191209 พุทธประวัติ ตอน6 แสดงโดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2519
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์36 KB
วันที่แก้ไข17 กันยายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

191209 พุทธประวัติ ตอน 6 แสดงโดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

พุทธประวัติ ตอน 6 แสดงโดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก เมื่อ 9 ธ.ค. 2519

วันนี้ เรามาทำวัตรกันต่อที่ได้อธิบายถึงมหาปุริสลักษณะ หรือมหาปุริสลักขณะก็เรียก ของมหาบุรุษ หรือของโพธิสัตว์เจ้า ถ้าเป็นโพธิสัตว์ใหญ่ เป็นมหาโพธิสัตว์ก็จะมีมหาปุริสลักขณะ อย่างที่ได้ฟังมาแล้ว 32 ประการเต็ม อาการเต็มครบที่ว่านั้น ครบทั้งรูปธรรม นามธรรม ทีนี้ ท่านก็ได้อธิบายบอกเป็นภาษาอย่างสั้นๆถึงลักษณะของรูป ซึ่งเราฟังดูแล้ว รูปธรรมบางอย่างนี่มันไม่น่าจะเป็นไปได้ ดูแล้ว มันจะขัดแย้งดังที่ได้ยกตัวอย่างบางสิ่งบางอัน หรือแม้ที่สุด อันที่ยืนยันให้ฟังชัด แม้แต่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองตามประวัติว่า มหาปุริสลักษณะจะต้องเป็นอย่างนั้น แต่ในประวัติที่ทราบมา มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น ดังที่ได้กล่าวแล้ว เมื่ออธิบายความมาแล้วว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรัสถึงกรรมขยายออกมาๆว่า มีกรรมอย่างนั้น จึงได้มีรูปอย่างนั้น หรือได้อานิสงส์ มีสิ่งนั้นย้อนทวนมาเป็นสิ่งนั้น นี่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อธิบายแจกแจง แล้วท่านก็ท้าทายด้วยว่า พราหมณ์ทั้งหลายนะเรียนมหาปุริสลักษณะ 32 ประการมา แต่ว่าไม่ รู้ว่าเขาทำกรรมอย่างไร หรือเพราะมีสภาพที่ประกอบขึ้นอย่างไร จึงจะไปมีผลอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ท่านเอากรรมเป็นใหญ่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเอากรรมเป็นใหญ่ ท่านถึงยืนยันว่า กรรมอย่างนี้ๆแล้วจะส่งผลอย่างนั้น มันเป็นเรื่องยาก กรรมวิบาก พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสเอาไว้ว่า วิบากกรรมต่างๆ หรือกรรมวิบากนั้นเป็นอจินไตย เป็นเรื่องอย่าเพิ่งคิด อย่าไปคิดเอาง่ายๆ เดาเอาไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องไกลเกินคิด ถ้าคิดแล้ว จะหัวแตกเปล่า แล้วมันไม่เข้าท่าเปล่าๆ ไม่ได้เรื่องได้ราว

อ่านต่อ

อะไร เพราะฉะนั้น กรรมต่างๆนี่ เป็นเรื่องละเอียด เป็นเรื่องลึกซึ้งยิ่ง จะว่าไปแล้วมันจะส่งผลไปอย่างนั้นอย่างนี้ นี่เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะพูดง่ายๆ ไม่ควรจะคิดง่ายๆ เป็นอุตริมนุสธรรมที่เป็นเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องที่อุตริมนุสธรรมทั้งสิ้น เช่น คำว่า ฌาน คำว่ามรรค ว่าผล อย่างนี้ ฌานก็เป็นอจินไตย ถ้าจะว่าเรื่องฌาน นี่ฌานก็เป็นอจินไตยไม่ใช่เรื่องจะคิดเล่นง่ายๆ อจินไตยหมายความว่า อย่าพึงคิดเล่นง่ายๆ อย่าพึงเดาง่ายๆ ฌานไม่ใช่เรื่องเดา อย่างนี้เป็นต้น เป็นอจินไตย เพราะฉะนั้น แม้แต่เรื่องของกรรมวิบาก ก็เป็นเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องที่ไม่ใช่จะเดาได้ง่ายๆ จะเอามาพูดเล่นง่ายๆ ไม่ใช่ เดี๋ยวนี้ได้พูดเล่นง่ายๆ เดากันสุ่มสี่สุ่มห้า เรื่องกรรมอย่างโน้น กรรมอย่างนี้ เพราะอย่างนั้นจะไปเกิดเป็นอย่างนี้อะไรต่ออะไรกัน เราก็ไม่ควรจะพล่อยๆ ไปพูด มันไม่ดี เราพิสูจน์ไม่ได้ ยิ่งพิสูจน์ไม่ได้ ยิ่งเราพิสูจน์ก็ไม่ได้แล้วเรายิ่งจะเอามาพูดสำหรับคนที่ยิ่งงมงาย ยิ่งไม่ค่อยจะรู้เรื่องแล้ว เราควรจะใช้วิธีการที่จะพูดให้เขาอย่าไปยึดติดในสิ่งนั้นก่อน อย่าไปยึดติดเพราะเขาไม่มีปัญญาเข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจแล้วมันก็ยึดติดโดยงมงาย ไม่เข้าเรื่องเข้าราว ต้องพยายามระวังด้วยพวกนี้ ทีนี้ได้ฟังที่ท่านขยาย และผมก็ได้ขยายต่อสู่ฟังละเอียดลออ ซับซ้อนขึ้นมา จะเห็นได้ว่ามันยิ่งชัดเจน กรรมนี่แหละเป็นที่สุด กรรมนี่แหละเป็นรากเหง้า กรรมเป็นทั้งต้น กรรมเป็นทั้งปลาย กัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กรรมเป็นของๆตน กัมมัสสโกมหิ กรรมเป็นรากเหง้าที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นต้นของกรรม แล้วก็เป็นตัวของกรรม นี่ถ้าแปลเป็นไทย ถ้าเอาความหมายเขาแปล บอกว่ากรรมเป็นของๆตน มันก็รู้ว่าของๆตนมันเข้าใจง่ายๆ เราอย่าทำนะ เราเป็นต้นเป็นตอ เรานี่เป็นตัวเรา เรานี่เป็นต้น เพราะฉะนั้น ถ้าตัวเรากระทำ ถ้าเข้าใจคำว่ากรรม การกระทำ หรือการงาน คนนั้นก็จะรู้บทบาทของตนเอง การงานกาย การงานวจีอะไรเกิดขึ้นมา ถ้าเข้าใจว่าการงาน หรือการกระทำนี่ วจีกรรม กายกรรม หรือแม้มโน กรรม รู้ว่าการงานของจิต จิตมันเกิดการงานขึ้นมาแล้ว จิตมันจะสัมผัสรู้ มันจะสักว่ารู้ ทำให้มันเกิดการปรุงขึ้นมา ให้มันเป็นการงานแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้ามันปรุงเป็นเลว โน้มน้าวไปเลว มันเริ่มเป็นการงานเลว ถ้าเราเข้าใจคำว่ากรรม กรรมถึงขนาดนั้น กรรมเป็นรากเหง้า กรรมเป็นรากฐาน ถ้าเข้าใจอย่างนั้นแล้ว เราจะรู้เลย จะเข้าใจไปจนสุดยอด คำเดียวก็จบ กัมมัสสโกมหิ คำเดียวก็จบ ไม่ต้องกัมมโยนิ ไม่ต้องกัมมพันธุ ไม่ต้องกัมมปฏิสรโณ ไม่ต้อง ตัวเดียวเลย เพราะฉะนั้น จะย้อนทวน จะตามอนุโลมไปว่า กัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท มีกรรมเกิดขึ้นแล้วที่นั่น แล้วก็สืบต่อ ยืดยาวออกไปเป็น กัมมทายาโท เป็นกัมมทายาท เป็นสิ่งที่จะต้องรับเชื่อมต่อไปเป็น ทายาท กัมมโยนิ เพราะกรรมได้เกิดขึ้น เพราะกรรมได้เกิดขึ้น กัมมโยนิ เพราะการกระทำนั้นได้เกิดขึ้น กรรมเกิดที่ใด เป็นที่นั่น ถ้าจบที่ใด ก็จบอยู่ที่นั่น แต่ทีนี้ ถ้ามันเกิดขึ้นไปอีก กัมมโยนิ มันก็จะพันธุ กัมมทายาโท กัมมพันธุ นี่ มันมีความหมายว่าสืบต่อทั้งคู่ ฟังดูดีๆ ทายาท ต้องเป็นผู้รับสืบต่อ พันธุ์ก็เป็นผู้รับสืบต่อ เป็นการสืบทอดออกมาเหมือนกัน เป็นการสืบต่อทั้งคู่ ฟังดูดีๆ ทายาทต้องเป็นผู้รับสืบต่อ พันธุก็เป็นผู้รับสืบต่อ เป็นการสืบทอดออกมาเหมือนกัน เป็นการสืบต่อทั้งคู่ คำว่าทายาท คำว่าพันธุ แต่มันมีรอบ เพราะฉะนั้น กัมมัสสโกมหิ กับกัมมโยนิ มันแปลว่าเกิดทั้งคู่เหมือนกัน กัมมัสสโกมหิก็เกิด กัมมโยนิก็เกิด แต่เกิดคนละระดับ เกิดคนละรอบ เกิดคนละชั้น เกิดคนละอัน กัมมัสสโกมหิ มันเกิดอยู่แต่ใน เกิดอยู่แต่ในๆ กัมมทายาทก็เป็นการสืบแต่อยู่ในๆ ในตัวของเราต้องมีทายาทของเรา เพราะฉะนั้น เราทำดี ก็รับทายาทของเราไว้เป็นทายาทของเราต่อไว้แน่ มีทายาทแน่ จะบอกว่าอะไรไม่มีทายาทนั้น มันเป็นเรื่องของโลก คนนี้มันเป็นพ่อแม่ ไม่มีลูกรับสืบ มรดก อ้ายนั่น มันเป็นเรื่องตัวตนเต็มที มันเป็นเรื่องความอยาก แต่จิตนี่ มันมีของมันจริงๆ รับช่วงของมันจริงๆ เพราะฉะนั้น ถ้าทายาทเป็นความตัด สิ่งที่เกิด สักแต่ว่าเกิด กัมมัสสโกมหิ อ้ายตัวตนนั้นๆ มันเกิดเป็นอนัตตา มันเป็นตัวตนนะ แต่มันเป็นอนัตตา ฟังให้ดีนะ ประเดี๋ยวจะงงภาษาอีก อนัตตา หมายความว่า ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ไม่มีตัว ไม่มีตน มันไม่มี แต่สิ่งที่มันเกิดแล้ว มันมี ตราบใดที่ยังมีจิตวิญญาณ ยังไม่หยุด ยังไม่ดับ ยังทำงานอยู่ด้วยขันธ์ 5 บริบูรณ์ มันก็ย่อมมีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีนามขันธ์ 4 เมื่อมันมีนามขันธ์ 4 มันก็กำหนดรู้เป็นธรรมดา มันก็สังขารเป็นธรรมดา มันก็วิญญาณเป็นธรรมดา มันสังขาร ถ้าเผื่อว่า สังขารโดยเราเอง เราไม่ได้ล้างกิเลสรากเหง้า มันก็สังขารด้วยเอาเชื้อของกิเลสรากเหง้าไปปรุง ถ้าเผื่อว่าเราล้างกิเลสรากเหง้าได้ มันก็ไม่มีเชื้อของกิเลสรากเหง้าไปปรุง มันไม่มี เหมือนกับเราเอง เราไปแกง เรามีผัก เรามีเกลือ เรามีน้ำ เราก็แกง โดยเราเอง เราไม่ติดในรสละอะไร เรารู้ว่าเราใส่เกลือก็เพราะว่าเราจะกินธาตุเกลือ เราจะเอาผักใส่ก็เพราะเรามีผัก เราจะกินธาตุผัก เราเอาน้ำใส่ ก็เพราะว่า เราจะแกง แล้วเราก็เอาลงมา แต่ถ้าคนที่ยังติดอยู่ในรส โอ้ ไม่ดีแฮะ มันต้องปรุงลงไป ใส่ตัวนี้ มันกินไม่ลง รสมันไม่กลมกล่อม กลิ่นไม่ค่อยหอม สัมผัสไม่ค่อยได้เรื่องก็เอาผงชูรสใส่บ้าง หรือเอาอะไรใส่เติมลงไปบ้าง ประสมประเสลงไปให้มันมีรส ให้มันมีกลิ่น เจตนาเติมรส เติมกลิ่น เจตนาเติมกาม มันก็เป็นกาม แต่ผู้ใดไม่ได้ติดรส ติดกลิ่นอะไรแล้ว ก็ไม่เห็นจะต้องเติม เพราะรส สิ่งนั้นเราไม่กิน ถ้าสิ่งนั้นเราจะกิน เพราะว่ามันมีสาระมากพอ หรือว่ามันมีสาระที่เราจะกินสาระ ทีนี้ก็จะต้องดูที่เจตนาของเรา เราไม่ได้ติดกลิ่น เราไม่ได้ติดรสมัน เพราะฉะนั้น แม้แต่เติมลงไป มันก็ไม่มีอะไร มันก็เป็นแกงสะอาด เป็นแกงบริสุทธิ์เกิดขึ้น แต่ถ้าเผื่อว่าเราเติมผงชูรสเข้า เติมกลิ่น เติมของอะไรที่มันจะชูกลิ่น ชูรส ชูประกอบเป็นกามเข้าไป แกงนั้นออกมา ก็เป็นแกงเป็นกาม เป็นแกงกาม อย่างนี้ เป็นต้น ยกตัวอย่างหยาบๆ ให้ฟังง่ายๆ เพราะฉะนั้น จิตของเรา มันจะเกิดขึ้นมา มันจะมีเวทนา มีสัญญา สังขาร วิญญาณ มันก็มีเป็นธรรมดา ถ้าอ่านคนคืออะไรออกมาชัดเจน เข้าใจเที่ยงแท้แล้ว วิญญาณมันก็เกิดเป็นวิญญาณ มันก็เป็นอันเดียวกันทำงาน เพราะเจตสิก 3 เวทนา สัญญา สังขาร มาทำงาน ก็เจตสิกทั้ง 3 นั้นมาทำงาน ก็ธรรมดาๆ มันไม่มีอะไรประหลาดอะไร มีจิต มันก็ย่อมเกิด มันก็ย่อมรู้ เพราะฉะนั้น เมื่อมันกัมมัสสโกมหิ มันก็เกิดเป็นตัวตนอันนั้น ของสภาพของนามขันธ์ที่มันยังไม่อุปาทิ มันยังเหลืออุปาทิอยู่เรียกว่าอุปาทิเสส สอุปาทิเสส กับอุปาทิเสส มีอุปาทิ แม้เป็นนิพพาน สอุปาทิเสสนิพพาน นิพพานที่ยังมีอุปาทิเหลือ อุปาทิทั้ง 5 คือเหลือต้นเค้า อุปาทิ นี่แปลว่า ต้นเค้าที่มันยังเนื่องชิดติดกันอยู่ เรียกว่าอยู่ มันใกล้ มันเนื่องกันอยู่ มันชิดติดกันอยู่ มันใกล้เคียง อาทิ อุป+อาทิ อาทิ แปลว่าต้น มัชเฌ แปลว่ากลาง ปริโยสาน แปลว่าปลาย แปลว่าที่สุด อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง อย่างนี้ เป็นต้น อาทิ นี่แปลว่าต้น เป็นอันต้น เป็นตัวต้น เป็นต้นเป็นเค้า เพราะมันเหลือเชื้อ เหลือเค้าที่มันมีอยู่ พวกนี้ มันไม่มีอีกแล้ว มันมีเหลือเท่านี้เป็นต้น เป็นเค้า มันไม่มีเหลือ อ้ายรูปขันธ์ นามขันธ์ มันเป็นต้นเค้า คิดอยู่ในตัวที่เรียกว่า เป็นรากเหง้าของตน มันก็เป็นตนบ้าง แล้วมันก็เป็นตัวที่มีอยู่นี่บ้าง นี้แหละมันก็มีอยู่แค่นี้ มันสุดท้ายแล้วละ มันเป็นต้นรากเหง้าที่มันยังเหลือไปตามธรรม จะเรียกโดยภาษาของผม ก็เรียกว่า มันเป็นชีรณุปาทิ มันเป็นชีวนุปาทิ มันเป็นภาษา2 คำ ที่ใช้ภาษา 2 คำ ก็เพื่อจะไปเรียกรายละเอียดของอุปาทิอันต้น ในเค้าของจิตอีกทีหนึ่ง จึงแยกเป็น 2 แล้วเอาสิ่งนี้เป็นตัวเกิด สิ่งนี้เป็นตัวดับ เพราะชีรณุปาทิ ก็คือสิ่งที่ดับ ชีวนุปาทิ ก็คือสิ่งที่เกิด ชีวะ ก็คือชีวิต ชีระก็คือความแก่ ชีรณุ ชีรณะนี่มันแปลว่าความแก่ ชีวะนะ ว-น มันเป็นความเกิด ชีวิตนั่นแหละ ชีวนะ ชีวิต ชีรณุ มันความแก่ มันแก่ลง แก่ลง มันเสื่อมลง เสื่อมลงเพราะว่ามันมีต้นของความแก่ มันก็มีต้นของความเกิด ที่มันเกิดอยู่โดยธรรมนี่เท่านั้นเอง เป็นรากเหง้า รากเค้า รากเหง้า รากเค้า เรารู้อยู่แล้วว่า เราไม่ได้เกิดตัวเรานะ ตัวอัตตาของเรา เราไม่ได้เกิดเพื่อเกิดของเรา เราเกิดเพื่อผู้อื่น เราเกิดเพื่อให้สิ่งอื่นดี ให้คนมันเกิดมาดีเท่านั้นเอง ตัวเราเองไม่ได้หลงตัวตน เราไม่ได้รักตัวตน เราไม่ได้ทำเพื่อตน เราจึงเรียกว่าหมดตัวหมดตน เราไม่ได้เพื่อหลงตนอะไร เราไม่ได้ต่อเชื้อของเรา มันจะเป็นกัมมัสสโกมหิ เป็นตัวตนที่ไม่มีตัวตน อธิบายภาษาสุด เป็นตัวตนที่มันเกิดโดยธรรมเท่านั้น แต่เราไม่ได้ยึดเป็นตัวตน จึงเรียกว่า ตัวของอนัตตา อนัตตา มันไม่มีตัวตน แต่ผมขอยืมภาษาเท่านั้นมาเรียก เพราะฉะนั้นสิ่งใดมันจะเกิด มันก็เกิด แล้วมันก็จะต้องมีทายาท มีความสืบต่อ ทีนี้ถ้าทายาทของมันที่จะรับความสืบต่อ อ้ายนี่มันเกิดจิต มันเกิดรับรู้ ถ้ารับรู้เสร็จแล้ว มันก็วาง ถ้าตัวทายาทเป็นตัววาง ตัวที่จะสืบต่อเป็นตัวที่ไม่เหลือตัวตน ฟังให้ดีนะ นี่เตือนแล้วนี่ รับรู้ๆ รับทำก็รับทำ ทำแล้วมันไม่มีอะไรรองรับต่อไปอีกว่า นี่เป็นของเรา เป็นตัวเรา ถึงแม้ปีติดีใจเราก็ตัดหางมันทิ้ง ตัวทายาทต่อมาที่รับต่อมานี่ มันก็คือสุญตา นี่สุญตาเป็นทายาท ฟังดูดีๆนะ มันน่าชื่นใจ มีสุญตาเป็นทายาท คือมีสิ่งที่ตัดปล่อยเป็นทายาท ไม่ใช่สะสม ไม่ใช่หลงปลื้มเปรม เอมอิ่มอะไร หลงเสพหลงติดอะไร ไม่ใช่ มันก็จบอยู่ในตัว มันจบอยู่ในตัว เพราะฉะนั้น จะต่อให้มันยาวออกไปอีก ถ้าเรารู้เท่าทันแล้ว มีอินทรีย์พละแก่กล้า อย่าให้มีปีติ ให้มีตัวรู้ต่อไปอีก ปีติแปลว่ารู้ดี หรือจะยินดี รับรู้ในความยินดีนั้นเป็นทายาท กัมมโยนิ จะเกิดต่อไปอีก ทำให้เกิดออกมาว่ามันต้องจากจิตในจิตแล้วนี่ พูดว่ากัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท เป็นที่จิตในจิตของเรา จะให้มันแต่งออกมา มันปรุงออกมา เป็นกัมมโยนิ เป็นกายกรรม เป็นวจีกรรมก็ได้นี่ ให้มันเกิดออกมา เป็นกายกรรม วจีกรรมอีก โยนิแปลว่าเกิด บอกแล้วว่า เกิดอันนี้ไม่ใช่เกิดแต่จิตเท่านั้น มันเกิดโตออกมาแต่จิตแล้ว เพราะฉะนั้น มันจะบันดาลออกมาเป็นกาย บันดาลออกมาเป็นวจี เป็นกัมมโยนิ ก็เป็นความสืบต่ออีก นั่นแหละ เป็นกรรมพันธุ์ การสืบต่อเป็นพันธุ์เป็นเผ่า เพราะฉะนั้น พระอาริยะมีกรรมเป็นพันธะ เป็นพันธุ เป็นกรรม พันธุ์ พระอาริยะก็มีกรรมพันธุ์ กายกรรมก็เป็นสุจริตของพระอาริยะ วจีกรรมก็เป็นสุจริตของพระอาริยะ ที่สืบทอดออกมาเป็นธรรมะ คำสอนที่เรียกว่าเป็นของพระอาริยะหรือของพระพุทธเจ้า ก็เป็นพันธุ เป็นสิ่งสืบต่อ ทายาท จะเรียกว่า เอาทายาทอย่างนั้นมาเรียกหยาบๆ เข้าไปอีกว่านี่แหละ มันเป็นมหาสมบัตินะนี่ เป็นสิ่งที่สืบต่อ เป็นรูป เป็นรูปก็ไม่ผิดอะไร ไม่ผิดอะไร เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่านจะทำเป็นกาย กรรมหยาบลงไปอีก เป็นการงาน เป็นการกระทำที่เป็นตัวตน เป็นบทบาท เป็นวัตถุ เป็นข้าวของ เป็นสิ่งก่อ เป็นสิ่งสร้าง บางสิ่งบางอย่าง ก็เป็นกรรมพันธุของพระอาริยะ เป็นความหมายหรือจุดแห่งธรรมไปในทางที่จะให้เป็นประโยชน์แก่เขาอย่างแท้จริง กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ มันก็จะเป็นผลที่พึ่งซึ่งกันและกัน พระอาริยะทำที่พึ่งไว้ให้แก่คนเขา คนเขาก็ได้พึ่งสิ่งนี้ ทีนี้พระเองนี้ เรารู้ว่า เราเอง เราพึ่งวัตถุสมบัติจากเขา กัมมปฏิสรโณ สรณะ อันเป็นที่พึ่ง ถ้าจะแปลคำว่าที่พึ่ง นี่เราพึ่งเขา เราก็พึ่งเขา เราก็พึ่งสิ่งที่เรารู้ เรารู้ว่าเราพึ่งปวงชนเขาด้วยอะไร โดยธรรมเราพึ่งแต่เพียงปัจจัย 4 เพิ่มแต่บริขารส่วนจำเป็น เราพึ่งโดยธรรม โดยไม่มีจิตโลภ เรารับข้าว เรารับที่อยู่ เรารับเครื่องนุ่งห่ม เรารับของจากฆราวาส หรือว่าจากผู้อื่นเขามา เป็นปัจจัย 4 ก็ตาม เป็นอาหาร เป็นที่อยู่ เป็นเครื่องนุ่งห่ม เป็นยารักษาโรค หรือแม้บริขารบางสิ่งบางอย่าง ที่เราจะเอามาใช้ประกอบ เรารู้ว่าเรารับมาโดยไม่มีความโลภ เราไม่ได้รับมาด้วยโลภจริงๆ รู้ใจเห็นจริงเห็นจัง ว่าเราไม่ได้รับมาด้วยโลภแล้วแท้ๆ แล้วละก้อ มันก็หมดสิ้นกันโดยธรรม อัน มีอยู่ว่า เรารับมาจากเขา เราก็พึ่งเขาอยู่นั่นเอง และอันนี้จะเป็นเชื้อ จะทำให้เราเกิดเมตตาจิต เกิดพรหมวิหาร เกิดกตัญญูกตเวทิตา เกิดการตอบแทน เกิดการรู้จักบุญจักคุณ เกิดการสิ่งที่เกิดเป็นเกิดแล้วความสัมพันธ์ เขาเอามาให้เราไว้ก็เป็นการสัมพันธุ์ เป็นพันธุ เป็นการเกี่ยวโยง เขาให้เราสังเคราะห์ร่างกายไว้ด้วยสิ่งประกอบพวกนี้ ที่จริงเราก็ไม่ได้รักร่างกายไว้หรอก แต่มันเป็นไปโดยธรรม มันไม่ดูทารุณอะไร และการกระทำ เขาทำทานมา ตัวบทแห่งการ กระทำนั้นซิเป็นคุณธรรม คนในโลกนี้มีการทำทาน เป็นคุณธรรม เพราะฉะนั้นแม้แต่กรรม กายกรรมที่เขาทำทานนั้นเป็นของดีแล้วๆ เขาก็ทำถูกจุดด้วย เขาทำกับผู้อันควรทำ คือผู้ที่ไม่มีความโลภ หรือผู้ที่จน ผู้ที่น้อย ผู้ที่ด้อย ผู้ที่ขาดแคลน อย่างเราเป็นพระนี่เราขาดแคลน เราพูดนี่ เราเข้าใจ เพราะฉะนั้น เรารับ เราได้สิ่งเหล่านี้เป็นของดีจริงๆ ที่เขารู้ คนที่ควรให้ และเขาให้ๆ แล้วก็เป็นการกระทำที่น่าเป็นแบบอย่าง เพราะโลกมันมีแต่จะเอา เขาทำกรรมอันนี้เหลือไว้อยู่ในโลก เขาก็ทำทานนี้ เป็นกรรมที่อันควรจะเกิดขึ้นให้คนเห็น ให้คนสัมผัส ให้คนได้อ่าน ให้คนได้รับรู้ ถ่ายทอดไปให้มีกรรมอย่างนี้เกิดในโลกมากๆ เพราะว่ามันเป็นกุศลกรรม เป็นกรรมอันควรที่จะมีสะพัดอยู่รอบทิศรอบด้าน ไม่ใช่จะมีแต่เอาแต่แก่งแย่งไปเบียดเบียนกัน มันก็เป็นของดี เพราะฉะนั้น เราเป็นต้นเค้าที่จะให้เขากระทำกรรม เราเป็นปฏิคาหกให้เกิดทายก เราเป็นปฏิคาหก เป็นฐานรับให้เกิดฐานให้ ให้เกิดกรรม ที่มีการตอบแทน ตอบทวนกันอยู่ กลับไปกลับมา หรือว่าปฏิสรณะ ปฏิสรโณ ถ้าไม่มีผู้ที่จะต้องรับ การให้ คนให้ก็ไม่รู้จะไปให้กับอะไร เพราะถ้าเมื่อเรามีสิ่งที่ควรให้ เป็นอาหุเนยยบุคคล เป็นทักขิเณยยบุคคล ก็ควรจะได้รับของทานเป็นที่สุด เรานี่ เป็นผู้ที่ได้ควรได้รับของทานเป็นที่สุด ยิ่งกว่าใครในโลก ถ้าเราไม่มีเสีย มันก็ไม่ควรจะให้ใครที่ดียิ่งกว่า เพราะเราเป็นผู้ที่ไม่เอายิ่งกว่า คนที่ให้ต่อผู้ไม่เอายิ่งกว่า หรือไม่อยากได้ยิ่งกว่า ผู้นั้นยิ่งประเสริฐสุด มันจึงมีสุดยอดแล้ว ไม่มีที่สูงสุดยอดยิ่งกว่านี้แล้ว เราจึงจำเป็น จึงเป็นผู้คอยรับทานเขาอยู่ คอยรับสิ่งที่เขาจะต้องมาทำทาน เพราะเราเป็นผู้ไม่เอา ถึงแม้ว่าเราเอานี่ เราก็เป็นแต่เพียงรับสิ่งที่มันจะต้องสังเคราะห์ร่าง สังเคราะห์กาย สังเคราะห์ความเป็นอยู่โดยธรรม โดยธรรมดา โดย ธรรมชาติ โดยปกติของมันควรเป็นไป จิตของเราไม่มีตัวอยาก แม้ อยากกิน เราก็ไม่ได้อยากกิน แม้อยากนุ่งห่ม เราก็ไม่ได้อยากนุ่งห่ม แม้อยากได้ที่พัก เราก็ไม่ได้อยากได้แม้ที่พัก แม้อยากได้ยา เราก็ไม่ได้อยากได้ยา แม้อยากได้บริขาร เราก็ไม่ได้อยากได้บริขาร แต่มันต้องมีประกอบการจะมีเท่านั้นเอง ในเมื่อเขาเอามาให้ เราก็รับ ไม่รับเราก็ให้เขาต่อ จึงเรียกว่าปฏิสรโณ เรียกว่าปฏิสรโณ แปลว่าที่พึ่งแก่กันและกัน เขามาให้เราโดยกรรม โดยคล้ายๆ ว่า เราพึ่งเขาก็จริง ก็เราก็พึ่งเขา เพราะเราไม่ได้ปลูกข้าว เพราะเราไม่ได้เป็นคนนักสร้างที่อยู่ เราไม่ได้เป็นช่างทอผ้า หรือว่าหาเงินไปซื้อข้าวมาเป็นเครื่องนุ่งห่ม เราไม่ ยารักษาโรคก็ดี แม้บริขารต่างๆ ก็ดี เราไม่ได้มีสมบัติอะไรไปแลก ไปซื้อ ไปหามาเป็นสิทธิ์ของเรา เขาต่างหาก เป็นผู้ที่เอามามอบให้เราโดยยินดี โดยมอบสิทธิ์ให้ โดยบริสุทธิ์ว่า จงเป็นของท่านอย่างบริสุทธิ์ ท่านจงรับเอาไปเป็นสิทธิของท่าน นี่เขาให้นะ เขาให้มา เพราะฉะนั้น เรารับเอาสิ่งนี้แล้ว มาเป็นสิทธิ์หรือเราเอามาใช้ สมควรแก่ความจำเป็น จำเป็นที่สุด เรารับมา แล้วเราก็ใช้ให้มันน้อย ประหยัดที่สุด เป็นไปโดยประหยัดที่สุด เราก็เป็นคนที่เรียกว่าช่วยเหลือเขา เพราะเขาทำออกมา เขา ก็ต้องใช้เรี่ยวใช้แรง ใช้อะไรต่างๆ ถ้าเรามาสุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือยเปล่าๆเกิน เราไม่ต้องฟุ่มเฟือยขนาดนั้น เราก็อยู่ได้แล้ว ไม่ต้องมากขนาดนั้นมันเกิน เราก็ต้องรู้ เราสอนเขาไม่ให้ฟุ่มเฟือย เป็นการตอบแทนบุญคุณเขาแล้ว เป็นกรรม เป็นกิริยาแห่งการมัธยัสถ์ ถ้าโลกเขาไม่รู้จักการมัธยัสถ์ เราได้มาก เรายิ่งฟุ่มเฟือยมากเข้า มากอย่างนี้ เขาก็ไม่ค่อยรู้อยู่แล้วล่ะ ในคนที่ร่ำรวยคนที่เขามีมากนะ เขาไม่รู้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น แม้แต่คนจน เขาก็อยากจะมีเหมือนอย่างกับคนที่ร่ำรวย มีมากๆ โดยไม่ต้องระมัดระวังทำลายใช้จ่ายสาดเสียเทเสียไปได้ง่ายๆ เขาก็อยากจะทำอย่างนั้น ไม่ต้องกระเหม็ดกระแหม่ ไม่ต้องกระเบียดกระเสียร เพราะดูมันต้องระมัดระวังเต็มที มันจะต้องใช้สติสัมปชัญญะเหลือเกิน เขาไม่อยากทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เราเองนี่แหละ เราจะต้องมี แสดงถึงความมีสติสัมปชัญญะให้เขารู้ แล้วเราก็พยายามกระเหม็ดกระแหม่ พยายามประหยัดให้เขา เห็นในการตอบแทนแล้ว ส่วนกรรมอันอื่นที่มียิ่งกว่าการประหยัดตอบแทนให้เขาเห็นนี่ ยังมีอีกเยอะแยะ ที่เราจะเป็นผู้ที่มักน้อย เป็นผู้ที่ทำประโยชน์ให้มาก นอกจากประหยัดเป็นแล้ว เราจะรู้ว่า ตัวประโยชน์คืออะไร เรามีประโยชน์โดยการงานให้เหมาะสมในหน้าที่ เราจะทำไปกับคนอื่น เราก็ทำกรรมอันนั้น ทำการกระทำ อันนั้น ถ้าการกระทำของเรามันไม่เป็นประโยชน์ มันเป็นตัวอย่างว่า โอ้ นี่ขี้เกียจ สันหลังยาวนี่ มีแต่เอาเปรียบเอารัดนี่ มันก็กลายเป็นว่า เราสอนเขา เขานับถือเรา เขาก็จะเอาอย่างเรา เขานับถือเศรษฐี เขาจะเอาแบบเศรษฐี คนจนนี่มันมองเศรษฐี เพราะว่าเศรษฐีมีเงิน มันอยากเอาอย่างเศรษฐี โดยที่มันไม่รู้ความซ้อนอยู่ในจิตว่าไปเอาอย่างเขา มีอะไรนิดอะไรหน่อยทำแอ๊ค ทำให้เหมือนๆเศรษฐี แล้วมันเลยยิ่งจนเข้าไปหนักใหญ่ โดยไม่รู้ตัว นี่มัน ขาดทุนตรงนี้นี่ คนที่เรียกว่าอวิชชา หรือว่ายังโมหะ ยังไม่รู้ตัว ยังไม่รู้ฐานะ ยังไม่รู้ตัวตน เพราะฉะนั้น เราจะต้องเป็นตัวอย่างแก่เขา เป็นเศรษฐี มีความสุข เราก็เป็นผู้มีความสุข เพราะฉะนั้น เศรษฐี เขาก็ทำสุรุ่ยสุร่ายอย่างเศรษฐี เราก็มีความสุข แล้วเราก็ไม่สุรุ่ยสุร่ายอย่างเศรษฐี เพื่อช่วย เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่คนจนอีกทีหนึ่ง ไม่เช่นนั้นแล้ว คนจนไม่มีตัวอย่างดูเลย เขาไปดูเอาอย่างเศรษฐีทั้งหมด ตายกันพอดี ที่จริงเศรษฐีพวกนั้นเศรษฐีปลอม ไม่ใช่เศรษฐีจริง เพราะเศรษฐียังปากถุงเปิดอยู่เลย ยังอ้า ยังเทเข้าไปเท่าไหร่ ไม่รู้จักเต็ม นั้นยังไม่ใช่เศรษฐีแท้ เศรษฐีแท้ต้องเต็ม ล้นออกหรือว่ามีมากแล้วก็ให้แก่คนอื่นเขาได้ ก็ได้เป็นเศรษฐีจริง เป็นผู้ที่โต เป็นผู้ที่อุ้มชู เศรษฐะนี่แปลว่าโต เศรษฐะนี่ แปลว่าใหญ่ ผู้ที่ใหญ่ ผู้ที่อุ้มชู ผู้ที่ช่วยเหลือคนอื่นได้ เรียกว่าเศรษฐี เศรษฐี อ้ายนี่มันเศรษฐีผู้เป็นใหญ่ ที่จริงโดยสัจธรรม เขาก็มีใหญ่แต่เขาอุ้มชูคนอื่นไม่ได้ เขาไม่ใช่เศรษฐีหรอก ให้เขามีมากเท่าไหร่ เขาก็ไม่ใช่เศรษฐี เขาไม่ใช่พี่ เศรษฐี นี่แปลว่าพี่ เขา ไม่ใช่พี่ เขาอุ้มชูน้องไม่ได้ ถ้าเขาอุ้มชูน้องได้จึงจะเรียกว่าเศรษฐี หรือเศรษโฐหรือเศรษฐะ เรียกว่าพี่ พี่ที่แท้ จะต้องเป็นผู้ที่อุ้มชูน้องได้ เกื้อเขาได้ ช่วยเหลือเฟือฟายได้ เสียสละได้ ให้ได้ จึงจะเรียกว่าเศรษฐี หรือเศรษโฐ หรือเศรษฐะ เพราะฉะนั้น กรรมที่เรากระทำอยู่ทุกกรรมนี่ หรือการงานซึ่งเราจะต้องเข้าใจให้ซึ้ง รู้ให้ละเอียดแล้วก่อกรรมนั้นโดยจริง ส่วนสิ่งที่จะเป็นปุริสลักษณะ ลักษณะจะเกิดสั่งสมต่อตามมา จนกระทั่งกลายมาเป็นรูปนั้น มันจะเป็นจริงเอง เป็นจริงเอง ไล่เลียงมา ได้อธิบายแล้ว แต่มีความบริสุทธิ์ ความสะอาด เป็นความจริงอย่างไร ลักษณะอย่างไร ผมพยายามอธิบายให้มันต่อกัน เชื่อมโยงต่อกันมาว่า เพราะทำกรรมอย่างนี้ซิ มาเกิด ยกอย่างนี้ จึงมีผลอย่างนี้ ขึ้นมาตอบแทน เรียกว่าเราจะได้รับทรัพย์สินเงินทอง เราจะรวย เราจะมีอ้ายโน่นอ้ายนี่ อะไรมาให้แก่เราเอง นี่เพราะทำกรรมอะไร นี่ในนี้ว่าไว้ เราจะเกิดผลมีทรัพย์สิน มีโภคทรัพย์อะไรต่างๆ หรือว่ามีปัญญาแหลม หรือว่ามีแม้แต่เครื่องบริโภค เราจะทำอะไร เพราะเราได้ทานสิ่งที่เป็นของเคี้ยวอย่างนี้เราอธิบายไปแต่ต้นแล้ว จะมีบริโภค ของเคี้ยวนี่ตื้นๆ เพราะฉะนั้น เราเอาเราเป็นผู้สงเคราะห์สังคหวัตถุ 4 เราจึงเกิดมี ผู้ย่อมเป็นผู้สงเคราะห์บริษัท เมื่อเป็นผู้ที่มีฝ่าเท้าเต็มดุจตาข่าย มีอะไรต่ออะไรพวกนี้ ซึ่งมันเป็นความสืบโยง มันเป็นความเชื่อมโยง เป็นปฏิสรโณ หรือเป็นพันธุต่อกันไปกลับไปกลับมา ถ้าเข้าใจเป็นธรรมาธิษฐาน โดยที่ไปถึงธรรมในธรรมเป็นที่สุดแล้ว มันหมดปัญหา แล้วเราก็ไม่ต้องไปกังวลว่ารูปมันจะเกิดหรือไม่เกิด มันจะเป็นของมันเองไปของมันเอง นั่นเป็นเรื่องของบุคลาธิษฐานกับธรรมาธิษฐาน ถึงขั้นอธิบายแจกแจงอย่างยาว อย่างละเอียดมาแล้ว มีบทหนึ่งอีก วรรคหนึ่ง ที่ท่านรวมไว้ในที่นี้ ได้เป็นบทแห่งโพธิสัตว์ ก็จะขอเอาคำเอาบทสุดท้ายนี้ไว้ แต่เราก็สรุปได้ แล้วใครจะฟังถึงเรื่องของคำอธิบายเกี่ยวกับธรรมาธิษฐาน ในเรื่องของปุริสลักษณะก็ดีหรือว่าการเกิดของพระพุทธเจ้า หรือของพระโพธิสัตว์ เท่าที่เราเริ่มต้นมาจนถึงตอนนี้ นี่ก็เอามารวมให้เป็นหมวดหมู่หนึ่ง เป็นเรื่องของบุคลาธิษฐานนี้จะเข้าใจได้เป็นธรรมาธิษฐาน อันอธิบายโพธิ โพธิสัตว์ ลักษณะ ต่างๆ อ้า อ้าว อันสุดท้ายนี้ มันมีว่า คือประสูติได้ 7 วัน พระชนนีทิวงคต นี่ พระโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์แล้ว ประสูติได้ 7 วัน พระชนนีทิวงคต ถูกแล้วอานนท์ ถูกแล้วอานนท์ จึงมีเชียว มารดาแห่งโพธิสัตว์มีชนมายุน้อย เมื่อประสูติพระโพธิสัตว์แล้วได้ 7 วัน มารดาแห่งโพธิสัตว์ย่อมสวรรคต ย่อมเข้าถึงเทวนิกายชั้นดุสิต พระพุทธเจ้ารับพระอานนท์ แล้วก็รับอย่างนั้นแหละ เพราะพระพุทธเจ้าหรือว่าพระอานนท์นั้นน่ะ อธิบายเป็นบุคลาธิษฐานไว้เท่านั้นแหละ จะอธิ บายเป็นธรรมาธิษฐานหาได้ไม่สำหรับพระอานนท์ ท่านถึงไม่ได้อธิบาย แล้วท่านก็รับ ตามธรรมนี่ ก็คงจะเป็นความลับจากพระอา นนท์ว่า จะได้ยินมาว่า มารดาพระโพธิสัตว์นั้น ประสูติพระโพธิสัตว์ ได้ 7 วันก็ต้องสวรรคตดั่งนั้นหรือ คงจะถามอย่างนี้แหละ พระพุทธ เจ้าถึงจับมาเฉพาะตอน ถึงมาเฉพาะตอนถึงได้ตรัสตอบว่า ถูกแล้วอานนท์ ถูกแล้วอานนท์ จริงเทียวท่านยืนยันมั่นคงเลย ถูกแล้ว ก็ตั้ง 2 ครั้ง จริงเทียวตามไปอีก บอกจริงเทียว มารดาแห่งโพธิสัตว์ มีชนมายุน้อย มารดาพระโพธิสัตว์ จะมีชนมายุมากไม่ได้ ฟังให้ดีนะนี่ อธิบายคำล้อคำเฉยๆนะ ล้อความเฉยๆนะ และชัดๆที่สุดจริงที่สุด มารดาแห่งโพธิสัตว์ มีชนมายุน้อย ผู้ให้การเกิด ฟังให้ดีนะ โดยพระอาริยะ ผู้ให้การเกิด จะไปทำยืดเยื้อ ยืดยาว มีอายุยืนนานอยู่ไม่ได้ แม่ไม่อายุนานหรอก ผู้ทำการเกิด การเกิดเป็นทุกข์นะ ท

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน