สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน อย่างไรคือทุกข์ที่เลี่ยงได้และเลี่ยงไม่ได้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข8 พฤศจิกายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน อย่างไรคือทุกข์ที่เลี่ยงได้และเลี่ยงไม่ได้ ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้วจะรู้ว่า คนเราโง่เกิดมาแสวงหาความสุข อรหันต์เกิดมาก็รู้ว่ามีแต่แท่งทุกข์เกิดแล้ว ยิ่งบรรลุแล้วจะไม่ติดยึดเลยในรูปนามขันธ์ 5 ก็รู้ว่าทุกข์ เพราะว่ามีรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพราะภาวะความเจ็บป่วย เกิดพยาธิทุกข์ ทุกข์เพราะว่าต้องแสวงหาอาหารมาให้แก่ตัวเองกิน ทุกข์เพราะปวดขี้ปวดเยี่ยวเรียกว่านิพัทธทุกข์ มันเป็นทุกข์ของจริงพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้พ้น พระพุทธเจ้าก็ต้องมีเจ็บป่วยเป็นพยาธิทุกข์ เจ็บปวด มีทุกข์เพราะว่าต้องอุจจาระปัสสาวะ ต้องแสวงหาอาหารเป็นภาระ มันเป็นธรรมดาเมื่อเข้าใจแล้วก็แล้วไป มันก็ต้องเป็น แต่ความทุกข์อริยสัจที่ท่านบอกคนโง่คนที่มีอวิชชาอยู่มีก็คือ จะต้องได้บำเรออารมณ์ที่ต้องการอย่างนี้ ไปยึดติดอย่างนี้ ยึดติดคืออุปาทาน ต้องการคือตัณหา ยังอยากได้สิ่งที่ไม่มีก็คืออวิชชา มันไม่มีหรอกสุข ได้มาก็บำเรออารมณ์ของเก๊ที่ไม่มีจริง ผู้ที่ปฏิบัติธรรมชัดเจนหมดอารมณ์อย่างนี้ อารมณ์สุขที่จะไปมีของเก๊นั้นไม่มี ถ้ายังมีอนุสัยอาสวะอวิชชาอยู่ก็ยังเกิดตัณหาก็รู้จัก ก็ต้องกำจัดมันออกไป ก็จะเห็นว่าในโลกนี้มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป กับความมีขันธ์ 5 แล้วก็อยู่กับโลกเขา ใครเขาจะเป็นอย่างไรก็ล้วนแล้วแต่เป็นไปตามสัจธรรม เขาก็ทุกข์อยู่อย่างนั้น แล้วเขาก็หลงโง่ว่ามันเป็นสุขมาบำเรอเป็นของหลอกชั่วครั้งชั่วคราว คนทั้งหลายแหล่ก็อยู่กับของหลอกมาบรรเทาเท่านั้น คือความบรรเทา ชีวิตตัวเองไปบรรเทาจิตใจตัวเองหลอกตัวเองไป เพราะจริงๆแล้วมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นี่คือเนื้อหาของสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็เ

อ่านต่อ

รียนรู้อยู่ไปกับความทุกข์ ความทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้นั้นมีอยู่ 6 อย่าง ความทุกข์ที่เลี่ยงได้มีอยู่ 4 อย่าง ก. ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ (ทุกข์อันเกิดจากกาย) 1. สภาวทุกข์ ทุกข์ประจำสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย 2. นิพัทธทุกข์ ทุกข์อยู่เนืองนิตย์ คือ หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ 3. อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ในการหากิน-การทำงาน 4. พยาธิทุกข์ อวัยวะเจ้าการทำหน้าที่ไม่เป็นปกติ คือความเจ็บ 5. วิปากทุกข์ ทุกข์เพราะผลกรรม เลี่ยงวิบากเก่าไม่ได้ 6. ทุกขขันธ์ ทุกข์รวบยอดเพราะการประชุมแห่งขันธ์ 5 อันยังอาศัยมีชีวิตอยู่

สมณะเดินดินว่า... จำภาพที่พ่อครูไปเยี่ยมคนป่วยแล้วเจอคนไข้ตาบอดและเป็นมะเร็งเขาก็คร่ำครวญว่าทำไมตาบอดแล้วยังต้องเป็นมะเร็ง พ่อครูว่า...มันเป็นเรื่องของวิบาก พระเจ้าก็ห้ามกันไม่ได้ ไม่มีใครห้ามได้ เรียนรู้สังขาร 3 ให้จัดการกิเลสมาแทรกในจิตใจเรา อะไรที่ทำให้ทุกข์ หากเราฉลาดและมีพลังปัญญาพอ ก็ไม่ให้มันมามีบทบาททำให้เราทุกข์ได้ เป็นคนที่อยู่เหนือและจบด้วยอภิสังขาร 3 ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร เรียนรู้อภิสังขาร 3 นี้แหละจนทำให้มันเกิดความหมดกิเลส จนไม่ต้องไปทำอะไรอีก เป็นอปุญญาภิสังขาร และทำให้ตั้งมั่นแข็งแรงเป็นอเนญชาภิสังขาร อภิสังขารเป็นโลกุตระ

ข. ทุกข์ที่เลี่ยงได้ (เจตสิกทุกข์ อันสามารถดับเหตุได้แท้) 7. ปกิณกทุกข์ (ทุกข์จรแห่งกิเลส คือ โศก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ เมื่อพรากจากคนที่รัก หรือพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นต้น) 8. สันตาปทุกข์ (ทุกข์ คือ ความร้อนเผาใจ อันนื่องมาจากกิเลสไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ แผดเผา) 9. สหคตทุกข์ (ทุกข์ไปด้วยกันกับโลก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข) 10.วิวาทมูลกทุกข์ (ทุกข์มีสงครามวิวาทะเป็นรากเหง้า)

ความทุกข์เหล่านี้มันเป็นอาคันตุกะเมื่อจัดการมันได้ มันก็ไม่เกิดในจิตใจเราอีก จิตมันก็จิต ไม่วอบแวบ ไม่น้อยไม่เสีย จิตมันไม่มีน้อยใจเสียใจแหว่งใจ คนไปบ้ากันเอง ทุกข์นี้มันเป็นเรื่องที่เราไม่รู้ มีอวิชชาก็เลยเกิดเป็นความสุข สุขมันคือตัวหลอก ตัวจริงมันต้องเกิดในตัวเราแก้ไม่หาย แต่สุขมันจรมาแวบแล้วหายไป แล้วคุณก็หาแต่ความสุข หลอกตัวเองไว้ว่าชีวิตนี้เกิดมาต้องมีความสุข คนรวยๆนี้เขาก็มีความสุขเพราะมั่นใจว่ามีเงินมาก เงินจะทำให้เราไม่มีทุกข์ได้ มียศฐาบรรดาศักดิ์มีอำนาจก็ทำให้เราไม่ทุกข์ได้ เรามีสรรเสริญเยินยอคนยกย่อง เขาไม่เคยดูถูกดูแคลนไม่เคยมาว่าอะไรเรา เลยได้แต่สรรเสริญ ก็นึกว่า ลาภนี้เที่ยง ยศนี้เที่ยง สรรเสริญเที่ยงก็เลยอยู่กับความสุขตลอดเวลาตลอดกาล เพราะหลงว่า ลาภเที่ยง ยศเที่ยงมันจะทำให้เรามีความสุขอยู่ตลอดเวลา ทั้งลาภยศสรรเสริญสุข แต่มันมีความเที่ยงที่ไหน เป็นสมบัติผลัดกันชม ความสรรเสริญก็มีไม่เที่ยง ยศก็เปลี่ยนแปลงได้ เป็นเรื่องธรรมดาของโลก แต่เมื่อไปตั้งจิตใจผิดไปไม่เข้าใจไปยึดถือมันก็ทุกข์ คนจึงมีความทุกข์ตลอดเวลา เป็นโศกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส เป็นความคับแค้นใจ ทุกข์เพราะจิตไม่เย็นสันตาปทุกข์ เร่าร้อนด้วย ราคะโทสะโมหะมันเป็นตัวอยู่ในใจที่โง่ ปล่อยให้ครอบครองจิตใจเรา เดี๋ยวก็ราคะโทสะโมหะอยู่นั่นแหละคนทำเอง พูดให้เห็นว่าคนเรานี่มันโง่นะ ไปเอามันไว้ทำไม มันเป็นเหตุแห่งทุกข์เป็นตัวร้ายเอาไว้ทำไม เข้าใจไหม เอาไว้ทำโง่ ถ้าไม่เอามันไว้แล้วมันก็จะไม่โง่ ก็เลยไม่อยากไม่โง่ ก็อยากโง่ พูดไปแล้วคนเรานี่มันนะ สันตาปทุกข์เป็นทุกข์ที่เร่าร้อนราคะโทสะโมหะเป็นไฟ เป็นอุณหธาตุ อีกอันหนึ่ง เป็นทุกข์ที่เลี่ยงได้แก้ไขได้ ทุกข์จากความคับแค้นใจจากกิเลส นี้เลี่ยงได้ ทำให้หายไปได้ สหคตทุกข์ เป็นทุกข์เพราะว่าไปวุ่นวายยุ่งยากอยู่กับลาภยศสรรเสริญสุขเป็นเรื่องหลอก ที่จริงแล้วมันก็เป็นของธรรมดาอยู่กับเรามีก็ทำกับมันไปไม่มีก็ไม่ต้องทำ ทำเพราะที่มันมีไม่เห็นจะต้องทุกข์อะไรกับมัน ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขมันจะต้องมีมันเป็นโลกียะเป็นธรรมดาธรรมชาติ แต่เราไปติดยึดจะต้องได้ต้องมีต้องเป็น ไม่ได้ไม่มีไม่เป็นก็ทุกข์ หากจะมีจะเป็นก็ทุกข์ คือไม่รู้จะจัดการมันอย่างไร มีอยู่อย่างนี้ก็เท่านี้ ถ้าไม่มีเลยก็ไม่ต้องสุขไม่ต้องทุกข์ มันมีก็อาศัยพอสมควรได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ไม่ต้องไปเดือดร้อนดิ้นรนอะไร สบายมากปกติหายห่วงจริงๆ วิวาทมูลกทุกข์ เป็นอันที่ 4 ที่เลี่ยงได้ คือทุกข์จากวิวาทะเป็นเหตุ ไปเที่ยวได้ทะเลาะวิวาทกับคนนั้นคนนี้ อาตมาชีวิตชาตินี้ออกมาทำงานด้านศาสนา อาตมาไม่ทะเลาะกับใคร แต่อาตมาว่าใครด่าใครก็ไม่ได้ทะเลาะ จริง เถรสมาคม ชวนอาตมาทะเลาะ อาตมาว่าไม่ทะเลาะ แต่เขาบอกว่าไม่ทะเลาะไม่ได้เขาก็เลยฟ้องศาล ลากอาตมาไปทะเลาะด้วยไม่ได้ ก็ให้อำนาจศาลสั่ง แน่จริงก็ไม่ต้องไปอาศัยศาลสิ จริง เราเป็นหมู่เล็กหมู่น้อยก็จริงเราไม่กลัวหรอกเพราะเราไม่ทะเลาะด้วย คุณจะมาชวนทะเลาะเราก็เลี่ยงไป ถือว่าเราเลี่ยงได้เพราะเราเป็นยอดจอมยุทธ ถ้าเขาจะมาจัดการเรา เราก็หายตัว เราทำตัวว่างปั๊บเลย หรือไม่ก็ใช้วรยุทธ ความเร็วนินจา หายวับ อันนี้เป็นยอดหนังกังฟูเลยนะของพระพุทธเจ้านี้ทำได้ แต่เขาไม่แน่จริงเขาเล่นเอากฎหมายประเทศมาจับเรา แล้วเอากฎหมายที่ไม่ใช่บัญญัติพระพุทธเจ้าคือกฎหมายที่ออกเอง กฎหมายของสงฆ์ 2505 มาจับอาตมา เอาข้อที่มาจับคือคำที่บัญญัติเอง พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ ที่จริงแล้วเป็นโมฆะ แต่เขาก็ถือใช้ ข้อนั้นก็คือมาตรา 18 บอกว่าให้สังฆราชสั่งให้อาตมาสึกภายใน 7 วัน ถ้าไม่สึกภายใน 7 วันก็จะจับขึ้นศาล นี่ก็คือไม่มีในคำสอนพระพุทธเจ้า จับไม่ได้อาตมาไม่มีความผิดถึงขั้น 1.ปาราชิก 2. ไม่ได้ผิดใน 11 อย่างที่ห้ามบวช อาตมาก็ไม่เปล่งกล่าวสึก และเขาบอกว่าไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งก็ผิดกฎหมาย แด่พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่ให้ภิกษุมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ให้ทิ้งบ้านช่องเรือนชานออกมาแล้ว โภคขันธาปหายะ อย่างนี้ก็ขัดแย้งกับพระพุทธเจ้าเราไม่เอาด้วย เขาทำผิดธรรมะพระพุทธเจ้าอย่างไรก็ไม่ละอาย ผลแห่งบาปจึงตกอยู่กับมหาเถรสมาคมได้เลยตอนนี้ จัดการตัวเองก็ไม่ได้ จัดการกับวงการของตัวเองก็ไม่ได้ เพราะมันเน่าไปทั้งหมดทั้งตัวใหญ่ตัวน้อย รัฐบาลฆราวาสก็ต้องเข้าไปช่วยกัน มันหมดทางแล้ว จะต้องจัดการ หากไม่จัดการแล้วในประเทศไทยนับถือศาสนาพุทธเป็น 95% ก็ล้มเหลวไปเลยทั้งประเทศ เพราะว่าศาสนามันได้ผิดเพี้ยนไป อาศัยไม่ได้เพราะมันผิดมันเสียหายมันพาเสื่อม มันเป็นของเน่าแล้วจะเอาของเน่าของเหม็นมาเป็นที่อยู่อาศัยเป็นที่กินได้อย่างไร จึงจะต้องชำระปฏิรูปศาสนาอย่างยิ่งตอนนี้ ถ้าธรรมะนี้ไม่แก้ไขประเทศไทยไปไม่ได้ ก็จะเน่าอยู่อย่างนี้ มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ทับถมสังคมก็จะมีแต่วุ่นวายเดือดร้อน มีแต่อกุศลกรรมเกือบเต็มสังคมประเทศชาติ ขณะนี้ วิวาทมูลกทุกข์ ทุกข์ที่ขัดแย้งทะเลาะวิวาทกันมันก็มี แต่ไม่ได้ออกนอกจากคำสอนพระพุทธเจ้าที่ได้สอนไว้เลย ผู้ที่พ้นทุกข์แล้วก็จะกลายเป็นคนไม่สุข ขอยืมภาษามาใช้ว่าสุข ที่จริงแล้วสุขมันไม่มี สุข แปลว่า ว่างจากสุขจากทุกข์ คำว่าสุขที่ได้บำเรอตัณหาตัวเองถือว่าเป็นอารมณ์เก๊ที่คนโลกีย์อาศัย คำว่าสุขนั้นที่จริงในปรมังสุขังคือยิ่งกว่าสุข เป็นนัตถิอุปมาคือไม่มีอะไรมาเปรียบเทียบได้ แต่ก็ขอยืมคำมาใช้ อาริยะหลุดพ้นจากความสุขที่เก๊ จากพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี จนเป็นอรหันต์ ก็จะพบว่าความสุขนั้นไม่มี มีแต่ความทุกข์ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ถ้าไปเรียกว่าสุขเมื่อไหร่ก็เป็นของเก๊ทั้งนั้น ถ้าเรียกถูกก็คือมันจริง เป็นสัจจะ ผู้ประเสริฐผู้ที่ฉลาดผู้ที่เป็นอาริยะจะเข้าใจว่าอันนี้เองหรือ หาเหตุมาดับความทุกข์ให้หมด ความสุขก็เกิด ก็จบ นิพพานังปรมังสุขังของอรหันต์นั้นมันยิ่งกว่าสุขที่คนโลกเข้าใจ ไม่ใช่ความสุขที่โลกเขามีกัน อันนี้แหละที่ยาก เพราะว่าต้องอาศัยพยัญชนะมาเรียกลำลองสำหรับคนโง่ ต้องอาศัยความรู้ว่าอันนี้มันสุขยิ่งกว่าชั้นที่เป็นโลกีย์ ดับโลกีย์ไปทีละโลก คืออบายมุข กามคุณ โลกธรรม อัตตา ดับได้แล้วเราก็สุขสำราญเบิกบานใจไปตลอดกาล ไม่ออกไปจากความสุขสำราญเบิกบานใจนี้ไปตลอดกาล จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ไม่มีไม่มีอะไรมาหักล้างได้ มีอะไรมากระทบก็ทำอะไรไม่ได้ เหมือนกับผู้ใหญ่จับหัวเด็กไว้ เด็กก็ชกไม่ถึงชกลมไปเรื่อย ดิ้นไป เตะถีบชกอย่างไรก็ไม่ถึงผู้ใหญ่ มันเป็นความสุขที่ไม่มีทุกข์อะไรมาอีก จึงเรียกว่ายิ่งกว่าสุข ไม่ใช่เป็นสภาพที่บำบัดพิเศษไปชั่วคราว เป็นสุขเก๊ๆลำลอง ไม่ใช่ สุขอัลลิกะ ไม่ใช่ พยัญชนะตัวที่ว่า สุขัลลิกะ อาตมาแปลว่าสุขเท็จสุขไม่จริง พูดให้ชัดคือสุขตอแหล ชัดดีกว่าเท็จหรือเก๊ เป็นความสุขที่โกหก มันก็ยังไม่สะใจเท่ากับสุขตอแหล พูดไปก็ซ้ำวนอย่างนี้ 40-50 ปีมาแล้ว ถ้าคนเป็นอรหันต์แล้วบรรยายความเป็นอรหันต์ไป ขออภัยพูดไปไม่ได้บรรยายไปผิดไปจากความเป็นจริงของอาตมาเองบรรยายได้อย่างสบายๆง่ายๆว่า ความสุขของเราเป็นความสุขสำราญเบิกบานใจอย่างนี้ ขอยืมภาษามาเรียก ที่จริงแล้วมันยิ่งกว่านั้น เปรียบเทียบกับโลกีย์ไม่ได้ นัตถิอุปมา เป็น Axiom มันเป็นสิ่งที่ไม่ต้องพิสูจน์อีกแล้วไม่ต้องทำอะไรมันมันจบในตัว เป็น Truth ที่สมบูรณ์แบบแล้ว ผู้ได้ผู้มีผู้เป็นแล้วใครจะพูดอย่างไรก็ไม่มีปัญหา Axiom อรหันต์คือ Axiomist อาตมาพูดมาถึงจุดนี้แล้ว ไม่รู้จะพูดอะไรต่ออีก ช่วยพูดหน่อย มันจบแล้ว สมณะเดินดิน ว่า...มันหมดแล้วจะกระจ่างกว่านี้ไปอย่างไรอีก เพราะว่าสภาวะพ่อครูมีวิญญาณแห่งความเป็นครูจริงๆ พูดแล้วพูดอีก ให้ชัดเจนให้ได้มากที่สุด เท่าที่พวกเราจะกระจ่างได้ เราก็มาไล่ดูว่า พ่อครูใช้คำว่าสุขตอแหล เราก็เลิกละมา แต่ก่อนเราอยู่กับโลกตอแหลอะไร พ่อครูว่า... เราไม่ตอแหล ไม่มีเล่ห์อะไรกับใครอีก 601105_ผลประชุมมหาปวารณา# 35 คุณสมบัติของความจนอันประเสริฐ(อรหันต์)

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน