สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาอาชีวะสู่สัมมาสมาธิ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข8 พฤศจิกายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาอาชีวะสู่สัมมาสมาธิ ธรรมกายว่า หลวงพ่อสดคือผู้มาปราบมาร แต่หลวงพ่อสดเอาแต่นั่งหลับตาจะเป็นผู้ปราบได้อย่างไร ตั้งแต่มโนมยอัตตา มีดวงธรรมอยู่กลางใจ เขาว่าอยู่ที่ศูนย์ แล้วศูนย์อยู่ที่ไหน? เขาบอกว่าเหนือสะดือ 2 นิ้ว ศูนย์ใสๆ เป็นมโนมยอัตตาเป็น นิมิตชนิดหนึ่งเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมา แต่ศาสนาพุทธจะไปหาความสูญ เป็นอนัตตา แต่เขาเข้าใจผิดหมด ปฏิบัติไปสู่ความเป็นอัตตาไปหมด สลับสับสนไปหมด ก็เลยพยัญชนะผิด อรรถะก็ผิด เป็นนิมิตอะไรแปลกประหลาดไปหมด ไม่เข้าหลักเกณฑ์อะไร เห็นแล้วว่า วิปริตไปหมด เขาว่า เป็นดวงธรรมที่ใสสว่างขยายให้เล็กให้ใหญ่ก็ได้ โสดาบันก็ใสขนาดนี้ สกิทาคามีก็ใสขนาดนี้ สายนั่งหลับตานั้นใสไม่ออกมีแต่มืดๆ ก็ไปนิโรธ หลงสว่างใส เป็นอาภัสรา แต่หลงมืด เป็นสิ่งที่ดีก็เป็น สุภกิณหา ก็ไปนั่งหลับตามีสองทิศทาง ศาสนาทั้งหลายในส่วนใหญ่ส่วนกลางก็เอาอย่างธรรมกายก็มี จนกระทั่งเป็นลัทธิหมู่กลุ่มที่มีคนเห็นด้วยเห็นดี มีอาภัสรามากหรือแม้แต่จะนั่งหลับตามีนิโรธสุภกิณหา ไปหาความดับความดำความมืดก็ไม่น้อย หรืออาจจะมีมากกว่าด้วยซ้ำไป โดยปริยายก็ไม่ชอบพฤติกรรมของธรรมกายว่าไม่ถูกหรอก ไปนั่งเฝ้าความใส แต่ก็ยังเชื่อว่า นั่งหลับตาเป็นสมาธิเข้าในภวังค์แล้วดับให้มืดอันนี้ถูกกว่า พุทธศาสนิกชนก็ยังไม่เห็นด้วยกับการนั่งหลับตาแม้แต่ในหมู่เถรสมาคม หรือสงฆ์ส่วนใหญ่ ถูกธรรมกายซื้อเอาไว้ แต่แท้จริง ก็ไปนั่งหลับตาแบบธรรมกายเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนสงฆ์หมู่ใหญ่จะไปนั่งหลับตาแบบที่เรียกกันว่าสายอาจารย์มั่นสายอาจารย์มหาบัว อย่างนี้มากกว่า สายของธรรมกายที่ไปนั่งเอาความใส มีการไปนั่งเอาความมืดมากกว่า ศาสนาพุทธนั้นสมาธิไม่ไปนั่งหลับตา จะเป็นหลับตาแบบมืดหรือหลับตาแบบใสสว่างก็ไม่

อ่านต่อ

ใช่ สมาธิแบบพระพุทธเจ้านั้นลืมตาทำสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจาสัมมาสังกัปปะ แล้วก็มีสัมมาสติ สัมมาวายามาะ ช่วยให้จัดการอาชีพให้เป็นสัมมา กัมมันตะวาจา ให้เป็นสัมมา ก็ต้องรู้ว่าอะไรคือสัมมาทิฏฐิและปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์แล้วจะเกิดสัมมาสมาธิ นี่คือสมาธิของพระพุทธเจ้าปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาใส นั่งหลับตามืดไม่ใช่ สมาธิอย่างนั้นไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า ไปอ่านดูในมหาจัตตารีสกสูตรข้อ 252 ถึง 281 เล่ม 14 สัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้านั้นปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ เริ่มต้นท่านได้สาธยายอย่างนั้นเลยไม่ใช่ไปนั่งหลับตา จะเป็นการหลับตาใสสว่างหรือหลับตามืดก็ไม่ใช่ทั้งนั้น ตั้งแต่พระพุทธเจ้าสอนไว้ในพระสูตรต่างๆในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พระสูตรแรกคือ พรหมชาลสูตร ท่านเรียกว่าการนั่งสมาธิหรือเรียกว่าเจโตสมาธิ คือการไปนั่งหลับตาแล้วให้เกิดความใสหรือสว่างหรือดับดำมืด เข้าไปในภวังค์มันเป็นมิจฉาทิฐิทั้งหมด 62 ชนิดได้เท่านี้ พรหมชาลสูตร ซึ่งเป็นมิจฉาทิฐิทั้งหมด อ่านพระไตรปิฎกกันไม่แตกฉานไม่รู้เรื่อง การไปนั่งสมาธิแบบเจโตสมาธิให้เกิดความใสสว่างแต่ก็เป็นการนั่งสะกดจิตเข้าไปในภวังค์ให้เกิดความสว่างใสอะไรก็แล้วแต่ เป็นเรื่องของมิจฉาทิฏฐิทั้ง 62 อย่าง ก็เรียนกันมา ยิ่งใหญ่ได้เป็นใหญ่เป็นโตก็ไม่ได้เข้าใจเลยว่า พรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าสอนให้รู้มิจฉาทิฐิที่เป็นอดีต 18 และอนาคตอีก 44 ทิฏฐิ ก็ไม่เข้าใจ อธิบายปนเป อธิบายนั่งสมาธิหลับตาไม่เข้าใจว่าสมาธิของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์โดยปฏิบัติอาชีวะกัมมันตะวาจาสังกัปปะ ลืมตาคิดไม่ใช่หลับตาคิด ลืมตาพูดลืมตาทำการงานทุกอย่างกัมมันตะ ลืมตาทำอาชีพแล้วสร้างสมาธิขณะลืมตาเป็นsupra Concentration ไม่ใช่ Meditation ซึ่งเป็นสมาธิสามัญของคนโลกๆ แต่ของพระพุทธเจ้าเป็นสมาธิที่พิเศษ ไม่ใช่สมาธิสามัญที่ทุกคนก็มีสมาธิแบบ Concentration แต่ของพระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติในการทำอาชีพก็มีการสังวรทำกรรมการงานทำการพูดทำการคิดก็เป็นการสังวร พูดไปแล้วมีกิเลสร่วมหรือไม่ กิเลสกามพยาบาท เพิ่มไปในการคิดการทำการพูดการกระทำกายวาจาใจการกระทำงานอาชีพ ถ้ามีก็อ่านจิต วิตกวิจาร วิเคราะห์วิจัยว่ามันมีตัวการทำให้เกิดการคิดการพูดการกระทำการทำกรรมกิริยาทำอาชีพมันมีกาม พยาบาท ผสมไปในความคิดให้กระทำการไปหรือเปล่า ก็ให้จัดการตัวกิเลสกามพยาบาทนี้กำจัดไปอย่าให้มี ถ้ากำจัดกิเลสนี้ได้ เหลือวิหิงสา เป็นรูปภพ อรูปภพ ก็มาล้างอีก รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา หมดก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาไม่พูดกันอย่างนี้แล้วไปนั่งหลับตาสะกดจิตไม่รู้เรื่องรู้ราว ปฏิบัติอาชีวะก็ไม่เป็นสมาธิไม่เป็น ปฏิบัติสัมมากัมมันตะก็ไม่ได้ อาชีวะ 5 เป็นมิจฉาอาชีวะ 5 ก็ไม่ได้สอนกันแล้ว อาตมานำพาพวกเรามาเรียนรู้ปฏิบัติจนพ้นมิจฉาชีพข้อที่ 5 ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา คือทำงานมีรายได้มีผลผลิตก็ไม่เอาไว้ส่วนตัวแล้ว ไม่ทำงานแบบลาภแลกลาภ ทำงานฟรีไม่เอาอะไรแลกเปลี่ยนมาเลย นี่เป็นการพ้นมิจฉาอาชีวะข้อสูงสุด นิปเปสิกตา คือการปฏิบัติอาชีพที่คุณสามารถบริสุทธิ์ไม่เอา ลาภแลกลาภแล้ว แต่ยังมอบตัวในทางที่ผิดคือทำงานฟรีได้แต่ก็ไปทำงานฟรีรับใช้นายทุน หรือเอาแต่น้อย ดีไม่ดี ทำงานฟรีได้แล้วแต่ก็ยังไปรับจ้างนายทุน ก็ไปรับใช้เขา แล้วแต่เขาจะให้ ก็พวกเราเขาให้เท่าไหร่ก็เอา พวกนายทุนก็ชอบเพราะพวกเรามักน้อยแล้วทำงานดีขยันขันแข็งด้วย เป็นคนที่ทำงานแล้วไม่อู้ไม่เบี้ยวไม่หนี ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน คนอื่นเขาชอบนะพวกชาวอโศกที่ไปทำงานอย่างนี้ อาตมาทำงานศาสนาพระพุทธเจ้าแล้วมันได้ผลแม้จะเหน็ดเหนื่อยก็ทำให้เกิดผล อาตมาเห็นจริงนะว่าอาตมาเองไม่ใช่แค่เชื่อ เห็นจริงว่าอาตมาได้ช่วยประเทศชาติได้สร้างคน ทำให้เกิดเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ที่ดีให้แก่ประเทศชาติ เพราะไม่เป็นตัวแย่งกับสังคม ไม่เป็นตัวชิงอำนาจไม่ไปแย่งวัตถุ แย่งชิงลาภยศสรรเสริญโลกียสุข สุขด้วยกาม ด้วยอัตตาที่เขาแย่งกัน อาตมาว่าทำงานสำเร็จเพราะว่าพวกเราไม่ไปแย่ง โลกียะ ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขต่างๆ อาตมาสอนแนะนำ เอาคําสอนพระพุทธเจ้าอธิบายให้พวกเราเข้าใจแล้วปฏิบัติลดละได้ก็ไม่ไปเป็นตัวแย่งในสังคม เอาอัตราตามโลกหรือลดลงได้ด้วย ทำให้ถูกลง ทำสินค้าผลผลิตก็ไม่เอารายได้เข้าตัวเอง เขาให้เล็กน้อยก็เอา นี่คือการช่วยประเทศชาติแล้ว ประเทศชาติก็ไม่เกิดการขี้โกง ไม่เกิดการแย่งชิงเพราะเราเอาแต่น้อย ขึ้นเงินเดือนให้ก็ไม่เอาแล้ว พอกินพอใช้แล้ว นี่เป็นการช่วยประชาชนช่วยประเทศ ให้เป็นไปอย่างมีความสงบ มีเศรษฐกิจที่ดีมีสังคมสงบสุขร่มเย็นดีมีความเรียบร้อยดี นี่คือการช่วยประเทศชาติการช่วยสังคมให้มีปัญญาให้มีความเป็นไปได้จนกระทั่งเป็นไปได้ มีพฤติกรรมอยู่ในสังคมมีการดำเนินชีวิต ไม่ได้เป็นตัวแย่งชิงไม่ทำให้เกิดความวุ่นวายยุ่งยากลำบากจะต้องบริหารกันอย่างยุ่งยากก็ไม่ใช่เลย อาตมาก็ภาคภูมิใจตัวเองที่ได้ช่วยประเทศชาติได้ เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาอธิบายให้ศึกษาแล้วให้พวกเราปฏิบัติตามได้โดยไม่เป็นตัวแย่งชิงของสังคม ไม่เป็นคนทำทุจริตกรรมให้แก่สังคม มีแต่สร้างสรรให้ในสังคมแล้วกระจายรายได้แจกจ่ายเจือจาน โดยการจำหน่ายจ่ายแจกก็จำหน่ายในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ขายเท่าทุนขายต่ำกว่าทุน แจกฟรีให้ฟรี เราได้ช่วยเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจสังคมรัฐศาสตร์ประเทศชาติสังคม ของประเทศไทยอยู่อย่างนี้ แล้วพวกเราก็มาเข้าใจก็เป็นการช่วยสังคม เราไปช่วยกันอธิบายพาให้คนมาเป็นพฤติกรรมอย่างนี้มีการดำเนินชีวิตอย่างนี้ ที่เป็นไปได้ ก็จึงทำให้ประเทศชาติดีขึ้นสงบสุขมีความร่มเย็นสุขสบายจนกระทั่งกลายเป็นหมู่ มีรัฐบาลที่บริหารประเทศให้เกิดความวุ่นวายมีความขี้โลภเป็นนายทุนจัด แล้วพวกเราก็ไม่เห็นด้วยก็ออกไปประท้วง อาตมาก็ได้พาพวกเราประท้วงไม่เอาการบริหารประเทศแบบนี้เราไม่เอา เราก็ไปประท้วง ล้มเลิกรัฐบาลแบบนั้นได้ มาก็ตั้งหลายรัฐบาล ขออภัยที่พูดนี้ไม่ได้ทวงบุญคุณอะไร อาตมามีชีวิตนี้ภาคภูมิใจในตัวเองที่มามีชีวิตได้ช่วยเหลือประเทศแบบนี้ แบบที่พูดไปแบบนี้เหมือนพูดเอาดีเข้าตัว แต่มันเป็นเรื่องที่ได้ทำจริง ใครจะหมั่นไส้ ทวงบุญคุณก็ไม่เป็นไร อาตมาเจตนาจะได้ขยายความรู้ความจริง (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...เราไปประท้วงอยู่อย่างสงบกลับมาแล้วเราก็ไม่ได้เอาอะไรกลับมาเหมือนเดิมปกติ พ่อครูพาไปประท้วงอย่างสงบกลับมาก็อยู่อย่างสงบ ไม่มีอะไรได้รับคืนมา ก็มีแต่ยกตัวอย่างให้ฟังว่าผ่านมาแล้ว พ่อครูพาไปทำนี้ทำให้ประเทศชาติสงบขึ้นจริงๆ ยิ่งพ่อครูอยู่นานเท่าไหร่ ความสงบสุขก็เกิดขึ้นมากขึ้นมากขึ้น พ่อครูก็คงไม่รีบตายไป พ่อครูว่า...พยายามไม่รีบตาย อาตมาพูดถึงขั้นว่า ไปประท้วงไม่ได้ก่อความวุ่นวายรุนแรง แต่เอาความสงบไปสยบความรุนแรง เอาความสงบไปสยบความเคลื่อนไหวในการไปนั่งประท้วง พูดอย่างนี้เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจกัน เขาว่าอะไร เอาความสงบสยบความเคลื่อนไหวและสยบความรุนแรง อาตมาเข้าใจเองถูกผิดก็ไปตรวจสอบดู อาตมาเอาความสงบไป เอาพวกเราไปนั่งประท้วงไม่ให้เกิดความรุนแรงเราทำอย่างนั้นจริงๆ ไปพยายามประพฤติให้มีความสงบไม่ได้เป็นคนไปก่อความรุนแรง ไม่ได้ไปก่อความร้ายแรงอะไรเลยแต่มีผู้ก่อการร้าย แม้แต่เราเองไปประท้วงผู้ก่อการร้าย แต่เราเองได้คดีว่าเป็นผู้ก่อการร้ายก็มี ก็ทำไมเขาเข้าใจอย่างนั้นได้ ไปให้การในศาลยังไม่รู้ว่าจะถูกให้ติดคุกหรือไม่เลย เราไปประท้วงเพื่อช่วยประท้วงรัฐบาล รัฐบาลปกครองไม่เข้าท่าเราก็ไปช่วยประชาชน อย่างน้อย 3 รัฐบาล รัฐบาลทักษิณ รัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย เราล้มรัฐบาลไปได้หลายรัฐบาลก็เข้าใจเห็นดีงามอยู่ ด้วยความเข้าใจเห็นจริงก็เห็นว่าดีแล้ว รัฐบาลพวกนี้ล้มลงไปเลย จนกระทั่งเราไปประท้วงจนกระทั่งพวกรัฐบาลหรือพวกแบบโน้น แบบทักษิณ แบบสมัคร แบบสมชาย แม้แต่แบบยิ่งลักษณ์ นั่นแหละ จนกระทั่งสุดท้ายแล้วเราไปประท้วงเพื่อทำให้พวกนั้นสยบ เราเอาความสงบไปสยบความที่มีฤทธิ์อำนาจจนกระทั่งเขาอ่อนแรงลงสุดท้าย ก็มีกลุ่มที่ไม่ได้เป็นแบบเลือกตั้ง ก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นผมขอยึดอำนาจเท่านี้แหละ ไม่ได้ปฏิวัติด้วยอาวุธอะไรเลยแต่ปฏิวัติด้วยแค่นี้ มันเป็นปรากฏการณ์ที่อัศจรรย์เป็นเรื่องพิเศษ การปฏิวัติก็ใช้ภาษาแค่ว่า ถ้าอย่างนั้นผมขอยึดอำนาจ ก็จบเลย เดี๋ยวนี้ก็มาบริหารไปก็เกิดจากการยึดอำนาจนั้น ซึ่งเป็นการยึดอำนาจที่ประเสริฐที่สุดเป็นการปฏิวัติ จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่เป็นรัฐประหารก็แล้วแต่ เป็นสุดยอดที่สุดแล้ว เกิดจากอะไร เกิดจากพฤติกรรมของประชาชนซึ่งพวกเราเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน ได้พยายามไปทำจนไม่เกิดความรุนแรง จนกระทั่งแค่พูดว่าขอยึดอำนาจก็ได้แล้วสบายแล้วแค่นี้ นี่เป็นรัฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ นักรัฐศาสตร์จะต้องมาศึกษาให้ดีเลยว่า ทุกอย่างมันมาแต่เหตุ ปฏิวัติก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นผมขอยึดอำนาจ ตัวเองไม่ต้องออกแรงอะไรเลย ก็ไม่มีอะไรกระดุกกระดิกต่อต้าน อยู่ดีๆมันเกิดได้อย่างไรมันก็ต้องมีเหตุ จนถึงวินาทีสุดท้ายว่าขอปฏิวัติยึดอำนาจได้อย่างง่ายดายขนาดนี้ เป็นสิ่งที่อาตมาว่านักรัฐศาสตร์นักบริหารต้องศึกษากันให้ดี 601103_พุทธศาสนาตามภูมิ ศาลีอโศก หมู่บ้านคนจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน