660911 พ่อครูเล่าความหลังเมื่อตอนอยู่ในวงการบันเทิง รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #40 ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
660911 พ่อครูเล่าความหลังเมื่อตอนอยู่ในวงการบันเทิง รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #40 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53528.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1Vprx8mIb-bH1hiKKLujP8mGnvjWCwBCR/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1L-dy1N0uwMmOIIZ7ZSt_HAZdkKRXE7Xv/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660911-e2967se
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/XnpI_sfRYIM และ https://www.facebook.com/100078722032092/videos/1510274259747415/ มีซับ https://youtu.be/RC01oL3KUJI
พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 11 กันยายน 2566 แรม 11 ค่ำ เดือน 9 ปีเถาะ September ที่บวรราชธานีอโศก วัน Black September เป็นวันที่เครื่องบินบินชนตึกเวิลด์เทรด คนอเมริกันต้องนึกถึงวัน Black September ก็ประวัติศาสตร์ของใครของมัน ทีนี่ก็มาของเรา SMS 6 - 7 กันยายน
ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น อกาลิโก นำหน้าโลกียะเสมอ _อ๋อย เอื้อมพร. กราบนมัสการค่ะ วันนี้ตอนฟังเทศน์ พอได้ยินพ่อครูปรารภว่าจะหยุดเทศน์เพราะกายขันธ์ น้ำตาเอ่อเลยค่ะ พ่อครูว่า...คงไม่ใช่น้ำตาเอ่อเพราะซาบซึ้งใจเนาะ _ถอดหัวใจเห็นความเมตตาของพ่อที่ต้องทน เพื่อลูกๆๆ สาธุ พระคุณของพ่อครู ลูกจะตอบแทนอย่างไรก็ไม่เท่าเทียม ขอก้มลงกราบแทบเท้าพ่อ ลูกจะพยายามปฏิบัติธรรมต่อไป และต่อไปค่ะ หากพ่อครูจะหยุดเทศน์เพื่อถนอมกายขันธ์ ลูกก็ขออนุโมทนาค่ะ เพื่อให้พ่อครูอยู่ดูความเจริญของชาวอโศก พ่อครูได้เทศน์ไว้มากมายแล้ว พวกเราฟังเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ ทุกวันนี้ลูกยังฟังธรรมที่พ่อครูเคยเทศน์ไว้เมื่อ 30 - 40 ปีก่อน ยั
อ่านต่อ
งไม่ล้าสมัยเลย อกาลิโกจริงๆ กราบมาด้วยความเคารพอย่างที่สุดค่ะ พ่อครูว่า...พูดถึงอกาลิโกก่อน อกาลิโก แปลว่า ไม่ล้าสมัย แปลง่ายๆ อกาลิโก ทุกกาละ ธรรมะพระพุทธเจ้าทันสมัย-ใหม่เสมอ ไม่มีล้าสมัย เพราะอะไร? เพราะว่าธรรมะพระพุทธเจ้านำหน้าไม่เคยมีใครทัน นำหน้าไม่เคยมีใครทัน โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้านั้นไม่มีโลกียะใดที่จะไปขับไล่เดินทางไปทันเลย ตลอดกาลนาน ไม่มี ยุคไหนสมัยไหนเมื่อไหร่ก็ไม่มีทัน โลกียะไม่มีทางเดินทางทัน ในโลกุตรธรรมมันมีโลกียะสมบูรณ์แบบครบถ้วน เช่น โลกียะว่าเขาเขาประพฤติดี ทำดี ไม่ทำชั่ว โลกุตระก็มีเช่นเดียวกัน ในโลกสมมุติ ในโลกสมมุติ เช่น ชาติๆหนึ่งเขามีสมมุติในชาติเขาว่าอย่างนี้ดีอย่างนี้ชั่ว แม้แต่กฎหมาย คนทั้งชาติก็ต้องถือกฏเดียวกัน อย่างนี้ดีอย่างนี้ชั่ว เหมือนกันหมดทั้งประเทศ เหมือนกันหมดทั้งลัทธิในชุมชนนั้นๆ เขาก็ยึดถือกันอย่างนั้น พระพุทธเจ้าเกิดมานับชาติไม่ถ้วน ไอ้ดีๆชั่วๆอย่างชาติแต่ละชาติ มีในยุคหนึ่งๆ ไม่ถึงพันชาติ ไม่ถึงพันประเทศ แม้เดี๋ยวนี้ก็ไม่ถึงพันชาติพันประเทศ ขณะนี้ในโลกมีประมาณ 200 ประเทศ ใช่ไหม เอาละ ให้ประเทศหนึ่งมี 5 ภาษา ภาษาเขาก็สื่อสภาวะ เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าสู่สภาวะ จะภาษาอะไรก็แล้วแต่ ดีมันก็คือดี อาจจะพูดกันคนละภาษา เพราะฉะนั้นถ้าภาษานี้ ชาตินี้ เผ่านี้ เขาใช้ภาษาอย่างนี้ว่าไอ้นี่ดี มันก็แบ่งเป็น 2 นัยยะคือ ดีกับชั่ว เพราะฉะนั้นความหมายดี ไม่ชั่ว มี 2 นัยเสมอ สรุปลงมาที่ เทวะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ เทวะสมบูรณ์แบบ จบ ชัดหรือยัง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เทวะ 2 สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้น 2 ของดีและชั่ว จบแล้ว แล้วทีนี้ก็มา 2 ของโลกียะกับโลกุตระ อันนี้แหละโลกียะไม่มีความรู้ในโลกุตระ แต่โลกุตระมีความรู้ทั้งโลกียะและโลกุตระ พูดไปแล้วเหมือนไปยกตนข่มโลกียะ แต่ที่พูดนี้ไม่ได้ไปยกตนข่มท่าน แต่เป็นเรื่องของสัจธรรม เป็นเรื่องของสัจจะ-ความจริง มันเป็นเช่นนั้น ก็อธิบายบอกความจริงกันไป โลกยุคนี้มันใกล้กลียุค มันเสื่อมต่ำแย่แล้ว มันฆ่าแกงกัน โอ้โห แล้วมันก็ไม่รู้สึกรู้สา อาตมาเองอาตมาพูดถึงเรื่องของชีวะ ธาตุจิต ลงไปถึงขั้น สัตตะ ปานะ ภูต ชีวะ แล้วก็แยกเป็น 7 แยกเป็น สัตตะ ปาณะ ภูตะ ภูตะก็แยกเป็น 3 ในภูตะ เป็นธาตุรู้ขั้นเริ่มคือ เจตสิก ธาตุรู้ขั้นเจตสิกในธาตุของจิตนิยาม เริ่มมาเป็นภูตคาม มันเป็นธาตุรู้ที่ยังไม่เป็นสัตว์ เป็นธาตุรู้แค่พืช พืชก็แบ่งเป็น 2 คือ ภูตคามกับพีชคาม ภูตคามก็แบบ static ส่วนพีชคามก็แบบ dynamic ภูตคาม พืชเป็นราก พืชหัว พีชคามเป็นราก เป็นกิ่ง เป็นใบ อย่างนี้เป็นต้น มหาภูต เป็นดินน้ำลมไฟ แล้วก็มาเป็นพืช มาเป็นภูตคาม พีชคาม แล้วมาเป็นเจตภูติ เริ่มมาเข้ามาเหลื่อม overlab มาหาธาตุจิตวิญญาณ ธาตุสัตว์ จากปาณะถึงเจริญมาเป็นเจตสิก มาเป็น เจตสิก แล้วมาเป็นสัตตะ รวมแล้วก็เป็นจิตนิยาม รายละเอียดพวกนี้อาตมาอธิบายนี้อธิบายจากสภาวะ ที่อาตมามี แล้วก็พยายามอธิบายเป็นพยัญชนะ แล้วอาตมาก็เข้าใจพยัญชนะคำบาลีต่างๆ เข้าใจอย่างแบบของอาตมา ซึ่งท่านสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ท่านก็พูดเสียดๆ กระแนะกระแหนอาตมาอยู่ว่า ท่านโพธิรักษ์ท่านว่าท่านรู้ได้ด้วยญาณ ไม่ได้อาศัยภาษาอย่างที่อื่นเขาเรียนกัน ที่เขาเรียนกัน ไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ ที่เขาเรียนกันเป็นตำราสากล จริง อาตมาไม่ได้เรียนอย่างนั้นจริง แต่อาตมาเข้าถึงตัวความเป็นสภาวะแท้ แล้วก็มาอาศัยภาษา ส่วนผู้ที่อาศัยภาษาเหตุผลของภาษานั้น มันก็เจริญแต่ภาษา มันเจริญออกนอกกรอบ เขาไม่รู้ เพราะฉะนั้นถึงวาระความเสื่อม ภาษาเป็นภาษาสวย เป็นภาษาวิจิตร ดังที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน อาณีสูตร (พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 672-673) กลองอานกะหรือตะโพนอานกะ เป็นภาษาสวยที่อาจารย์เขาร้อยเรียงไว้วิจิตร แต่มันเป็นของใหม่ มันไม่ใช่ของแท้ มันไม่ใช่ของเดิม ของกลองอานกะหรือตะโพนอานกะ ดังที่พระพุทธเจ้าท่านหมาย มันจึงเกิดความเสื่อมเพราะไปยืนยันผิดกับพยัญชนะผิด ภาษามันก็ต้องผิด ยืนยันจากพยัญชนะผิด เขาอาจจะอธิบาย คำว่า กาย เป็นต้น ง่ายๆ โดยเพี้ยนผิดไปหมดเลยว่า กายคือภายนอกอย่างเดียว มิจฉาทิฏฐิแล้ว เข้ารกเข้าป่าเลย หรือเขาไปอธิบายเรื่องของฌาน โอ้โห ฌาน ไปใหญ่เลยนะ ฌานเป็นนิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย ไม่รู้กันหรอกไม่มีใครเห็นของใคร แล้วต่างคนต่างก็พูดไป แล้วต่างคนก็บอกว่า เออ ตรงกัน พูดรู้เรื่องกัน เข้าใจกัน ต่างก็สมมุติไป เอารูปเป็นอย่างไร เอากายเป็นอย่างไรที่ในการสมมติ กายพิเศษนะ กายปั้นเอง กายเก๊ๆ กายไม่มีภายนอกจริง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ไม่มีจริง เพราะพวกหลับตาเขาไม่ใช้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นตัวกำหนดหมายด้วยเลย เขาก็ปั้นรูป ปั้นอะไรก็ได้ใช่ไหมล่ะ แล้วเขาก็มาพูดอธิบายให้เข้าใจมุมเหลี่ยมกัน สมมุติกันไป เหมือน Star Wars เห็นไหมล่ะตัวละครของเขา เขาปั้นรูปนั้นรูปนี้สารพัดใช่ไหม คุณว่าจริงไหมใน star wars ใครดูหนังเรื่อง Star Wars กันบ้าง อาตมาก็ไม่ค่อยได้ดูเท่าไหร่ แต่ก็พอดูผ่านๆ ก็เห็นตัวละคร หู เหมือนท่านด่วนดีนี่ก็มี ชื่ออะไร เจได ปากอย่างโน้นหูอย่างนี้ เขาก็ปั้นไป แขนขาก็ทำไปสารพัด มันเป็นรูปธรรมที่คล้ายกันกับนามธรรม แล้วนามธรรม มันทำได้สารพัดพิลึกกว่านี้ที่ไปปั้นมา เขาก็บอกว่านี่แหละอธิบายคนที่มีพยัญชนะหรือมีโวหาร อธิบายสภาพรูปธรรมนามธรรม มันวิจิตรประหลาดพิเศษอะไรต่ออะไรไป คุณภาพของหู คุณภาพของจมูก ของตาเบี้ยวๆ มี 3 ตาบ้างอะไรบ้างอธิบายวิจิตรกันไป คนก็เพ้อไปตามฝันเฟื่อง มันก็ยิ่งออก ยิ่งอธิบาย ยิ่งมีอะไรตกแต่งปรุงแต่งเข้ามา มันก็ยิ่งออกนอก นอกสัจธรรมไปใหญ่ ทั้งๆที่สัจธรรมของพระพุทธเจ้านี้จะต้องสรุปเข้ามาให้ได้ ไปหา 1 ไปหา 0 นี่มันก็บานเป็นโลกจินตา เป็นโลกแห่งความคิด โลกจินตา ไป บานทะโร่ไปหาที่สุดไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดหาที่สุด หาเรื่อง หาฐาน หากรอบของความจบ กรอบของความพอดีของความจบ หาไม่ได้ก็ไปไม่ออก ไม่มีทางบรรลุ อาตมาเทศน์ไว้มากแล้วฟังเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ คนที่ฟังธรรม ฟังเทศน์ไม่เบื่อ คือธรรมะที่เป็นโลกุตระ เป็นธรรมรส เป็นวิมุตติรส พระอรหันต์ก็ฟังไม่มีเบื่อ บรรลุอรหันต์แล้วก็ไม่มีเบื่อ เพราะถ้าว่าอรหันต์แล้วนะ มันยังไม่จบง่ายๆ อรหันต์มีตั้ง 6 ขั้นที่อาตมาขยายความมา มีตั้ง 6 ขั้น ที่อาตมาพูดนี้ไม่ใช่เพ้อเจ้อนะ เพราะอาตมานี้ขั้น 7 ซึ่งขั้น 7 นี้นับโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์มีถึง 9 ขั้น 1, 2, 3, 4 นี้อรหันต์ 1 แล้วบวกอรหันต์อีก 5 ขั้น ก็เป็น 9 ขั้น ถ้า 10 ท่านก็หายไปเลยหมดความเป็นพุทธะ พระพุทธเจ้าก็อยู่ที่ขั้นที่ 9 เป็นขั้นที่ 9 ของโพธิสัตว์ ถ้าพ้นโพธิสัตว์ไปแล้วก็เป็นทางศาสนาพราหมณ์เขาเรียก กัลกิริยาวตาร คือเป็น 0 ถ้าจะหมายความ กัลกิริยาวตาร ก็คือ เป็นอาการของอวตาร จะอวตารมาเป็นอะไรก็ได้ เหมือนอมตะบุคคล พราหมณ์เขาก็ไปเข้าใจเอาตรงโน้น อ้าว เดี๋ยวจะมากเกินไป เอาล่ะพอแล้ว จะเฟ้อไป เราไม่ต้องไปคำนึงอย่างพราหมณ์ ที่เขาแถมมา มันก็เป็นเพียงการรู้เพิ่ม เราก็ไม่ได้ใช้อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันก็เฟ้อเปล่าๆ ความเจริญของชาวอโศก อาตมาต้องรับรอง อาตมาต้องกอบกู้ อาตมาต้องนำพา เพื่อให้ความจริงของพุทธที่เป็นโลกุตระนั้น สืบทอดต่อเนื่องไปจนครบ 5,000 ปี อันนี้เป็นสัจจะ ผู้ไม่จริงไม่มีความรู้ จะไม่มีอะไรมาพูดอธิบายอย่างอาตมา อาตมาอธิบายธรรมะไม่ได้อธิบายอย่างภาษาฟังแล้วก็ไม่รู้ที่มาที่ไปอย่างต่อเนื่องกัน ที่จริงคำอธิบายธรรมะของอาตมาต่อเนื่องกันได้หมด ทุกเรื่องทุกอันเอามาเชื่อมโยงกันได้ บางอันก็ใกล้กัน บางอันก็ไกลกันหน่อย บางอันใกล้กันมาก แต่อธิบายได้ต่อเนื่องถึงกันได้หมด มันเป็นสัจจะที่ การเกิดมาเป็นคน ชีวิตที่ได้ร่างกาย-จิตวิญญาณ หรือจิตนิยามเป็นสัตว์ที่เรียกว่า คน นี้ภาษาไทย ส่วนภาษาบาลีเรียกว่า มนุสโส เป็นภาษาสันสกฤตก็คือ มนุษยะ มนุษย์ก็เป็นผู้ที่จะผันตัวเองให้เจริญสูงสุดได้ที่สุดจึงเรียกว่าจิตสูง ถ้าไม่สามารถผันให้ตัวเองสูงสุดได้ก็ผันให้ตัวเอง..ขออยู่ในร่างมนุษย์เหมือนกัน ผันตัวเองให้ต่ำสุดไป จนกระทั่งต่ำกว่าเดรัจฉาน ต่ำกว่าสัตว์นรก ต่ำกว่าสัตว์ชั้นต่ำมหาอเวจีไหนๆก็ได้ เฉพาะจิตวิญญาณก็ทำให้ต่ำ ไม่มีกำหนดต่ำอย่างหาที่สุดไม่ได้เหมือนกัน เลวร้ายอย่างหาที่สุดในความต่ำ เขาก็เป็นไปได้ จิตของเขาเป็น อย่างคนในยุคนี้ปางนี้สมัยเดียวกัน คุณก็นึกเอาเองก็แล้วกัน คนที่เขาเป็นอย่างนั้นได้ พูดให้ชัดขึ้นอีก เอาตัวบุคคลมาอธิบาย คุณว่าธัมมชโยจะรู้ความจริงไหมว่าตัวเองนี้หลอกคนอื่น ทักษิณจะรู้ไหมว่าตัวเองนั้นหลอกคน มหาบัวจะรู้ไหมว่าหลอกคน กินหมากนี่บอกว่าไม่มีกิเลสมันไม่เป็นกิเลส เราก็เชื่อไม่ไหวนะว่าท่านไม่รู้ เราก็ให้เกียรติท่านว่าท่านเป็นผู้ฉลาดอยู่ รู้ ท่านรู้แต่ว่าท่านหลอก อันนี้แหละเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ที่ชัดที่สุดและก็จริงที่สุด ผู้ที่โกหกทั้งๆที่รู้ ตนก็รู้ว่าคำนี้เป็นการโกหก แล้วก็โกหกมันออกไป โกหกผู้อื่นทั้งๆที่รู้ว่าตนเองโกหก ไม่แก้กลับ ยังดันทุรังโกหกต่อไปให้คนอื่นเข้าใจผิดอย่างนั้น คนนี้เลวหาที่สุดไม่ได้ เสื่อมหาที่สุดไม่ได้ มันเป็นเช่นนั้น น่ากลัวสัจธรรมนี่ ฟังสัจธรรมดีๆ ที่อาตมาหมาย (พตปฎ ล.25 ข้อ 203 สัมปชานมุสาวาทสูตร การกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่)
_ธรรมธารทิพย์ มาลิณี น้อมกราบนมัสการพ่อครูฯด้วยเคารพยิ่ง ได้ยินพ่อครูฯเปรย ควรลดการเทศน์ เห็นด้วยอย่างยิ่งเพื่อพักกล่องเสียงบ้าง เจ้าค่ะ
_ตุ๊ก อัศวิน . ได้สดับตรับฟังที่ พ่อครู ปรารภถึงสภาวะแห่ง 'สังขารขันธ์' ของท่าน ที่ต้องเพิ่มอินทรีย์พละอย่างสูงยิ่ง..เพื่อให้เกิดพละกำลัง 'เหนี่ยว..ดึง..รั้ง..ฉุด..กระชาก..ลาก..ถู' ให้เกิดการเคลื่อนกายย้ายจุด..มาบรรยายธรรม@เฮือน 0-0 แห่งนี้ ซึ่งเห็นตระหนักยิ่งนัก..ในเมตตาธรรม และ ความกรุณา ของพ่อครู ที่มีต่อ ลูกๆ..ช่างน่าซาบซึ้งในจิตวิญญาณยิ่ง เจ้าค่ะ ขอนิมนต์พ่อครู..โปรดพิจารณาดำเนินการที่ท่านเห็นควร..ไปตามเหตุ ไปตามปัจจัย เพื่อยัง ประโยชน์ตน!! ประโยชน์ท่าน!! ให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท..เจ้าค่ะ สมัยที่เริ่มรู้จัก ชาวอโศกใหม่ๆ..ขอสารภาพว่า ประทับใจในวัตรปฏิบัติของชาวอโศกยิ่งนัก..ในเรื่อง 'เมื่อใดที่ชาวอโศกมีข้อสงสัย ?' ใคร่ถามแทรก จะนอบน้อม..ด้วยการพนมมือ และ เปล่งวาจาว่า 'ขอโอกาส..เจ้าค่ะ/ครับ' ซึ่งเป็นกิริยางดงาม..น่ารัก น่าเอ็นดู น่าประทับใจ เจ้าค่ะ ทุกวันนี้..ได้แอบขอลอกเลียนแบบน้อมมาปฏิบัติ..มั่งจิ!! กราบ_/\_ขอบพระคุณ..ที่ท่านไม่สงวน ลิขสิทธิ์ ชิมิ เจ้าคะ พ่อครูว่า…อาตมาก็คำนึงอยู่ “ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน” เป็นเพลงอาริยะหมายเลข 1 เลยที่อาตมาตั้ง เพลงอาริยะมี 10 หมายเลข หมายเลข 1 คือ ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน และมีแถมประโยชน์สูงประหยัดสุด
_เพียรผ่องพุทธ กล้าจน . น้อมกราบนมัสการหลวงปู่ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกขอโอกาสเรียนถามว่า หลวงปู่รู้สึกได้รับอันตรายจากอุปกรณ์อิเล็กซ์ทรอนิกบ้างหรือเปล่าค่ะ และมีวิธีการป้องกระแสไฟฟ้าที่อยู่ในห้องทำงานอย่างไรบ้างค่ะ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ (ลูกมีโน๊ตบุ๊กตัวเดียวยังรู้สึกร้อนถ้าทำงานเกิน 1ช.ม) พ่อครูว่า…ก็ไม่ได้รู้สึกนะ ก็น่าจะมี แต่มันเป็นเรื่องละเอียดลึก เล็ก ไม่ได้มีเครื่องป้องกันอะไรมาก เขามีปิรามิดเครื่องน้อยๆตั้งอยู่ เป็นหินสีน้ำเงินตั้งอยู่หน้าโต๊ะ เขาว่าปิรามิดมันช่วยได้ก็ทำช่วยกันไป ระมัดระวังกันเอาเอง มันมีความทนได้เหมือนกันสำหรับคนที่ฝึกตน ฝึกฝน ทนได้มันไม่เป็นพิษเป็นภัยเท่าไร คนที่เปราะบาง ไม่ทนแล้วก็ตั้งใจไม่ทน มันก็ทนไม่ได้ มันก็รับไม่ได้ก็เป็นจริงเหมือนกัน ก็แล้วแต่ว่าใครจะพยายามทำแค่ไหน
เห็นความต่างของ 1 และ 0 ได้เมื่อใดแล้ว ก็ไปอยู่ที่ 0 จบ _พลังเพ็ญ คำด้วง . ช่วงเข้าพรรษา นี้ ลูกตั้งใจอ่านหนังสือปัญญา 8 ทั้ง 2 เล่มที่พ่อครูได้เขียน อ่านจบแล้วก็อ่านทวนใหม่ ทำความเข้าใจนำมาสู่การปฏิบัติในชีวิตประจำวันที่ดำเนินอยู่เท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะเรื่อง สุข-ทุกข์ จะทำยังไงให้หมดสุขหมดทุกข์ตามลำดับ พ่อครูได้เขียนไว้ชัดเจนค่ะ สามารถเกิดผลกับจิตลูกได้ หมดสุขหมดทุกข์ได้เป็นเรื่องๆได้ตามลำดับไปลูกจะพากเพียรปฏิบัติต่อไป กราบนิมนต์พ่อครูเทศน์สดเหลืออาทิตย์ละ1วันค่ะ เพื่อถนอมกายขันธ์พ่อครูค่ะ (กราบขอบพระคุณค่ะ) พ่อครูว่า...สรุปเรื่องยอดสุดของศาสนาพุทธคือสุขทุกข์นี้แหละ ถ้าคุณเข้าใจเรื่องสุขทุกข์เป็นเวทนา เป็นความรู้สึก มี อาการ ลิงค นิมิต แตกต่างกัน ลิงคะคือแตกต่างกัน จับอาการ จับนิมิตของมันได้ นิมิต เป็น static อาการ เป็น dynamic อาการสภาวะ 2 คุณจับความแตกต่างกันได้ ทั้งสภาวะนิ่งกับสภาวะเคลื่อนไหว ละเอียดเท่าไหร่ๆ ก็สามารถเข้าใจได้ รู้ได้จริงๆ แล้วคุณก็จะสามารถเห็นว่ามันลงตัวแล้วเป็น 1 หรือเป็น 0 0 ก็คือไม่มีไปเลย 1 ก็คือไม่มีการปรุงแต่งแล้ว แม้คุณจะไปยืนอยู่ฐานสุข 1 มันก็ไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนอะไรมากมาย มันก็สุขหนึ่งเดียว แต่มันก็ไม่หมดเชื้อ เพราะฉะนั้น จับคู่ 1 กับ 0 เข้า ก็จะเห็นความแตกต่าง หรือ ลิงคะของมัน ซึ่งมันละเอียดมากแล้ว 0 กับ 1 ละเอียดมากแล้ว มันจะจบแล้ว คู่สุดท้ายแล้ว คุณเห็นความละเอียดแล้วคุณก็ทำเป็น 0ได้ เห็นความต่าง คุณเกิดเห็นความต่างของ 1 และ 0 ได้เมื่อใด แล้วก็ไปอยู่ที่ 0 จบ ใช้พยัญชนะอธิบายได้เท่านี้
หากจะตายพ่อครูคงตายตอนนอนหลับ _จรรยา ประเสริฐ . โสดาบัน ของลูก ถือศีล 5 ให้ได้ หยาบ กลาง ละเอียด ให้ทาน (เสียสละทั้งกำลังทรัพย์ที่มี โดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ) ทำกุศล ให้ถึงพร้อม เท่าที่ตา กาย ใจ เราได้เห็น ทั้งหยาบ กลาง ละเอียดค่ะ ไม่มีคำพูดใด ๆ นอกจากกราบนมัสการพ่อ ลูกจะลด ละ กิเลส ให้มาก ถึงมากที่สุด เพื่อให้ได้มรรค ได้ผล เป็นโสดาบันค่ะ เพื่อตอบแทนพระคุณที่พ่อได้จ่ายพลังงานออกมา กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า… ถือศีล 5 ให้ได้ นี้เป็นมาตราฐานขั้นต้น จริงๆ ก็ ศีลข้อ 1 2 3 ส่วนศีลข้อที่ 4 เป็นวาจา ศีลข้อที่ 5 เป็นจิต จิตเป็นตัวประธาน วาจาเป็นตัวขยายผล คู่นี้ จิตก็เป็น Static วาจา ก็เป็น Dynamic ก็เป็นคู่ ฉะนั้นฐานจริงก็เป็น 3 ศีลข้อ 1-3 เป็นสมบูรณ์ ก็เคยขยายความมาบ้างแล้ว ก็ค่อยๆฟังไป มันยังมีนัยยะละเอียดที่อาตมาจะอธิบายได้อีกไม่น้อย อธิบายไปถ้าอายุ 120 ก็อธิบายได้อีกยาว ทำเป็นชื่นใจพอพูดจะอยู่ไปถึงอายุ 120 ซึ่งอาตมาทุกวันนี้ ไม่รอ ไม่หวัง แต่เราทำ 120 นี่ ไม่รอ ไม่หวัง เราทำไปเรื่อยๆ ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น อาตมายังรู้สึกเลยว่า อาตมาคงจะตายไม่รู้ตัวหรอก มีแต่พยายามจะเป็น จะเป็น จะไม่ตาย จะไม่ตาย แต่พอมันตายนี่มันก็คืออยู่ในภาวะที่อาตมาต้องพักผ่อน อาตมาต้องดร็อปตัวเองหรือต้องดับตัวเอง ใช่ไหม..พักผ่อน มันคงจะอาศัยช่วงนั้นแหละไปเลย เท่าที่อธิบายนี้พอเข้าใจใช่ไหม มันเป็นสัจจะอย่างหนึ่ง มันสุดวิสัย มันสุดฝืนแล้วมันก็ไปเอง _สู่แดนธรรม... ไม่ได้ตั้งใจว่าจะตายนะครับ พ่อครูว่า... ไม่ได้ตั้งใจจะตาย ตั้งใจจะต่อ แต่มันต้องตายก็ต้องตาย ก็เอา แล้วแต่ ไม่มีปัญหาอะไร อาตมาเข้าใจ พวกเราก็คงเข้าใจแล้ว ไปกลัวอะไรเกิดตาย ข้อสำคัญคุณชัดตัวเองไหมเล่าว่า ทุกวันนี้ คุณพอมีกุศล มีภาคสิ่งดีมากพอได้อาศัยว่า เกิดชาติหน้า ชาติหน้าไม่ตกต่ำกว่าชาตินี้แน่นอน โดยเฉพาะนี่ อย่าให้มันไปเป็นเดรัจฉาน อย่าให้มันไปเป็นสัตว์นรกอะไรกัน เกิดมาชาติหน้า ก็จะต้องได้เป็นมนุษย์ และมนุษย์ก็คงจะไม่ตกต่ำอะไรมากนัก เพราะเราก็เก็บสภาวะวิบาก สัมภาระวิบากที่เราสะสมกันด้วย สัมภาระวิบาก ก็ทำจริงไป มันมีจริงเป็นจริง มันก็ได้จริง มันไม่ถึงขีดถึงเกณฑ์ของสัจจะ คุณจะไปเอามาจากไหนล่ะ ไปซื้อจากห้างขายยาจะมีขายไหม ห้างนั้นน่ะ Supermarket หรือห้างอะไร ศูนย์การค้าใหญ่โตมโหฬาร มันก็ไม่มีขาย คุณก็จะต้องทำ กรรมใครกรรมมัน วิบากใครวิบากมัน
ทาน ยิ่งให้ไปยิ่งได้มาก (ต่อ)จรรยา ประเสริฐ _ ถือศีล 5 ให้ได้ หยาบ กลาง ละเอียด พ่อครูว่า... นี่ก็ซ้อน หยาบ-กลาง-ละเอียด นี้มันเยอะ ศีล 5 นั้นนะ ถ้าเข้าใจอย่างดีแล้ว ไม่ต้องอธิบายเป็นพยัญชนะ มีสภาวะไปเอง เป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ อธิโมกข์ ไปเรื่อยๆๆๆ มันสุดยอดของมัน ขยายสภาวะไปเอง _ให้ทาน (เสียสละทั้งกำลังทรัพย์ที่มี โดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ) พ่อครูว่า... นี้ก็มีพวกเรานี้มาศึกษา ทานที่ไม่รับสิ่งตอบแทนวัตถุก็ไม่รับแล้ว วาจาก็ไม่พูดรับ จิตก็ไม่รับจริงๆ สละออกไปศูนย์เลย ส่วนอานิสงส์มันจะย้อนกลับมาหาตัวเราเอง เราก็บอก เออ! มันก็ย้อนกลับมาเนอะ แล้วเราก็ต้องเข้าใจสัจจะว่า ไม่ต้องอยากได้ มันได้มาก็สะพัดออกอีก มันก็จะเพิ่มไปอีกเป็นผลสูงเพิ่ม แล้วมันก็จะสะพัดย้อนกลับมาหาเราอีก โดยคุณจะต้องปฏิเสธ ไม่อยากได้ ยิ่งไม่อยากได้ ยิ่งได้มา ยิ่งไม่อยากได้ ยิ่งได้มา สัจจะมันจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นคุณทำออกอย่างเดียวเลย ทำออกอย่างเดียว ไม่ต้องทำเข้า เข้ามันจะมีของมันเอง Action-Reaction มี 2 สภาวะ เพราะฉะนั้นเราทำแต่ฝ่ายเดียว ฝ่ายที่เข้าใจสิ่งที่เป็นฐานที่ตั้งหรือฐานที่ดีอย่างเดียว (ต่อ)พลังเพ็ญ คำด้วง _เรื่อง สุข-ทุกข์ จะทำยังไงให้หมดสุขหมดทุกข์ตามลำดับ ก็จัดลำดับให้ดีสิ ของเราเองนะ อ่านอาการสุข-ทุกข์ของเราเอง เรายังติดหยาบ-กลาง-ละเอียดกับอะไร คุณก็ต้องดูว่า โอ้ อันนี้เราถือว่าหยาบ ซึ่งมันไม่ตรงกันนะในแต่ละคน คุณไปติดยึด ผูกพันกับอะไรต่ออะไร แต่ละคนมันไม่เท่ากัน ใช่ไหม บางคนติดมะเขือ บางคนติดกล้วย บางคนติดสะตอ ทุกวันนี้พูดตรงๆ อาตมากินสะตอไม่ค่อยได้แล้ว ทุกวันนี้ก็เห็นว่าแต่ก่อนเราก็กินพอสมควรทั้งเหม็นทั้งขม สะตอ เหม็นไหม ทั้งเหม็น ทั้งขม..โอย กินสะตอแล้ว เทียบกับเม็ดกระถิน มันคล้ายกัน แต่มันอ่อนกว่ากันเยอะเลย เม็ดสะตอกับเม็ดกระถิน ก็เป็นลักษณะของคนใต้เขาถนัดอย่างจัดจ้านหน่อย อีสานนี่ถึงจะจัดอย่างไรก็สู้ใต้ไม่ได้ ยิ่งภาคกลางแล้วก็ยิ่งไม่จัดเท่า ภาคกลางไปจัดจ้านทางฟรุ้งฟริ้ง โอ้ย ภาคกลางจัดจ้านทางฟรุ้งฟริ้ง
มีฉันทะ มีโยสิโสมนสิการ มีผัสสะ ก็เป็นพระโสดาบัน (ต่อ)จรรยา ประเสริฐ _ทำกุศล ให้ถึงพร้อม เท่าที่ตา กาย ใจ เราได้เห็น ทั้งหยาบ กลาง ละเอียดค่ะ ไม่มีคำพูดใด ๆ นอกจากกราบนมัสการพ่อ ลูกจะลด ละ กิเลส ให้มาก ถึงมากที่สุด เพื่อให้ได้มรรค ได้ผล เป็นโสดาบันค่ะ เพื่อตอบแทนพระคุณที่พ่อได้จ่ายพลังงานออกมา กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า... ฐานโสดาบันนี่ มันไม่ใช่ฐานที่ใหญ่ที่โตอะไรเลย มันมีเนื้อแท้ของจิต 1. ยินดี ตามมูลสูตรข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ทำใจในใจเป็น มนสิการ 3. มีสัมมาทิฏฐิ ที่ต้องรู้ว่าตัวเองต้องผัสสะ เป็นมูลสูตรข้อที่ 3 ต้องมีผัสสะในการปฏิบัติธรรม (มูลสูตร 10 : พคปฎ. เล่ม ๒๔ "มูลสูตร" ข้อ ๕๘) เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีฐานข้อที่ 1 2 3 นี้เป็นโสดาบันแล้ว ต่อจากนั้นคุณก็ปฏิบัติให้เพิ่มโสดาคุณ มากขึ้นด้วย มันก็จะเติมเวทนาให้เจริญขึ้นๆๆ เวทนาขึ้นได้ขีดหนึ่ง ก็เป็นสมาธิ สมาธิยิ่งแข็งแรงเป็นอินทรีย์ เป็นพละได้เท่าไหร่ สติปัญญาก็จะเจริญขึ้นเรื่อยๆ วิมุติ ก็เป็นผลตามมา เมื่อคุณถึงขั้นวิมุติ คุณก็เป็นอรหันต์ทุกคน เป็นอมตะบุคคล เป็นวิมุติจบแล้ว จบกิจ จิตหมดกิเลสวิมุตหลุดพ้นหมดกิเลส คุณก็เป็นอมตะบุคคล เพราะฉะนั้นคุณจะเกิดหรือคุณจะดับคุณก็ทำได้เอง วิธีดับสูงสุดก็ดับอย่าง ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ถือว่าจบกิจแล้วเบื้องต้น อรหันต์เบื้องต้นต้องปรินิพพานเป็นปริโยสาน ได้ เพราะฉะนั้นคุณตาย..สุดท้ายคุณก็ตายด้วย นิพพาน 3 สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปปนิหิตตนิพพาน ทำสูญ จิตสูญ ไม่เกาะนิมิตใด ไม่ตั้งจิตใหม่อีกเลย..สูญ ธาตุจิตก็แยกไปหมด สลายกลายเป็นดินน้ำไฟลม นี่ก็อธิบายซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วก็รู้สภาวะ เราก็นึกถึงขณะเป็นๆ นี้แหละ ไอ้ที่เราแต่ก่อนนี้เคยวนเวียนไป อย่างผู้หญิงนี้มีเยอะ อบายมุข ฉัน โอ้โห เฟอะฟะต่างๆ ใช่ไหม อบายมุขแต่ก่อนนี้เลอะเทอะเยอะแยะผู้หญิง โอ้โห..แต่ก่อนนี้เราหลงมันว่าเลิศเลอ แต่เดี๋ยวนี้เห็นแล้ว โธ่ เราไปติดไปยึดมันมาได้ แต่เดี๋ยวนี้เราก็ไม่แล้ว ถ้าเราไม่แล้ว เราปล่อยวาง เราไม่ยินดีแล้วด้วย คุณอย่าไปยินร้ายกับคนที่เขาติดอยู่ อันนี้เป็นภาวะซ้อน มันน่าสงสารเขา เราอย่าไปยินร้ายกับเขา ถ้าบอกเขาได้ ปรารถนาดีกับเขา ก็บอกเขาบ้าง ช่วยเขาด้วย ไม่ใช่ไปยินร้าย แล้วก็ชิงชังผลักไสกัน..ไม่ใช่ ต้องเข้าใจเขาเห็นใจเขา ต้องรู้ว่าเราเองเราก็เคยเป็นอย่างนั้นมา ตอนนี้นี่เราไม่เป็นแล้ว ส่วนคนที่ไม่เคยเป็นอย่างนั้นมา ก็จะเข้าใจมันเกินกว่าที่เราเป็นนะ เกินกว่าที่เราเคยเป็นเคยมี เขาทนได้ยังไงนะ น่าสงสาร ไอ้อย่างนี้ก็ไม่กระไร แต่ถ้าเราเคยเป็นมา แล้วเราก็ไปเหยียดหยามเขา เธอทิ้งไม่ได้ ฉันยังทิ้งมาได้เลย มันก็ไม่ดี ลักษณะของจิต โสดาบันมันไม่มากไม่มาย ศีล 5 คุณได้สมบูรณ์แบบ ศีล 5 ยังไม่ละเอียดอะไรมากมายหรอก ยังหยาบ คุณก็ไม่เป็นแล้ว หรือเมื่อกี้ก็บอกแล้ว 3 อย่าง อะไรบ้างล่ะ ๑. มีจิตยินดี แล้วก็ ๒.ทำใจในใจได้ แล้ว ๓. มีผัสสะ ในมูลสูตร 3 ข้อแรก อย่างนี้มันเป็น อปัณณกปฏิปทา 3 ปฏิบัติไม่ผิด คุณปฏิบัติมีความยินดี แล้วก็ทำใจในใจของคุณ พวกนั่งหลับตา เขาก็ทำใจในใจของเขา เราลืมตาปฏิบัติเป็นสัมมาทิฏฐิให้ได้ โดยมีผัสสะเป็นปัจจัย หลับตาเขาไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย มูลสูตรเขาแค่นี้เขาได้แค่ยินดีกับมนสิการ ผัสสะ ไม่มีแล้วพวกหลับตา เพราะฉะนั้นก็โมฆะไปเลย มูลสูตรอีก 8 ข้อ..ไม่มี ผัสสะ เวทนา เมื่อไม่มีผัสสะกับเวทนา ก็ไม่มีสติสัมปชัญญะ ปัญญาเขาก็อยู่ในภพในชาติหมด เพราะฉะนั้นวิมุติ อมตะ อะไรนี่ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่ต้องฝันถึงเลย ใช่ไหม อาตมาไม่ได้ไปว่าเขานะ ไม่ได้ไปลงโทษเขานะ น่าสงสารที่เขาเองมิจฉาทิฏฐิ เห็นไหมมิจฉาทิฏฐิ น่าสงสาร สรุปตรงนี้แล้วตีหัวตะปูย้ำ นั่งหลับตานั้น เข้าใจว่ามันมีอานิสงส์ แต่มันไม่ใช่หลักปฏิบัติเพื่อบรรลุอาริยธรรม บรรลุอรหันต์ มันไม่ใช่ มันมีอานิสงส์ช่วยอุปการะ ก็เคยอธิบายแล้ว 1.พักผ่อน 2. ทบทวนธรรม 3. ทำเตวิชโช 4. เอาไปเล่นฤทธิ์เล่นเดช บ้าๆบอๆ อันที่ 4 ทิ้งไปเลย 3 อันแรกยังใช้ พักผ่อนทบทวนธรรม แล้วก็เตวิชโช 3 อย่างนี้ ใช้การหลับตาเป็นอุปการะมาก อาตมาก็ยังใช้อยู่ทุกวันนี้ พัก ทบทวนธรรรม เตวิชโช ทุกวันนี้อาตมาก็ยังใช้ เป็นอุปการะมาก ไม่ใช้แต่เรื่องเล่นฤทธิ์เดชอะไรต่างๆ ไม่ทำ ไม่ได้ก็ไม่เคยสงสัย เคยมีฤทธิ์เดชพวกนี้ เคยมีเคยเล่น เล่นมานิดหน่อยก็ชัดแล้ว อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 แล้ว มันไม่ได้สงสัยอะไรมากมาย ในเรื่องฤทธิ์เดช ฟื้นขึ้นมาได้บ้างนิดๆหน่อยๆก็รู้แล้วว่า..ไม่ใช่ อาตมาเล่นไสยศาสตร์ 8 ปี กว่าจะฟื้นขึ้นมาได้ มันต้องสะสมพลังงานนะฤทธิ์เดชพวกนี้ พลังงานไม่พอไม่ได้ พลังงานทางจิต แล้วเสื่อมง่ายด้วย ไม่เที่ยง บางครั้งบางคราวก็พลาด เพราะฉะนั้นตายไปด้วยความอวด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive