจะใช้คือ คุณก็ไม่ปฏิบัติอะไร คนที่ปฏิบัติธรรมไม่สัมมาทิฏฐิ นี้ ใช้แต่ตรรกะ ใช้แต่ความนึกคิดด้วยพยัญชนะ โดยสภาวะก็ตาม อย่างนั้นบ้างอย่างนี้บ้าง ที่นี้มันก็มีพยัญชนะบอกว่า อย่าไปยึดมั่น ถือมั่นอะไรก็แล้วแต่ แม้แต่คำว่า “ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น” มันก็ไม่ต้องทำอะไร มันก็ตีความ แบบตีกินง่ายๆ แล้วก็ไม่ต้องทำอะไร มันก็สบายดี สมใจคนขี้เกียจ เพราะฉะนั้นถ้าคนขี้เกียจอย่างนี้แล้วก็ตีความในคำต่างๆเข้าหา บอกให้เห็น “ กุสีตะ โกสัชชะ ” ของตัวเอง บอกให้เห็นถึง ความกุสีตะ โกสัชชะ คือความขี้เกียจของตัวเอง คนนี้ก็ เอาเถอะ เวลาของเขาก็บำเรอการไม่ปฏิบัติอะไรของตัวเอง อะไรๆ ก็ไม่ต้องไปทำอะไร นั้นก็พูดโวหารเท่ห์ๆ เหมือนกับตัวเองบรรลุนะ ก็โก้ไปอย่างหนึ่ง ก็ดูเท่ห์ๆ ไปอย่างหนึ่งเหมือนกัน นะ นี้ก็วิจารณ์ให้ฟัง ว่าที่ยกมานี่เป็นเรื่องของพวกที่ไปปฏิบัติธรรมะมา สรุปได้ว่า เป็นพวกขี้เกียจ _สู่แดนธรรม... พาหิยะทารุจริยะ เขาคงคิดว่าเขาเทียบรุ่นกับพระพาหิยะทารุจริยะไหมครับ พ่อครูว่า... เออ เป็นผู้รู้เร็ว เป็นผู้รู้ได้ง่ายๆ รู้แล้ว เข้าใจแล้ว บรรลุแล้ว ก็แล้วแต่ทิฏฐิ ทิฏฐิวิปลาส กำหนดวิปลาส สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส มันก็เป็นไป

ทำไมบางคนเลือกเป็นอรหันต์แล้วจบไม่เลือกต่อโพธิสัตว์ _Ka Por กะป้อ . เหตุปัจจัยใด ที่ทำให้คนๆหนึ่งเลือกทางไปเป็นพระโพธิสัตว์ มากกว่าหลุดพ้นบรรลุอรหันต์ พ่อครูว่า… คำพูดของผู้ที่ถามมมานี้ ไม่เข้าใจคำว่าโพธิสัตว์กับอรหันต์ดี ซึ่งมันก็ไม่ง่าย ก็เห็นใจอยู่ คนๆหนึ่งเลือกทางเป็นพระโพธิสัตว์มากกว่าหลุดพ้นบรรลุอรหันต์ คำว่า โพธิสัตว์ หมายความ ในความหมายพื้นๆต้นๆ ก็น่าจะต้องอธิบายหรือแปลความให้ฟังได้ว่า คือเป็น ผู้ที่ ปรารถนาโพธิญาณ ปรารถนาโพธิไปจนสุดโพธิ เพราะคำว่าโพธินี่หมายความว่าความรู้(ตรัสรู้) อรหันต์หมายความว่า เป็นผู้ที่จบสุด อรหันตะ นี่คือเป็นผู้ที่รู้ ตัวจบ ส่วนโพธิเป็นผู้ปรารถนาความรู้ ทีนี้ความรู้นี้มันมี โอ้โห.. มันมีโพธิสัตว์ 9 ขั้น แต่อรหันต์มี 6 ขั้น ก็ได้แยกแยะอธิบายให้ฟังหมดแล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่ปรารถนาโพธิสัตว์ เลือกทางไปเป็นโพธิสัตว์ ก็เป็นผู้ปรารถนาที่จะไปเป็นโพธิสัตว์ถึง 9 ขั้น ส่วนผู้ที่เลือกทางอรหันต์ ไม่อยากเป็นหรอกพระพุทธเจ้า ขอจบกิจ เพราะฉะนั้นก็จะสั้น ไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องโพธิสัตว์ ก็จะสั้น จะพยายามปฏิบัติ ตั้งแต่ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ให้จบกิจของตัวเองเป็นอรหันต์ นั่นคืออรหันต์โดยเฉพาะ โดยแท้ๆ ไม่ได้คิดจะต่อภพภูมิไปเป็น”อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” ซึ่งเป็นอรหันต์ขั้นที่ 6 เอาแต่แค่อรหันต์ขั้นที่ 1 ซึ่งมีอรหันต์อีกมากขั้น ก็ได้ เจาะช่องน้อยแต่พอตัว ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะ ฉะนั้นนัยยะเหตุปัจจัยที่ทำให้คนเลือกเป็นผู้โพธิสัตว์มากกว่าเป็นอรหันต์ก็คือเหตุปัจจัยที่ต้องการที่จะรู้ความจริงให้มากกว่าที่จะจบอรหันต์เท่านั้น จบอรหันต์ขั้นเดียวแล้วก็ ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป อาตมาอธิบายมาหมดแล้วว่าไม่มีปัญหาอะไร เป็นผู้เจาะช่องน้อยแต่พอตัว เขาก็จบ ไม่ต้องไปรู้อะไรอื่นเพิ่มเติม ไม่ต้องช่วยใคร ช่วยตัวเองให้รอด ได้แล้วก็ไปเลย เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีความเห็นแก่ความกว้าง เห็นแก่มวลมนุษยชาติ เห็นแก่ผู้อื่นบ้าง ก็เลือกทางโพธิสัตว์ ผู้ที่ไม่คิดเห็นแก่ใคร เห็นแต่แค่ตัวเองเท่านั้น ก็เอาแต่อรหันต์ ที่จริงแล้วมันมีภาวะปฏิสัมพัทธ์ มีปฏิกิริยา มันเกิดนัยยะที่กระทบกันอยู่ ทั้ง 2 นัย ทั้งโพธิสัตว์และอรหันต์ ถ้าเผื่อคุณเลือกแต่เฉพาะอรหันต์ คุณพยายามปฏิบัติเดี่ยวๆ มันจะเลยเถิดสุดโต่งไปผิดทางอยู่คนเดียว มันต้องอยู่กับหมู่ อยู่กับผู้รู้ จริงๆ ก็คือ อรหันต์ควรอยู่กับโพธิสัตว์ จะช่วยคุณได้ แต่คุณไปอยู่กับอรหันต์ ต่างคนต่างปลีกเดี่ยว นี้มันก็เลยสุดโต่งไป อยู่แต่ผู้เดียว บิณฑบาตแต่ผู้เดียว เดินจงกรมผู้เดียว ฉันผู้เดียว ผู้เดียว เดี๋ยวก็ได้เป็นอรหันต์อะไรอย่างที่เขาพูดกัน ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าพวกนี้เป็น พวกที่ไม่มีเพื่อน 2 หรือเพื่อน 2 คือกิเลสนั่นแหละคือคนจมกับกิเลส ไม่มีใครกระทุ้งกระแทก ไม่มีใครสัมผัส ไม่มีเพื่อนเป็นเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดการรู้ คนๆเดียวตัวเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ยังไม่ได้บรรลุ ยังไม่ได้จบอะไร ผู้อื่นเขาก็จะมีส่วนที่จะมีความต่าง มีอะไรที่รู้ต่างเรา นั่นแหละจะทำให้เรารู้สิ่งที่มีสภาพ 2 เปรียบเทียบ ไม่ใช่จะจมอยู่แต่กับหนึ่ง งมงายๆ อยู่กับหนึ่งอย่างเดียว บรรลุยาก ยิ่งบรรลุยากแล้วหลงว่าจะบรรลุเร็ว มันไม่ใช่ มันยิ่งบรรลุยาก มันยิ่งช้ายิ่งนาน นะ ศึกษาดีๆ พวกเราพยายามสรุปให้เห็นทางที่ อาตมาพาพวกเราปฏิบัติ มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี และดำเนินตามจรณะ 15 วิชชา 8 นี้ไม่ผิดทาง โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่ผิดที่ยืนยันก็คือมี อปัณณกปฏิปทา 3 เป็นความไม่ผิดจากศาสนาพุทธ อันนี้เป็นเครื่องชี้บ่งเลยว่า คนที่ไปปลีกเดี่ยว ไปหลับตา ไปอะไรต่ออะไรพวกนี้ มันโมฆะ มิจฉาทิฏฐิกันทั้งนั้น นี่แหละ อปัณณกปฏิปทา 3 นี้เป็น 3 ข้อหลักที่มันบอกชัดเจนว่า คุณจะต้องมาอยู่กับหมู่ มีสำรวมอินทรีย์ มีการร่วมกัน มีการเปิดตา ลืมตา รู้โลก มีอินทรีย์ 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ปิด เพราะฉะนั้นข้อแรก ปิดตาหนีไปเลยนี้ มันหมดเลยข้อเดียวก็จบแล้ว ต้องเปิดตาแล้วท่านสรุปลงไปว่าอาหารนี่แหละทวาร 5 ร่วมกับจิตเป็น 6 นี้ เป็นตัวก่อกิเลสที่เป็นหนึ่งในโลกเลย เรียนรู้ตรงนี้ นอกนั้นก็ผัสสะเครื่องใช้ ผัสสะอะไรอื่นๆอีกต่อไป ต้องพยายามรู้ด้วยตื่นๆชาคริยานุโยคะ ไม่ใช่ไปรู้ด้วยหลบๆ รู้ด้วยหลับๆ รู้ด้วยหลีกๆ ลี้ๆ ไม่ใช่ นี่แค่ 3 ข้อนี้ก็ไขความสมบูรณ์แบบแล้ว เพราะฉะนั้นพวกหลับตานี่ อาตมาไม่รู้จะพูดยังไงได้ มิจฉาทิฎฐิกันไปจนกลายเป็นยุคเสื่อม เสื่อมจนไปยึดความผิดเป็นความถูก แล้วยึดมั่นถือมั่นด้วย ยึดมั่นถือมั่นแล้วตัวเองก็โง่ดักดานอีก ผู้ที่เอาความถูกต้องมาเปิดเผยยืนยัน มาปฏิบัติ ใช้เวลาพิสูจน์ให้เห็น ซึ่งไม่ตรงกับที่ตัวเองเข้าใจ ว่านี้ ปฏิบัติแล้วมีการบรรลุ ยืนยันได้ทั้งบุคคลทั้งหมู่กลุ่ม เป็นสังคม เป็นวัฒนธรรมถึงขั้นสาธารณโภคี ถึงขั้นสาราณียธรรม 6 มีวรรณะ9 อะไรก็แล้ว มีพุทธพจน์ 7 ยืนยันอะไรๆ นี้ มีพฤติกรรมจริง มีกิริยาจริงของพุทธพจน์ 7 ของวรรณะ 9 จริงๆด้วย คนเลี้ยงง่ายเป็นยังไง คนบำรุงง่ายเป็นยังไง คนมักน้อยเป็นยังไง คนสันโดษเป็นยังไง ปฏิบัติประพฤติขัดเกลาตัวเอง สัลเลขะอยู่ตลอดเวลาคือยังไง มีหลักเกณฑ์มีข้อปฏิบัติที่สูงส่งไปเรื่อยๆ ธูตะ มีองค์ข้อปฏิบัติที่เจริญไปตามลำดับ จนกระทั่งบรรลุธรรม อปจยะ วิริยารัมภะสูงสุด (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... อาตมาเคยไปสอบนักธรรมตอนบวชใหม่ๆ นั้นนะ เพราะว่าไม่อย่างนั้นจะถูกเกณฑ์ทหาร อาตมาจำข้อสอบได้ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ เขาถามว่าปฏิบัติธรรมข้อไหนถึงจะถือว่าไม่ผิด อาตมาก็ไล่ตั้งแต่ มีศีล มีมรรคมีองค์ 8 ก็ว่ามันก็ทุกข้อเลยนะ เดาไปว่ามรรคมีองค์ 8 ก็แล้วกัน แต่ที่ไหนได้คือ อปัณณกปฏิปทา เขาถามง่ายๆแต่เรายังไม่มีไหวพริบปฏิภาณตอนนั้น พ่อครูว่า... อาตมาก็เริ่มต้นอย่างที่ไม่มีปฏิภาณไหวพริบ อย่างที่ท่านเดินดินว่า ก็อย่างนี้แหละ บางทีก็ตอบไม่ตรงกับผู้ที่เขารู้ที่เขาลองภูมิเรา เราตอบง่ายๆ ไม่ได้ ไม่ถูกต้องตามที่เขาว่า เขาก็ถือว่าอย่างนี้ไม่รู้จริง เขาก็ใช้หลักนี้พวกนี้ตัดสิน มันก็เสียประโยชน์เขาเหมือนกัน เอาก็ค่อยๆเป็นไป มาทำงานมาตั้ง 50 กว่าปี จึงเห็นว่าโอ้โห…กอบกู้มาได้ขนาดนี้อาตมาก็พูดแล้วพูดอีกว่า อาตมาภาคภูมิใจ พอได้แล้ว เอาละ มาต่อ SMS

_Krathin Sukdee กระถิน สุขดี . กราบนมัสการเจ้าค่ะ พ่อครูเคยบอกว่าผีไม่มีอยู่จริง แต่เมื่อตอนเด็กๆ ดิฉันนอนหลับใกล้รุ่งสาง ในขณะนั้นฝันว่ามีคนเอาศีรษะใส่ถุงปุ๋ย แล้วเอามาทิ้งไว้ที่หน้าวัด แล้วศีรษะนั้นก็ตามดิฉันมาถึงบ้าน ดิฉันตกใจ ความฝันเหมือนจริงมาก จนต้องตื่น และไม่ลืมความฝันนั้นเลย พอตอนสายๆ ดิฉันบังเอิญไปอ่านหนังสือพิมพ์ ปรากฏว่ามีข่าวฆาตกรรมแล้วมีคนเอาศีรษะมาทิ้งไว้ที่หน้าวัด สอบถามพ่อครูว่า นี่คือลางสังหรณ์ ใช่ไหมคะ มันคือพลังงานที่มันมีคลื่นแล้วรับคลื่นถึงกันได้พอดี แบบนี้ใช่ไหมเจ้าคะ พ่อครูว่า…บอกว่า “ พ่อครูเคยบอกว่าผีไม่มีอยู่จริง” เออ ดีนะ พูดอันนี้ดีหน่อย จะได้พาดพิงไปถึง”หมอปลา” ที่สถานีโทรทัศน์ช่องอัมรินทร์เอามาออก เป็นเรื่อง โอ้โห! ก็คนมันชอบดูนะ เรื่องอุปาทาน เรื่องลึกๆ ลับๆ อะไรที่มันไม่ค่อยจะรู้เรื่องกัน และแก็พูดอย่างกับแกมีความรู้เลยนะ เสร็จแล้วมันก็ มันก็มีขั้นตอน เดี๋ยวค่อยๆ อธิบาย สันนี้พูดเรื่องผี นี้ก็ดีแล้วละ ที่บอกว่า “ เมื่อตอนเด็กๆ ดิฉันนอนหลับใกล้รุ่งสาง ..ฯ .. สอบถามพ่อครูว่า นี่คือลางสังหรณ์ ใช่ไหมคะ” ก็คนเขาว่ากันอย่างงั้นนะว่าเป็นลางสังหรณ์ อาตมาไม่รู้ ตอบคุณไม่ได้เพราะอาตมาไม่รู้เรื่องลางสังหรณ์คืออะไร คนเขาว่าอย่างนั้นนะ ก็ตอบได้แค่นี้ บอกว่า “ มันคือพลังงานที่มันมีคลื่นแล้วรับคลื่นถึงกันได้พอดี แบบนี้ใช่ไหมเจ้าคะ” แหม! นี่ไปอยู่กับหมอปลา คงไปด้วยกันเลยนะ พูดอย่างนี้ มีคลื่นจิตวิญญาณทางผีทางจิตทางอะไรๆ นี่ ทางสัตว์ไม่รู้เรื่อง เป็นนามธรรมจิตล่องลอยนี้ มีบทบาทอะไรต่ออะไร ซึ่งไม่ใช่หรอก เป็นอุปาทานทั้งนั้น อันนี้ตอบได้ คุณอย่าไปกังวลเลย เดี๋ยวอ่านให้จบก่อนแล้วค่อยกลับมาอธิบายเรื่องผี มันยังมี SMS อยู่อีก 3 ข้อความ

_ศีลศร . กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพยิ่งค่ะ เช้าอากาศสดชื่นวันหนึ่ง เด็กชายวัยสามขวบ ขี่จักรยานมาตามทางถนนในชุมชนบ้านราชฯ พลันหนูน้อยหยุดกึกที่กลุ่มดอกผักบุ้งงามตา แล้วยกมือบอกพ่อที่ตามมาใกล้ๆ ว่า “หยุดก่อน” เด็กก้มมองกอผักบุ้งอย่างสนใจ ดูสุขสงบ ดิฉันเห็นภาพแล้วคิดว่า การเรียนรู้ธรรมชาตินอกกล่องอย่างนี้ น่าจะมีส่วนจูงดึงโน้มจิตใจเยาวชนของเราไปในทางอ่อนโยน ไม่หยาบคายต่อกันเหมือนยิวและฮามาสได้ใช่ไหมคะ พ่อครูว่า…มันไกลเกินไปที่คุณเทียบกันนี้ ยิวกับฮามาสนี้พวกหน้ามืดตาบอด พวกยังเป็นผีเป็นสาง ขออภัยพูดอย่างแรงๆ คือเขายังไม่รู้เรื่องหรอก ฆ่าแกงกันเพราะยังไม่รู้จักชีวะ ไม่รู้จักจิตนิยาม จิตวิญญาณ ไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้ความเป็นสัตว์ ความเป็นคน ความเป็นพืชอะไรหรอก หลงอำนาจบาตรใหญ่ ฆ่าแกงกัน หลงยึดอำนาจ หลงยึดพื้นที่ หลงยึดวัตถุ หลงยึดทรัพย์สิน หลงยึดอะไรๆ ก็แล้วแต่ แล้วก็ทำไปโดยอวิชชา เพราะฉะนั้นที่คุณมาเทียบกับเด็กอายุ 3 ขวบที่เห็นบรรยากาศของธรรมชาติ เขารู้สึกว่าเขารื่นรมย์กับดอกผักบุ้งอะไรพวกนี้ มันไกลกันคนละฟากโลก เพราะฉะนั้นอาตมาเห็นแล้ว น่าสงสารศาสนาบางศาสนาที่ยังไม่เข้าใจเรื่องของจิตวิญญาณ นั่นแหละก็พาศาสนิกเขาเป็นอย่างที่เป็น ศาสนาพุทธเราสอนให้รู้จักรายละเอียดของสัจจะความจริงต่างๆ มันจึง อืม พูดไปแล้วก็ยากที่จะ..อาตมาก็ไม่มีปัญญาจะอธิบายให้ชัดเจน เข้าใจง่ายโดยไม่ไปกระทบ ไม่ไปเบ่งข่ม ไม่ไปรบกวนหรือว่าไม่ไปพูดมากเข้า มันจะเป็นโอษฐภัย ก็ค่อยๆศึกษากันไป จะได้เข้าใจ เด็ก 3 ขวบเจอสิ่งที่สะดุดก็หยุดก่อน แล้วดูดอกผักบุ้งรื่นรมย์ โอ้โห กับเขาฆ่ากันให้ตายลงไปแล้วชนะ มันจิตคนละโลกเลย มันคนละโลกเลย มันไม่รู้สีรู้สาอะไรเลย กับอีกคนอยู่กับธรรมชาติ ที่มีความเย็นรื่นรมย์อะไรพวกนี้ อื้อหือ.. มันเทียบกันไม่ได้นะ

การทำสังฆทานที่สัมมาทิฏฐิเป็นเช่นไร _คอยใคร . ที่วัดอโศก ถ้าชาวบ้านหิ้วกระป๋องสังฆทานไปถวายสมณะ จะได้ไหมครับ พ่อครูว่า... อาตมาก็ขอยืนยันว่า มันก็จะต้องรับโดยมารยาท แต่ความจริงแล้วไม่ได้ยินดีด้วยหรอก มันไม่ได้ยินดีด้วยหรอก เพราะว่ามันออกนอกรีต นอกทาง ผิดธรรมะ สังฆทานของพระพุทธเจ้า ก็ผิดไปแล้ว แค่คำว่าสังฆทานนี่ เป็นการทานของสงฆ์ เป็นการทานที่ _สู่แดนธรรม... ทานมีผลมาก มากกว่ามีอานิสงส์ พ่อครูว่า... สังฆทานเป็นทานที่มีอานิสงส์ไม่ระบุบุคคล สังฆทาน ไม่ระบุบุคคล หมายความว่า คุณมีอะไรจะทาน จะบริจาคให้สงฆ์ ให้ภิกษุ คุณเจอใคร จะเป็นเณร เป็นพระ เจอใครก็ให้ โดยที่คุณไม่ต้องไประบุ ไม่ต้องไปกำหนดบุคคล มันมีคู่อะไร “ปาฏิปุคคลิกทาน ระบุบุคคล” กับ “สังฆทาน ไม่ระบุบุคคล” หมายความว่า อย่างนั้นสังฆทาน ไม่ต้องไประบุบุคคล อันนี้มีอานิสงส์ มีกุศลมากกว่าทานที่เป็นการระบุบุคคล เช่น ถวายแด่พระพุทธเจ้า ถวายแต่สงฆ์ที่เราเคารพนับถือ นี่แหละระบุบุคคล ไม่ได้อานิสงส์มาก เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเป็นภิกษุของพระพุทธเจ้าทุกองค์ ที่คุณเชื่อมั่น แล้วคุณก็เชื่อแล้วว่าเป็นสงฆ์ที่ควรจะได้รับทาน คุณก็ไม่ต้องกำหนดบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าคุณ ไม่ว่าจะเป็นพระไม่มีขั้น ไม่มียศ ไม่มีอะไร แม้แต่สามเณรก็ตาม คุณก็พบก็ให้เลย อย่างนี้มีอานิสงส์มากกว่า ปาฏิปุคคลิกทาน มีอานิสงส์มากกว่า อย่างนี้เป็นต้น นี่คือลักษณะของการทานที่พระพุทธเจ้าท่านอธิบายเอาไว้ ทีนี้เรื่องที่คุณถามมาว่า เอากระป๋องสังฆทานมา นี้มันเป็นเรื่องของพ่อค้า ในกระป๋องสังฆทานมันคือขยะ ที่คนขายเขาจัดสรรหลอกคนให้เอาสังฆทาน กระป๋องที่เขาทำจัดขาย เอามาให้พระ พระไม่ได้ใช้อะไรมากมายหรอก หลายอย่างเป็นเศษขยะ ใช้ไม่ได้ ไม่เหมาะสมกับสมณะเลย แต่เพราะความเสื่อมของธรรมะ ทุกวันนี้ก็พ่อค้าพ่อขายก็หากินหลอก มักง่าย ซื้อกระป๋องสังฆทานไปทำสังฆทาน ก็ไม่รู้ว่าสังฆทานคืออะไร ไปทำไปสารพัด นี่คือความเสื่อมชี้บ่งถึงความเสื่อมของศาสนาพุทธมากๆ เลย จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ พิธีกรรม พิธีการจารีตประเพณีต่างๆทุกวันนี้นี่ มันออกนอกรีตนอกทางธรรมะของพระพุทธเจ้าไปไกล เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธกระแสหลักทุกวันนี้ เขรอะไปด้วยพิธีกรรมขยะ มากมายเลย ออกนอกรีตไปโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวกัน เสียเวลา มันเลยกลายเป็นศาสนาที่จะปฏิบัติก็ปฏิบัติออกนอกทางไป หลับหูหลับตาไป เลอะเทอะไป มิจฉาทิฏฐิไป พวกที่ศึกษาอะไรรู้มากก็กลายเป็นมาก จนกระทั่งเป็นขยะหมอดเลย ก็เก็บขยะมาเป็นเนื้อหาสาระ มันก็เลยเยอะ มันเลอะ เอาล่ะขยายความไว้แค่นี้ก็เมื่อยแล้ว

นั่งหลับตาปฏิบัติคือ ปฏิบัติกับผี ก็งมงายอยู่กับผี ทีนี้มาพูดถึงที่ว่าจะพูดเรื่องผี เอามาพูดเรื่องผี คำว่า ผี เป็นภาษาไทย หมายถึง จิตวิญญาณ แล้วจิตวิญญาณชั้นต่ำ จิตวิญญาณชั่ว ชัดๆก็คือกิเลส คือผี ที่นี้คนไม่เข้าใจรายละเอียดของสัจธรรม ปรมัตถธรรม จิต เจตสิก รูปนิพพานต่างๆ ก็ไปเข้าใจถึงจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นจิตวิญญาณที่ไม่ต้องไปกังวล ที่ไม่ต้องไปนำพา ไม่ต้องมาเอาใจใส่ คือ จิตวิญญาณสัมภเวสี จิตวิญญาณสัมภเวสีนี่แหละ ไม่รู้จักกัน อย่างหมอปลาที่พูดถึงนั้น ไปงมงายอยู่กับจิตวิญญาณสัมภเวสี บอกว่าจะต้องอย่างโน้น จะต้องอย่างนี้ ซึ่งมันจะเปล่าดาย มันไม่เกิดผลอะไรเลย นอกจากมาเป็นการบรรเทา บรรเทาคนที่ติดยึด คนที่มิจฉาทิฏฐิ อยู่ใต้อำนาจความอวิชชา ไม่รู้ว่าจิตวิญญาณก็คือ จิตวิญญาณ แล้วจิตวิญญาณบอกว่าจิตวิญญาณมีผีเข้า มีผีเข้า แล้วมาสิงให้เป็นอย่างนู้น อย่างนี้ อย่างนั้น ตั้งแต่เริ่มต้นเข้า แล้วก็ไม่รู้เรื่องแล้วก็ดิ้นล้าง รำบ้าง ทำอะไรบ้าๆ บอๆ อะไรๆ แล้วก็บอกว่าผีเข้า “บอกว่าผีเข้า” ไม่มีผีที่ไหนมาเข้า มีแต่อวิชชาของคนผู้นั้นเองแหละ แล้วไปยึดว่าอย่างนี้มันต้องเป็นอย่างนี้ ต้องมีผี ต้องมีวิญญาณ ต้องมีองค์ลง ต้องมีใครทรงอย่างนี้ แล้วก็เป็นไปตามอุปาทานที่ตนเองมีมาตั้งแต่สัญญาเก่า หรือว่าไปได้ใหม่ก็ตาม แล้วก็เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น แล้วก็เป็นไป จะเต้นจะดีดอย่างนั้นอย่างนี้ บางทีมีถึงขั้นอิทธิฤทธิ์อิทธิเดช ทนต่อการฟันเข้า ไม่เจ็บไม่ปวดอะไร อย่างที่ภูเก็ต ทำกัน นี่คือพลังงานจิตที่ตัวเองงมงาย ไม่เข้าใจถึงพลังงานจิตตัวเอง มันหลงนะ อาตมาไปพิสูจน์ ไปเล่นไสยศาสตร์ เล่นแทงไม่เข้า ฟันไม่ออก เล่นอะไรต่ออะไร เจ็บนะ แต่ว่าทนได้ เก่งนะมันหลงเก่ง มันอุปาทาน มันก็มีอำนาจพิเศษเหมือนกัน แล้วมันก็ไม่ได้เรื่องอะไรเลย ก็เอาพลังงานจิตมาทำอะไรเลอะๆเทอะๆไปสารพัด พระพุทธเจ้าไม่ให้เรียนรู้เรื่อง ไอ้ปลายเหตุที่มันไปเป็นผีแบบนั้นผีแบบนี้ ท่านให้มาเรียนรู้ในปัจจุบันธรรม อย่าไปเรียนรู้จิตวิญญาณที่เป็น สัมภเวสี สัมภเวสีคือ จิตวิญญาณไม่มีที่ตั้ง จิตวิญญาณไม่มีที่เกิด ที่ตั้งที่เกิดของจิตวิญญาณคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย (กล่าวคือ) ใจมาเกิดที่ตา ใจมาเกิดที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ใจมาร่วมกันกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เปิดมีสัมผัสเป็นปัจจัย นี่คือวิญญาณ ไม่ใช่สัมภเวสี ถ้าสัมภเวสี เริ่มต้นจากคุณหลับตา จิตคุณเป็นสัมภเวสีแล้ว เพราะคุณไม่มีทวารและคุณปิดทวาร 5 ข้างนอกอีก เพราะฉะนั้น พวกที่นั่งหลับตาปฏิบัติคือ ปฏิบัติกับผี อยู่กับผี แล้วก็งมงายไปกับผีทั้งหมด เพราะฉะนั้น นั่งหลับตาปฏิบัตินั้นจะได้ความเป็นผีทั้งหมด ไม่ได้ความเป็นสัจจะที่บรรลุทุกข์สุขอะไรเลย เพราะไม่มีเวทนา ฐานที่จะเรียนรู้ทุกข์สุข ที่เป็นอริยสัจ เพราะฉะนั้นเดียรถีย์ก็ไปงมงายอยู่กับสัมภเวสี เหมือนหมอปลา ที่ไปงมงายอยู่อย่างนั้น แล้วก็ไป แกก็ช่วยไปขั้นหนึ่งนะ บรรเทาสำหรับคนที่หลงติดยึด แล้วต่างคนต่างก็ไม่รู้ แต่ก็บำบัดตามอาการไปได้ชั่วคราว ช่วยได้บ้าง _สู่แดนธรรม... ดีกว่าหมอปลาขึ้นมาหน่อยอีกขั้นหนึ่งก็ไปเห็นเทวดาครับ พระกรรมฐานที่เห็นเทวดา พ่อครูว่า... ก็ไปเข้าใจเทวดาล่องลอยเหมือนอย่างอาจารย์มั่น เห็นเทวดามาฟังธรรมของท่าน โห มาจากเยอรมันก็มี มาจากทิศนู้นทิศนี้เยอะ อะไรอย่างนี้ ซึ่งเป็นเรื่องงมงาย เป็นเรื่องสร้างนิรมาณกาย เป็นเรื่องสร้างตามอุปาทานจิตของตนเอง ซึ่งมันจริงไม่จริงไม่มีใครพิสูจน์ได้ มันนิรมาณกาย มันสร้างเรื่อง สร้างภพชาติ สร้างตัวสร้างตนตามที่ตัวเองอวิชชาอยู่ มัน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน