191200 พุทธประวัติ ตอน2 แสดงโดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2519
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์57 KB
วันที่แก้ไข4 กันยายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

191200 พุทธประวัติ ตอน2 แสดงโดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

พุทธประวัติ ตอน 2 แสดงโดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก เมื่อ ธ.ค. 2519

ถ้าเราทุกข์ แม้เราทำได้ขนาดนี้แล้ว ทำไปไม่ได้อีก ก็ระลึกถึงผู้ที่เขายังทำไม่ได้ ผู้ที่เขาต่ำกว่าเพื่อมีกำลังใจ เออ อย่างน้อยเราก็ยังดีกว่าเขา อยู่หน่อยนะ ไม่ใช่ไปบีทเขา ไม่ใช่ไปข่มเขา หรือว่าไปเอาเขาเป็นครู เป็นตัวอย่าง จะทำแบบเขา ไม่ใช่ แต่ว่าเรายังมีกำลังใจว่า เออ เราก็ยังดีกว่าเขาหน่อยบ้าง แต่ระวังอย่าเหลิง เออ ฉันดีกว่าเขาอยู่แล้วล่ะ เอาแค่นี้ก็พอ ประเดี๋ยวก็ขาดทุนอีก ไม่เอา เพราะฉะนั้น เราจะต้องใฝ่ หรือมีอุดมคติ หรือจิตที่เป็นไปสู่สูง สุคติ อุดมคติ เข้าไปหาจุดสูงเสมอ เอาจุดสูงนั้นเป็นเครื่องนำ แล้วเราจะสูงขึ้นได้ อันนี้เป็นข้อที่น่าคิด เป็นข้อที่ควรคิดแก่ตน พยายามแล้วเราก็พยายามขึ้นเถอะ คนอื่นเขาไม่ทำช่างเขาๆ ซวยละ คนนั้นเขาไม่ทำ อย่าไปเทียบเคียงเขา อย่าไปอิจฉาริษยาเขา เขาจะเสพย์ก็ช่างเขา นี่ดูซินี่ เสพย์ขี้เกียจแล้ว แล้วเราจะไปขี้เกียจกับเขาทำไม เขานี่ไม่สำรวมแล้วไม่ระวังแล้ว อย่าไปอิจฉาริษยาเขา เราอยากจะไม่สำรวม เราอยากจะไม่ระวังกับเขานะเหรอ ไม่เข้าท่าหรอก เราสำรวมระวังซี เราไม่ก็ดีแล้ว เราช่วยเขาได้ไหม เราช่วยได้ช่วย ถ้าเราช่วยไม่ได้ ก็ปล่อยเขา เขาขาดทุน เราปล่อยวางเสีย ไม่ต้องไปโปรด ไม่ต้องไปชังเขาด้วย ไม่ต้องไปกินแหนงแคลงใจอะไรมากด้วย ปล่อยแล้วก็ทำตัวเรา ตัวเราของตัวเรา เราจะมาต่อถึงเรื่องประวัติของพระพุทธเจ้า เราได้ฟังเป็นลำดับๆมา ตั้งแต่เริ่มต้นการเคลื่อนเรียกว่าจุติ หรือว่าการจะเกิด เป็นลำดับๆๆๆ ไปทีเดียว การเคลื่อน การเปลี่ยน ถ้าเป็นอย่างบุคลาธิษฐาน เราก็จะเห็นการเคลื่อน การเปลี่ยนว่ากันเป็นตัวเป็นตนเป

อ่านต่อ

็นบุคคล เป็นชิ้นๆๆ แล้วก็ตั้งชื่อกันทีเดียวเชื่อมอีกสิ่งหนึ่ง เป็นอัตภาพเคยเชื่อมจากปีติ เคลื่อนลงสู่ครรภ์มารดา อาการเคลื่อนนั้นก็เป็นชิ้นเป็นอันๆ ถ้าเราเข้าใจคันธัพโพ หรือครรภ์มารดานั้นนะ มันไม่ใช่ท้องพ่อท้องแม่ แต่ว่าการเคลื่อนของจิต ขั้นปรมัตถจิต เจตสิก รูป นิพพาน เราก็จะเข้าใจธรรมาธิษฐานด้วย คันธัพโพนั้นนะ คือสิ่งที่เคลื่อนเข้าสู่ครรภ์ เป็นจิตเป็นปฏิสนธิวิญญาณ เป็นวิญญาณที่เคลื่อนไปสู่ นั้นเป็นเรื่องของความรู้สึก หรือเป็นเรื่องของจิตที่มีความรู้สึก มีความรับรู้มันได้ มีอันนั้นเกิด มีอันนั้นเป็นไป มีอันนั้นเป็นไปขึ้นมา มันต้องเคลื่อนลงสู่จากดุสิต หรือจากความรู้สึก สิ่งหนึ่งออกมาสู่สิ่งหนึ่ง แม้ในดุสิตเอง ก็มีความรู้สึก ที่มีสภาพเกี่ยวข้อง มีสภาพสัมพันธ์กันอยู่ในความรู้สึกของผู้ที่เรียกชื่อว่า ดุสิต ถ้าเป็นธรรมา ธิษฐานแล้วมันไม่มีตัวตน มันมีแต่อาการ มันมีแต่สภาวธรรม จะเกิดการเคลื่อนลงสู่ครรภ์แล้ว มีสภาพประกอบให้เกิดแสงสว่าง เพราะการจุติ จากดุสิตแล้วก็เกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากการจุติ ซึ่งแผ่นดินไหว ก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาอธิบาย แล้วผมก็ได้พยายามอธิบายเป็นธรรมาธิษฐาน เป็นสิ่งที่เป็นเรื่องของจิตจริงๆ และเป็นอาการที่เกี่ยวข้องใกล้ที่สุด ที่จะพึงรู้ได้ว่า แผ่นดินหมายถึงอะไร แผ่นดินมันไหว มีอะไรไหว เกิดแสงสว่างคืออะไรเกิดแสงสว่าง และก้าวลงสู่ครรภ์ และก้าวลงไปสู่ท้อง หรือเป็นไปที่คันธัพโพ ในกาละอย่างนั้น อาการอย่างไร มีสภาพอย่างไร แม้แต่อาการของครรภ์ หรือของมารดา เป็นอย่างไร อาการของสิ่งเข้าไปในครรภ์ หรือเข้าไปในท้องมารดาเป็นอย่างไร เราก็ได้รู้ไปเป็นลำดับๆ การประสูติ หรือการจะประสูตินั้น เมื่อประสูติแล้วเป็นอย่างไร โพธิสัตว์จะออกมาจากท้องแห่งมารดา ลงสู่ครรภ์จนถ้วน จนออกมาแล้ว ออกมาแล้ว เป็นอย่าง ประสูติเป็นอย่างไร มีอาการมีลักษณะพิเศษ ถ้าเป็นบุคลาธิษฐานแล้ว มันเป็นเรื่องที่พิสดาร เป็นเรื่องที่ทึ่งน่าทึ่ง มันแปลกประหลาดมาก แม้แต่คลอดออกมาแล้วแม่พระโพธิสัตว์ก็จะต้องมีคลอด คลอดออกมาแล้วมีเทวดา เทวบุตร ไปรองรับกว่าจะถึงแผ่นดิน อะไรต่างๆนานา แม้จะไม่เปื้อน คลอดออกมาแล้วไม่เปื้อนมูก เปื้อนเลือด ไม่เปื้อนเสมหะไม่เปื้อนอะไร ไม่เปื้อนของไม่สะอาดเลย อะไรอย่างนี้ ได้อธิบายให้ฟังชัดเจน แม้แต่บอกว่าเหมือนอย่างกับแก้วมณี ที่วางอยู่บนผ้าเนื้อเกลี้ยง อันมาแต่แคว้นกาสี แก้วก็ไม่เปื้อนผ้า ผ้าก็ไม่เปื้อนแก้ว เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่ามันเป็นของสะอาดหมดจดทั้งสองอย่าง และอธิบายเป็นธรรมาธิษฐาน เป็นคุณธรรมด้วย เป็นจิตอย่างแท้จริง เราจะเห็นได้เมื่อเข้าใจถึงธรรม เป็นคุณธรรมเป็นจิตที่แท้จริงเราไม่สงสัย เพราะสิ่งนั้นเป็นได้มันเป็นคุณธรรมถึงจิตแล้วเป็นได้ บางทีเป็นคุณธรรมที่เราเข้าใจด้วยตักกะ หรือด้วยเหตุผลเรายังเข้าใจได้ ยิ่งไปถึงจิต ยากยิ่ง เป็นได้ยากยิ่งที่สุดเราก็เห็นด้วย เพราะฉะนั้นยิ่งจะเป็น สิ่งที่จะเป็นเนื้อ เป็นตัวเป็นคนแล้วยิ่ง ยากใหญ๋ เราก็จะเข้าใจได้ว่าอ้อมันยากจริงๆด้วย แต่มันก็มีเหตุผลที่เป็นไปได้ ผู้ใดที่มีจิตอันเป็นไปได้แล้ว จะซาบซึ้งจะเห็นจริง นั่นเรียกว่าเห็นสัจธรรม เป็นความจริง และยิ่งอยู่ในจิตตัวเองจริงแล้วว่า อ๋ออย่างนี้อย่างนี้เอง มันก็จะอ๋ออย่างที่ไม่ใช่ว่าเป็นแต่เพียงคาดคะเน ด้นเดา เป็นแต่เพียงหลักของเหตุผล แต่เป็นสภาพจริงๆ เพราะฉะนั้น คนมีปัญญาฟังแล้ว รู้หลักด้วยเหตุผล หลักแห่งตรรกวิทยา ก็พอเข้าใจแล้วเข้าใจทีเดียว เพราะฉะนั้น อยู่ที่จิตเราจะเป็นจริงหรือเปล่า จิตเป็นจริงแล้วจิตเป็นก่อน เมื่อจิตเป็นแล้ว รูปธรรมจะเป็นหรือไม่ นั่นไม่ประหลาด เพราะรูปธรรมเป็นสิ่งเพิ่มหยาบขึ้นมา หนาแน่นขึ้นมาเป็นวัตถุเป็นแท่งก้อนขึ้นมาก็สั่งสมให้มันมากๆ มันก็เป็นแท่งเป็นก้อนก็เรื่องนั้นเอง ถ้าถึงเหตุปัจจัยมัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าสงสัยอะไร จนกระทั่งคลอดออกมาจากท้องมารดา แล้วมีสิ่งประหลาดๆ มีท่อแหล่งน้ำสองท่อ ปรากฏจากอากาศเป็นท่อหนึ่งร้อนท่อหนึ่ง เย็น อันเขาใช้กันที่เรื่องด้วยน้ำ แก่โพธิสัตว์และแก่มารดา ซึ่งมันประหลาดซึ่งมีท่อออกมาจากอากาศเสียด้วย ไม่รู้มาจากไหน ไปเป็นท่อน้ำร้อน ท่อน้ำเย็น ซึ่งยกตัวอย่างหรือว่าพูดเป็นตัวเป็นตนให้ฟังออกมา ถ้าเผื่อว่าเข้าใจ ด้วยเหตุผลด้วยผลด้วยลักษณะธรรม เป็นคุณธรรมอย่างที่ได้อธิบายไปแล้ว ก็ไม่มีปัญหา เราเป็นได้และเราเข้าใจได้ เราเป็นได้แม้เดี๋ยวนี้นี่เราก็มีได้ ส่วนนั้นจะไม่ใช่ส่วนที่จะเป็นวัตถุธรรม เป็นแท่ง เป็นก้อน เป็นตัวตนจริงๆ มีท่ออากาศพุ่งออกมาจากอากาศจริงๆ ก็ไม่เป็นไร เราไม่สงสัย มันเกินจะเชื่อ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะไม่เชื่อ เราก็จะเชื่อด้วยคุณธรรม เราไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าคลอดออกมาแล้วมีท่อออกมาจากอากาศ ปรากฏออกมาจากอากาศ มีท่อน้ำเย็นน้ำร้อนมาล้างท่าน เราก็ไม่ประหลาดอะไร เพราะว่าไม่ต้องถึงตรงนั้นก็ได้ ถ้าเราจะทำ ถ้าเราเชื่อว่าน้ำร้อนน้ำเย็นก็คือความร้อนความเย็น หรือคือความชั่วความดี หรือคือสิ่งที่แข็งกล้ากับสิ่งที่อ่อนหน่อย สิ่งที่เรียกว่าร้อนกับเรียกว่าเย็น ทิศสองทิศ หรือว่าสภาพสองสภาพ ที่เราจะใช้สภาพสองสภาพนี้ มันจะรู้ในการใช้ มันเอามาใช้ได้เองทันที เอาสภาพสองสภาพนี่มาใช้อย่างเหมาะเจาะเหมือนคว้ามาจากอากาศ เหมือนมีท่อสองท่อนี้อยู่ในอากาศ ปรากฏจากอากาศ ไม่รู้มาจากไหน มันจะมีให้เราใช้เอง โพธิสัตว์นี่จะมีให้เราใช้เอง คว้าเอาไอ้สิ่งที่สมควรเหมาะสมนี้แหละ ต้องการน้ำเย็นได้น้ำเย็นต้องการน้ำร้อนได้น้ำร้อน อย่างนั้น มันจะมีมาให้เราใช้เอง คว้ามา ควักมาใช้ ถ้าคุณธรรมอย่างนี้มีได้เรารู้ดีเรารู้ชั่ว แล้วก็คว้าเอาดีเอาชั่วนี่ออกมาปุ๊บปั๊บโดยปัญญา ญาณ จะเอามาใช้เอง มันมีอัตโนมัติ มันมีออกมาสำหรับโพธิสัตว์ เมื่อโพธิสัตว์คลอดหรือเมื่อจิตวิญญาณของคนๆนั้นเป็นจิตวิญญาณของโพธิสัตว์ ถึงรอบ โพธิสัตว์ยิ่งเก่งยิ่งใหญ่ยิ่งได้อย่างแนบเนียน มีได้อย่างไร อย่างฉับพลันเป็นปฏิภาณ วิ่งมาได้เร็ว ยิ่งอยู่ในอากาศอยู่ติดตัวเป็นท่อปรากฏมาจากอากาศติดตัวแม้จะเกิด ถ้าสิ่งนี้เป็นคุณธรรมอย่างนี้ก็จะประหลาดอะไรกัน และเราไม่เห็นจะยากอะไร เราไม่เห็นจะต้องน่าพิลึกอะไร เพราะมันเป็นได้จริงแต่มันก็เห็นได้ว่า มันยากจะเป็นผู้ที่มีจริงๆ และจะซาบซึ้งจะเห็นจริง ว่าที่อ๋ออย่างนี้เอง เมื่ออย่างนี้เองแล้วเราก็ได้แล้ว และเราก็เป็นแล้วถ้าเรายิ่งกว่านี่ เราจะทำให้มีปฏิภาณยิ่งกว่านี้ มีความรู้มีความเข้าใจมีปัญญาญาณลึกซึ้ง รู้เย็นรู้ร้อน หรือรู้ดีรู้ชั่ว หรือรู้หยาบรู้ละเอียด เก่งยิ่งกว่านี้ มันก็ไม่เป็นปัญหาอะไร ไม่มีปัญหาอะไรในโพธิสัตว์ จะเข้าใจ๊เข้าใจ เพราะฉะนั้นแม้เราจะสั่งสมให้มันเป็นอย่างพระพุทธเจ้ามีท่อให้ปรากฎ เกิดมาแล้วมีท่ออย่างนี้เอง มันก็พิลึกดีเหมือนกัน พิลึกแหละ และพอคลอดออกมาแล้วมีท่อน้ำเย็นพุ่งออกมาแล้วมีท่อน้ำร้อนน้ำเย็นไม่รู้ว่ามันพุ่งออกมาจากไหน โพธิสัตว์จะใช้ ได้ใช้ทันทีเลย มันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่มันก็พิลึกละ รู้มันพิลึกพิลือต้องน่าอัศจรรย์จริงๆละ แต่ไม่ประหลาดอะไร เพราะเห็นทิศทางที่มันจะเป็นได้ หรือแม้ที่สุดเดิน 7 ก้าว ออกมามีฝ่าเท้าสม่ำเสมอเหยียบพื้น เหยียบพื้นด้วยฝ่าเท้าอันสม่ำเสมอเหยียบพื้น เหยียบพื้นด้วยฝ่าเท้าอันสม่ำเสมอมีพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ก้าวไป 7 ก้าว มีฉัตรสีขาวกั้นอยู่ ณ เบื้องบน ก็ไม่ประหลาดเมื่อเข้าใจแล้วว่าลักษณะที่ใช้ภาษาเรียกว่าสิ่งนี้คืออะไร ก้าว 7 ก้าวก็ไม่ประหลาด เพราะฉะนั้นนอกจากจะก้าว 7 ก้าวแล้วยังไม่พอ ยังเปล่งอาสภิวาจา ยังเปล่งวาจาอันอาจหาญ ว่าฉันนี้แหละใหญ่ยิ่งโว้ย ก็ไม่ประหลาด พอเด็กเกิดออกมาปุ๊บ ออกมาแล้วจะมากล่าวอย่างนี้ก็ไม่ประหลาดอะไร ถ้าเราเข้าใจว่าการกล่าวนั้นคืออะไร พระโพธิสัตว์ๆ จะกล่าวอย่างนั้นจริงๆ พอเกิดก็จะอาจหาญได้ กล้ากล่าวได้ พอมีโพธิสัตว์เกิดขึ้นมา แต่ตัวเองจะรู้ทันทีเลย ตัวเรานี่แหละเป็นผู้เลิศแห่งโลก มันรู้ตัวว่ามันใหญ่จริงๆ พระโพธิสัตว์ มันอวดเก่งที่มันรู้ กล้ากล่าวได้เลยว่าเราใหญ่กล้ากล่าว เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่า ไม่มีปัญญาแล้วจะกล่าวทีเดียวพระโพธิสัตว์จะกล่าว ไม่มีปัญญาแล้ว เอาออกมาเพียงได้ประกาศ ถ้วนทั่วเลยทีเดียวว่าฉันเป็นโพธิสัตว์ ฉันเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ถ้าเป็นโพธิสัตว์จริงไม่ให้มีปัญญาอีกชั้นหนึ่ง คือปัญญาลดมานะหรือปัญญาที่ไม่มีอุปกิเลสสาเฐยยะ ไม่โอ้อวด สาเฐยยะแปลว่าโอ้อวด ถ้าไม่มีปัญญารู้ในกิเลส อันโพธิสัตว์นั้นจะโอ้อวด ท้าทายกล่าวกราดไปทีเดียว แต่ถ้าโพธิสัตว์นั้นมีปัญญา ซ้อนลงไปอีก ถ้าไม่เราก็บอกว่าไม่ เป็นจริงก็มีจริงแล้ว เราเป็นผู้ เลิศ เราเป็นผู้ยอดก็เป็นผู้เลิศผู้ยอดจริงๆ แล้วจะต้องไปกล่าวโอ้อวดทำไม ท่านตัดอุปกิเลสสาเฐยยะอันนี้ลงไป ไม่โอ่ไม่อวด ไม่ได้เที่ยวไปประกาศเป็นบ้าเป็นบอไปเฉยๆ ถ้าจะพูดอย่างอาจหาญจริงๆ ถึงเวลาจะกล่าว จะกล่าวอย่างเหมาะสมกับกาลเวลา เหมาะสมกับบริษัท เหมาะสมกับบุคคล จะกล่าวอย่างอาจหาญ กล่าวอย่างแกล้วกล้า มั่นคง เหมาะสมที่จะกล่าว และยืนยันอย่างเด็ดเดี่ยว รู้ว่าอาจหาญรู้ว่าเด็ดเดี่ยว เรียกว่าอาจหาญแกล้วกล้าเด็ดเดี่ยว จริงๆนะ ส่วนโพธิสัตว์เก๊ฟังคำนี้ไปแล้วกล้ากล่าวโดยที่ไม่มีความจริง เป็นเรื่องโพธิสัตว์เก๊ อันนั้นก็ได้จะไปหลอกเขาด้วยเรื่อยไปก็ได้ก็ได้ ก็แสร้งเสแสร้งเอา จะกล่าวว่าเรามีอย่างโน้นอย่างนี้เก่งเลิศยอดอย่างนี้ ฉันเป็นพระศรีอาริย์มาเกิดนะ นี่ละฉันพระศรีอาริย์ละ อะไรต่างๆนานา มีเยอะไป พระโพธิสัตว์เก๊เยอะไป นี่ละ ฉันเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตมาเกิดละ จึงมีอย่างโน้นอย่างนี้ ประดับประดาอะไรหนักหนา ได้อย่างนั้นไม่ใช่อาสภิวาจา ถ้าอย่างนั้นมันเป็นของเก๊ ถ้าพระโพธิสัตว์จริงแล้ว ผู้ที่เป็นโพธิสัตว์บังเกิดเอง จริงแล้ว มีปัญญาลึกซึ้ง ลึกซ้อนแล้วกลับจะไม่กล่าวๆ แต่กล่าวเมื่อครบพร้อมด้วยสัปปุริสธรรม สมควรมีสาระมีธรรมะ สมควรที่จะกล่าวในกาล มีมัตตัญญุตาแล้ว ท่านประมาณแล้วท่านจึงกล้ากล่าว ถ้าเผื่อว่า แต่ถ้าท่านเป็นพระโพธิสัตว์อย่างที่เคยอธิบายกันแล้วว่า โพธิสัตว์ที่มีจิตอรหัตผลที่จิตไม่มีอุปกิเลส ท่านจะกล่าวอย่างไม่เหมือนพวกโพธิสัตว์เก๊ ที่อวดอ้างอวดดี หรืออวดอ้างอวดดีนี่ไม่เท่าไหร่ ปลอมเอาเลย โกหกด้วยซ้ำไปไม่จริง เพราะความหลงผิดของตนเอง นึกว่าตนเองประเสริฐ เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก เราเป็นผู้ที่เจริญที่สุดแห่งโลก เราเป็น ผู้ประเสริฐสุดแห่งโลก หลงตนว่าใหญ่ หลงตนว่ายอด ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายบัดนี้ภพไม่มี ภพใหม่ย่อมไม่มี ประกาศว่าอย่างนี้ ว่าชาตินี้ที่ตรงนี้ว่ามันเป็นชาติที่เกิดเท่านั้นเอง ต่อไปไม่มีแล้วนี่เป็นชาติสุดท้ายแล้ว จะพูดอย่างนี้ จะประกาศอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ยากนะ ยากสำหรับผู้รู้ ผู้ไม่รู้เท่านั้นนะกล่าวโอ้อวด กล่าวไม่ได้เรื่องได้ราว กล่าวเป็นของตลาด กล่าวอย่างเป็นของตลาดไปทีเดียว เพราะฉะนั้นถ้าผู้ที่จริงแล้วไม่กล่าวอย่างของตลาด แม้จะกล่าวทีใดแล้วเป็นอาสภิวาจา เป็นสิ่งที่อาจหาญ เป็นสิ่งที่แกล้วกล้า เป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ของไร้ค่าเหมือนของตลาด จนกระทั่งการเกิดแสงสว่างเนื่องด้วยการประสูติ ก็ได้อธิบายถึงแสงสว่างให้ฟังแล้ว ว่าแสงสว่างนั้นก็คือตัวปัญญา เป็นธรรมาธิษฐาน คือปัญญา ถ้าเทียบเคียงกับทางวัตถุธรรมหรือว่าบุคลาธิษฐานก็ เหมือนแสง ดังที่มีคำตรัสว่า แสงสว่างที่เสมอด้วยปัญญานั้นไม่มี เพราะฉะนั้น แสงสว่างที่สว่างที่อธิบายว่าสว่าง ก็คือตัวปัญญา ปัญญาที่ยอด เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นโพธิสัตว์ ประสูติหรือเกิดออกมา ก็คือตัวปัญญานำมาทีเดียว มันรู้แจ้งเห็นหมด ทะลุ รู้นรก รู้สวรรค์ รู้เทวดา มนุษย์ มาร พรหม รู้เกลี้ยง มันเห็นแจ้งระดับชั้นเชิงในโพธิสัตว์นี่ รู้ชั้นรู้เชิงแห่งความเป็นสัตว์นรก แห่งความเป็นมนุษย์ แห่งความเป็นเทวดา แห่งความเป็นพรหมอะไร เป็นชั้นๆ อยู่เป็นชั้น ซ้อนลงไปอีก ก็รู้ชัดเจน ยิ่งกว่าแสงสว่างใด คือมีปัญญาละเอียดลออยิ่งกว่าธรรมดา ธรรมดาจะรู้ได้ ปัญญาธรรมดารู้ไม่ไหว แต่โพธิสัตว์จะรู้ไว จะรู้ได้ นี่ได้อธิบายไปแล้ว ต่อไปแผ่นดินไหวเนื่องด้วยการประสูติ นะมาอธิบายต่ออันนี้ แผ่นดินไหวเนื่องด้วยการประสูติ ดูกรอานนท์ เหตุปัจจัยที่ทำให้ปรากฏการณ์ไหวแห่งแผ่นดินอันใหญ่หลวงมีอยู่ 8 ประการ ซึ่ง 8 ประการ ก็ไม่ได้ว่าหมด อันนี้ยกเข้ามาแต่ตอนที่เล่าอันนี้ ดูกร อานนท์ เมื่อใดโพธิสัตว์มีสติสัมปชัญญะ ออกจากท้องแห่ง มารดา เมื่อนั้นแผ่นดินย่อมหวั่นไหว ย่อมสั่นสะเทือน ย่อมสั่นสะท้าน อานนท์นี้เป็นเหตุปัจจัยคำรบ 4 แห่งปรากฏการณ์ไหว ปรากฏการณ์ไหวแห่งแผ่นดินอันใหญ่หลวง ถ้าพระโพธิสัตว์ ประสูติแล้วก็จะมีเหตุเกิด 8 ประการ ประการที่ 4 คืออย่างหนึ่งใน 8 นั้นนะ ก็คือ เมื่อโพธิสัตว์มีสติสัมปชัญญะ ท่านอธิบายละเอียด ที่จริงละเอียด ในคำสั้นๆนี่แหละ พระโพธิสัตว์หรือเมื่อจิตอันนั้นมีสติสัมปชัญญะอยู่พร้อม ออกจากท้องแห่งมารดา ออกจากคันธัพโพ เมื่อนั้นแผ่นดินย่อมหวั่นไหว แผ่นดินย่อมสั่นสะเทือน ย่อมสั่นสะท้านเป็นแต่เพียงโพธิสัตว์เกิดเท่านั้นแหละ เป็นแต่โพธิสัตว์ออกมาจากท้องมารดาเท่านั้นแหละ ปัญญาตรัสรู้ออกมาเท่านั้นแหละ แผ่นดินย่อมไหว แผ่นดินย่อมหวั่นไหว ทีนี้เราเข้าใจตามประสาซื่อ เป็นบุคลาธิษฐาน ก็ถ้ามีพระโพธิสัตว์เกิดจากท้องมารดา เกิดจากท้องแม่เมื่อไหร่ แผ่นดินก็จะไหว สั่นสะเทือนสั่นสะท้าน จะไหวที่ไหนก็ตาม ไหวเมื่อไหร่ที่ไหนก็ตาม เมื่อเกิดมันก็จะมีละ เมื่อใดก็เมื่อนั้น ไม่ใช่จะมีในระยะใกล้เคียงกันหรือทันทีก็แล้วแต่ ยิ่งทันทีเลยพอเกิดปุ๊บ ไม่ต้องเคลื่อน ไม่ต้องนับเลยก็ไหวปั๊บเลยก็แล้วแต่ หรือว่ามันก็มีช่วงติดต่อนิดหน่อยเหมือนกับอย่างฟ้าแลบ ฟ้าร้องนะ ที่จริงฟ้าแลบ ฟ้าร้องนะมันอันเดียวกัน ฟ้าแลบกับฟ้าร้องนะมันอันเดียวกัน มันไม่ใช่ของอื่น คือลักษณะของสภาพไฟฟ้ามันเปรี้ยงออกไป ไฟฟ้ามันเกิดๆไฟฟ้าสถิตไฟฟ้าอะไรขึ้นบนท้องฟ้า แล้วมันก็สป๊าร์ค เปรี้ยง มันก็แลบเปรี้ยงเสียงเปรี้ยงนั่นแหละ คือ เสียงดังขึ้นพร้อมกันและแสงสว่างก็เกิดพร้อมกัน แต่ว่าอ้ายแสงกับเสียงมันเดินทางผิดกัน พอมาถึงข้างล่าง ไอ้แสงเดินทางมาเร็ว ไอ้เสียงเดินทางมาช้า อ้ายแสงวาบแล้ว ฟ้านะแลบแล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามีฟ้าแลบแล้ว เสียงที่มันดังวาบเท่าๆกันนั้น ที่มีเสียงตามนั้นนะ มันก็จะดังตามมาทีหลัง เพราะฉะนั้น ถ้าฟ้าแลบแล้วประเดี๋ยวก็มีฟ้าร้อง ที่จริงมันอันเดียวกันนะมันเกิดพร้อมกันนะ มันอันเดียวกัน มันเกิดพร้อมกัน แต่การเดินทางมันมาช้ากว่ากัน ก็เลยเห็นฟ้าแลบก่อน แล้วก็ได้ยินเสียงฟ้าร้องก็ได้ อย่างนี้เรียกว่าเมื่อใดก็เมื่อนั้น เมื่อใดโพธิสัตว์เกิด เมื่อนั้นก็แผ่นดินย่อมไหว เพราะฉะนั้นถ้าโพธิสัตว์ที่ไม่ใหญ่ จะเห็นอืดอาด เดินช้าเหมือนกันเหมือนฟ้าแลบกับฟ้าร้อง ที่จริงนะพร้อมกันแล้ว แต่มันก็เดินทางไปช้า เกิดอาจจะไปอีกวันหนึ่งแผ่นดินค่อยไหวก็ได้ แต่ถ้ายิ่งทันที ถ้าเผื่อว่าสิ่งนี้มันปัจจุบันทันด่วนเป็นโพธิสัตว์ใหญ่ เกิดปุ๊บก็ร้องปั๊บ แผ่นดินก็ไหวปุ๊บอะไรก็ได้ นี่เป็นระยะแห่งกาละๆหรือเวลา มันจะมีความสัมพันธ์กันอยู่ มันเกี่ยวเนื่องกันอยู่หรอก มันยังไม่ขาดตอนกันพอรู้ได้ แต่ว่าอาจต้องนับเวลานานไปหน่อยก็ได้ ฉะนั้นอาการของถ้าเผื่อว่าโพธิสัตว์ เกิดแล้วก็มีอาการอย่างนี้ให้พิสูจน์ นี่เป็นเรื่องของบุคลาธิษฐาน ทีนี้ธรรมาธิษฐานนั้นตัวเราเองรู้ โพธิสัตว์คือจิตเรา จิตเรามีสติสัมปชัญญะ เมื่อโพธิสัตว์ก็หมายความว่าสิ่งนี้จะเป็นการงาน สิ่งนี้จะเป็นความตรัสรู้ ถ้าเป็นแต่เพียงจิตตรัสรู้ของตัวเอง ตัวเองเกิดจิตนี้โอ้ ยอดสว่าง ยอดรู้ ยอดเข้าใจ ยอดเกิดผลญาณทัสสนวิเสสหนอ แผ่นดินบอกแล้วว่า กับตัวเรานี่แหละทั้งจิตใจและร่างกายเกิดปีติ เกิดหวั่นไหว เกิดกระเพื่อม มันจะเกิดจริงๆ ย่อมสั่นสะเทือนย่อมสั่นสะท้านจริงๆ เกิดอาการนั้นที่ตัวนี่ เราเป็นผู้รู้ คนอื่นไม่รู้ ถ้าปีติแรงเป็นอุพเพงคาปีติ ก็ออกมาทางอาการข้างนอกเลย เกินตัวจะระงับไม่ได้ ระงับจิตไม่ได้ จิตไม่เจตนาจะทำเลย แต่มันเป็นที่เราอาการอย่างโน้นอาการอย่างนี้ มือไม่ออกไปทั้งมือทั้งไม้ ร่างกายคันคะเยอ หรือจะเต้นๆหยุดๆ หวีด ผวา กระโดด โลดเต้น ตบมือร้อยรอบ อะไรก็แล้วแต่ มันเกินเจตนานั่นเรียกว่ามันดีใจหรือยินดีแรง อุพเพงคาปีติ ปีติยินดี อย่างแรงจนออกมาเป็นรูปเป็นร่าง เป็นอุทาน อุทานคำนี้ไม่ใช่แต่เพียงเสียง อุทานทั้งทางกิริยากาย เป็นกิริยากายที่ควบคุมไม่ได้ โดยเจตนาเรียกว่าอุทาน ออกมาเลย มีอะไรเกิด เกิดออกมาให้เห็น อุทานนะนี่ เกิดออกมาให้เห็นถ้าจะแปลเอาศัพท์ชัดๆ อุทานนะเกิดออกมาให้เห็น เป็นเกิดออกมา โดยที่ตัวเองไม่ได้เจตนา แล้วมันเกิดเป็นอัตโนมัติ พ้นการควบคุม พ้นการควบคุมแสดงออกมาทีเดียวได้ อย่างนั้นก็เป็นได้ทีเดียวเห็นชัดๆ ถ้าใครไม่มีจิตหรือว่าตัวเองได้หัด เป็นผู้สงบระงับแล้ว ไม่มีปีติถึงขั้นอุพเพงคาปีติ เรียกว่ามีปีติแค่โอกกันติกาปีติ คือว่ายินดีตื่นเต้นแรงพอสมควรเลย มีอาการบ้างเล็กน้อยพอสังเกตได้ ออกมาทางกายทางวจีก็มีบ้าง พอสังเกตได้ แรงอย่างโน้นอย่างนี้ ออกมาเป็นรูปทีเดียว ว่าคนธรรมดา ใช้ปัญญาจับ เอ้ารู้เลยว่านี่ เป็นอาการของความปีติยินดี อย่างแรงนะโอกกันติกา นี่อย่างแรง เราก็รู้ได้เห็นได้ ทางกายก็ดี ถ้าผู้นั้นสำรวมไม่ได้ถึงขั้นกาย แต่ถ้าสำรวมได้สงบระงับได้ ยินดีก็อยู่ในใจ อุพเพงคาปีติก็อยู่ในใจ ไม่ให้ออกมาทางกายได้ แต่วจีพลั้งออกมาตามเสียง ตามสำเนียงเห็นว่าโอ้นี่สำเนียงดีใจ มีเสียง มีคำพูดดีใจ ยินดีตื่นเต้นก็ได้ แต่ถ้าสำรวมได้อีกแม้แต่เสียง แม้แต่ภาษาสำเนียงก็ไม่แสดงออกมาว่า ปีติ แต่อยู่ในใจของเรา เรารู้ ถ้าอย่างนั้นเรียกว่าผรณาปีติ ซ่านอยู่ในใจ ควบคุมได้ ผรณาปีติ มันซ่านอยู่ในใจ เพราะฉะนั้น การที่จะเกิดการปีติยินดีอยู่ในใจ ไม่ให้ออกมาทางกาย ไม่ให้ออกมาทางวจีแล้วมันจะมีมากหรือน้อย ก็แล้วแต่ผู้นั้น ถ้ามีนานก็เรียกว่ามันก็มีนาน ถ้ามีสั้นเป็นขณะๆ ก็เรียกว่าขณะสั้นขณิกาปีติ เรียกว่าเป็นขณะ เพราะฉะนั้นถ้ายาวก็เรียกว่าขณิกายาว ขะไม่ใช่คะ ขณิกะนี่เป็นขณะนี่ ผู้มีขณะ เพราะฉะนั้นขณะยินดีอยู่ตั้งชั่วโมง กว่าจะระงับได้ ในใจของตัวแผ่ซ่านยินดีกรึ่มอยู่นั่นนะ มันรู้สึกว่าอยู่อย่างนั้นแหละสบายหรือว่าชอบ หรือว่าชื่นอยู่อย่างนั้นแหละ กรึ่มอยู่ในใจเป็นตั้งชั่วโมงอย่างนี้นะ ก็ขณิกะอันยาว ถ้ามันไม่เป็นชั่วโมง มันเป็นนาที ก็เท่านั้นนาที เป็นวินาทีก็แล้วแต่ขณิกะของเรา มันเป็นเวลาขุททกาปีติเรียกว่าเป็นน้อย มีลักษณะไม่มากไม่แรง เพราะฉะนั้นมันมากมันก็ไม่ใช่ขุททกาปีติ มันก็เป็นการปีติอย่างแรง ยินดีอย่างแรง เป็นโอกกันติกา มันก็อยู่ในใจแรง โอกกันติกา แรงจะแรงอย่างไร แรงจนกระทั่งออกมาข้างนอกหรือเปล่า ถ้าไม่ข้างนอกก็แรงอยู่ข้างในนั่นแหละ จิตของเราก็มีปีติยินดีแรงอยู่ในใจ ถ้ามันน้อยก็เรียกว่าขุททกาปีติ มันมีลักษณะน้อยๆ มันแผ่ซ่านอยู่ในใจของเรานี่แหละ ผรณาเรียกว่าผรณา เพราะฉะนั้นอาการปีติอย่างนี้แหละ เราเรียกว่าจิต เจตสิก ที่มันไหว มันหวั่นไหว เพราะฉะนั้นโพธิสัตว์เกิดไม่ใช่ว่าเกิดอย่าง มันหวั่นไหวนี่มันแผ่ซ่าน มันเป็นการดีนะ ที่จริงมันเป็นการดี แต่มันเกิดการจิตมันเกิดมีช่องละ จิตมันเกิดการแยกมีอะไรแทรกแซงได้ หรือมีสภาพอะไรเกิดขึ้นมา จิต เพราะฉะนั้นเราเอาเนื้อจิต เราไม่เรียกว่าเป็นดิน แต่ก็เป็นสภาพที่เรียกปฐวีธาตุของจิต มันไหว มันนกัมปติ หวั่นไหวเรียกว่า กัมปติ หวั่นไหว เป็นกัมปติ ชนะ แปลว่า ไม่ มันหวั่นไหว มันกัมปติ มันหวั่นไหวขึ้นมา สั่นสะเทือนขึ้นมาได้ อย่างนี้ก็เป็นจริงสำหรับผู้ที่รู้จิตของตนได้แต่ถ้าเผื่อว่า จะเอาแผ่นดินไหว ก็ไม่ยากอะไร อย่างที่ว่าแล้ว ถ้ามีบุคคลตัวตนเกิดขึ้นเป็นพระโพธิสัตว์ ก็มีแผ่นดินจริงๆ ที่มันไหวก็แล้วไป แต่ถ้าเผื่อว่าเราจะรู้แผ่นดินไหว ธรรมาธิษฐาน อย่างที่ว่านี้ คือเราเกิดจิตโพธิสัตว์ คือปัญญาตรัสรู้ เมื่อปัญญาตรัสรู้เกิดมาพ้าบจริงๆ ว่าอ๋อ มันเกิดชื่นใจซาบซ่านใจอยู่ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยเกิดเลย ไม่รู้จักโพธิสัตว์และโพธิสัตว์ เกิดอย่างนี้หรือว่าสิ่งที่มันตรัสรู้เกิดอย่างนี้ มันรู้แจ้งรู้จริง มันเข้าใจดี อย่างขนาดเป็นญาณทัสสนะ พระโพธิสัตว์หรือปัญญาตรัสรู้เกิดเลย ปัญญาที่เรารู้ว่าเราฉลาดขึ้นมาหน่อยเท่านั้นมันก็ยิ่งดี แล้วคน แผ่นดินก็ไหวแล้ว มีปีติ ปีติเกิดแล้วรู้ว่าเราเกิดปัญญาหนอ มันก็ยินดีแล้ว แล้วนี่ยิ่งเป็นปัญญาตรัสรู้ โพธิคือปัญญาตรัสรู้ มันเกิดมันคลอด มันออกมาจากครรภ์มารดา หรือว่ามันประสูติ ออกมาก็แล้วกัน มันเกิดออกมาก็แล้วกัน มันย่อมมีปีติตามหรือปีติประกอบอยู่ มีปีติประกอบอยู่จริงๆ อาจไม่รู้ตัวตอนนั้นก็ได้ ว่าเราเกิดปัญญาอย่างดีตั้งนานแน่ เราค่อยไปนึกออกว่า เอ เมื่อกี้นี้เราฉลาดจังเลย ปัญญาตรัสรู้นี่มันรู้อะไรออกมานี่ตั้งนานแน่ะค่อยมาปรากฏ ค่อยมานึกขึ้นได้ แบบเดียวกันกับฟ้าร้อง ฟ้าแลบเมื่อกี้นี้อธิบายสู่ฟัง มันเกิดพร้อมกันนะแต่ตั้งนานเราค่อยมาหยั่งรู้ หยั่งย้อนไปว่าตอนนั้นเราใช้ปัญญาอย่างยอด ไอ้นี่มันช้า ปัญญามันเป็นคนพวกนี้ สายเจโต ส่วนมาก สายเจโตไม่มีไหวพริบมันรู้ว่าตัวเองก็ฉลาดออกไปเดี๋ยวนั้นไม่ค่อยรู้ทัน ก็จะนานสักพักหนึ่งแล้วค่อยตามมารู้โพธิสัตว์หรือว่าตามมารู้โพธิจิต หรือปัญญาตรัสรู้อันยอดของเราตามรู้ทีหลัง แล้วก็ค่อยเกิดปีติ หรือแผ่นดินค่อยไหว แผ่นดินค่อยไหวตามทีหลัง ทั้งๆที่โพธิสัตว์เกิดตั้งนานแล้วก็ได้ เหมือนฟ้าแลบฟ้าร้อง ฉันใดฉันนั้น ที่จริงฟ้าแลบฟ้าร้องมันเกิดพร้อมกัน อยู่ข้างบนโน่น แต่เดินทางมาสู่คนโลกๆหรือคน ฉะนั้นได้นี่ฟ้าแลบต้องมาก่อน วาบ แล้วมันเดินทางเร็วกว่าเสียง เห็นฟ้าแลบก่อนแล้วเสียงร้องครืนแล้วค่อยตามมาทีหลัง เปรี้ยงเลยตามมาทีหลัง ถ้าแลบแรงหรือว่าผ่าแรง หรือว่าร้องแรงก็แลบเปรี้ยงนี้ก็ตามมาทีหลัง จะมีการเดินทางถ้ามีไฟฟ้าอะไรต่ออะไร เกิดวอบแวบอะไรนี่ จนกระทั่งเป็นวัตถุเป็นชิ้นเป็นอัน จนกระทั่งถึงฟ้าผ่ามีของมีข้าว มีวัตถุรวมก้อนอะไรหรือว่าเป็นธรรมดา นี่ลักษณะของแผ่นดินไหว เนื่องในการประสูติ ถ้าเข้าใจให้ได้เป็นธรรมาธิษฐาน แล้วก็เข้าใจให้ได้เป็นบุคลาธิษฐาน เห็นชัดแบ่งออก อย่าให้สับสน ตอนนี้ต่อไป ประกอบด้วยมหาปุริส ลักษณะ 32 พระโพธิสัตว์โดยเฉพาะพระมหาบุรุษ พระโพธิสัตว์ใหญ่ ถึงจะครบบริบูรณ์ มหาปุริสลักษณะ 32 นี้ ครบบริบูรณ์ ถ้าเรายกว่าเป็นของพระพุทธเจ้า ก็จะต้องมีพระพุทธเจ้าก็จะต้องมีสิ่งนี้ครบ 32 ถ้ายังไม่ถึงพระพุทธเจ้า ไม่เป็นมหาโพธิสัตว์ใหญ่ เป็นโพธิสัตว์ธรรมดาย่อมมีบ้าง ไม่มีบ้างเล็กๆน้อยๆ หรือบางทีมีแล้วขั้นจิต แต่ขั้นรูปยังไม่ต้องมี ก็เป็นโพธิสัตว์อยู่เป็นธรรมดา ทีนี้ขั้นนามหรือว่าไม่ใช่ขั้นรูปละ ขั้นคุณธรรมมีอยู่ในใจในจิตจริง ก็เรียกว่ามหาปุริส ลักษณะด้วย เดี๋ยวเราจะเข้าใจไปกระทั่งถึงขั้นนามธรรมหรือขั้นคุณธรรม ภิก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน