191129 พุทธประวัติ ตอน1 แสดงโดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2519
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์56 KB
วันที่แก้ไข5 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

191129 พุทธประวัติ (บุคลาธิษฐาน และธรรมาธิษฐาน) ตอน1 โดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

แสดงโดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก เมื่อ 29 พ.ย. 2519

โพธิสัตว์ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา เมื่อวานนี้ เรามาทำวัตรต่อจากเรื่องเมื่อวานนี้ ที่ได้อธิบายจนกระทั่งถึงลักษณะ ถึงของการอยู่ในครรภ์ของโพธิสัตว์ ซึ่งในกาลใด โพธิสัตว์ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา ในกาละนั้น มารดาแห่งโพธิสัตว์ จะมีลักษณะตั้งหลายๆอย่าง บริสุทธิ์ด้วยศีล 5 เป็นต้น แล้วก็ในขณะนั้น มารดานั้นนะ จะไม่มีบุรุษหนึ่ง บุรุษใด ไม่ใช่จะไม่มีแต่มารดานั้นย่อมไม่มีความคิดเจือด้วยกาม และก็ย่อมไม่เป็นที่บุรุษใด จะคิดล่วงเกินหรือมากำหนัดหรือมากำหนัด คือไม่มีอารมณ์กำหนัดเกิดขึ้น เมื่อผู้ใดได้สัมผัส แม้จะเห็น แม้แต่พบ แม้แต่จะได้รับ และยืนยันต่อไปด้วยว่า ในขณะที่โพธิสัตว์ ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา มารดานั้น มารดาแห่งโพธิสัตว์ เป็นผู้พรั่งพร้อมไปด้วยกามคุณ 5 ด้วย ถูกอบถูกร่ำ ประคบประหงม อยู่กับกามคุณ 5 ด้วยฮา มันๆลึกซึ้งเข้าไปอีก ซ้อนๆย้อนแย้งเข้าไปอีก ตัวมารดาเอง ไม่ปรารถนากามคุณ 5 แต่ได้กามคุณ 5 และตัวบุรุษใดๆก็ไม่คิดจะกำหนัดมารดานั้นจะไม่คิดกำหนัด จะไม่คิดกำหนัด จะไม่คิดล่วงเกินมารดานั้น แม้มารดานั้นจะมีกามคุณ 5 มีลาภด้วยกามคุณทั้ง 5 ให้เขาประคบประหงมอยู่ หรืออิ่มเอิบด้วยกามทั้ง 5 เพียบพร้อมด้วยกามทั้ง 5 ซ้ำไป มันย้อนแย้งทีเดียว และก็ต่อมา ลักษณะของโพธิสัตว์ ก้าวลงสู่ครรภ์ ในมารดานั้น มีมารดาแห่งโพธิสัตว์ก็จะมีความพิเศษออกไปอีก ไม่อาพาธ ย่อมไม่อาพาธ ไม่อ่อนเพลีย และมารดาโพธิสัตว์เอง ย่อมแลเห็นโพธิสัตว์เอง ย่อมแลเห็นโพธิสัตว์อยู่ในครรภ์ แห่งมารดานั้น มีอวัยวะน้อยใหญ่สมบูรณ์ มีอินทรีย์ ไม่ทราม มีอะไรดูได้ชัดเจนเลยทีเดียว มอ

อ่านต่อ

งดูเหมือนอย่างกะมองของโปร่งใส ถ้าเป็นธรรมาธิษฐาน เราจะเข้าใจอย่างชัดเจน ถ้าเป็นบุคลาธิษฐานแล้วยากเป็นความยาก ที่จะอธิบายได้ เพราะว่ามันหยาบมันย้อนแย้ง จะเห็นได้มันชัดกันไปทีเดียว นี่เป็นเรื่องลึกละเอียดแล้ว มันถึงมีความละเอียด ผู้ผู้ที่เข้าใจถึงจุดปัญญา ไม่แซกออกไปได้ว่า มันแตกต่างกันอย่างไร ถ้าเผื่อว่า หยาบๆนั้นนะ มันขัดๆอยู่ มันย้อนแย้งอยู่ มันไม่ลงตัวมันทำความคลายสงสัยไม่ได้ แต่ได้เผื่อว่า ผู้ใดมีปัญญาทะลุถึงนามธรรม หรือ อรูป ถึงละเอียด มันจะเข้าใจได้ ไม่ขัดไม่แย้งไม่ย้อน ถ้ายิ่งมีสภาวะแล้ว ยิ่งไม่แย้งไม่ย้อน อย่างที่ผมได้ยกตัวอย่างให้ฟังแล้ว มารดาแห่งโพธิสัตว์นั้น ไม่มีกาม ไม่มีอารมณ์กามคุณ ไม่มีอารมณ์ และก็จะไม่มีใครมากำหนัดใคร่ ตัวมารดานั้น ไม่มีบุรุษสามารถจะมากำหนัด แล้ว ยืนยันต่อไปว่า มารดาพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ 5 เสียอีก ตัวมารดาเองไม่ได้ มิได้มีกามคุณ 5 ไม่ใคร่อยาก ไม่ใคร่เป็น ไม่มี แต่ตัวมารดาเองนั้น มีกามคุณ 5 พรั่งพร้อมอยู่ด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆ พรั่งพร้อม เพื่อจะให้เขาประคบประหงมอยู่ บริบูรณ์ อิ่มเอิบ มีลักษณะขัดย้อนแย้งอา ไม่อยากได้ แต่ได้ มีกาม แต่คนไม่กำหนัด และคนอื่นมาก็ไม่กำหนัด คือว่ามันมีน้ำหนัก ดังเช่น ผมยกตัวอย่างว่า ผมทำหนังสือหนังสือธรรมะ ออกไปจะต้องมีรูป มีสี นี่ก็มีลักษณะกาม นี่ยกตัวอย่าง ตอนนี้มันไม่ใช่คนเท่านั้น จะเป็นคนอี่นก็ได้คุณลักษณะนั้นแหละ เป็นคนที่มี พรั่งพร้อมไปด้วยรูปโฉมโนมพรรณ มีสัมผัสอย่างเต็มคราบเลย หวานหอม ผู้ชายเห็นแล้ว น้ำลายไหล กลับเห็นแล้ว ผู้ชายกลับน้ำลายไม่ไหล ซึ่งมันมีฤทธิ์อะไรสักอย่างหนึ่ง ไม่ ไม่มีบุรุษใด ที่จะกล้ากำหนัด ไม่มีบุรุษใดที่จะกล้ากำหนัด และตัวผู้ได้เอง และตัวผู้ได้เอง ไม่อยากได้ ตัวผู้ได้เองไม่อยากได้ แต่มีพรั่งพร้อม อิ่มเอิบ บริบูรณ์ และเป็นสิ่งที่บุรุษหรือ คนอื่น ควรจะต้องปฏิพัทธ์กำหนัด แต่ แต่กลับไม่กล้า จะต้องอยู่ในขีดนี้ เพราะหนังสือนี้ ที่ผมยกตัวอย่างให้ฟัง ผมทำหนังสือออกไปนี่ มีรูป มีสี ยั่วยวน เชิงยั่วยวน ผมไม่อยากทำผมไม่อยากทำ ผมเหมือนตัวมารดา ผมเหมือนตัวมารดา และคลอดโพธิสัตว์อยู่หรือกำลังเกิดโพธิสัตว์อยู่ เกิดหนังสืออยู่ ทำหนังสือออกมา ตัวหนังสือก่อเกิดออกมา ใจผมไม่ได้กำหนัดอะไร อยากให้เป็นความสวยงามมากมวล ไปให้เป็นของยั่วยวนคนอื่นเปล่า ไม่อยากได้แต่กลับได้ มันต้องมีตามมา มากอยู่ไม่น้อยนัก บริบูรณ์ถือว่า เต็มในขีดของมัน มันจะอาบไปด้วยสี ด้วยรูป ด้วยอะไร โอย อย่างพิถีพิถันนี่ยิ่งเล่มสุดยอดปาฏิหาริย์ พิมพ์สีหน้าปกถึง 7 เที่ยว และได้เร็วด้วย ช่างเต็มใจจริง ทำให้เต็มที่ถึง 7 เที่ยวด้วย ช่วยประคบประหงมอยู่ทีเดียว เขาช่วยประคบประหงมอยู่ทีเดียว พิมพ์ตั้ง 7 เที่ยว สำหรับหน้าปก สุดยอดปาฏิหาริย์ อย่างนี้นะ ซึ่งมันไม่ใช่น้อยๆน่ะ ธรรมดาพิมพ์สี แต่ก่อนนี้พิมพ์ 3 สี โอยเหลือล้น ทุกวันนี้ พิมพ์ถึง 4 สี 4 เที่ยวนี้ เราพิมพ์ตั้ง 7 เที่ยว ประคบประหงมไปด้วยกามคุณ อยู่นี่ แต่คนที่รับไปนั้น ไม่กำหนัด เห็นหนังสือเล่มนี้แล้ว ไม่กำหนัด โอย มันยอดมันยั่วมีอารมณ์กาม รับหนังสือนี้ไปก็ไม่มี จะไม่รู้สึกว่าจะต้องถูกฉาบ อาบพอกไปด้วยความกำหนัดที่ในทางโลก โลกีย์ ไม่มีความกำหนัดในทางนั้น แต่ก็เป็นสิ่งที่กระตุ้นเตือน หรือเป็นเชิงที่ตามฐานของคนที่ เราจะหยิบจะจับขึ้นมา ชูใจขึ้นมาบ้าง ชูใจขึ้นมาบ้าง ไปใช้ว่าชูใจ ทางโลกเขาว่าอย่างนี้ปริมาตรอย่างนี้แหละ คนเขาจะมีสิ่งนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ ตามที่เขาได้สัญญามั่นหมาย กำหนดยึดถืออุปาทานก็มี ไม่ได้น่ารังเกียจ ไม่ได้เสื่อมโทรม ไม่ได้ดูว่าน้อยหน้า ไม่บริบูรณ์ อยู่ทีเดียว ใครจะดูเป็นต้น พร้อมไปด้วยอย่างที่โลกเขาเป็น แม้หนังสือที่ เล่มกินด้วยญาณ 16 สีน่ากินเลย ผลหมากรากไม้ ยั่วยวนชวน แต่ก็ไม่ถึง ใคร่อยากกิน เพราะมันเป็นหนังสือ ต้องห้าม เรื่องการกิน การกิน แต่ต้องห้ามการกิน ไม่ยั่วยวน ไม่ถึงเนื้อสัตว์ ให้โน้มเอนมาชอบ ผลหมากรากไม้ ผักหญ้าอะไรต่างๆซิ สีสรรสวยสดเป็นกาม แต่ก็ไม่มีใคร จะติดไปแบบกาม ก็เพราะว่ามันตึง ถ้าว่าติดกาม ขั้นแรง เขาจะกินเนื้อสัตว์ เขาจะติดอะไร ต่อมิอะไร อันนี้ยั่วยวนชวนมา เขาจะลดลงมา มีประโยชน์ เขาจะลดต่ำลงมา ไม่ใช่เพิ่มให้เขากำหนัดใคร่แรงขึ้น แต่จะยกฐานะจิตของเขาให้สูงขึ้นมาสนใจ หรือว่ามาเพ่งสิ่งที่ควรเพ่ง มาชอบระดับที่เขาควรชอบ ว่าอย่างนี้เป็นต้น อย่างนี้เป็นต้นว่า ถ้าคุณเข้าใจ คันธัพโพ หรือว่าการหยั่งลงสู่ครรภ์มารดาโพธิสัตว์นี้ ถ้าคุณเข้าใจเป็นธรรมะ โดยไม่เอาเป็นตัวตนบุคคลเราเขา ดังที่ผมได้กล่าวแล้ว ธรรมะ คือคุณธรรม เนื้อธรรมของมัน มี มีลักษณะอย่างนี้แหละ มีลักษณะเป็นผู้ให้เป็นผู้ออก ผม มารดาเป็นผู้คลอดหนังสือนี้ออกมา คือโพธิสัตว์ ก่อเกิดออกมาทีเดียว ก่อเกิดออกมามันก็มีที่เดียวอย่างนั้น ผมก็รู้ ไม่ได้อ่อนเพลีย เวลาทำไม่ได้อาพาธ ไม่ได้อ่อนเพลีย เวลาทำไม่ได้อาพาธ เห็นโพธิสัตว์อยู่ในครรภ์ ยังมีอวัยวะน้อยใหญ่สมบูรณ์ เห็นว่าเราต้องการให้มีอันนั้นอันนี้ให้ครบบริบูรณ์ อย่างไรอย่างไร ในอวัยวะน้อยใหญ่ สิ่งผสมผเส สิ่งที่จะเป็นรูปร่างของสิ่งนี้ อวัยวะที่เกิด ประกอบสิ่งนี้ครบ เราก็เห็นอวัยวะน้อยใหญ่ของโพธิสัตว์นั้น อยู่น้อยใหญ่ มีอินทรีย์ที่เกิด ประกอบสิ่งนี้ครบ เราก็เห็นอวัยวะน้อยใหญ่ของโพธิสัตว์นั้น อยู่น้อยใหญ่ มีอินทรีย์ไม่ทราม มีรูปมีอินทรีย์ มีรูปร่างไม่ทราม กระทำได้ คลอดออกมาได้ หรือว่าสร้างออกมาได้อย่างนั้นทีเดียวนี้ ก็อธิบายซ้ำ อธิบายเกลี่ยลงไปอีกดีกว่าจะเข้าใจ คิดว่าจะเข้าใจได้ สำหรับเรื่องธรรมะที่บอกว่าถึงขั้นมารดาโพธิสัตว์นั้น เมื่อได้กำเนิดโพธิสัตว์จะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นสัตว์ที่เกิด สิ่งที่คลอดออกมา มีฤทธิ์มีเดชมีประโยชน์ ในทางโลกออกมา โพธิสัตว์คือผู้มีประโยชน์ในทางโลกเกิดในทางโลก เกิดมาแล้วจะเป็นผู้อุ้มชูเมตตาเกื้อกูลโลก ค้ำจุนโลกขึ้นมาทีเดียว เป็นผู้ช่วยโลก ที่นี่ต่อ

โพธิสัตว์ต้องเต็มถ้วนรอบจึงจะคลอด ดูก่อน อานนท์ หญิงอื่นๆอุ้มครรภ์ไว้ 9 เดือนบ้าง 10 เดือนบ้างคลอด ส่วนมารดาโพธิสัตว์ไม่เป็นเช่นนั้น ย่อมอุ้มครรภ์ไว้ 10 เดือน เต็มทีเดียว แล้วจึงคลอดดังนี้ อานี่ก็ บุคลาธิษฐาน นี่ก็ไม่มีปัญหา คนท้อง 10 เดือน คลอดเป็นธรรมดา แล้วท่านก็บอกว่า หญิงอื่น อุ้มครรภ์ไว้ 9 เดือนบ้าง 10 เดือนบ้างจึงจะคลอด ก็เป็นได้ ไม่เพียง หญิงอื่นไม่เพียง 9 ก็ได้ หรือจะมา 10 ตรงๆกับมารดาโพธิสัตว์ ถ้า 10 ตรงกันก็ได้ 9 ก็ได้ 10 ก็ได้ หรือเกินนั้นก็ได้ด้วยละ แต่นี้ท่านไม่ได้ยกอย่างอันเกินก็เอาละ ขาดๆบ้างคือไม่เต็มหรอก ที่จริงท่านไม่อยากยก แท้จริงท่านเอาเขตคือ 10 รอบ เขาหมาย ถึงไม่อยากคลอด ส่วนมารดาแห่งโพธิสัตว์ ไม่เป็นเช่นนั้นย่อมอุ้มครรภ์ไว้ 10 เดือนบ้าง จึงจะคลอด ส่วนมารดาแห่งโพธิสัตว์ ไม่เป็นเช่นนั้น ย่อมอุ้มครรภ์ไว้ 10 เดือนเต็มๆ 10 เดือนเต็มๆ ใช้คำว่า 10 เดือน เต็มถ้วนรอบทีเดียว แล้วจึงคลอดดังนี้ ฉะนั้นบุคลาธิษฐาน แม่หรือมารดาพระโพธิสัตว์ก็ท้อง 10 เดือน ต้อง 10 เดือน จึงจะคลอด โพธิสัตว์ ถ้าไม่มี 10 เดือน ไม่คลอดหรือไม่ครบ ถ้าเป็นธรรมาธิษฐาน ก็ต้องอย่างนั้นด้วย หรือว่า 10 ทัศ รอบครบอันนี้ถือว่าเต็ม จึงถือว่าถ้วน จึงถือว่าควรจะตัดปล่อย เรียกว่า คลอด เรียกว่า บริบูรณ์ ต้อง 10 เดือน หรือต้องครบรอบ คำว่า 10 เดือน คือตัวครบรวม มีสังขยา มีเลขหรือว่ามีหน่วย ที่เราจะให้เรารู้ระดับชั้นเชิงมีชั้นเชิงที่ครบ เอาความหมาย จะไปบอกว่า 10 ละต้องมีชั้นเชิงที่ครบมีส่วนที่จะเป็นไปตามปัญญา ที่เรารู้นั้นๆครบแล้ว จึงจะเรียกว่า คลอด หรือจึงจะเรียกว่า ปล่อยออกไป ปล่อยออกไปหรือว่าอิสระหรือบรรลุ หรือว่า หลุดพ้น ความหมายของคลอด ถึงจะปล่อยอันนั้น ออกไป ถึงจะปล่อยอันนั้นออกคลอด ถึงจะทำอันนั้นออกมา เพราะฉะนั้น ฐานะของโพธิสัตว์ หรือผู้ที่จะสร้างโพธิสัตว์ นี้อธิบาย เป็นเนื้อธรรมะ ฐานะของโพธิสัตว์ หรือตัวเรานี้แหละ หรือกำลังจะปั้นความเป็นโพธิสัตว์ตัวเรานี้แหละ จะปั้นความเป็นโพธิ มีคุณธรรมอะไร อย่างไร จะต้องปั้น มีเจตนา จะต้องเอาให้จิตเต็ม เจตนาจะต้องมีจิตเต็ม ให้จริงๆจึงจะคลอด จะต้องมีจิตเต็มทีเดียว ตามที่เรามีภูมิ พระโพธิสัตว์นี้ ไม่ย่อหย่อน ไม่ให้ เอาย่อหย่อน จนเคร่งๆ พระโพธิสัตว์นี้จะเคร่ง ฮา ไม่เอาย่อหย่อน เพราะพระโพธิสัตว์ มีอุดมคติเป็นพุทธะ มีอุดมคติเป็นอนันตัง จำทำสุดที่เราจะทำได้ เต็มที่เรียกว่า คลอดทำให้เต็มที่เต็มที่เต็มเหนี่ยวอย่างหน้าที่ของโพธิสัตว์จะต้องเป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้อนี้ แม้ข้อนี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีเกี่ยวแก่พระผู้มีพระภาค สำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้าจะมีสภาพดังที่ว่านี้ คือเรื่องอธิบายเชิงโพธิสัตว์ จะมีความครบเต็ม ดังกล่าวนี้ทั้งหมด ซึ่งเป็นของแปลก พระอานนท์ก็มองด้วยปัญญา เห็นว่าโอ้นี้แปลกน่าอัศจรรย์ และไม่เคยมีจริงๆ แล้วก็ไม่เคยมีจริงๆ แล้วก็ไม่เคยมีจริงๆ มีพรั่งพร้อมอยู่ มาตลอดเวลา อะไรๆที่เราได้ไขความมาแล้วบริบูรณ์ ย่อมบริบูรณ์อยู่ ย่อมมีอ้ายโน่นอ้ายนี่ต่างๆมาเป็นไปให้ชอนให้ความประหลาดได้เหมือนกันที่นี่เป็นประสูติ

มารดาเมื่อจะคลอดโพธิสัตว์นั้นจะยืนคลอด

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อนี้ข้าพระองค์ได้ฟังมา เฉพาะพระพักตร์ผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำเอามาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ดูก่อนอานนท์ หญิงอื่นๆ ย่อมนั่งคลอดบ้าง นอนคลอดบ้าง ส่วนมารดาแห่งโพธิสัตว์ หาเป็นอย่างนั้นไม่ มารดาแห่งโพธิสัตว์ย่อมยืนคลอด โพธิสัตว์ดังนี้ นี้บุคลาธิษฐาน นี้เราได้ฟังมาแล้ว มีพระนางสิริมหามายา จะคลอดเจ้าชายสิทธัตถะ ก็เหนี่ยวกิ่งไม้ยืนอยู่ ใต้ร่มไม้ คลอดยืน คลอดเป็นบุคลาธิษฐาน คนเรียนพุทธประวัติมา ไม่มีอะไร ที่จะประหลาด แต่ที่ประหลาด เออคนยืนคลอดๆได้ ดูๆแล้ว มันก็ชวนชอบกลมันแปลก ไม่เหมือนใคร ท่าแปลกไม่เหมือนใคร โดยบุคลาธิษฐาน แปลกไปเท่านั้น แล้วก็ดูความพิเศษอันหนึ่ง ใครจะมองไปทางไหนก็ตาม แต่ถ้าใครมองไปในทางอัศจรรย์ประหลาด เป็นอย่างไรไปก็ได้ แม้แต่สัตว์แข็งแรงๆ มันยังนอนคลอดเลย มายืนคลอดอย่างนี้ เป็นไปได้อย่างไร อัศจรรย์ แปลกจริงๆ แต่คนที่จะมองไปในเชิงที่ว่า ดูหมิ่นดูแคลนอะไรก็ มองดูได้ว่า คนยืนคลอด แต่ก็ไม่เป็นไรนี่ ถ้าคนยืนคลอด แสดงว่าเป็นคนแข็งแรง และนั้นแหละ คือ ธรรมาธิษฐาน ธรรมาธิษฐานด้วย ถ้ามองซึ้งให้จริงแล้ว ไม่เหมือนใครหรอก ถ้าผู้ที่เป็นมารดาของโพธิสัตว์จะคลอด คลอดอาจหาญองอาจไม่ต้องห่อ ต้องเหี่ยว ไม่ต้องนั่ง ไม่ต้องนอน ไม่ต้องหลบ ต้องอยู่อะไรเลย ยืนคลอดอย่างอาจหาญเต็มตัว เห็นเด่นทำได้ อย่างเป็นปกติ ในช่วงที่เต็มรูป มีรูปที่เต็มชัด ให้เห็นทุกสัดส่วน ให้เห็นทุกสัดส่วน แล้วก็ยืนขึ้นอย่างผงาด ถ้าจะแปลเอาเป็นคำเป็นความบอกว่า โพธิสัตว์นี่ ทำอะไรแล้ว ท้าทายโลก ยืนขึ้นขวางโลก อาา.. ธรรมดานี้ สัตว์เดรัจฉานเดินขวาง เป็นผู้ไปตามขวาง เขาว่าอย่างนั้น ส่วนคนนี่ตั้ง ไม่เป็นไปตามขวางแล้ว คนนี้ยืน นี่ไม่ได้เป็นไปตามขวางนี้ ทั้งเป็นผู้ที่ตั้งกับโลกแล้ว คือ เดรัจฉานนั้นขวาง ส่วนคนนี้ เดินตั้งกับโลก ไม่ได้เดินขวางกับโลก ไปในทางตั้งท้าทายกับโลก โลกมันขวาง นอนไปด้วยกัน แนวระนาบ แนวระนาบแนวราบๆ ไปด้วยกัน ราบเรียบไปด้วยกัน แต่คนนี้ ไม่ราบ แต่คนตั้งเป็นแนว ถ้าจะพูดเป็นอีกภาษาหนึ่งแล้ว คนนี้เป็นแนวท้าทายโลก ส่วนที่ใช้ศัพท์เรียกว่า ขวางเดินไปทางขวางแนวระนาบ เดรัจฉาน ส่วนคนนี้ ที่จริงการตั้งๆนี้แหละอันขวางกับโลก การขัดกับโลก ไม่ได้เป็นไปกับโลก ไม่ได้เป็นไปตามแนวเรียบแนวราบ ไม่ได้เป็นระนาบกับโลก อาา.. ส่วนสัตว์แนวลำตัวไประนาบกับโลก ไปด้วยกัน ย่อมเป็นไปกับโลกอยู่ ส่วนคนไม่ได้เป็นไปกับโลก ขวางโลก ฟังดีๆใช้ภาษาขวาง 2 ครั้ง ครั้งหนึ่งว่า สัตว์เดรัจฉาน คือ ผู้ไปตามขวาง คือโลก คือไปตามทิศทางขวาง ทิศทางแนวระนาบ สัตว์ก็ไปตามทางระนาบ ส่วนคนนี้ไม่แล้ว ยืนหยัดขึ้นมาตรงตั้งเราใช้ภาษาคำมาว่า ใช้ขวางได้ คนนี้ขวางโลกแล้ว มนุสโส นี่ขวางโลก เป็นสัตว์โลก ยืนหยัดแล้ว เป็นสัตว์โลก จะไปตามโลก เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นสัจธรรม ที่มันลงตัวจริง แล้วเป็นโพธิสัตว์นี้จะต้องขวางได้อย่างแข็งแรงองอาจ จะทำอะไรให้เกิดขึ้นมา จะทำอะไรให้ออกมา ให้เป็นไปเรียกว่า เป็นแนวตั้ง ไม่แนวระนาบ ไม่เป็นแนวไปกับโลก ไม่เป็นแนวไปกับโลก ทำออกมาไม่เป็นแนวไปกับโลก ฟังให้ดีๆนะ มันไม่ๆประหลาดอะไรเลย ถ้าเข้าใจให้ดี มันจริงที่มีไปพูดแรงแรง พระโพธิสัตว์ ประเดี๋ยวพวกนั้น โอย ฉันอยากเป็นพระโพธิสัตว์ ฉันอยากจะขวางโลก ประเดี๋ยวก็ตาย เท่ากับไปยุแหย่เขา และจะไปขวางโลก ตายนะ เขาไม่มีอินทรีย์ พละอินทรีย์ ไม่ทราม อวัยวะน้อยใหญ่สมบูรณ์ เขายังไม่ครบน่า ไม่ใช่โพธิสัตว์ ไปพูดกับ อนุปสัมบัน อนุปสัมบัน รู้ไม่ได้ ไปขวางโลก ขวางโลก เดี๋ยวจะไปไม่รอด นา เดี๋ยวจะตายเสียกลางทาง ปฏิบัติธรรม ยังอายุไม่ยืน เพราะฉะนั้น อนุปสัมบันฟังแล้ว ยาก จึงพูดหรือว่า อธิบายแล้ว ก็มี บุคลาธิษฐานไว้อย่างนี้ อธิบายความอย่างนี้ สำหรับพระพุทธเจ้า ลงตัวของพุทธเจ้า มีทั้งรูปธรรม นามธรรม ทั้งบุคลาธิษฐาน พระราชมารดาจะคลอด จะมิอะไรมิต่ออะไร เป็นรูปอย่างนั้น แล้วก็อธิบายในตัวของมันได้ อธิบายในตัวของมันได้เป็นจริงๆ เพราะมาถึง ธรรมาธิษฐานแล้ว อธิบายในตัวของมันได้ เป็นจริงๆ เป็นธรรมาธิษฐาน ไม่ใช่บุคคลตัวตนเราเขาแล้ว โพธิสัตว์มีกิจอย่างนี้ มีกิจรู้โลกเป็นอย่างนั้น ความก็รู้ว่าสิ่งนั้น จะทวนกระแสโลกหรือขวางโลกขึ้นมา หรือว่าจะต้านโลกขึ้นมาด้วยมุมไหนมุมไหนท่านรู้ พระโพธิสัตว์จะรู้ และทำได้ เพราะพระโพธิสัตว์มีอวัยวะน้อยใหญ่สมบูรณ์ มีอินทรีย์ไม่ทราม ไม่อาพาธ ไม่อ่อนเพลีย สามารถจะทำได้ จึงจะไปรอด เพราะฉนั้น คำพูดนี้ จึงจะพูดเป็นเชิง ง่ายคล้ายๆไม่ได้ ประเดี๋ยวอนุปสัมบันไปตีความเข้าใจไม่ใช่แอ๊ค ไม่ใช่อาจหาญ อย่างพระโพธิสัตว์ท่านเป็น ไปแอ๊คเหมือนพระโพธิสัตว์ จะตายเป็นเบือ เดี๋ยวตายเป็นเบือ เดี๋ยวก็ไม่รอด ไปไม่รอด เพราะว่าจะไปขวางๆ เขาได้ โลกมันใหญ่โพธิสัตว์จะขวางได้ ก็เพราะต้องมีอำนาจพิเศษ ร่ายออกมาแล้วอริราชศัตรู อย่างนี้ ต้องรอฟัง ต้องรอดู ถึงจะรู้ว่า เอ อ้ายนี้มันจะมาทำอะไรนั้น จะขัดโลกจะขวางโลก หรือจะมาทำลาย ส่วนที่นั้นเป็น นั้นมีนี่หรือเรา จะไม่ชอบยังไง เขาก็ยังไม่กล้า ยังรีรอ รีรออยู่ สำหรับโพธิสัตว์ จะมีอันนี้ เพราะฉะนั้น มารดาที่จะคลอดโพธิสัตว์นั้น ยืนคลอด อาา.. ยืนคลอดทีเดียว ถ้าหญิงอื่น ย่อมนั่งคลอดบ้างนอนคลอดบ้าง ส่วนมารดาโพธิสัตว์ ไม่เป็นอย่างนั้น หาเป็นอย่างนั้นไม่ มารดาแห่งโพธิสัตว์ ย่อมยืนคลอดโพธิสัตว์ ดังนี้ มารดาโพธิสัตว์ ต้องเป็น อย่างนั้นตรง มีคุณธรรม ถ้าผู้ใดมีในตัว อย่างผมนี้ ผมเข้าใจ เฉย ไม่มีปัญหา สำหรับตัวผมเอง อาา.. เพราะผมยืนคลอดจริงๆผมยืนคลอดจริงๆ ผมยืนคลอด แม้จะเป็นสิ่งที่ท่านโพธิสัตว์ สำหรับผม แต่ผมๆก็รู้ของผมแล้วก็ทำของผมอยู่ไปจริงๆ มีอวัยวะน้อยใหญ่ของของผม ครบครันหรือไม่ ไปครบคันหรือไม่ ผมก็รู้เป็นไปอย่างนั้นได้จริง หรือไม่ อาา.. ผมก็ทำ ผมจะอาจหาญเท่าใด ผมจะลุกขึ้นทวนกระแสของโลกเขา ขนาดไหน ขนาดไหนๆ ผมปล่อยอะไร ออกมาออกมาขนาดไหน หรือไม่คลอด ผมก็คือตัวของผมเอง เป็นมารดาแห่งโพธิสัตว์ ผมจะปล่อยสิ่งที่เป็นจะเป็นโพธิธรรม คลอด หรือว่าสิ่งเหล่านั้น ปล่อยชีวิตของโพธิสัตว์ออกมานี้ เรียกว่า โพธิสัตว์ปล่อยชีวิต สร้างชีวิตของโพธิสัตว์ ที่จริงก็ธรรมะ โพธิธรรม ที่จริงก็ปล่อยธรรมะ อันนี้ออกมามันจะไปแค่ไหนมันจะแรงเท่าไหน มันจะยืนขวางโลกอยู่แค่ไหน ไม่เป็นไปตามอำนาจของเขาหรอก ไม่ไปละลาบของเขาหรอก มันจะเป็นอย่างนั้นอยู่ อาา.. มันเป็นเอง มันเป็นได้จริง ถ้าพวกคุณจะดูบ้างผมนี้ขวางเขามาอย่างไร คงอ่านออก คุณก็พออ่านออก เมื่อผมทำ ก็เป็นจริง นี่ก็เป็นสิ่งยืนยัน นี่ก็เป็นสิ่งประกอบ ผมก็เป็นแม่ และผมก็เป็นผู้ให้กำเนิด โพธิสัตว์ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และก็เป็นอย่างไม่ใช่อันหนึ่งอันเดียวเลย โดยแง่ โดยเชิงสมมุติ โดยเชิงสมมุติสัจจะนะต่อไป

เมื่อโพธิสัตว์คลอดแล้ว เทวดาย่อมเข้าไปรับก่อน เหมือนการแสดงธรรม ผู้มีจิตสูงย่อมรับรู้ก่อน ดูก่อน อานนท์ ในกาลใด โพธิสัตว์ออกมาจากท้องแห่งมารดา ในกาละนั้น เทวดาย่อมเข้าไปรับก่อน ส่วนมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมเข้ารับต่อภายหลังได้ดังนี้ ถ้าเป็นบุคลาธิษฐานแล้วเขาก็เขียนภาพเลย พอพระนางสิริมหามายา คลอดเจ้าชายสิทธัตถะ เขาก็เขียนเป็นภาพเทวดา ลอยมารับรูปร่างของเจ้าชายสิทธัตถะ ออกมาวางมาอะไรเลย เพราะเขาเข้าใจเป็นเทวดาเป็นตัวตน เข้าใจเทวดาเป็นอัตภาพ เป็นอาตมัน รูปร่างแล้วแต่เขาจะปั้น จะเขียน อ้าวก็เอาละ นั้นบุคลาธิษฐาน ผู้ที่เขาจะติดบุคลาธิษฐาน เขาว่าเป็นชั้นเชิงกันไป สำหรับ ธรรมาธิษฐานแล้ว อา โพธิสัตว์ออกมาจากท้องแห่งมารดาในกาลใด เทวดาย่อมเข้ารับก่อน ส่วนมนุษย์นั้นย่อมรับต่อในภายหลัง จริ๊งจริงๆ สิ่งที่รับได้ของโพธิสัตว์นี้จะแสดงธรรมะ โพธิธรรมใดออกมา เทวดาย่อมรับรู้ก่อน จิตสูงจิตยิ่งของผู้มีปัญญาขั้นอริยะ หรือขั้นเทพ ขั้นอุปธิเทวะ ขั้นวิสุทธิเทวะ เทวดาที่เป็นเทวดา อริยเจ้าพระอริยะเจ้านั้นเอง ผู้ที่มีจิตเป็นอุบัติเทพได้ หรือ ผู้วิสุทธิเทพได้ จะรับรู้จะรับรู้สิ่งนี้ก่อน มนุษย์ตามรู้ทีหลัง มนุษย์จะรับรู้ได้ทีหลัง เทวดาจะรับไว้ก่อนมนุษย์รับได้ทีหลัง นี้เป็นเรื่องจริ๊งจริง เห็นได้ไม่ยากเลย เข้าใจได้ไม่ยาก อาา.. นี่เป็นธรรมาธิษฐานนี้เป็นธรรมาธิษฐานนี้เป็นธรรมะๆ เมื่อคลอดออกจากโพธิสัตว์ หรือ โพธิสัตว์คลอดออกมานั้นจากครรภ์แห่งมารดา คลอดออกมาแล้วผู้รับแล้วนี่ ก็คือมีจิตถึงมีปัญญาถึงเป็นพระอริยเจ้า หรือเป็นจิตเทวะอุบัติเทพขึ้นไป เป็นวิสุทธิเทพขึ้นไป เป็นผู้ที่จะต้องรับไว้ก่อน ส่วนคนนั้นรับทีหลังมนุษย์ ชั้นรองลงมารับทีหลัง อาา.. ดูก่อนอานนท์ ในกาละใด โพธิสัตว์ออกมาจากท้องแห่งมารดา ยังไม่ถึงพื้นแผ่นดิน เพราะเทพบุตรทั้ง 4 ย่อมรับเอามาวางตรงหน้าแห่งมารดา ทูลว่า แม่เจ้าจงพอพระทัยเถิด บุตรอันศักดาใหญ่ของแม่เจ้าเกิด ดังนี้ อันนี้ผมบอกแก่คุณเอง คุณจะเชื่อมีจิตโพธิสัตว์อันนี้แล้วหรือยัง แล้วแต่ แต่ถ้าตัวผมๆ บอกได้เลยทันที นา มีจริงๆและผมเห็นจริ๊ง จริง และมันเข้าใจจริ๊งจริง ยืนยันจริงจริงเลย แต่เป็นบุคลาธิษฐานคิดว่า ไม่พูดอะไรมาก คือ โพธิสัตว์ออกมาจากท้องมารดา ยังไม่มีสิ่งนี้เกิดขึ้นมา ยังไม่ทันตกถึงโลกเขาหรอก ยังไม่ตกถึงแผ่นดิน ยังไม่ทันตกถึงโลกเขา ยังไม่ถูกโลกีย์ใด โลกีย์ใดจะรับนั้นนา ยังไม่ถึงหรอก จะมีเทพบุตรทั้ง 4 นี้แหละ ก็คือ จิต ของเรานี้แหละจิตของเทพบุตร ที่มีอารมณ์ปีติ มีอารมณ์ยินดี มีอารมณ์ที่เป็นกามาวจร มันไม่มีภาษาจะเรียกแล้วนะ มันไม่มีภาษาจะเรียกแล้ว จึงเรียกว่า กามาวจร เป็นจิตของเทวดาใหญ่ ที่รับทอดทั่วทั้ง 4 ทิศ มารับอันนี้ด้วย มารับรู้อันนี้ก่อน รับรองมีลักษณะอย่างไร ย่อมรับเอามาวางตรงหน้าแห่งมารดา ทูลว่าแม่เจ้าจงพอพระทัยเถิด บุตรอันศักดิ์ใหญ่ของแม่เจ้าเกิดแล้ว จะปีติยินดีในสิ่งที่เราทำคลอดออกมานั้น จะมีจิตยินดีปรีดาที่เราทำให้เกิดขึ้นมานั้น ลูกของเราหรือว่าของๆเรา ผมเขียนหนังสือออกมาหนึ่งเล่ม ผมปีติยินดีก่อน ตัวผมเองปีติยินดีว่างานของเรานี้ก็ดีเหมือนกัน เรายินดีก่อน จิตของเราจะรู้ก่อนคนอื่น รู้เลยว่างานนี้เป็นของดี เหมือนเทพบุตรที่นำลูกมาให้ดูต่อหน้าเลย ตรวจดูรับดู ดูเถิดพระแม่เจ้า พอพระทัยเถิด บุตรอันมีศักดาใหญ่ของแม่เจ้ามาเกิดแล้ว นี้ของท่านนี้ ลูกของท่านนี้มีอำนาจ มีความมีศักดามีความยิ่งใหญ่นะ มีความดีพรั่งพร้อมนะ และจะเกิดจิตนี้นะ ออ…เราก็ทำสิ่งที่ดีออกมาแล้วนะ เป็นสิ่งดี อธิบายอย่างเบาๆ อธิบายเป็นอย่างนั้น อธิบายอย่างนี้ มันเหมือนเป็นเชิงกาม มีจิตอย่างนั้น เหมือนเชิงกาม ถ้าอธิบายมันเป็นภาษาเชิงเดียวกันกับทางโลกแล้ว มันไม่มีภาษา มันไม่มีภาษา มันไม่มีภาษาอธิบายซ้อน คือมันมีความปีติยินดี สิ่งที่เราได้กระทำออกมานั้น ให้ความกำเนิดออกมา ให้ความเกิด ออกมานั้น สิ่งนั้นมีศักดาใหญ่ อาา.. มีศักดาใหญ่ๆ มีจิตของเรานี้แหละเอามาดู เอามาทบทวนเหมือนอย่างของเราจะรู้สึกมิดชิดเข้าไป ซับซาบ เพราะมันของดีน่าชม พระแม่เจ้าจงพอพระทัยเถอะ จงพอพระทัยในสิ่งนี้เถอะ นี้เป็นธรรมาธิษฐาน เป็นธรรมาธิษฐาน อาา.. อย่างผมทำงานชิ้นนี้ออกมา โอ้ มันยอดจริง ก็ทำ เขียนหนังสือเล่มหนึ่งออกมา หรือเขียนทางเอกออกมานี้ นี้ยอดเลยนะ ยิ่งใหญ่นะศักดาใหญ่นะ จิตของผมมีรู้เอง ถ้าผมหลงอารมณ์นั้น มันก็เป็นการติดยึด ถือใหญ่จะเป็นมานะด้วย จะเป็นมานะเอาด้วย จะเป็นสังโยชน์ใหญ่เอาด้วย ว่าเราหลงว่าสิ่งนี้โอ้โฮ เรานี้ยิ่งใหญ่นะ เราทำสิ่งที่ใหญ่ ถ้าหลงตัวมากก็จะเผลอไผล คุยโอ่คุยอวดๆอ้าง ผลักดันออกสู่โลก โปรปะกันดา (Propaganda) ประชาสัมพันธ์ อวดอ้างกันใหญ่โต แม้เป็นอะไรๆ แม้แต่พวกคุณ ก็คุยกันโขมงโฉงเฉง อะไรไปมากมายก่ายกองทีเดียว เห็นได้ชัดออกมาทางรูป ออกมาทางข้างนอกเลยทีเดียว แต่ในใจนั้นน่ะ ผู้เป็นโพธิสัตว์ จะมีใจจะมีใจที่สำรวม ระวัง แต่จะมีเชิงรู้อีก จะมีเชิงรู้ว่านี้ดีนะ ศักดาใหญ่นะ จงพอพระทัย มันมีเชิงพอใจๆ มีเชิงยินดีปรีดาอยู่ เห็นอยู่นี้ลูกเรา หรือสิ่งที่เราทำให้เกิดขึ้นมา มีค่ามีศักดา มีคุณธรรม มีความดี เป็นสิ่งจะมีค่าให้แก่โลก รู้อยู่เห็นอยู่ อาา.. แต่ก็ไม่เหลิงใจอะไร เปรียบประดุจเทวดาเทพบุตรทั้ง 4 หอบมาต่อหน้าเลย มาถวายพระแม่เจ้า พอพระทัยเถอะ นี้บุตรอันมีศักดาใหญ่ของแม่เจ้าเกิดแล้ว มีออกมาแล้วเป็นออกมาแล้วสิ่งนี้ออกมาแล้ว จะเป็นได้ แม้แต่คุณเองก็เหมือนกัน บางทีมิใช่เล่น ผมยกตัวอย่าง ธรรมะให้คอยคุ้มเอง บางทีคุณไปแสดงธรรมนี้ ตอนที่คุณทำ โพธิสัตว์ทำอยู่ คุณกำลังแสดงธรรม แสดงธรรมออกไปๆ บางทีใจคุณซับซาบอันนี้ เราพูดออกมาได้อย่างไรหวาอันนี้ เราปั้นออกมาได้อย่างไรหวาอันนี้ อ้ายสิ่งนี้ เป็นปฏิภาณก็ดีเป็นความรู้ เป็นภาษาดี้ดี เป็นอะไร ก็ตามเป็นออกมามันมาแต่ไหนหวา แต่นี้ทำให้เกิด เรานี้แหละ เป็นแม่ เรานี้กำลังทำโพธิสัตว์ เรานี้แหละเป็นแม่ โพธิสัตว์ เรานี้แหละ กำลังทำให้เกิดๆ แล้วจิตมันจะทราบก่อนๆเลย ก่อนจะตกถึงแผ่นดิน ตัวเราเองจะรู้เลยเท่ากัน โอ้โฮอ้ายนี้มันยอดจริง ตัวโพธิสัตว์จะรู้ทัน ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่เราไม่รู้ทันขณะตกถึงแผ่นดิน ก่อนตกถึงแผ่นดิน เมื่อถึงแผ่นดินแล้ว คนรับแล้วๆเรามารับรู้ทีหลัง อันนั้นไม่ถือว่าเป็น โพธิสัตว์ อาา.. ฟังดีๆนะ เรียกว่า สติเราตก เรามีแต่เจโต แต่เราไม่มี ปัญญา พร้อมด้วยปัญญาวิมุติ เพราะเป็นอุภโตภาควิมุติ คือปัญญา เราไม่มีการรู้ก่อน แล้วถึงเกิดขึ้นมา จะออกไป พอออกไปพับ เราต้องสัมผัสก่อนๆที่เขาจะรับสัมผัส ก่อนใจเราเลย อาา.. บางคนนี้แสดงธรรมไปแล้วค่อยกลับมา หลังมานึกถึงแสดงโอ้โฮ เร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน