191204 พุทธประวัติ ตอน4 แสดงโดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2519
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์56 KB
วันที่แก้ไข6 กันยายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

191204 พุทธประวัติ ตอน 4 แสดงโดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

พุทธประวัติ ตอน 4 แสดงโดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก เมื่อ 4 ธ.ค. 2519

ตอนบุพกรรมที่จะให้ได้มาซึ่งมหาปุริสลักษณะ มาทำวัตรกันต่อ การทำวัตรช่วงนี้ เป็นการฟังธรรม ที่เรียกว่าจะต้องใช้ปัญญาให้มากหน่อย เพราะว่ามันเป็นเรื่องซับซ้อน ต้องจับให้มั่น ต้องสัญญาถึงกำหนดหมายให้มันตรงว่า ตอนไหนเราพูด ตอนไหนที่เราฟังว่าคำพูด หรือว่าในช่วงนี้ จะหมายเอารอบหยาบ ตอนไหนที่หมายเอารอบละเอียด ภาษามันภาษาเดียวกัน ภาษาชักวน ประเดี๋ยวบอกว่าบุคลาธิษฐาน ประเดี๋ยวก็ธรรมาธิษฐานหรือแม้แต่ในบุคลาธิษฐาน แม้แต่ในธรรมาธิษฐานเองก็ยังมีความหยาบ ความละเอียด มีชั้นเชิง มีความหมายใช้ภาษาเก่า แต่หมายเอาว่า ตอนนี้เลื่อนไปใหม่แล้วนะ นี่เลื่อนเข้าไปอีกรอบแล้วนะ จะมีอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น ถ้ากำหนดมั่นหมายเอาไม่ชัด ไม่ถูก มันจะสับสน สับสน ถ้าเผื่อว่า เอาหยาบมาเป็นละเอียด เอาละเอียดมาเป็นหยาบ แล้วมันจะตีกลับ มันจะขัดแย้งกัน มันจะงง เพราะฉะนั้น ต้องฟังให้ดีๆ อธิบายก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร พูดไปแล้วก็จะมาเอาคำอธิบายเมื่อกี้บอกที่หยาบแล้วนะ ละเอียดแล้วนะ บอกทุกคำ ทุกความมันก็พูดไม่ได้ มันจะรุ่มร่ามเกินไป เดี๋ยววงเล็บมากไป แต่ลักษณะทุกวันนี้ บรรยายธรรมะนี่ เหมือนกับเขียนวงเล็บ เหมือนเขียนหนังสือนี้ใช้วงเล็บ กำชับลงไป กำชับลงไปมากเหลือเกิน จนคนอ่านจะเวียนหัวตาย เพราะวงเล็บมากหนึ่ง พูดก็เหมือนกัน วนไปวนมา ถ้าเอาคำวงเล็บนี่ใส่ มันไม่เหมือนเขียน มันไม่เหมือนตัวหนังสือ ถ้าพูดเอาใส่วงเล็บ แบบเดียวกันกับเขียนด้วย พวกคุณยิ่งจะเมาแอ้งแม้งลงตรงนี้เลย เพราะว่าพูดมันไม่มีวงเล็บ ถ้าเขียนอย่างน้อยที่สุด มันก็ขีดวงเล็บคั่นตาแล้วมันก็รู้อยู่แล้วว่านี่

อ่านต่อ

กำชับอะไรอันหนึ่งนะ หรือว่าสรุปอะไรอันหนึ่งนะ หรือขยายอะไรอันหนึ่งนะ ความอยู่ในวงเล็บนั้น มันก็จะรู้ ตอนนี้อ้ายพูดนี่มันไม่ไหว เมื่อไหร่จะเป็นวงเล็บจะเปิดวงเล็บ ยังยาวยังยาก ลงมือทำทันที แล้วก็ปล่อยไปปล่อยไป โดยไม่มีอะไรเหลือซาก จึงตามรู้ของเก่ายาก เก็บของเก่าที่ผ่านไปนั้นขึ้นมาประกอบ ขึ้นมาพิจารณาร่วมได้ยาก คำพูดจึงไม่ละเอียดลออเท่าข้อเขียน ข้อเขียนนี่ มีวงเล็บได้มาก เพราะว่าทำแล้วมันไม่เลือนราง มันไม่ลบเลือนหายไปทันที แต่คำพูดจะให้ไปวงเล็บกำกับ อ้าว นี่หยาบนะ นี่ละเอียด หมายความว่าอย่างนี้ นี่เป็นคาถาแล้วนะ อันนี้ตรงกับอันนี้เหมือนกับหนังสือไม่ได้ ต้องฟังให้ดีๆไม่สับสนเท่าเขียนหนังสือ ถ้าเราสัญญามั่นหมายหรือว่าจับคำ จับความ จับรอบที่หมาย จับตอนที่หมายได้ว่า เอาอันนี้เลื่อนมา ละเอียดแล้ว อันนี้เลื่อนไปหยาบแล้ว เลื่อนมากลาง อันนี้เลื่อนมาเอาอย่างนี้แล้ว กลับไปกลับมา กลับไปกลับมา ถ้าเราสำคัญมั่นหมาย หรือว่าเราสัญญากำหนดตามได้ตรง เราก็จะเข้าใจได้มาก เข้าใจได้ลึก ทีนี้เราก็มาต่อบุพกรรมของการได้มหาปุริสลักษณะ คือเราจะได้ลักษณะ หรือลักขณะอย่างนี้อย่างนี้ คำว่าลักษณะ หรือ ลักขณะนี่ หมายความว่าสภาพรูปร่าง สภาพกรรมกิริยา สภาพอย่างนั้นแหละ ที่มันจะเกิดขึ้นมา ผู้ที่ยอดเรียกว่า มหาปุริส หรือมหาบุรุษ ผู้ที่เป็นผู้ยอด ผู้เก่ง จะสามารถทำให้ลักษณะอย่างนี้เกิดได้ เพราะฉะนั้น จะเกิดเป็นลักษณะหยาบ จนถึงขั้นรูปร่างกาย ครบพร้อมเป็นรูปธรรม ก็เอา ถ้าเป็นได้ ถ้ามันยังไม่ได้ถึงรูปธรรมครบพร้อมเกิดในเนื้อในตัวกายตอนนี้ ฟังแล้ว คล้ายๆกับมันเกิดที่กาย มหาปุริสลักษณะ 32 นี่ คล้ายๆ มันเกิดที่กายทั้งหมด ถ้ามันจะถึงเกิดที่กายได้เอาแต่ตอนนี้ กายเราไม่เป็นก็เข้าใจให้ได้ว่า มันยังไม่เป็นถึงกาย มันยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง เป็นกอบเป็นกำ จนถึงความประชุมกันใหญ่ ก็ให้มันเกิดความประชุมอันเล็ก ให้มันเกิดในจิตประชุมกันขึ้นมา เกิดลักษณะขึ้นมาที่จิต เกิดกรรมกิริยา เกิดมาที่มโนกรรม ให้จิตของเรารู้แล้วให้จิตของเราทำได้อย่างนั้นๆเสียก่อนเรื่อยมาๆ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดเข้าใจกรรม เข้าใจบุพกรรม เข้าใจที่ทำมาอย่างนั้น สั่งสมมาเรื่อยๆๆก่อน หลายชาติหลายจิต หลายจิตหลายจิตหลายดวง สั่งสมสั่งสมมาเรื่อยๆ หลายกรรมกิริยา หลายจิตที่มันสั่งสมเป็นกรรมเป็นกิริยา เป็นการกระทำ เป็นมโนกรรมดีอย่างๆมาเรื่อยๆ มันจึงมาประกอบกันเข้า ประกอบกันเข้า จนรวมเป็นความประชุม หรือเป็นกอบเป็นก้อน เป็นกาโย เป็นความประชุมใหญ่ แล้วก็เป็นตัวตนอันแท้จริง ตัวตนอันนั้นจะมีผลมาถึงรูป ก็ให้มันถึงเอง มันเป็นเองของมันละ ถ้ามันยังไม่ถึงรูป มันยังไม่ถึงตัวตนที่เป็นเนื้อเป็นแท่ง เป็นดิน น้ำ ไฟ ลม มันก็ไม่หยั่งลงถึงดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้น เข้าใจกรรมกิริยาที่มันสืบต่อกัน ระหว่างหยาบกับ ละเอียด ที่เราพูดไปนี่ เราพูดไป ให้หมายถึงจุดละเอียด คือเอาจิตเป็นที่ต้น เอาจิตเป็นที่เกิดแรก เอาจิตเป็นตัวต้น เป็นตัวที่เกิดแรก เราเอาให้เกิดที่จิต แล้วพยายามรู้ แล้วหยั่งรู้ให้ถึงจิตให้ได้ ทีนี้ต่อกรรมกิริยาต่างๆ หรือบุพกรรม ที่มันจะส่งผลให้เกิดลักษณะต่างๆ ที่เรียกว่ามหาบุรุษ ลักษณะของมหาบุรุษ ลักษณะดีจนจบถึงข้อ ง. ที่ตถาคตเกิดเป็นมนุษย์แต่ชาติก่อน ได้เป็นผู้ให้ทาน ให้ทานของบริโภค ของเคี้ยว ของควรลิ้ม ควรจิบ ควรดื่ม มีรสอันประณีต แล้วก็ได้ทำอย่างนั้นมาด้วยกุศลมาอยู่ตลอดเวลา จนเป็นอธิกุศลธรรม เป็นอธิกุศลธรรมมาเรื่อยๆ ครั้นมาสู่มนุษย์ ครั้นมาสู่สภาพตอนนี้อย่างนี้แล้ว จึงได้มหาปุริสลักษณะ คือมีเนื้อนูนหนาในที่ 7 แห่ง นี่เป็นปุริสลักษณะที่ 16 ย่อมได้ของควรเคี้ยว ควรบริโภค ควรลิ้ม ควรจิบ ควรดื่มอันมีรสประณีต นี่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ปัจจุบันธรรม เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า เราเองเราได้เป็นผู้ที่มีบารมีอันนี้ เมื่อได้ทำอันนี้มาแล้วดีแล้วก็จะได้ผลอันนี้ตอบแทน ย้อนทวนมาหาเราได้ เป็นการเห็นได้ชัด ใครมีรูปร่างนี้ มีเรื่องนี้อยู่แล้ว อย่างที่ผมได้ยกตัวอย่างตัวผมเองขึ้นมาประกอบ ว่าแม้ชาตินี้ผมจะไม่ได้ประกอบการให้ทาน ของเคี้ยว ของบริโภค ของควรลิ้ม ของควรจิบ ควรดื่ม อันมีรสประณีตแก่พระนัก หรือแก่คนนัก แต่ผมก็ได้ทำ และแม้เดี๋ยวนี้ ผมก็ได้รับผลตอบแทน ได้ของควรเคี้ยว ควรบริโภค ควรลิ้ม ควรจิบ ควรดื่ม อันมีรสประณีต ควรได้แล้ว เราก็ได้อยู่ เขาก็ประคบ ประหงมเราอยู่ ก็เป็นการพิสูจน์ แม้ผมจะไม่มีเนื้อนูนหนาในที่ 7 แห่งที่เป็นรูป ในตัวร่างกาย ผมก็มีลักษณะ หรือมีกิริยา หรือมีกรรม ของความได้ที่เป็นรูปธรรมอันเดียวกัน คือจะได้ของควรเคี้ยว ควรบริโภค ควรลิ้ม ควรจิบ ควรดื่ม หรืออันมีรสประณีตนี้ได้ มีอยู่ ถ้าเราเข้าใจว่า อันนี้เป็นอันเดียวกันกับเนื้อนูน คือกองสมบัติจะหมายถึงว่ากองสมบัติเนื้อนูนพอกหนา ตีความเอาแบบง่ายๆ ก็ได้ ศีลข้อต่อไป คือข้อ จ. จ. ภิกษุทั้งหลาย เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ได้สงเคราะห์ผู้อื่นด้วยสังคหวัตถุ 4 คือการให้สิ่งของ วาจาที่ไพเราะ การประพฤติประโยชน์ผู้อื่น และความมีตนเสมอกัน เพราะทั้งหมดนั่นแหละ อย่างที่ข้อต้นเลย พร้อมเพราะอะไรต่ออะไรต่างๆนี่ จะซ้ำมาตลอดเวลา เพราะได้กระทำได้สร้างสมได้พอกพูน ได้มั่วสุมกรรมนั้นๆไว้ ภายหลังแต่การตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึง สุคติโลกสวรรค์ อ้อ ไม่ใช่เพราะมาก่อนกรรมนั้นๆ นี่เพราะกรรมมาก่อนจนกระทั่งถึงกรรมนั้นๆ นี่เพราะมาจนกระทั่งถึงกรรมนั้นๆ ยาวโยงมาถึงกรรมนั้นๆ แม้แต่ตถาคตนั้นถือเอาเหล่าอื่น โดยฐานะอื่น สิบเรื่อยไล่มาเรื่อย จึงได้ ครั้นจุติเป็นมนุษย์อย่างนี้ได้ จึงได้มีมหาปุริสลักษณะข้อนี้ เพราะกรรมอย่างที่ได้กระทำมานั้นๆแหละ ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้แล้ว จึงได้มหาปุริสลักษณะ 2 ข้อนี้ คือ มีมือและเท้าอ่อนนุ่ม มีลายฝ่ามือฝ่าเท้าดุจตาข่าย นี่ลักษณะที่ 5, 6 ย่อมเป็นผู้สงเคราะห์บริษัท คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ย่อมได้รับความสงเคราะห์จากตถาคต เพราะได้สั่งสมสังคหวัตถุ 4 นี่ เราก็เคยพูดกันมา คือมีทานด้วย มีการให้สิ่งของ หรือการให้อะไรก็ตามแต่ นี่ ท่านแปลไว้หยาบ ท่านแปลว่า การให้แต่สิ่งของ คำว่าทาน ที่จริง มันแปลว่า การให้ เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งซึ่งเป็นไม่ใช่สิ่ง ไม่ใช่ของ แม้แต่จะให้ธรรมะเป็นทาน ไม่ใช่สิ่งของแล้วก็ตาม มันก็ยิ่งเป็นเอก ยิ่งสูงนะ วาจาที่ไพเราะ เกิดเป็นผู้ที่มีการให้ เป็นผู้ที่การประกอบกรรม มีวาจาไพเราะ คือมีปิยวาจา นั่นเอง มีการประพฤติประโยชน์ผู้อื่น นี่ ท่านแปลออกจากอัตถจริยา อัตถจริยา แปลเอาตรงเป๊ะเลย หมายความว่า ประพฤติเป็นแก่นสาร อัตถะเป็นเนื้อหาสาระ จริยา กับอาการ ประพฤติ มีการประพฤติที่เป็นประโยชน์ ก็เป็นแก่นสารที่แท้จริง เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ท่านหมายเอาผู้อื่นเป็นเอกก่อน นี่ ท่านหมายเอาเป็นผู้เอาเป็นเอกตรงๆ จึงเรียกว่าคนต้นๆนี่ มันไม่ค่อยจะทำประโยชน์ให้ผู้อื่นหรอก มันจะเอาแต่ประโยชน์ของตน คนต้นๆ จนกระทั่งรู้ประโยชน์ตนอันแท้จริงแล้ว คือประโยชน์ในการวางปล่อย และสามารถที่จะวางจะปล่อยจะให้ได้ ก็คือ การให้แก่ผู้อื่น มันก็เป็น ไปลงตัว แล้วไปเกิดเนื้อหาสาระอันแท้ เป็นการประพฤติที่จะให้ธรรมแก่ผู้อื่นนั่นแหละ มันเป็นของที่จะให้ละโลภะเป็นที่สุด เพราะฉะนั้น อัตถจริยา ก็หมายความให้ผู้อื่น การให้ประโยชน์แก่ผู้อื่นก่อน หรือแม้แต่ที่สุด เราปฏิบัติตนจนทำประโยชน์ เราทำความว่าง ความปล่อยทุกข์ร้อน จนไม่เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน ความลำบากแก่เราแล้ว เราก็จะทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้น ในการที่จะรู้ประโยชน์ตน พอไปช่วงหนึ่งแล้ว มันจะรู้ว่า การหยุด การพัก การไม่พัก การไม่เอา การปล่อย การวาง การไม่เอาธุระ การไม่ขวนขวาย การไม่อะไรนี่ มันเป็นของดีนะ มันเป็นของเบาเป็นของง่าย เราก็จะไปติดประโยชน์นั้นอีกเป็นประโยชน์ ตน พอติดประโยชน์ตนอันนั้นอีกแล้ว มันก็จะไม่อยากทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น เพราะฉะนั้น การประพฤติประโยชน์ผู้อื่น จึงเป็นสาระเนื้อแท้ ที่จะทำให้เป็นที่สุดให้ได้ เพราะฉะนั้น ใหม่ๆ แรกๆ เราก็จะเห็นแก่ตัวด้วยอะไรก็ตาม ด้วยสมบัติสิ่งของ ด้วยทุกอย่างหยาบๆ จนไม่เอาสมบัติ ไม่หวง ไมแหน ไม่เอาอะไรแล้ว ปล่อยวาง เลิกละแล้ว มันเป็นประโยชน์ตน มันเบา แล้วก็จะไปติดไม่เอาอะไร ไม่ทำอะไร ไม่ก่ออะไร ไม่มีอะไรเข้าไปมากเกินไป จนแม้ในที่สุด จะมีคำพูด ไปสอนเขาก็ไม่เกิดมีกรรมกิริยา การกระทำเป็นกายกรรมต่างๆ ช่วยทำงานโน้นทำงานนี้ ช่วยอ้ายโน่นอ้ายนี่หน่อย ไม่เอาอีก ไม่ทำอีก มันก็ไม่เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้น จึงจะต้องมาทำคืน มาทำประโยชน์บั้นปลายอีก พอได้ประโยชน์ตน เห็นดีแล้ว ก็เอาที่ใจอย่าไปเอาที่กาย ให้รู้กายิกะ ให้รู้เจตสิก เพราะฉะนั้น กายิกะมันเป็นอยู่ มันเป็นกายิกะ มันเป็นเรื่องของการประชุม ถ้าเจตสิกของเรามันไม่ยึดมันไม่ถือ มันวาง มันปล่อย มันเข้าใจในความจริงแล้ว มันก็ไม่มีปัญหาอะไร เราก็ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น และความมีตนเสมอกัน คือสมานัตตตา ท่านแปลว่ามีตนเสมอกัน สมานัตตตา ซึ่งเคยแปลให้ฟังมาแล้ว คือเคยทำความเข้าใจอย่างซับซ้อนมาแล้ว ด้วยสมานัตตตา มีใจสมาน ก็แปลให้ฟัง สมานัตตตา ก็หมายความว่า มีใจสมาน มีใจนั่นแหละเป็นใหญ่ แล้วก็ทำความสมานสามัคคีร่วมกันอยู่ได้ จะร่วมกันอยู่ได้ก็ไม่มีตน ไม่มีตัวตน ไม่มีความถือตัว หรือไม่ยึดตัวยึดตน ยกใหญ่ยกโตเกินไป ไม่มีลดราวาศอก หรือว่าไม่รู้ว่าการอนุโลมปฏิโลมแก่กัน ไม่เข้าใจฐานะแห่งฐานะอันเป็นที่สุด จะยึดจะถืออยู่ แต่เอาแต่เราเป็นเอก เป็นใหญ่บ้าง ไม่ยอมอนุโลมให้คนอื่นเลย แม้มันจะจริงว่าคนอื่นนะ ทำสิ่งนั้นต่ำอยู่ จะให้เขาสูงก็จริง แต่ว่าก็ต้องรู้ฐานเขาว่าเขาเป็นไปไม่ได้แล้ว เขาสุดที่ขนาดนี้แล้ว เขาเคร่งตึง หรือว่าเขาเก่งที่สุด เขาทำได้แค่นี้แล้ว เราก็จะต้องรู้ฐานะอันเป็นที่สุด ถ้าเราไม่รู้ฐานะอันเป็นที่สุด เราก็ไม่อนุโลม เมื่อไม่อนุโลม ก็ไม่สมาน ไม่ร่วมกัน ต่างคนละอัน เพราะฉะนั้น เมื่อเรายอมกัน อนุโลมกัน หรือตัดสินว่า เอออย่างนั้น ตกลง คุณเอาขนาดนั้น คุณทำขนาดนั้น คุณเป็นขนาดนั้น ส่วนเราจะเป็นขนาดอื่น ก็จงเป็น เราจะเป็นอย่างสูงกว่าก็เป็นอย่างเขาก็ต้องรับ ก็ต้องรับ ก็เอา คุณเป็นขนาดนั้น แม้แต่จะขัดกันอยู่ในที ก็ไม่เป็นไร เมื่อเราเอง เรารู้แล้วว่า มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ คนนั้นก็ต้องมีอันนั้น เราก็ต้องมีอันนี้ เป็นขั้นเป็นตอน สืบสานกันอยู่ เป็นช่วงตอนกันอยู่นะ ต่ำกว่านั้นก็ยังมี สูงขึ้นไปอีก ถ้าเราไม่ใช่ผู้สูงสุด เราก็ยังมีสิ่งที่สูงขึ้นไปอีกอยู่ ช่วงต่อ ก็นัยเดียวกัน มันก็ มันก็ไล่เลียงกันอยู่ อย่างนี้ ก็เรียกว่า ว่ามีใจสมาน หรือว่าใจมันมีปัญญา ใจมันรู้การเป็นที่สุดแล้วก็ตัด แล้วก็เกิดกรรมสืบต่อกันอยู่หมด การกระทำอันใดก็ทำได้ กรรม การกระทำที่บางอย่าง บางอันเป็นกรรม คล้ายกับขัดกันด้วยซ้ำไป แต่มันก็ไม่ขัดสำหรับเรารู้แล้ว ปัญญารู้แล้ว มันก็สมานนัตตตา เป็นสิ่งที่เกิดอยู่ได้ เนื่องกันอยู่ หรือเนื่องๆต่อๆกันอยู่เนื่องๆกันอยู่ ต่อๆเนื่องๆ เป็นอยู่เสมอไปได้โดยธรรมดา เกิดอยู่เป็นธรรม เกิดอยู่เป็นสิ่งที่เป็นวัฏฏะ ดำเนินไป นี่จึงเรียกว่าเป็นธรรมขั้นสุดของพระพุทธเจ้า คือสมานัต ตตา อธิบายให้ฟังแล้วว่า มันสำคัญมาก สมานัตตตา แปลเป็นภาษาไทยง่ายๆตื้นๆ ยังไงก็แปล แต่เราต้องทำความเข้าใจให้สูงขึ้นไปให้ได้เรื่อยๆ และให้มีสภาวธรรมที่ถูกว่า อ้ายนี่หมายความว่าอย่างนี้ มีตน ความมีตนเสมอกัน แล้วก็เป็นทั้งสมมุติและปรมัตถ์ ความจริงมันไม่มีอะไรเสมอกันในโลก บอกแล้วว่า ถ้ามีสองสิ่งขึ้น มาในโลก ไม่มีอะไรเท่ากัน ไม่มีอะไรเสมอกัน แต่มันร่วมกันอยู่ได้ มันสมานกันอยู่ได้ มันสามัคคีกันได้ มันกระทำกันประสานกัน สอดแทรกกันอยู่เชื่อมโยงกันอยู่ เป็นขั้นเป็นตอน หรือเป็นสิ่งเดียวกัน ประหนึ่งสิ่งเดียวกัน ต่างทำงานร่วมกัน ต่างมีงาน เสริมไปในจุดเดียวกัน เหมือนงานอันเดียวกัน ทั้งๆที่ถนัดคนละอย่าง มีความไม่เท่ากันในหลายๆส่วน ทำงานเดียวกัน แต่เก่งผิดกัน มันก็ไม่เหมือนกันแล้ว แต่มันก็ทำเสมอกัน เพราะฉะนั้น แม้จะทำงานอื่น ที่ไม่ใช่งานเดียวกัน ดูบางทีขัดกัน ต่ำกว่ากันสูงกว่ากันเป็นคนละรอบ แต่ก็ประสานกันอยู่ไปหมดเลยโดยจิตเป็นที่สุด โดยจิตมุ่งหมาย มีเจตนาดีแล้ว แล้วทำได้สุดแค่นี้ คนนั้นคนนั้น เขาก็ทำของเขาแค่นั้นเป็นธรรมดา เพราะกรรมนั้นๆ เพราะท่านได้ทำสังคหวัตถุ 4 ท่านมีทาน ท่านมีปิยวาจา ท่านมีอัตถจริยา ท่านมีสมานัตตตา หรือมีการให้สิ่งของ มีวาจาที่ไพเราะ มีการประพฤติประโยชน์เพื่อผู้อื่น และความมีตนเสมอกัน นี่ มีอย่างนี้เสมอ ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้แล้ว จึงได้มหาปุริสลักษณะ 2 คือมีมือและเท้าอ่อนนุ่ม มีลายฝ่ามือและฝ่าเท้าดุจตาข่าย เป็นลักษณะที่ 5-6 เมื่อมีอย่างนั้น มันยิ่งชัดเจนใหญ่เลยว่า เพราะได้มีสังคหวัตถุนั่นแหละ มันจึงเกิดฝ่ามือฝ่าเท้า มีมือมีเท้าอ่อนนุ่ม มันจึงดูเรียบร้อย นุ่ม สุภาพ จะทำอะไรก็เกิดจากเท้าจากมือมันจึงดูสุภาพเรียบร้อยเป็นไปด้วยดี การประพฤติดี การประพฤตินะ อัตถจริยา คือประพฤติดี การพูด สุ้มเสียง วาจาที่เป็นกรรม เป็นวาจาก็เป็นสัมมาวาจา เป็นวาจาที่ดี การกระทำเป็นสัมมากัมมันโต เป็นสัมมาอาชีโว เป็นไปด้วยดี และมีที่สุด คือให้ทาน สละ เสียสละ เป็นผู้ไม่เอาไว้แก่ตน เป็นผู้ที่ไม่มี ทานก็เป็นที่สุดอีกนั่นแหละ และเพราะมีจิตอันรู้ในอนัตตาหรือรู้ในอัตตา เป็นสมานัตต ตา เป็นที่สุด สมานัตตตา นี่มันมาจากคำว่า สมะ+อนัตตา คือมันมีความไม่มีตนแล้ว จริงๆนะ ไม่มีตนอยู่เสมอๆ สมานัตตตา มันไม่มี ความไม่มีตนอยู่เสมอๆแล้วเป็นที่สุด เมื่อเป็นอย่างนั้นมันก็ทำอะไรไม่เอาแรงเอาเรี่ยวเอาอะไรไปกระทำโหดทำตี หรือว่าทำแข็งทำรุนแรง เมื่อมันไม่มีความรุนแรง ไม่มีความโหด ความตี ความแข็งเกินไป มันก็จะมีความสุภาพ อ่อนเกินไป ก็จะถือว่าผิดเหมือนกันนะ เพราะฉะนั้น มันก็จะอยู่ในความสุภาพ มีความอ่อนนุ่มดี ถ้าอธิบายเป็นลักษณะของมือของเท้าเป็นต้น แห่งกรรม มือเท้าเป็นต้น แห่งการกระทำ ก็มีมือนุ่ม มีเท้านุ่ม มีลายฝ่ามือ ฝ่าเท้า ดุจตาข่าย การกระทำเกิดขึ้นจากมือจากเท้า นี่มันเหมือนกับดุจตาข่าย การกระทำเกิดขึ้นจากมือจากเท้า นี่มันเหมือนกับดุจตาข่าย บอกแล้วว่ามีลาย บอกแล้วว่า ท่านแสดงว่าท่านแสดงสัญลักษณ์เท่านั้นเอง ถ้าจะเป็นรูปธรรม มีลายตาข่าย ตาเข่ย ก็คือความต่อ อธิบายมาแล้วตั้งแต่ปุริสลักษณะ 32 มันเชื่อมโยงกันเป็นต่อเป็นท่อนเป็นข่ายที่ได้ระเบียบเรียบร้อยโยงกันไปด้วย เหมือนจอมแหไล่มาแต่ละตาๆ จากถี่ๆ มาหยาบ โตมาเลยก็ได้ จากเล็กเลยมาใหญ่กว้างขึ้นไปก็ได้ มันเชื่อมต่อกันมาเป็นจังหวะ หรือจากใหญ่เข้าไปหาเล็ก จากใหญ่แล้วก็ลดลงๆ เข้าไปหาจอมเข้าไปหาที่สุด เข้าไปหาปลายสุด เล็กสุดก็ได้ เป็นตาข่าย มีความต่อ มีความเชื่อมโยง เพราะเกิดสังคหวัตถุ เพราะทำสังคหวัตถุ ก็มีกรรม อันเป็นกิริยา อันเป็นอะไรอีกสืบต่อกันมาเรื่อยๆๆๆๆ รู้ขนาด รู้ระดับ มันก็จะเกิดการต่อสืบต่อมา ไม่ใช่หมาย ความเอาเป็นบุคลาธิษฐาน บุคลาธิษฐานว่า ตนอันมีมือเท้าอันอ่อนนุ่ม มีลายฝ่ามือฝ่าเท้าดุจตาข่าย ก็ไม่เห็นเสียหายอะไร ก็มีความสืบสานนั่นเองเป็นตาข่าย แล้วเป็นระดับ เป็นช่อง เป็นจังหวะ เป็นระเบียบ เรียบร้อยดีด้วย นี่เป็นลักษณะที่เกิดอย่างนี้ได้ โดยกรรมกิริยาต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องมีลายที่เท้าเป็นลายตาข่าย ไม่ต้องมีลายที่มือเป็นลายตาข่าย ก็ไม่เห็นแปลกตรงไหน ถ้าเรากระทำประโยชน์ใด เป็นการให้ได้อยู่เป็นปิยวาจาอยู่ เป็นอัตถจริยา หรือเป็นสมานัตตตาอยู่ มีความเกิด ไม่มีตัว ไม่มีตน อนัตตาอยู่เสมอๆ เป็นสุดท้าย ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร ทีนี้ ท่านก็สรุปท้ายว่า ย่อมเป็นผู้สงเคราะห์บริษัท คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา นี่บริษัทของพุทธมันมีอยู่ 4 เท่านั้นแหละ มีอยู่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา แต่ท่านยังต่อไปอีกว่า มีเทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ มันจะอยู่ที่ไหนเล่า เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ มันก็อยู่ในภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกานี่แหละ เป็นนามธรรม ที่อยู่ในตัวมนุษย์ เพราะฉะนั้น มนุษย์ใด หรือภิกษุใด หรืออุบาสก อุบาสิกาใด มีจิตเป็นเทวดา มีจิตเป็นมนุษย์ มีจิตเป็นอสูร มีจิตเป็นนาค มีจิตเป็นคนธรรพ์ ก็ได้รับการสงเคราะห์อยู่ เป็นผู้สงเคราะห์ย่อมได้รับความสงเคราะห์จากตถาคต ตอนนี้เป็นผลประโยชน์ต่อผู้อื่นแล้ว สังคหวัตถุ เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น สังคหวัตถุ นี่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นเป็นส่วนใหญ่ เป็นส่วนมากแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดมีสมานัตตตา มีอนัตตาในตนเสมอๆ คือตัวเรา มีสิ่งที่ไม่มีตน ตนมีสิ่งที่ไม่มีตนอยู่เสมอ มีอะไรก็ทานซิ มันไม่มีตน มันก็ไม่มีอะไร มันก็มีแต่จะให้ เมื่อมันให้ มันก็จะให้แต่สิ่งดี สิ่งที่ออกจากตัวเรา มันก็ไม่มีอะไร นอกจากกรรมที่เป็นกรรมทางวาจา เป็นกรรมทางกาย ก็มีแต่กรรมทางกาย และกรรมทางวาจา อันมาแต่จิต เพราะฉะนั้น เมื่อจิตไม่มีตน จิตเป็นผู้เสียสละ จิตเป็นผู้ให้ เป็นผู้ทาน หรือจาคะที่แท้จริงแล้วละก้อ มันก็ไม่มีอื่นแล้ว ในโลก มันก็ได้ช่วยเขา ได้สงเคราะห์เขา ได้เป็นผู้ที่ได้อุ้มชูเขาเท่านั้นเอง จะอุ้มชูภิกษุ จะอุ้มชูภิกษุณี จะอุ้มชูอุบาสก อุบาสิกาก็อุ้มชูแต่ ไม่ใช่อุ้มแบบใส่บ่าเท่านั้น สงเคราะห์เขา เกื้อกูลเขา อุ้มชูเขา ช่วยเหลือ เฟือฟายเขานั่นเอง ช่วยเหลืออะไรก็ไม่ดีเท่าช่วยเหลือการแสดงธรรมเป็นทาน หรือการที่จะให้เขาเกิดประโยชน์ ในการที่จะบรรลุหลุดพ้น ทำจิตอันเป็นจิตอสูร จิตนาค แม้จะเป็นจิตคนธรรพ์ เป็นจิตเทวดามนุษย์ขั้นไหน ที่เขายังติดอัตตาอยู่ เราก็ให้เอาเกิดการพ้นอัตตาได้เหมือนกันกับที่เราเป็น เราจะให้สิ่งที่เราได้ เราจะให้สิ่งที่เราเป็นแล้ว มีแล้วได้ตามภูมิ เราจะให้ได้ตามภูมิ เพราะฉะนั้น เราสมานัตตตาเท่าไหร่ เราเป็นผู้ไม่มีตัวตนเท่าไหร่ เราเป็นผู้ไม่ยึดถือ เราเป็นผู้ที่ไม่เอาแล้ว เราเป็นผู้ที่ไม่หวงแล้ว เป็นอปริคคโห เป็นผู้ที่ไม่ได้ยึดแม้จิตแล้ว เป็นผู้ที่อมโม ผู้นั้นก็เป็นผู้ที่บริบูรณ์แล้ว เป็นผู้ที่มีนิยตายุโก เป็นมนุษย์อุตตรกุรุทวีป เป็นมนุษย์ขั้นสุดขั้นเหนือ เป็นผู้ที่ไม่หวงแหน อปริคคโห ไม่หวง แหน ไม่ฉวยเอาเป็นของเราแล้ว เป็นผู้ที่อมโม เป็นผู้ไม่ยึดไว้แม้จิตเหมือนกัน ไม่มีจิตแล้ว รู้จิตมีมะ รู้มะ มะมะ รู้ชั้นเชิงของมะ รู้จิต อมโม มีจิตแต่ไม่มีจิต ท่านแปลเอาความกันแต่ว่าไม่ทุกข์ อปริคคโห ท่านแปล อปริคคโห ว่า ไม่ฉวยเอาไว้ ไม่ยึดเอาไว้ อมโม ท่านแปลว่าไม่ทุกข์ นิยตายุโก มีอายุอันเที่ยงแท้ มีอายุอันแน่นอน เราจะพูดเป็นอย่างนั้นก็ให้ได้เสมอ ผู้ที่ไม่หวง ไม่แหน ไม่มีทุกข์ ไม่มีร้อนอะไร แม้แต่ทำงานอยู่ ทำการอยู่ มีกรรม มีการกระทำแบก บ่าแบก สองบ่าหาม กระทำการอยู่ด้วยมือ 2 ข้าง ด้วยมืออันอ่อนนุ่ม ฝ่าเท้าอันอ่อนนุ่ม กระทำกรรม กระทำกิริยาอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น เมื่อเราทำอยู่ด้วยฝ่าเท้าฝ่ามือ หรือฝีไม้ฝีมือของเรา มันก็จะเกิดลายไม้ลายมือของเรา เป็นตาข่ายสานต่อไปเลย กรรมต่างๆ ก็จะสานต่อไปเรื่อยๆ ด้วยฝีไม้ลายมือของเรา ทำเข้าไปซี มันก็จะเกิดฝีไม้ลายมือ ดุจตาข่าย ไม่ใช่ฝีไม้ลายมือจะต้องมีลายอยู่ตรงนี้ จะยากอะไรก็เอา magic มาเขียน ก็ลบยากเหมือนกันนะลาย เขียนไปซิลายตาข่าย หรือจะสักเลย จะทำแผลเป็นลงไปเลย ก็มีแล้วลายตาข่าย ถ้าจะสักเลยนะ จะทำแผลเป็นลงไปเลยนะ ลายตาข่ายอันนี้ เขาจะสักเอารูป อ้ายอย่างนั้น มันจะยากอะไร แต่ฝีไม้ลายมือ หรือกรรม กิริยาที่เรากระทำซิ สืบสานต่ออยู่นี่ เป็นกุศลกรรม เป็นอะไรนี่ ทำอยู่อย่างสุภาพ อย่างอ่อนนุ่ม ไม่ใช่อ่อนแอ อย่างอ่อนโยน อย่างดีงาม คุณก็ทำไปซิ เป็นผู้มีมือ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า อ่อนนุ่ม เป็นผู้มีลายฝ่ามือฝ่าเท้า ดุจตาข่าย สืบสานกันเป็นช่วง เป็นช่วงต่อๆไปอีก เป็นเลขขะ เป็นการไล่เลียงสืบสานอยู่ มัน ไม่เห็นจะมีอะไร มันก็ได้ช่วยกันอย่างนี้นะ มันก็ได้เป็นอย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้น เราทำได้ เราก็ช่วยคน ช่วยคนให้เป็นภิกษุ ช่วยคนให้เป็นภิกษุณี ช่วยอุบาสก อุบาสิกาให้พ้นทุกข์เข้ามาจากทุกข์หยาบ จากความเลวต่ำ ให้มาสูงขึ้นมาๆๆ สู่ความสูง สู่ความดี ให้พ้นทุกข์อันเลวร้ายๆ ให้เป็นผู้ที่พ้น ผู้ที่สูง ผู้ที่ดี ผู้ที่ไม่ทุกข์อย่างเลวอย่างร้าย แม้จะทุกข์อย่างดี ทุกข์แต่เป็นความดี ก็ให้รู้ว่าทุกข์นี้ดีกว่าทุกข์อย่างเลวๆร้ายๆ ไปหลงว่ามันเป็นสุขด้วยซ้ำไป แต่แท้จริง มันเลว มันร้าย ก็ให้รู้เท่าทัน แล้วก็เลิกมา อย่าไปหลงสุข อ้ายที่หลอกๆลวงๆ แม้อย่างนี้ก็จะมีประโยชน์แล้วก็จะเป็นจริง เป็นสังคหวัตถุ 4 โลกจะอยู่ได้ด้วยสังคหวัตถุ 4 นี่แหละ สำคัญมาก เพราะฉะนั้น ผู้ใดได้เกิดสังคหวัตถุ 4 ก็จะเกิดผลจริง เราเองก็เป็นอนุพุทธได้ ย่อมเป็นผู้สงเคราะห์บริษัทได้ ผมก็กระทำอยู่ ถ้าเป็นตัวอย่าง ผมก็เป็นตัวอย่างอยู่ ไม่ใช่การยกตัวยกตน ไม่ใช่การอวดอ้าง แต่เป็นเอหิปัสสิโก เป็นเครื่องยกมาเพื่อเป็นหลักฐาน เพื่อให้เป็นการพิสูจน์ ให้มาดู มาพิสูจน์ซิว่าจริงไหม เราก็เป็นผู้สงเคราะห์บริษัท มีทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มีทั้งเทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ถ้าเราเข้าใจจริงถึงสิ่งเหล่านั้นแล้วนี่ เป็นสภาพจริง เพราะฉะนั้น ให้สั่งสมเข้าไป สั่งสมสังคหวัตถุ 4 แล้วเราจะเป็นผู้ที่ได้ปุริสลักษณะ ข้อที่ 5 ที่ 6 ข้อ ฉ. ภิกษุทั้งหลาย เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ได้เป็นผู้กล่าววาจาประกอบด้วยอรรถด้วยธรรม แนะนำชนเป็นอันมาก เป็นผู้นำประโยชน์สุขมาให้แก่ชนทั้งหลาย ตนเองเป็นผู้บูชาธรรม เพราะได้กระทำอะไรต่ออะไรมาอย่างที่ว่านี้ จิตมาทั้งหมด กรรมนั้นๆนะ เป็นกรรมนั้นๆ คือได้กระทำมาตามนั้น ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักษณะ 2 ข้อนี้ คือมีข้อเท้าสูง มีปลายขนช้อนขึ้น เป็นลักษณะที่ 7 ที่ 14 มีข้อเท้าสูง มีปลายขนช้อนขึ้น อธิบายไปแล้ว ถ้าเผื่อว่าเข้าใจย้อนไปถึงเมื่อได้อธิบายปุริสลักษณะว่า ข้อเท้าสูง ไม่ได้หมายว่า ข้อเท้ามันยาวขึ้นไปเท่านั้น เอาลักษณะเอานามธรรม เอาขั้นธรรมาธิษฐาน เพราะมันหมายความว่า มันมีฐานะสูง ข้อเท้าข้อมือยาว มีข้ออันยาว อันกว้าง ก็อธิบายให้ฟังแล้ว แต่ว่ามันมีขอบเขต มีอาณา มีบริเวณ มีปริมาณ ส่วนข้อเท้าสูงนี่ หมายเอาถึงฐานะ ยกความสูง ไม่ใช่ความต่ำ ยกเอาความดี ไม่ใช่ความชั่ว ยกเอาความถูกต้อง ไม่ใช่ความผิดๆ จึงเรียกว่าความสูง นอกจากได้ความสูงแล้ว ยังจะได้มีขนปลายงอน มีขนปลายช้อนขึ้น ซึ่งก็ได้อธิบายให้ฟังแล้วว่า ยังมีแม้แต่จะอนุโลม แม้แต่จะมีขนนี่ มีปลาย มีอนุโลมไป เขาก็ยัง มีปลายช้อนขึ้น มีทิศเวียนขวา มีสีดั่งดอกอัญชัน อะไรอย่างนี้ ในข้อนั้น เพราะฉะนั้น หมายความเป๊ะเลยว่าเราใฝ่สูง มีขนอันช้อนขึ้น แม้จะอนุโลมว่าขนนี่จะต้องเอนนะ บ้างราบ บ้างเอียงก็ต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน