191205 พุทธประวัติ ตอน5 แสดงโดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
191205 พุทธประวัติ ตอน5 แสดงโดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
พุทธประวัติ ตอน 5 แสดงโดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก เมื่อ 5 ธ.ค. 2519
อ้าว เอาละ มาต่อ เราได้ขยายความแล้ว เราได้พยายามที่จะอธิบายให้มันสืบต่อ ให้มันเข้าใจความหมาย และเห็นจริง เห็นจริงให้ได้ว่า การแสดงกรรม หรือการก่อกรรม หรือการกระทำต่างๆ จะเกิดผล เกิดผลมาจนกระทั่งที่สุด แม้มันจะเป็นรูปธรรมออกมา เราก็จะเข้าใจได้ในลักษณะในสิ่งสภาพที่มันจะสั่งสม และเช่นว่า เราได้เป็นผู้ที่สะสมอยู่เสมอ ด้วยการเป็นผู้สังเกตชั้นเชิงของมหาชน รู้ได้สม่ำเสมอ รู้ได้เอง รู้จักบุรุษธรรมดา และบุรุษพิเศษอะไรอย่างนี้ รู้ไปแล้วก็จะทำให้เราเองเกิดอาริยทรัพย์ เกิดศรัทธา เกิดศีล เกิดหิริ เกิดโอตตัปปะ เกิดสุตะ จาคะ ปัญญาต่างๆ เกิดอาริยธรรม หรือเกิดธรรมะอันเจริญต่างๆ อะไรพวกนี้ มันก็เป็นทรัพย์ ถือว่าเป็นทรัพย์ เป็นโภคะ เป็นโภคะของพระอาริยะ เป็นทรัพย์ของตถาคต ท่านถือว่าเป็นโภคะ เป็นโภคทรัพย์ เมื่อมีมากๆ มันก็เหมือนดุจต้นไทรใหญ่ ไม่ต้องย่อกาย ลูบถึงเข่าได้ด้วยมือทั้งสอง เป็นผู้ที่ช่วยคนอื่นได้โดยไม่ต้องไปเอื้อมเลย ทุกอย่างมันถึงแห่งถึงที่อะไรอย่างนี้ ซึ่งเราจะเข้าใจได้ เข้าใจได้ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็มันเหมือนกับไม่ต้องไปเคลื่อนที่อะไร มันมีไปหมด มันมีรอบกายรอบตัว มันมีเอื้อมไปถึง มันมีกระจัดกระจาย มันมีอยู่ตั้งมากตั้งมาย มันมีไดัจริง หรือแม้ว่าถ้าเราจะเป็นผู้ใคร่ต่อประโยชน์ ใคร่ต่อความเกื้อกูล ใคร่ต่อความผาสุก ใคร่ต่อความเกษมจากโยคะ แก่ชนเป็นอันมาก ได้เพียรช่วยเหลือเฟือฟายกันอยู่ว่าไฉนชนเหล่านี้ พึงจะเป็นผู้เจริญด้วยศรัทธา ด้วยศีล ด้วยสุตะ ด้วยปัญญา แม้เจริญด้วยที่สุด แม้วัตถุทรัพย์ศฤงคาร บุตร ภรรยา ข้าทาสพวกนี้ พวกพ้อง
อ่านต่อ
อะไรกันไปหมด ถ้าเราได้พยายามเป็นผู้ใคร่ เป็นผู้ปรารถนา เป็นผู้ที่อยากจะให้เขาเป็นเขามีอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ได้ทำกรรมนั้นๆ ด้วยความพากเพียร ด้วยอธิธรรม ด้วยอธิธรรมจริยา ด้วยการประพฤติ เป็นอธิธรรมอยู่ตลอดเวลาแล้วละก็ มันก็ย่อมจะทำให้เป็นผู้ไม่เสื่อมเป็นธรรมดา เราจึงเป็นผู้ไม่เสื่อม จะไม่เสื่อม จะเป็นผู้เกิดศีล เกิดสุตะ จาคะ ปัญญา ไม่เสื่อมจากสมบัติทั้งปวงอยู่ตลอดเวลาจริงๆ มันเกิดได้ เป็นได้ แม้เราจะจ่ายออกไป จ่ายออกไป เราได้มา เราจ่ายออกไป มันก็จะไม่เสื่อมอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ ก็มีรูปร่างได้ แม้จะเป็นถึงขั้นรูปธรรม เมื่อตะกี้ ผู้มีกายเบื้องหน้าดุจสีหะ มีหลังอันเต็ม มีคออันกลม อะไรอย่างนี้ ซึ่งมีลักษณะเต็ม กล้าอาจหาญ ข้างหลังก็ไม่มีอะไรบกพร่อง ไม่มีอะไรซุกซ่อน ไม่มีอะไรที่แหว่งที่เว้า ไม่มีอะไรที่หละหลวม มีความเต็ม มีคอกลม แม้จะมีสิ่งที่ส่วนต่อ ก็เป็นส่วนต่อที่เรียบร้อย ราบรื่น คอกลม หมายความว่า ต่อโลกด้วยโลก ต่อสิ่งด้วยสิ่ง ต่อของด้วยของ ก็จะมีแม้แต่ส่วนต่อสิ่งนั้นออกไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นสิ่งเกิดเสริม สิ่งเกิดเสริมก็จะเป็นสิ่งเกิดเสริมที่ไม่ขรุขระ เป็นสิ่งเกิดเสริมที่เรียบร้อย ที่งามได้ ตัวโลกก็เป็นโลก ตัวสิ่งก็เป็นสิ่ง ทำสิ่งนี้ให้เป็นสิ่งนี้ ทำอันนั้นให้เป็นอันนั้น เมื่อทำเป็นแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นอีกใหม่ ก็คือส่วนต่อของทุกสิ่งในโลก กรรมทุกกรรมคือส่วนต่อของสิ่งที่เกิดในโลก การกระทำทุกการกระทำ คือสิ่งที่เกิดขึ้น เสริมต่อสิ่งที่เกิดอยู่ในโลก เพราะฉะนั้น ถ้าจะเสริมต่ออย่างดี ก็เหมือนคอ และเป็นส่วนต่อที่กลมกลึง เกลี้ยงเกลา ถ้าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกอย่างเลว ก็คืออาวุธร้าย ไม่ใช่คอเสียแล้ว คอก็คอ เป็นคอไหม้คองูพิษ เป็นคอไหม้คองูพิษ เกิดขึ้นเพื่อเผาผลาญ เพื่อทำลายโลกทั้งสอง หรือสิ่งทั้งสอง ไม่ใช่ส่วนต่อเสียแล้ว ไม่ใช่ส่วนประสานเสียแล้ว เมื่อไม่เกิดการประสาน โลกนี้ก็ไม่มีความสัมพันธ์ โลกนี้ก็ไม่มีภราดรภาพ โลกนี้ก็ไม่มีจักรวาล โลกนี้ก็ไม่มีความสืบต่อ เพราะฉะนั้น เมื่อเราจะสร้างโลกหรือเมื่อเราจะก่อให้โลก เราจะเกิดให้เขา เราก็เกิดให้เขาเป็นส่วนต่อ ไม่ใช่เราจะเกิดให้เขาเป็นส่วนทำลาย หรือเป็นส่วนเผาผลาญเขา เขาจะทำลายเขาเองโดยความไม่รู้ โดยอวิชชาของเขาเองในโลก หรือจะทำลายของมันเอง โดยอายุเสื่อม โดยอายุเสื่อมของมันเอง มันจะเกิดการสลายอยู่ในตัวของมันเมื่อหมด เพราะว่าสรรพสิ่งทุกสรรพสิ่ง ที่เป็นสังขารทั้งหลายเสื่อมไปเป็นธรรมดา มันจะเสื่อมของมันเอง เพราะมันเกี่ยวข้องกัน มันต้องสัมผัส และต้องสัมพันธ์ การสัมผัสนี่ สัมผัสแล้วเสื่อม เราสัมผัสนี่ เราสัมผัสแล้วเสื่อมเป็นธรรมดา แต่สัมผัสแล้วเกิด ก็เพราะเรารู้ว่าสิ่งนี้ควร แล้วก็เราทำให้เกิด แต่แม้คนโง่ รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ควร เขาก็สัมผัสแล้วก็ปรุงให้เกิดได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราจะให้เกิดในโลก ความเกิดเราต้องรู้จุดเกิดก็เกิดดี ชั่วอย่าเกิด ก็เป็นที่จบ ตรงชั่วอย่าเกิด เกิดดี ความตายคืออะไร ความตายคือสิ่งชั่วจงตาย ศาสนาที่ย่นย่อว่าละชั่วประพฤติดี ดับชั่ว หรือฆ่าชั่วให้สนิท ให้บริสุทธิ์ผ่องใส จิตบริสุทธิ์ผ่องใส ก็คือ จิตวิญญาณเหนือเป็นที่สุด บริสุทธิ์ผ่องใส นั่นเอง ไม่ใช่ดับจิต ไม่ใช่ฆ่าจิต ไม่ใช่ไม่มีจิต ไม่ใช่ มีจิตรู้ดีด้วย รู้ส่วนจบ รู้ส่วนตัด รู้ที่ต่อ รู้ที่ตัดที่ต่อ รู้ความตัดที่ต่ออย่างแน่จริง หรือแม้ว่าเราจะเป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยฝ่ามือก็ตาม ด้วยก้อนดินก็ตาม ด้วยท่อนไม้ก็ตาม ด้วยศาสตราก็ตาม เพราะว่าเราได้ทำกรรมอันที่ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนดิน ด้วยท่อนไม้ ด้วยศาสตรา และเพราะกรรมนั้นๆ จึงเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย มีวิบากอันเสมอ ไม่เย็นเกินร้อนเกิน พอควรแก่ความเพียร จะเป็นไปได้จริง มันเป็นไปได้จริง เราไม่เบียดเบียนเขา เราจึงไม่อาพาธ เราจึงไม่ได้รับผลสะท้อนจากสิ่งอื่นมาเป็นผลทำให้เราเป็นอาพาธ หรือเราเป็นโรค หรือมีวิบากอันไปเรียบราบ สม่ำเสมอ ไม่เย็นเกินร้อนเกิน พอแก่ความเพียร พอแก่ความเกิด ความเกินไป พอแก่สิ่งที่เป็นอายูหะ อายูหะ คือสิ่งที่เดินไป ความเพียร ความเพียร ก็คือสิ่งที่เป็นไป เพราะฉะนั้น อนายูหะ ท่านแปลว่า ไม่เพียร เพราะอายูหะก็คือ ตัวเพียร หรือตัวอายุ ตัวอายุ ตัวความเกิดแห่งประโยชน์ ตัวอายุ ตัวความเกิดแห่งประโยชน์ มันพอควรของมัน เป็นไปของมัน มันก็เป็นจริง เพราะเราไม่เบียดเบียนคนอื่นให้ได้ โดยรู้ว่าเบียดเบียนคืออะไร วิหิงสาธรรมคืออะไร อวิหิงสาธรรม คืออะไร รู้เขตของความว่าไม่เบียดเบียน ขนาดนี้ไม่ถือว่าเบียดเบียน แม้จะเป็นการผ่าตัดสำหรับคนที่เราคำนวณแล้วว่า คนนี้มีศรัทธา เราไม่ถือว่าเบียดเบียน คนนี้ศรัทธามั่นแรงขนาดนี้นี่ เราผ่าตัดได้ คนนี้เชื่อมั่นในเรา คนนี้เชื่อปัญญาในเรา คนนี้เราทำแรงขนาดนี้ไม่ขาด ไม่เปราะ ไม่หลุดจากกันหรอก ยังมีคอต่ออยู่ โลกยังไม่ขาดจากโลก สิ่งยังไม่ขาดจากสิ่งหรอก ยังต่อกันอยู่นะ เราต้องมีปัญญารู้ว่า นี่ต้องต่อกันอยู่ แม้เราจะผ่าตัดแรงขนาดนี้ ก็ไม่ขาดจากกัน เพราะเรามีปัญญารู้รอบแล้ว อย่างนี้ไม่ถือว่าเบียดเบียน แต่ถ้าอันนี้เราคำนวณแล้วว่าไม่ได้ ถ้าเราแรงไปขนาดนี้ ขาด พัง ทำลาย ไม่เกิดประโยชน์ อย่างนี้ก็เรียกว่าเราไม่ต่อ เราไม่ทำ เราไม่ปรุง เราจะต้องรู้จุดคำนวณ รู้ความจริงอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ศรัทธา คนไหนมีศรัทธา มีสิ่งที่จะเกิด เราจะปรุงไปพร้อมพรั่ง ไปขนาดไหน เราจะปรุงไปพร้อมพรั่ง ไปขนาดไหน เราก็ต้องรู้ว่า นี่เป็นไปเพื่อความเบียดเบียนหรือเปล่า หรือทำลาย โดยที่ว่าไม่ควรไปทำลายอันนี้ให้เขาหรอก เพราะว่าเขาต้องการอันนี้อยู่ให้เขาไป แล้วเขาตายได้ ถึงความฉิบหาย ถึงความเลวลงไปหนักยิ่งหนักกว่าเก่าได้ เลวลงไปยิ่งหนักกว่าเก่าได้ เพราะฉะนั้น เราอย่าไปทำลายสิ่งนั้นเขาต้องเปรตพลี ต้องรู้เปรตพลี ราชพลี ญาติพลี อะไรต่างๆนานา ต้องให้กันอยู่ เราไม่เป็นผู้ทำลาย เมื่อเป็นผู้ที่เป็นอย่างนี้อยู่ ก็แน่นอนก็คือผู้รู้ละเอียด ละเอียดแม้ที่สุดถึงว่า เราจะคำนวณถึงการว่าเราจะผ่าตัด หรือว่าเราจะให้ขนาดนี้ แรงขนาดไหน ขนาดไหนถึงจะเรียกว่าเบียดเบียน ไม่เบียดเบียน จะรู้ละเอียดเข้าไป จึงเป็นผู้ที่ถือว่าเป็นผู้ที่มีประสาทรับรสอันเลิศ จึงจะถือว่าเป็นผู้ที่มีประสาทรับรสอันเลิศ และมีปลายขึ้นเบื้องบนเกิดแล้วที่คอ รับรสโดยสม่ำเสมอ มีปลายเกิดขึ้นมาด้วย จะต้องรู้จุดสูงด้วยปลายขึ้นเบื้องบน รู้จุดสูงจริงๆ ด้วย มีปลายขึ้นเบื้องบน มีแนวโน้ม แน่นอนรูปธรรมก็เป็นอย่างนี้ ถ้ามันจะเกิดรูป มันต้องเกิดรูปอันนี้ เพราะนามธรรมของเขาทิศนี้ มันอย่างนี้นะ มันเป็นบุคลาธิษฐาน มันก็จะเป็นอย่างนี้ ไม่เห็นประหลาดตรงไหนเลย ผมมองไม่เห็นว่ามันแตกต่างกันตรงไหนเลย เอาคำว่าผู้ได้ไปรับมีประสาทรับรสอันเลิศ มีปลายขึ้นเบื้องบนนี่ จนแตกต่างกันกับผู้มีอาพาธน้อย โรคน้อย วิบากอันเสมอ ไม่เย็นเกินร้อนเกิน และพอควรแก่การเพียร ไม่เห็นมันแตกต่างตรงไหน และไม่เห็นมันแตกต่างกันโดยผู้นั้นไม่เบียดเบียนเขานี่ ก็ไม่เห็นแตกต่างอะไร มันเป็นอันเดียวกันนะ เป็นแต่เพียงอันหนึ่งเป็นสภาพของรูป อันหนึ่งเป็นสภาพของนาม เป็นสภาพของอรูป อันหนึ่งเป็นสภาพของอรูป และมันเป็นลักษณะคล้องจอง เป็นสภาพเหมือนเป็นสภาพถอดเป็นสภาพขยาย เป็นสภาพถอดแบบ ขยาย มันแก่ขึ้น มันเข้มข้นขึ้น มันใหญ่ขึ้น มันเล็กลง มันเป็นตัวตนมากขึ้น ก็เท่านั้นเอง มันไม่เห็นว่า มันต่างกันตรงไหนทุกข้อ ทุกหัวข้อ ถ้าใครเข้าใจได้ว่า นี่เพราะเหตุดังนี้ เพราะกรรมกิริยาดังนี้จึงสั่งสมเป็นตัวเป็นตน สั่งสมจนกระทั่งสุดท้าย เป็นรูปเป็นแบบ และเป็นร่างกาย มาอธิบายว่าเป็นขนเป็นคอ เป็นเนื้อ เป็นตัว มีฝ่ามือ ฝ่าเท้า มีขา มีแขนอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนั้น ไม่เห็นมันประหลาดตรงไหนเลย ผมไม่เห็นมันประหลาดตรงไหน มันเป็นเหตุ เป็นปัจจัยจริงๆชัดเจนนะ ทีนี้ ต่อไปที่ข้อ ฒ. ภิกษุทั้งหลาย เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ได้เป็นผู้ไม่ถลึงตา ไม่ค้อนควัก ไม่จ้องลับหลัง เป็นผู้แช่มชื่น มองดูตรงๆ มองดูผู้อื่นด้วยสายตาอันแสดงความรัก ละเมียดมาก ละเมียดละไมมาก ฟังดีๆ ละเมียดละไมมาก นี่กิริยากรรมของพระพุทธองค์ ละเมียดละไม ผู้ที่ควรได้รับสิ่งที่เป็นอย่างนี้ และก็ควรจะถึงที่ความที่สุดแห่งความเป็นอย่างนี้ คือเป็นผู้ที่จะได้รับการไม่ถลึงตา จะได้รับการไม่ค้อนควัก จะไม่จ้องลับหลัง เป็นผู้แช่มชื่น มองดูตรงๆ มองดูผู้อื่นด้วยสายตาอันแสดงความรัก เพราะกรรมนั้นๆ ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริส ลักษณะข้อนี้ คือมีตาเขียวสนิท มีตาดุจโค ลักษณะที่ 29 กับ 30 ย่อมเป็นที่ตัองตาของชนหมู่มาก เป็นที่รักใคร่พอใจของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ซึ่งเป็นจริง เป็นผู้ที่ได้พยายามสั่งสมกรรม หรือว่ากระทำตนเป็นผู้ที่ไม่ถลึงตา ไม่ทำตาเหมือนยักษ์ ไม่ค้อนไม่ควัก ไม่จ้องลับหลังๆ ไม่ใช่คอยจดคอยจ้อง คอยจ้องด้วยตาก็ได้ บางคนที่มีลูกศิษย์ที่ไม่มีจิตอาฆาตแล้ว อย่างนี้ มีจิตพยาบาทมากนี่ จ้องเลย หันทิศจ้องไปแม้จะอยู่คนละบ้าน คนละฝากระดานฟากฝาก็มองจ้องไปเพื่อที่จะให้ฝาทะลุไปหาเขา ถ้าคนมีจิตอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ไม่ แม้แต่จ้องลับ เขาหันหลังไปแล้ว ก็เรารู้ว่าเขาหันหลังไปแล้ว แต่ก็ยังจ้องอยู่ ลับหลังเขาอะไรอย่างนี้ มันเป็นอาการที่มีจิตนะ เป็นอาการที่มีจิต เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ ถ้าคนไม่รู้ละเอียด ไม่มีความรู้ ไม่มีปัญญาที่จะรู้จิตตนว่าอะไรทำให้เราทำอย่างนั้น อะไรทำให้เราทำท่าทางออกมาอย่างนั้น กายก็ดี กิริยาก็ดี คำว่าอาการไม่ถลึงตานี่ ถ้าเราเข้าใจไปมาก และมันไม่ใช่แค่อาการทำถลึงตา หรือว่าตาห้าวหาญ ตาเย่อหยิ่ง ตาผยอง ตาอวดดี มันออกมาที่ตา บอกแล้ว ว่าที่ตามีข่ายมาแล้ว บอกว่าจุดที่มันตานี่บอกแล้วว่า ตาคือประตูใจ ตานี่คือสิ่งที่ออกมาแทนวิญญาณได้อย่างมากที่สุด มาจากหู มาจากลิ้น มาจากจมูก มาจากอะไร ไม่มีตาเหมือนกระจกฉาย ตาเหมือนเงาแสงออกมาจากจิตวิญญาณได้ ในตัวคนนี่ มีตาเป็นเงาแสง เป็นเงาวิญญาณของคน เพราะฉะนั้น อะไรมันจะออกมาที่ตานี่ละ มันออกมาเห็นง่ายจะตายไป เห็นง่าย และผู้ใดมีปัญญาดี ตาดีก็จะอ่านจากตานี่ได้ง่าย ถ้าคนไหนตาถั่ว ตาเสีย อ่านจากตาผิดเหมือนกัน เป็นผีหลอก คือเห็นรูปเป็นก็รูปเพี้ยน เห็นรูปเทวดาก็เป็นผี เห็นรูปผีก็เป็นเทวดาไปได้เหมือนกัน กับดูคนธรรมดานี่ ก็ดูคนที่ชั่ว คนที่โง่ ก็ไปดูคนชั่วว่าเป็นคนดี ไปดูคนดีเป็นคนชั่วเสียอีก อย่างนี้ ก็เหมือนคนธรรมดานั่นแหละ จะเห็นๆอย่างนี้ เพราะฉะนั้น คนนั้นปัญญาไม่มี แล้วจะมองเงาตา มองแสงตา หรือมองภาพสะท้อนออกมาจากที่นัยน์ตา มองวิญญาณที่เกิดนัยน์ตา ก็มองผิดได้เหมือนกัน มองผีเป็นคนหรือมองผีเป็นเทวดาก็ได้ หรือมองเทวดากลายเป็นผีก็ได้ เพราะใจเราปรุง เพราะฉะนั้น ที่จริงถ้าเผื่อว่าใจบริสุทธิ์ซื่อแล้วนะ ไม่มีอะไรแฝงอยู่ในตัวเรา ไม่มีกิเลสเหลือบอกก็จะเห็นแต่กระจก ฉายจากตานี่ง่ายขึ้น เขาเรียกว่าตาทิพย์ ตามองตาก็จะเห็นอะไรออกมาจากตา เพราะในคนนี่ จมูก ลิ้น หู กาย ส่วนไหน มันออกมา มันไม่มีส่วนฉายวิญญาณชัดเท่าตาหรอก อย่างที่อธิบายมาแล้ว แต่ก่อนปุริสลักษณะ 32 ว่า ตานี่ เป็นเงาใจ หรือเป็นกระจกฉายนี่ เมื่อผู้นั้นจะเกิดตาอันเขียวสนิท เพราะฉะนั้น ตานี่ มันจะแสดงเย็น ตาดุจโค ตาโค มันมีตาดำมาก เขียว บอกแล้ว อธิบายให้ฟัง มันมีเนื้อหาสาระอีกกว้าง ส่วนสิ่งประกอบนั้นมีน้อย เหมือนจริงเรียกว่าตาดุจโค เพราะฉะนั้น จะมีคนที่มีสาระมาก มีส่วนเสียนะน้อย หรือส่วนประกอบ ไอ้ส่วนยุ่มย่ามหุ้มอยู่น่ะน้อย ส่วนจริงนะ มันมีมากเหมือนตาดำโคนี่ มีตาดำโต ตาขาวน้อย หรือตาเขียวสนิท บอกแล้วว่า เขียวคือความเย็น ความเย็นสนิท ไม่ใช่ร้อน เพราะบางคนนี่ ออกมาเลยตานี่ เหมือนตายักษ์ ที่เขาอธิบายว่าตายักษ์ เป็นตาไฟ ยักษ์ตาไฟ ตาแดง นั่นแบบนั้นอธิบายมาเป็นลักษณะที่ชัด เพียงตาอธิบายสื่อความหมาย มันไม่มีพวกยักษ์ตาไฟในโลกนี้ มันไม่มีหรอกตัวตนของยักษ์ตาไฟ มันไม่มีหรอก แต่เขาอุปมาอุปไมย หรือเรียกมันให้เข้าใจน่ะ สื่อความหมายให้คุณรู้ว่า มันร้อนนะ มันเร่าร้อน มันรุนแรงนะ เป็นยักษ์ตาไฟแล้วนะ ถลึงตา คำว่าถลึงตานี่ท่านแปลมาจากบาลีตัวไหน ไม่ประหลาด ผมไม่ประหลาดในตัวคำว่าถลึงตา คำว่าถลึงตานี่ คือตามันถลน ถลึงตานี่ มันมีความหมาย มันมีสภาพเหมือนอย่างกับว่าใช้ภาษาคำว่า ถลึงตา มันเป็นอำนาจอันหนึ่งก็ได้ หรือเป็นถลึงตา ที่เรียกว่า อย่างแปลความหมายไปทางด้านจิต มัน เป็นตาถลึงถลน เป็นตาแสดงความอะไรไม่ดีออกมาอย่างหนึ่งก็ได้ มันแข็งกร้าว หรือมันอวดดี มันเย่อหยิ่ง หรือมันบอกจิตอาฆาต ยิ่งถลึงตาแบบอาฆาตมาดร้าย ตาถลึงถลน ตาเหมือนยักษ์ เหมือนมาร มันยิ่งชัดใหญ่ เพราะฉะนั้น ถลึงตา แค่เป็นเชิงของผู้ที่มีเมตตา มีปรานีอยู่ด้วยกัน มันก็แค่ใช้เชิงเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ละเอียด รู้ยากหน่อยก็ใช้ พอคราวนี้ ต้องใช้ตาที่ถลึง ก็ใช้กันน้อย ไม่ใช่คนนี้จะไปถลึงตาถลนตาที่จะแข็งกร้าว เป็นอะไรต่ออะไรอยู่ตลอดเวลา ไม่จะใช้เป็นคราวเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ตาก็ต้องระวัง เราเองต้องระวัง แม้แต่อะไรจะออกมาทางตา หรือแม้แต่การสำรวมกิริยาของเขา กิริยาของสายตา เพราะฉะนั้น การสำรวมอินทรีย์นี่ จึงละเอียดกันเหลือเกิน สำรวมแม้กระทั่งทางตา อายตนะทางตา อายตนะทางหู อายตนะทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อายตนะคืออะไร อายตนะคือประโยชน์ แม้แต่จะให้ประโยชน์เกิดจากทวารทางตา ฟังคำว่าอายตนะอันนี้อีกที ไม่ใช่อายตนะแปลว่า ทวารซ้ำ แปลว่าตาเฉยๆ อย่างหยาบๆ เหมือนที่เขาอธิบายกันมา อ้ายอย่างนั้น เราไม่มีปัญหา อายตนะทางตา ทางหู ไม่มีปัญหาหรอก เขาก็จะอธิบายประตูตา ประตูหู ประตูปาก ประตูลิ้น อะไร อาตมาว่าพวกคุณคงไม่สงสัย และอย่างนั้นอธิบายเพียงแค่อายตนะเพียงแค่ทวารแค่ประตู ประตูทวาร มันหยาบแล้ว ทีนี้อายตนะ ที่อธิบายสู่ฟังขณะนี้ นี่ละเอียดแม้แต่อายะของตนะของตา แม้แต่ประโยชน์ หรือประโยชน์น้อยที่จะเกิดทางตานี่ ตนะ แปลว่านิดน้อยแม้จะเกิดประโยชน์นิดประโยชน์น้อย เราก็กรองมาว่าเป็นประโยชน์จริงๆนะ เป็นประโยชน์แม้แต่ส่วนน้อยที่จะออกไปจากทางตานี่ จะต้องเป็นประโยชน์นะ การสำรวมจึงละเอียดลออเหลือเกิน การสังวรระวังจึงต้องสังวรระวังละเอียดลออเหลือเกิน เพราะฉะนั้น ถ้าเราไมมีการได้เป็นผู้สังเกตชั้นเชิงของมหาชนได้รู้สม่ำเสมอ ได้รู้ได้เอง ได้ทำละเอียดพวกนี้มาแล้ว มันจะไปมีปัญญาซ้อนอะไร มันจะไปรู้ชั้นรู้เชิงอะไร ชั้นที่ละเอียดละเอียดมันไม่รู้ เพราะฉะนั้น ตาหยาบขนาดนี้ ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองมีตาหยาบขนาดไหน ไม่รู้ปากหยาบ เพราะฉะนั้น อ้ายนี่มันขั้นละเอียดแล้ว ทำอะไรออกมาจากกิริยาตานี่ ขั้นกริยาของตานี่ มันหยาบกว่าวจี กว่าเสียงพูดตั้งเป็นไหนๆ เสียงพูดนี่ มันหยาบกว่าอ้ายตากันไหนๆ หยาบกว่าเยอะ เพราะฉะนั้น ถ้าเราสำรวมแต่แค่ตาสุจริต กายสุจริต วจีสุจริต สำรวมเพื่อให้มันเป็นสุจริตเสมอ มาสำรวมแม้กระทั่งกิริยาของตา ขั้นถึงว่าไม่ถลึงตา ไม่ค้อนควัก ไม่จ้องลับหลัง รู้ตัวที่ไหน จ้องลับหลัง บางทีนี่ไม่ระแวงหรอก เรานึกว่าเราจ้องลับหลังเขานี่ เราไม่มีอะไร มีแล้วหนักเข้ายังไม่ต้องจ้องลับหลัง แต่เพียงเอาลูกตาไปจ้องหรอก จะเห็นเลยว่า คุณมองไปทิศใต้ คนนี้ที่คุณโกรธ เดินไปทิศเหนือ คุณจ้องลับหลังเขาแล้วโดยจิตวิญญาณจ้องดูตาซิ เห็นเลยว่า คุณจ้องลับหลังเขา เราจะต้องหันหน้าไปจ้องเขาเดินหรอก เพราะคุณรู้อยู่แล้วว่า ถึงจ้องไปก็ไม่เห็นเขาหรอก นี่เขาเดินผ่านประตู ผ่านกำแพงฝาไปแล้ว มีกำแพงกัน กำแพงฝาไปแล้ว มีกำแพงกัน กำแพงกั้นเอาไว้ คุณก็รู้แสนรู้ คุณจะไปจ้องให้มันเสียลูกตาทำไม แต่ตาคุณจะเห็นเลยว่า คุณถลึงอยู่ ตาคุณถลึงอยู่ ตาคุณจ้องเขาลับหลังอยู่ มีบอกเลย มีเสียงสองออกมาจากทางตา เห็นเลย มีสภาพสอง วิญญาณสองออกมาจากทางตา เห็นเลยว่า นี่วิญญาณของคุณได้จ้องเขาลับหลัง คุณจะเอาเรื่อง เอาเลือดเอาเนื้อ คุณยังมีอาฆาตมาดร้าย คุณยังมีความเกี่ยวพัน เกี่ยวพันอย่างโกรธ ก็เห็นชัดๆ หรือแม้เกี่ยวพันอย่างรัก เกี่ยวพันอย่างกังวล เกี่ยวพันอย่างติดยึด ออกมาทางตา อาลัยอาวรณ์โหยอยู่จากตา ก็ออกมาเป็นตาที่ยังมีแววให้อ่าน มีสิ่งที่ให้อ่านชัดๆเลย เพราะฉะนั้น นี่ละเอียดลออยิ่งแล้ว ไม่ถลึงตา ไม่ค้อนควัก ไม่จ้องลับหลัง เป็นผู้แช่มชื่น มองตรงๆ ถ้าจะบอกให้จิต คือมองซื่อๆ มองสะอาดสะอาด จิตมันสะอาด ตามันก็มองสะอาด ตาก็มองตรงๆ ตาก็มองซื่อๆ มองดูผู้อื่นด้วยสายตาอันแสดงความรัก สำนวนถ้าเผื่อว่าไม่เข้าใจอันนี้ เอาอีกแล้ว คนตีด้วยภาษา ก็ความรักเป็น ทุกข์ คุณจะไปมีความรักอะไรอยู่ กิเลสใหญ่นะซี ถ้าย้อนกันด้วยภาษา เพราะฉะนั้น เป็นผู้ค้ำความรักอันนี้มันอยู่คนละรอบแล้ว รอบลึกแล้ว ให้รู้เชิงว่ามีขนอันชอนขึ้น มีปลายอันขึ้นเบื้องบน ให้แสดงความรู้เท่านั้นว่า ยังมีเศษเหลืออยู่ที่เป็นสิ่งที่ดีนะ เป็นส่วนประสานนะ เมื่อเรารู้เจตนาประสาน แม้มองคนอื่นก็มองด้วยความเอ็นดู ความเมตตา หรือจะใช้คำว่าให้ความรักให้เห็นชัด ก็เป็นสายตาอันแสดงความรัก แสดงความหวังดี แสดงความปรารถนาดี แสดงความที่จะไม่ทำลาย ไม่ใช่ความชัง ไม่ใช่ความผลาญ ไม่ใช่ความที่ทำให้มันดับสูญไปต่อหน้าต่อตาอย่างนี้ ไม่ใช่ นี่แสดงไปในเชิงเป็นความรัก หรือเป็นเชิงความเมตตาเอ็นดู ควรจะได้ดีนะ เป็นความปรารถนาดี เพราะฉะนั้น เราใช้คำสั้นๆนี่ ถ้าใช้คำสั้นๆ ก็ให้ชัดเลยประจักษ์เลย เมื่อเรารู้เป้าหมายแล้ว เรารู้ขั้นตอนแล้วว่าเราพูดหมายเอาอะไรขั้นนี้ ไม่ใช่ความรักหยาบๆเหมือนอย่างขั้นโลกีย์ๆอะไรนั่นแล้ว ไม่ใช่ความรักอย่างนั้น แม้แต่ความรักชั้นสูงสุดไปจนกระทั่งความรักบริวาร ก็ไม่ใช่ว่ารักห่วงหวงอาลัยอาวรณ์เป็นปลิโพธแล้ว แต่มีเป็นแต่เพียงภาษา หรือสมมติให้ฟัง ให้รู้ว่า มีขนอันงอนขึ้น มีปลายอันสลับนี่เป็นส่วนจบ รู้ส่วนจบว่ามีแต่ปรารถนาดีทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ความรักอันนี้ ถ้าจะให้ชัดแล้วก็มองผู้อื่นดูผู้อื่นด้วยสายตาอันปรารถนาดี จะรู้สึกว่าไม่แข็งเกินไป แต่นี่ท่านอยากให้รู้ชัดว่าความรัก เพราะฉะนั้น ถ้านักตู่ท้วงแล้ว เอ๊ะ ก็ไหนว่าพระ พุทธเจ้าตรัสว่า มีความรัก 1 ก็ทุกข์ 1 มีความรัก 2 ทุกข์ 2 มีความรัก 3 ทุกข์ 3 มีความรัก 10 ทุกข์ 10 มีความรัก 100 ทุกข์ 100 แล้วมาทำอย่างนี้ มันก็สั่งสมความทุกข์ไว้ในตัวน่ะซี สั่งสมความรักนะ จะต้องมามีกรรมอย่างนี้เสมอๆทำไม พวกนักติดแต่ภาษาพวกอัตตวาทุปาทาน ก็จะเอามาตีย้อนใช้ทันที ใช้ทันที ยิ่งไม่เข้าใจว่าเราหมายเอาขั้นไหนแล้ว ชั้นไหน นี่ไปถึงไหนแล้วนี่ เชิงละเอียดเชิงหยาบ อย่างไรกัน ถ้าไม่รู้ ก็ยิ่งจะเมาหมัด เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดรู้แล้วว่านี่เป็นปลาย เป็นขั้นที่สูงแล้ว ทิ้ง ปลาย ทิ้งจุดหมายไว้ที่จิต มันเป็นหมายเท่านั้นเอง มันเป็นความหมายที่จิตเท่านั้นเอง แต่มันไม่ได้เป็นความผูกพัน ไม่ได้เป็นความประทับตราอะไรเลย ไม่ใช่ เป็นแต่เพียงความหมาย รู้แล้ว ก็ จบกัน เพราะฉะนั้น แม้แต่จะแสดงออกมาทางตา ก็เป็นสมมติ จึงต้องสมมติมองดูผู้อื่นด้วยตาที่มันเป็นสาย ที่มันเป็นสมมติที่จะแสดงออกมานี่ให้เป็นสายตาอันแสดงความรัก อย่าไปแสดงความชัง โลกนี้ถ้ามองกันด้วยแสดงความชังแล้วมันชั่ว สมมติอันนี้ ถ้ามองกันมีสายตานี่ เห็นสายตาจับสายตาได้ว่าแสดงความรักอย่างนี้ ถูกแล้ว คุณสร้างกุศลกรรม ถ้าคุณทำสายตานี่ มามองใครด้วยสายตาความชัง นั่น อกุศล เพราะฉะนั้น สมมติทุกอันที่เกิดแต่บุคคล แม้แต่ตาที่เป็นสาย หรือสายที่ออกจากตา รังสีที่ออกจากตา เงาที่เอาออกจากตา ก็จะต้องเป็นเงา นี่ อธิบาย ขยายความให้ละเอียดลออ ให้เข้าใจให้มีจริง ซึ่งพยายามอธิบายอยู่นี้นี่ ผมเข้าใจความละเอียดยิ่งกว่าที่ผมอธิบายอยู่นั้นอีก ซึ่งผมพยายามอธิบายนี่ ผมรู้ว่าภาษามันซ้ำซ้อนเท่าเก่า ไม่มีอะไรมากเลย ภาษาไทยก็เก่านี้แหละ แล้วเอามาร้อยเรียง เอามาพยายามปั้นความให้คุณจับให้ได้นะ ให้คุณเข้าใจว่าเป้าหมายเอาอะไร เพราะฉะนั้น ถ้าใครจับจุดถูกที่ผมหมาย จับสภาวะตรงกันกับที่ผมหมาย คนนั้นจะเข้าใจซาบซึ้งเหมือนผมซาบซึ้ง จะรู้เหมือนที่ผมรู้ มันเป็นสภาพที่มันออกมาจากตา และมันมีสาย และมันมีเงา และมันมีสิ่งที่บอกๆแล้วว่า มันเป็นประตูใจ เป็นประตูวิญญาณ มันไม่ใช่กายแล้วนะ ไม่ใช่กาย ไม่ใช่วจี มันละเอียดกว่ากาย ละเอียดกว่าวจีแล้ว มันเป็นประตูแห่งวิญญาณ เพราะฉะนั้นกรรมของวิญญาณ หรือกิริยาของวิญญาณ กิริยาของจิตของคุณนะ เป็นอย่างไร ตานี่ โอ้ อ่านได้มาก เพราะฉะนั้น แม้แต่เราจะจ้องตาคนอื่นนี่นะ ไม่ควรอีก กลายเป็นจ้องตาคนอื่นนี่ ถลึงตาไม่ดี เพราะฉะนั้น เราจะต้องรับกระทบสัมผัสจากตาเขาโดยที่มีปัญญา และมีความเก่งในการที่จะรู้สายตา จะรู้สายตาของเขา จับสายตาเขาได้โดยไม่ต้องไปถลึงตา โดยไม่ต้องไปจ้องตาเขา ถ้าไปถลึงตาเขา จ้องตาเขา หยาบ ไม่สุภาพ เพราะฉะนั้น คนไม่รู้ละ นี่แหม ฉันบริสุทธิ์นะ ซึ่งเลยแข็งเด๋งเลย ตาถลนอย่างนี้เลยนะ มันหยาบๆ อาการอย่างนี้ คนไม่รู้ไม่รู้จริงๆ เพราะไม่เข้าใจกิริยาแห่งตา ไม่เข้าใจกิริยาแห่งสายของตา ไม่เข้าใจกิริยาแห่งสายของตา ไม่เข้าใจกิริยาความแข็งความอ่อน เพราะฉะนั้น เรามองตา แต่เราไม่มองตา เราจะจับเอาสายตาโดยที่ไม่ต้องให้เขารู้ว่าเราจับสายตาเขา ผู้ฉลาดจึงจะสามารถจับสายตาโดยไม่ต้องไปมองตา แต่ไม่หลบตา จะมีเชิงอาจหาญอยู่ กล้าสบตา ไม่ใช่หลบตา กล้าสบตา แต่ไม่ใช่กล้าอย่างถลนถลึง หยาบ ละเอียดนั้น กล้าสบตา ในคราวที่จำเป็นจะต้องสบตากัน จะต้องบอกความมั่นคง ยืนยัน ไม่ได้มีอะไรอยู่เบื้องหลัง มีหลังอันเต็ม ไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลัง มีหลังอันเต็ม ไม่มีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลัง ก็ต้องสบตาในคราวที่จะต้องสบตา แต่ไม่ต้องแข็ง จ้อง แหม หยาบ ความละเอียดมาแล้ว มันจะมีความอีกเยอะอีกเยอะ เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่เข้าใจชั้นเชิงพวกนี้เข้าไปอีก ได้กระทำเสมอ ไม่ถลึงตานี่ ที่จริงสั้นๆ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้สั้น แต่ยาวเป็นคัมภีระ แต่ละเอียด และกินความอยู่ในตัว ถ้ายิ่งบาลีทับถมเอง และได้อ้ายนั่นบาลีไปอีกนะ และได้พิจารณาไปอีกนะ ได้วิเคราะห์บาลีด้วยนะ ผมก็จะทำอีกได้ แต่เอาละ ขนาดนี้ ผมก็ขอบคุณกองธรรมทานที่พระพุทธทาสทำไอ้นี่มานี่ ขอบคุณนักแล้ว แปลได้ขั้นนี้ แปลได้ขนาดนี้มา ผมเข้าใจ ผมไม่หลงทาง ผมไม่ผิดละ ผมไม่ต้องแก้ และผมอธิบายต่อได้ เดี๋ยวนี้ผมกำลังอธิบายอยู่ ไม่ถลึงตา ไม่ค้อนควัก อ้าย ค้อนควักนั่นก็คือ จ้องบ้าง หลบบ้าง มันมีอาการอยู่ 3 อาการ 1. ถลึงตา จ้องตรง ไม่จ้องตรง 2 ไม่ค้อนควัก จ้องบ้าง หลบบ้างอยู่ในที ไม่จ้องลับหลัง อ้ายนี่ ไม่จ้องหลัง อยู่ต่อหน้า แต่ลับหลัง และจ้อง บอกแล้วว่า จ้องไม่ต้องเอาตาไปจ้องก็ได้ แต่ตาจะเห็นลักษณะจ้อง ไม่มีภาษาเรียกแล้วนะ อันนี้ จ้องลับหลังนี่ เป็นภาษาเท่านั้นเอง แต่ที่จริงไม่ได้เอาลูกตาไปจ้องหรอก จ้องลับหลังน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive