190721 ทางเอก จากเท็ป ชุด ฏ โดย สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2519
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์617 KB
วันที่แก้ไข24 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

190721_ ทางเอก จากเท็ป ชุด ฏ โดย สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

ให้แก่ท่าน เพราะเราเองเราทำสิ่งที่ดี เขาหรือท่านทั้งหลายทั้งปวงนี่จึงมาให้ค่าแก่เรา เหมือนอย่างเราเป็นต้นไม้ เราเป็นต้นไม้ต้นนี้ มันมีผลให้แก่เรา เขาก็ว่าต้นไม้นี้มีค่าให้แก่เขา เขาก็จะรักษาต้นไม้นี้ไว้ เพราะต้นไม้นี่มีราคามีค่า มีประโยชน์ และเขาก็รับประโยชน์นั้น เราเป็นเพียงประโยชน์ แต่เราไม่ได้ยึดตัวยึดตนอะไร มันยังไม่ตาย คนเราก็เท่านั้นเอง นี้เรียกว่า เราก็เป็นประโยชน์แก่ท่านอยู่ในตัวพร้อม ๆ กัน เราเป็นประโยชน์ตน และก็เป็นประโยชน์ท่าน ให้ยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อม มันเข้าใจว่า ให้เขาด้วย ตนก็มีประโยชน์ให้ เพราะฉะนั้น การให้นี่ เราได้ประโยชน์ทั้ง ต นก็ได้ เขาก็ได้ ถ้าเข้าใจตื้น ๆ ตั้งแต่ว่า เราให้เงินคนนี่ เราได้แล้ว เป็นประโยชน์เราด้วย แน่! ชอบกลดีไหม? โลกเขาจะบอกว่า “ เอ้อ จะไปได้อย่างไร ก็ไปให้เขาอยู่หยก ๆ แล้วจะมาบอกว่าเราได้ ” ก็เราได้ เราได้อย่างเรามีค่า เราไม่เอาในสิ่งที่เราให้เขา แล้วทำไมเราจะไม่เป็นประโยชน์ เราเองเราเป็นประโยชน์ตนที่เราเองสบาย ถ้าแม้นเรามีกิเลส เราก็ต้องตัดโลภะนี้ออก เราเป็นประโยชน์ หมดโลภะแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว ให้ก็ยังเป็นประโยชน์อยู่นั่นเอง เป็นประโยชน์ตนอยู่ คือเราเหมือนต้นไม้ที่มันให้ผลแก่เขาได้ และเขาก็บอกว่าเราเป็นต้นไม้ที่มีราคา เขาก็จะต้องเห็นว่าสิ่งนี้เป็นของที่มีราคาจริง ๆ ด้วยความเห็นของเขา เขาเห็น ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นประโยชน์ลงร่องลงช่องไม่ขัดกันนี่ ถ้าโลกเขาบอกว่า เอ้า เราให้เขา แล้วบอกว่าเราได้ จะได้อย่างไร โน่นสิเขาได้ เราเสียซิ เขาขัดกันแล้ว เราบอก เราไม่เสียสักอย่าง เราให้เขา เราก็ยังได้อยู่ตลอดเวลา เรารู้ความจริงอันนี้อยู่ จึงเรียกว่า ต้องเห็นในป

อ่านต่อ

ระโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ” อันถึงพร้อม ” ถึงพร้อม ๆ กันนะ ถึงพร้อมกันเลย ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน พร้อมกันเลย กรรมอันเดียว กิริยาอันเดียว การงานอันเดียวกันนี่มันมีสองอย่างทันที พร้อมกัน ไม่ขัดกันด้วย ไม่ขัดกันด้วย ต้องหมด หมดความขัดแย้ง ลงร่องลงช่องหมดไดอเรคติด หมดจริง ๆ พวกนี้ จึงทำได้อย่างสนิทเนียน สบาย ไม่เดือดร้อนอะไรจริง ๆ จึงเรียกพฤติกรรมนี้ว่า พฤติกรรมยอดเยี่ยมชั้นเอก ที่มีแต่ความยิ่ง ๆ ขึ้น (เพราะที่เลวลงไม่ให้มี) แม้แต่ดีเท่าเดิม ก็ยังไม่ให้พอ ไม่ให้ยึด ไม่ให้คงที่ พฤติกรรมอย่างเยี่ยมยิ่งเป็นที่หนึ่ง เรียกว่าพฤติกรรมอย่างเยี่ยมยิ่งเป็นที่หนึ่ง อันมาจากรากศัพท์ วิ + วะ + เอก รวมความรวมคำขานกันว่า “ วิเวก ” นั่นเอง แปลซ้ำเข้าไปอีก วิ=เยี่ยม,ยิ่ง,ยอด วะ= พฤติกรรม เอก=เป็นที่หนึ่ง ชั้นหนึ่ง ดั่งนี้จึงจะเป็นสัจธรรมที่ถูกแท้ ลงตัว ลงร่อง ลงช่อง สมคล้อยกับพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ ฐ ิ ติสูตร อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต ข้อ 53 ซึ่งมีว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่สรรเสริญแม้ซึ่งความ ตั้งอยู่ อยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย หรือบางอาจารย์เขาแปลว่าหยุดอยู่ เหมือนอย่างกับที่เราเขียนติดไว้ที่ที่แดนอโศกข้างหลังที่ผมบรรยายเสมอ เราไม่สรรเสริญแม้ซึ่งความทรงอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย ไฉนเราจะสรรเสริญความเสื่อมลงในกุศลธรรมทั้งหลายเล่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย แต่เราสรรเสริญความเจริญขึ้น ( วุฒิ) ในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความทรงอยู่ (ฐีติ ความตั้งอยู่) มิใช่ความเสื่อมลง (ปริหานะ) ในกุศลธรรมทั้งหลาย หมายความว่า กุศลธรรมทั้งหลายนี่ แม้แต่ทรงอยู่เท่าเดิม พระพุทธเจ้าก็ไม่สรรเสริญ ป่วยการพูดถึงเรื่องเสื่อมลง กุศลธรรมที่เรามีอยู่นะ มันเสื่อมไม่เอา แม้ทรงอยู่ท่านก็ไม่สรรเสริญ ถ้าสรรเสริญต้องทวียิ่ง ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ โปรดสังเกตให้ดีว่า ที่สุดแห่งที่สุดนั้น พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญอะไร ทรงให้เป็นให้ถึงอย่างไร ในฐีติสูตรนี้ ในฐิติสูตรนี้ จนทำความเข้าใจกับความว่า ความเสื่อมลง (ปริหานะ) นั้นหนึ่ง ความตั้งอยู่ ความทรงอยู่ ความเป็นอยู่ ความหยุดอยู่ จะหมายความเอาระดับไหนก็ตามใจ ความตั้งอยู่ ความทรงอยู่ ความเป็นอยู่ ความหยุดอยู่ (ฐีติ) ฐีติ หรือฐีตินี่ นั้นอีกหนึ่ง ความเจริญขึ้น ความก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้น (วุฒิ) วุฒินั้นอีกหนึ่ง ให้ดี ๆ นะ เข้าใจ พยายามทำความเข้าใจกับสามคำนี้ ปริหานะ ฐีติ วุฒิ แล้วจะเข้าใจความยอดเยี่ยม ความสูงสุดยิ่งได้จริงแท้ว่า Mark : เราควรจะหยุดอยู่ให้ได้ตลอดไปนั้น หยุดอะไร? และควรจะทำอยู่ตลอดไปนั้น ทำอะไร จึงจะเป็นอยู่ จึงจะตั้งอยู่ จึงจะทรงอยู่ด้วยความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตามนัยที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ มันอย่างไร มันถึงจะลงตัว หยุดอยู่นั่น หยุดอะไร ทำอยู่ตลอดไปนั้นทำอะไร มันถึงจะเป็นความเจริญที่ยิ่งๆ ขึ้นไป ที่เรียกว่าวุฒิ และก็มีหยุดอยู่ในตัว เจริญอยู่ในตัว หยุดอยู่ในตัว มีธรรมอยู่ในตัว มีทำงานอยู่ในตัว มีหยุดอยู่ในตัว เจริญอยู่ในตัว หยุดอยู่ในตัว มีธรรมอยู่ในตัว มีทำงานอยู่ในตัว มีกรรม มีการงาน เราทำอะไร ทำความหยุดก็ทำไว้ได้แล้ว เป็นอัตโนมัติ ก็มีความหยุดนั้นเป็นฐานอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้เสื่อมลง พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญแน่ ปริหานะ เราไม่ให้เสื่อมสิ่งที่ดี ไม่ให้เสื่อมความมั่นของฐานที่หยุดได้ วางได้ ปล่อยได้ อะไรนี่ เราก็ไม่ให้มีเสื่อม แต่ความรู้ที่จะเพิ่มขึ้น ความเป็นประโยชน์ที่จะเพิ่มขึ้น ความดีความชอบ เรียกว่าความชอบเดี๋ยวก็จะเอาจิตไปคิดว่า ภาษาไทยว่า ชอบก็คือรักเข้าไปอีก ไม่เอา เอาความดี ความเป็นประโยชน์ ที่มันพึงจะเป็นไป ก็ทำมันขึ้นไปเรื่อยๆ พุทธศาสนิกชน ผู้ใดจะบรรลุถึงวิเวก ก็จะต้องรู้แจ้งเข้าใจชัดในวิเวก ก็จะต้องรู้แจ้ง เข้าใจชัดในวิเวกให้ได้ให้แท้ มิฉะนั้น จะเข้าใจผิดไปหลงว่าวิเวกคือหยุดสนิทเอาเสียหมด ตอนนี้ก็มาสรุปความลงมาเห็นชัดๆ ได้เลยว่า วิเวกนี่ มันไม่ได้หมายเอาความหยุดสนิทเสียหมดแน่ๆ ยิ่งเอาพระสูตรหลายอันมาเทียบเคียงด้วยแล้ว เอาฐิติสูตร เข้ามาเทียบเคียงกับอันนี้ ท่านไม่สรรเสริญความหยุดอยู่ หรือความทรงอยู่อย่างนั้นๆ ท่านไม่สรรเสริญ ท่านสรรเสริญแต่ความเจริญขึ้นๆ ในกุศลธรรมทั้งหลายมันดำเนินอยู่ไปเรื่อยๆ สรรเสริญ ต้องเข้าใจวิเวกแท้ๆ แล้วก็กลายเป็นเถรตรง ท่านผู้ใดไปเข้าใจวิเวกว่าหยุดสนิทเอาเสียหมดแล้วละก็ กลายเป็นเถรตรง อะไรก็จะหยุดตะพึด จนกลายเป็นคนไม่มีวจี ไม่มีการ ไม่มีงาน ไม่มีพฤติกรรมใดๆ เอาแต่อยู่นิ่งๆ เฉยๆ ไปอย่างพาซื่อ ขี้เกียจสันหลังยาวไปหมด ซึ่งเป็นทิฏฐิแบบเดียรถีย์ หรือพวกลัทธิอื่นไป นี่เราจะเห็นชัด อธิบายมาจนกระทั่งป่านนี้ ก็เห็นชัด ซึ่งในกรณีเช่นนี้ พระพุทธเจ้าของเราก็ได้เคยถูกตู่มาแล้ว โดยเขาตู่ว่า ลัทธิของพระสมณโคดมเป็นลัทธิทำลาย เผาผลาญโลก เป็นลัทธิไม่พัฒนา เพราะสอนให้หยุด น่ะ ฟังนะ พระพุทธเจ้าสอนให้หยุดนะ ฟังดูดีๆ แต่หยุดอะไร ทำอะไรให้หยุด เพราะสอนให้หยุด มีคนมาตู่ พระพุทธองค์ก็ทรงแก้ข้อข้องใจนี้ว่า จริง เราสอนให้หยุด แต่เราไม่ได้สอนให้หยุดทำดี เราสอนให้หยุดทำบาป เราไม่ได้สอนให้หยุดทำดี เราสอนให้หยุดทำบาป หรือหยุดทำชั่ว ด้วยประการทั้งปวงต่างหาก ซึ่งเท่านั้น และมันก็คนที่ไปยึดมั่นถือมั่นว่าหยุด ก็หยุดหมด อะไรก็หยุดหมดนี่ ลัทธิเดียรถีย์มันเป็นอย่างนี้ แล้วมากด้วยนะ เดี๋ยวนี้ก็ยังพูดกันอยู่อย่างนี้ ยังหลงผิดกันอยู่อย่างนี้ ก็เรามาตู่ว่าลัทธิพระพุทธเจ้าสอนให้ทำลาย คนไม่มีปัญญาขึ้นมาหรอก ก็ไปสอนให้หยุดๆๆ ไม่ทำอะไร งอก่องอขิง มันก็เผาผลาญโลกนะซี มันทำทำลายโลกละซิ แบบนี้ไม่ก่อ ไม่สร้าง ไม่มีอะไร พอมาหาพระพุทธเจ้าบอกเปล่านะ เราไม่ได้สอนอย่างนั้นนะ ลัทธิพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้นนะ สอนให้หยุดจริงเหมือนกัน ให้หยุดทำชั่ว หยุดทำบาป ให้ทำดีไม่ได้หยุด ไม่ได้หยุดนี่ทำดี ให้หยุดอย่างไรกัน ให้ทำดีไปเรื่อยๆ แล้วมันจะทำลายเผาผลาญโลกด้วย ประการใดกัน ท่านสอนให้หยุดจิตตนอย่าขี้โลภ และซ้ำสอนให้ขยันทำงาน ทำแล้วไม่โลภผลผลิตของงาน มันก็เป็นผลได้ของโลก ท่านสอนให้หยุดจิตคนอย่าโกรธ อย่าเบียดเบียน และซ้ำสอนให้เมตตาเอื้อเฟื้อ ให้ทำการให้ทาน ทำการเสียสละ ไม่ให้ทำร้าย ไม่ให้ทารุณ แล้วมันจะทำลายเผาผลาญโลก มันจะไม่พัฒนาโลกกันอีท่าไหน มันกลับค้ำจุนโลก กลับจรรโลงโลกต่างหาก ถ้าเข้าใจในแนวในประเด็นอย่างนี้ เถียงอย่างไรละ เราต้องแก้ข้อพวกนี้ได้ เราต้องเห็นชัดเจน แล้วเรารู้ความหมาย รู้เป้าหมายของเราเลย แล้วเราอย่าไปทำให้เขาตู่อย่างนั้นด้วย เพราะทุกวันนี้ เขาตู่ก็ถึงจริงนะ สำหรับคนที่ถูกตู่ แม้เราจะทำในช่วงจังหวะกาละบางกาละเราหยุด เราก็ต้องรู้ว่าเราหยุด นี่เป็นช่วงเราก็ต้องบอกถูก ว่านี่เป็นช่วงนักศึกษาให้หัดหยุดเสียก่อน มันหยุดอะไรไม่ได้เลย ต้องจับมันมัดเสียก่อน ก็ต้องมัด แต่ต่อไปแล้วก็สอนให้รู้ความหยุด แล้วก็พยายาม เวลาเราจะให้มันทำอะไร เราก็จะต้องมีอะไรอันหนึ่งที่ให้มันนิ่งเสียก่อน จะจับหมาทายาก็ต้องจับหยุดเสียก่อน แล้วก็ถึงทายามันได้ มันดิ้นๆๆๆ ไปทายาที่ไหนมันถูกอะไรอย่างนี้ เราก็ต้องหยุดอันหนึ่งเพื่อทำอันหนึ่ง ดังนี้ก็เป็นข้อยืนยันอันลึกซึ้งว่า พุทธศาสนานั้น แตกต่างจากลัทธิศาสนาอื่นๆ โดยไม่ยึดอย่างหลงไหล ไม่เกาะอย่างตาบอด ไม่นิจจัง แต่เป็นอนิจจังจริงๆ แม้ในสิ่งที่บรรลุแล้วนั้น ก็ยังไม่ยึดไม่เกาะ ไม่นิ่งแน่แช่อิ่มอยู่กับสิ่งนั้น แม้สงบก็ไม่ได้สงบอย่างตื้นเขิน แม้หยุดก็มิใช่หยุดอย่างงมงายเถรตรงไร้ปัญญา ดังนั้น กายวิเวกก็ดี วจีวิเวกก็ดี และจิตวิเวกก็ดี ของพุทธศาสนา จึงต้องการคำอธิบายอยู่ด้วยเสมอ กายวิเวก วจีวิเวก จิตวิเวกก็ตาม จึงต้องการคำอธิบายอยู่ด้วยเสมอ เพราะมันไม่นิจจังในตัวของมันเอง แต่มันนิยตะจริงๆ มันไม่นิจจังในตัวของมันเอง แต่มันเป็นนิยตะจริงๆ คือมันจะไม่เป็นอย่างนั้น แต่มันจะเป็นอย่างนี้อยู่ตลอดไป มันจะไม่เป็นอย่างนั้น แต่มันจะเป็นอย่างนี้อยู่ตลอดไป สู่ทางยิ่งขึ้น เจริญๆขึ้น ประเสริฐๆขึ้น เที่ยงและตรงไป ไม่แปรผัน ฟังดูคำแล้วมันก็แน่นอนว่ามันเที่ยง เอ้! ศาสนานี้บอกว่าอนิจจังเผลอๆ ก็พูดเที่ยง ก็นิยตะนี่ มันแปลว่าเที่ยง ทีนี้ภาษาบาลีเขาแยกเรียก ถ้าไปเรียกนิจจัง ประเดี๋ยวคนมันเมาหมัด เอ๊ะ! ไหนบอกว่าอนิจจัง ที่จริง ผมพยายามใส่นิจจังเข้าไปด้วยนะ แต่ว่าอย่าเลย ประเดี๋ยวคนมันปัญญาลึกมันก็มี ปัญญาตื้นมันก็มี ปัญญาตื้นๆ เดี๋ยวมันก็เมาหมัดอีก ว้า! อะไรวะพูดไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวบอกเป็นนิจจัง ประเดี๋ยวก็ว่าเป็นอนิจจัง ก็เลยเอาศัพท์ที่บาลีเขาใช้กันแล้ว นิจจังก็คือ เอานิยตะนั่นมาใช้ ไม่ต้องซ้ำภาษาประเดี๋ยวมันงง มันเมามาย แต่เที่ยง เที่ยงไม่ใช่เที่ยงหยุดอยู่ แน่แช่อิ่ม ไม่ไปอะไรแล้ว ไม่ทำอะไรแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว อย่างนั้นก็ไม่ใช่ เที่ยงและตรงไปไม่แปรผัน ไม่เลี่ยง ไม่เลี้ยว ไม่สะดุด ไม่หยุดกึก หยุดเกาะอยู่ เป็นสภาพของการไป และไป อย่างมีทิศทางเข้าหาจุด ประเสริฐยิ่งๆขึ้น สู่สัมมา สัมพุทธโน่นแหละเป็นที่สุด (สมาธิสโคจร) ตราบเท่าที่ผู้นั้นจะหยุดเหตุผ่อนปัจจัยเอาเอง จริงๆ ตามกาละเท่าที่ผู้นั้นจะทำกาละ ฟังคำว่าทำกาละออกไปอีกหน่อย ตามที่ผู้นั้นจะหยุด จะผ่อนปัจจัยเอาเองจริงๆ ตามกาละ เท่าที่ผู้นั้นจะทำกาละเอาได้ด้วย สามารถเท่าใดๆ (สมาธิสวุฏฐานะ) เพราะผู้นั้น จะผ่อนเหตุ ผ่อนปัจจัยตามกาละเท่าใดก็ทำ หยุดทำกาละก็เขาก็เป็นคนทำ เพราะฉะนั้น เขาแปลทำกาละ ว่าตายก็ได้ การทำกาละนี่เขาแปลว่าตาย หยุดก็เมื่อไร เราจะหยุด เมื่อนั้นก็ตาย เมื่อนั้นก็ดับ ก็ไม่ว่าอะไร ไอ้ตัวหยุดตัวพัก มีวางเฉยพวกนี้ เราเรียกว่า สมาธิวุฏฐานะ ผู้ที่มีพฤติกรรมเยี่ยมยิ่งเป็นที่หนึ่ง และมีคนเดียวจริงๆ คือยอดแห่งผู้มีวิเวก (วิ+วะ+เอก) จึงคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ผู้เดียว เป็นผู้ที่มีกรรมเป็นเอก นี่ถามไปแล้วแต่ก่อนแล้ว ถามท่านโกวิโทว่า ผู้ที่มีวิเวกะ หรือวิเวกยอดเยี่ยมที่สุด เราต้องยกให้เป็นหนึ่งยอดละก็ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพฤติกรรม พฤติกรรมหนึ่งไม่มีสอง ยอดเยี่ยมที่สุด เรายกให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า (เป็นสองก็ไม่ได้ เพราะเป็นอฐานะจริงๆ) และพระพุทธพจน์ก็มีตรัสไว้ยืนยัน เป็นสองก็ไม่ได้เสียด้วย ในกาละใดๆ ที่พึงมี ส่วนผู้มีวิเวกรองๆลงมา ก็ได้แก่พระอรหันต์ที่เป็นโพธิสัตว์ เป็นพระมหาสัตว์ทั้งหลาย หรือคือผู้ที่ตรัสรู้แล้ว ก็อธิบายๆๆ ตรัสรู้อีก หรือเพิ่มปฏิสัมภิทาญาณอีก แล้วก็สอนออกไปอีกๆๆ สืบต่อศาสนาไว้ๆๆๆ (เลขะ) นั่นเอง ศาสนาพุทธ จึงแสดงแต่อาณา-อนุศาสนี และอาคม หรือเรียกกันเป็นศัพท์รวมว่า อนุศาสนีปาฏิหาริย์ พุทธศาสนา จึงแสดงแต่อาณา อนุศาสนี หรืออาคมเป็นเลขะ เพราะพระอรหันต์ สืบต่อก็ทำแต่พวกนี้เรียกว่า อนุศาสนี คือคำสอน หรือคำสั่ง คำมีแต่คำๆ มีแต่ลักษณะที่จะเป็นสิ่งคำสั่ง อาณา อนุศาสนี คำสอน อาคม ก็คือคำสอนที่เป็นทั้งสั้น ทั้งยาว ทั้งคาถา ทั้งคัมภีร์ อะไรนี่นะ เป็นสำคัญยิ่งสุด มีอนุศาสนีปาฏิหาริย์ เป็นสำคัญยิ่งสุด และสืบต่อเนื้อหาสาระ มีมรรคมีผลจริงๆ อยู่ยืนนานที่สุด อยู่ยืนนาน ศาสนานี้ยืนนาน ศาสนาอื่นเขายืนนานก็ไม่มีเนื้อแล้ว เดี๋ยวนี้ ศาสนาอันเก่าๆแก่ๆ ที่เป็นศาสนาอย่างศาสนาพราหมณ์ เราจะเห็นได้แม้กระทั่งพราหมณ์ในเมืองไทย ก็ โถ จุ๋มจิ๋ม ศาสนาพราหมณ์ในเมืองอื่นใด ประเทศใด ก็เหมือนกัน ศาสนาฮินดู แม้ฮินดูเขาก็มีเนื้อหาสาระน้อย มีแต่พวกประเภทพฤติกรรม หรือพิธีการ หรือการยึดเกาะไปตามเรื่อง เล็กๆน้อยๆ ไม่มีเนื้อสัจจะอะไร แม้แต่ศาสนาที่เกิดหลังศาสนาพุทธ คริสต์ก็ตาม อิสลามก็ตาม แรกๆก็มีคุณธรรมดี ใกล้เคียงศาสนาพุทธทีเดียว หรือจะเรียกว่าเท่ากันก็ได้ เรายกย่องให้เท่ากันก็ได้ มีเนื้อหาสาระที่มีสัจจธรรมแท้ เป็นนามธรรมที่สูง แต่เสียแล้วเดี๋ยวนี้ มีอายุเกิดหลังศาสนาพุทธ แต่เสียแล้ว มันก็พอๆกัน มันไม่มีเนื้อหาสาระพอๆกัน หรือจะยิ่งกว่าเอาด้วย ถ้าศาสนาพุทธของเรา มีเนื้ออยู่ เรามองหาจากคริสต์ จากอิสลาม เขามีเนื้อมั่งไหม? ถ้าเรายังหาเพื่อนไม่ได้เลย มิตรไม่มีเลย แม้คนละศาสนา ก็พูดกันได้ ถ้าสัจจธรรมมันตรงกัน มันเหมือนกันนะ แต่ก็ยังไม่ค่อยได้เห็นนะ แต่มันอาจจะน้อยในประเทศไทย มีคนถือศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลามน้อยกว่า หรือเราก็ยังไม่ได้ไปค้นหากันได้นะ ก็ยังไม่เจอ แต่ก็แสดงว่าศาสนาพุทธนี้ยังมีน้ำยาอยู่จนถึงปานนี้ ถ้าเราเอง เรายืนยันว่าเรามีมรรค มีผลอันนั้น และมันยืนนาน นี่แหละ แสดงว่ายืนนาน แสดงว่ายืนนาน เพราะมันมีเลขะ มีการสืบต่อ สืบต่อด้วยการไม่ให้ขี้เกียจหยุดๆๆ เดี๋ยวอีกมีใจโน้มน้อมอย่างนั้นนะ จะไปทำทำไม ก็หยุดเสียซิ หยุดเสียซิ ไม่ใช่พุทธแล้วนะ นั่นเป็นอัน เราไม่สรรเสริญความหยุดอยู่ เราไม่สรรเสริญความหยุดอยู่ เพราะฉะนั้น ก็ป่วยการจะกล่าวไปไยถึงความเสื่อม แต่เราสรรเสริญ การเจริญขึ้นของกุศลธรรมทั้งหลาย หรือกุศลกรรมทั้งหลาย เราไม่สรรเสริญ พระพุทธเจ้าก็ทำเป็นตัวอย่าง แล้วพระพุทธเจ้าก็ให้พระอริยสาวกต่างๆ ช่วยกันเข็นกงจักร ธรรมจักร พุทธจักร สังฆจักร เข็นกงล้อธรรมจักเคลื่อนไป ไม่ให้หยุดกงล้อธรรมจักรใช่ไหม ท่านไม่ให้หยุดกงล้อธรรมจักรนะ เข็นไปอย่างนั้น มันถึงเดินอยู่ เพราะเป็นศาสนาที่ไม่ขี้เกียจ ไม่หลบเลี่ยงงาน สอนได้บอกได้จริงๆ ไม่คิดอ่านหาทางเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นด้วย เหตุว่ามีความฉลาดจริงแล้ว จริงๆในตน และมีความซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ สะอาด แท้แล้วจริงๆในตน มีความฉลาดจริงๆ ในตน และก็มีความซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ สะอาด แท้แล้วจริงๆในตน มีความบริสุทธิ์จริงๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว เราจะเข้าใจ เข้าใจถึง ปัญญาธิคุณ บริสุทธิคุณ ศาสนาพุทธ บริสุทธิคุณ คืออะไร มันจริงใจ จริงใจ จริงใจ มันมีความจริงๆๆๆ มันไม่เบี้ยว ไม่โค้ง มันมีความซื่อตรงจริงๆ มันไม่มีเล่ห์ ไม่มีเหลี่ยมอะไร มันไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไร มันไม่มีการมดเท็จคดโกงเลี่ยงๆ ลุ้นๆ อะไรมันไม่มี ไม่มีเลี่ยง ไม่มีหลบ มันเป็นจริงๆ แล้วมันก็ฉลาดรู้ความจริงอันนี้ดี อันนี้ชั่ว ไอ้รู้ฉลาดรู้ในโลก มันไม่ฉลาดอะไรหรอก ฉลาดรู้ดีรู้ชั่ว รู้เหตุรู้ผล รู้ความปรุงของมัน รู้การสังเคราะห์กัน นั่นแน่ะ เรียกว่าฉลาดรู้ ไม่หลงเสพสุข และไม่หลงเสพแม้แต่ความสงบ ที่หมายเอาความเป็นคนอยู่นิ่งๆ เฉยๆจริงๆด้วย ทว่ามีความสงบ มีความว่าง ความวาง ความพักอยู่ในจิต แม้ในขณะทำงาน มีวิเวกที่แท้ๆ ถูกจริงๆ ทำได้ทั้งอธิบายได้ บอกผู้อื่นได้ ฝึกหัดด้วยวิธีต่างๆ เพื่อเป็นอย่างนี้ เพื่อเกิดผลอย่างที่ว่านี้ ได้จริงๆด้วย ไม่ใช่ปรัชญาปากเปล่า หรือเอาแต่พูดๆๆๆ อธิบายๆๆๆไป แต่ไม่มีของจริงที่ยืนยัน แม้แต่สักรายสักอย่าง ไม่ใช่อย่างนั้น โดยเฉพาะ ทีนี้ แม้แค่ผู้พูดเอง ก็ยังเป็นไม่ได้ ปฏิบัติไม่ได้ อย่างนี้ไม่มีจริงๆ ศาสนาพุทธ พุทธแท้ๆนะ ฟังดูดีๆนะ เราเป็นพุทธจริงหรือเปล่า ถ้าเราเป็น พุทธจริง ไม่ใช่พูดแต่ปากเปล่า ปรัชญาโก้ๆ แม้แต่ผู้พูดเอง ก็ยังเป็นไม่ได้ ปฏิบัติไม่ได้ นั่น ยังไม่ใช่พุทธแท้ นั่นยังเป็นพุทธแพะๆอยู่ ยังแพะๆแปะๆ อยู่กับพุทธ หรือมิฉะนั้น ก็ปฏิบัติได้ แต่ถูกหรือไม่ ตรงทางเป็นสัมมาทิฏฐิหรือไม่ ก็ไม่มีทฤษฎี ไม่มีปริยัติตรวจสอบ ก็หลงทางสะเปะสะปะไปเกลื่อนกล่น มากมายหลาก หลายทิฏฐินัก และแม้ที่สุดปฏิบัติไปด้วยถูกด้วย แต่ไม่มีปริยัติ พูดก็ไม่ได้ อธิบายก็ไม่เป็น ไอ้อย่างนี้ก็ไม่มี ได้แต่ปริยัติเพ้อเจ้อไปเรื่อยๆไป แล้วก็ไม่รู้หลงทางไปไหนก็ไม่รู้ ก็ไม่ใช่อย่างนั้น หรือเอาแต่ปฏิบัติๆไปด้วย ถูกด้วยซ้ำไป แม้ขณะนั้น ปฏิบัติไปด้วย ถูกด้วยซ้ำไป ให้ถึงขนาดนั้น แต่ไม่มีปริยัติพูดไม่ได้ อธิบายไม่เป็น อย่างนี้ก็ไม่ใช่พุทธ เพราะพุทธมีปริยัติ มีปฏิบัติ มีปฏิเวธ เอาแต่ปฏิบัติๆๆ ไป พูดก็ไม่ได้ พูดก็ไม่เป็น ให้ถูกด้วยนะ รู้ด้วยนะ ก็ไม่ใช่พุทธ ก็ยังไม่ใช่อย่างนั้นทีเดียว พุทธมันยังมีปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ มีปฏิบัติ และก็มีปฏิเวธ เอ้อ! มีปริยัติ ทำงานมันถึงเป็นศาสนาที่มี มีการสืบสานจริงๆ กลายเป็นอรหันต์ใบ้นั้นก็ไม่มีในศาสนาพุทธ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ได้แต่ปฏิบัติถูกด้วย แต่ว่าพูดไม่ได้ อธิบายไม่ได้ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ ไม่เป็น ได้เป็นอรหันต์ใบ้ นั้นก็ไม่มีในศาสนาพุทธ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ และที่มีกันมากที่สุด ในทุกวันนี้ก็คือ ไอ้ที่พูดอยู่นั่นน่ะ โก้ สูง ถูก ดีงาม ยอดเยี่ยม ผู้พูดก็พูดได้แสนเก่ง (ปริยัติก็ไปอย่างหนึ่ง) พูดได้แสนเก่ง ปริยัติก็ไปอย่างหนึ่ง ไปอย่างนั้นแหละ แต่ไอ้ที่ประพฤติอยู่ เป็นอยู่ หรือปฏิบัติกันอยู่นั้น ปริยัติก็ไปอีกอย่างหนึ่ง ไปอย่างที่เขาพูดนั่นแหละ โก้สุด สูง ถูกดี เป็นอย่างหนึ่ง ส่วนประพฤติ เป็นอยู่นั้นปฏิบัติกันอยู่นั้น กุ๊ย ต่ำ ผิด ชั่ว ทราม ราก แย่ ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ก็อธิบายอย่างนี้ ก็มันตรงกันข้าม โก้ ก็กุ๊ย สูงก็ต่ำ ถูกก็ผิด ดีก็ชั่ว งามก็ทราม ยอดก็ราก (หัวเราะ) ก็จะทำอย่างไรล่ะ เยี่ยมก็แย่ เอาซิ ก็มันตรงกันข้ามกันหมดอย่างนี้ ผู้ทำก็ทำได้แสนเก๊ เมื่อกี้นี้ ผู้ทำผู้ทำได้แสนเก่ง แต่ตอนนี้ ผู้ทำก็ทำได้แสนเก๊ (ปฏิบัติก็ไปอีกอย่างหนึ่ง) คือพูดก็ไปอย่างหนึ่ง ทำก็ไปอีกอย่างหนึ่ง ตรงกันข้ามกัน หรือไม่เกี่ยวข้องกันเลย มันตรงกันข้ามกัน ถ้ามันตรงกันข้ามกัน มันก็ต้องมีเกี่ยวข้องกัน ตรงกันข้ามในทางรูป แต่เกี่ยวข้องทางนาม หรือตรงกันข้ามทางนามเกี่ยวข้องทางรูป เอ้อ ก็ยังพอทำเนา อธิบายได้ พูดได้ก็ยังพอทำเนา นี่ ตรงกันข้ามกันเลย หรือไม่เกี่ยวข้องกันเลย ไม่มีความสัมพันธ์กันเลย ไม่ได้เอาที่พูดมาใช้ ไม่ได้เอาที่อธิบายนั้นมาทำกันเลย แม้แต่เวลาใดก็ไม่ทำกันเลย ไม่มีเกี่ยวข้องบางครั้งบางคราว อะไรต่ออะไร ถึงแม้บางคราว จะอนุโลม มาขัดกันดู มาขัดกันบ้าง เราพูดๆๆอย่างนี้ เราไม่รับเงินรับทองน่ะ แต่นี่ก็ถวายมา แต่เราก็ไม่ได้รับหรอกที่จริง แต่นี่คนไม่คิดว่าอย่างนั้น อโศกรับทำงานให้อโศกอยู่อะไรอย่างนี้ เอ้า เมื่อกี้นี้ แม่อิ๊ด ก็ให้มาพันหนึ่ง อะไรอย่างนี้ บอกเราไม่รับเงินเลยนะ เอ้า รับไปพันหนึ่ง แล้วอย่างนี้ฟังดูเผินๆ แล้วมันก็ค้านกัน มันตรงกันข้าม แต่มันก็มีคำอธิบายไว้ มันก็เกี่ยวข้องกันอยู่ว่า เราไม่ได้รับจริงๆหรอก ความไม่ได้รับโดยบริสุทธิ์ นี่ต่อไปอีกหน่อย เราไม่ได้รับโดยบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้เป็นของเราหรอก เป็นงานเพื่อธรรมะ ใจเราไม่มีรับจริงๆ อันนี้ เกี่ยวข้องชัดเลย เห็นไหม เราไม่ได้รับ ไม่ได้เอา เราเห็นมันก็อยู่ในนี้ ทีนี้ไม่เห็นก็อธิบายสำหรับคนที่เขายังไม่รู้ คือผู้อธิบายนั้นล้วนกิจพระ ทีนี้อธิบายที่พูดนี่ ศาสนาหรือว่าไอ้สิ่งที่มันเป็นนี่ ก็พูดเด่นไปตรงที่ว่า มันทำตรงกันข้าม โดยเฉพาะว่าพระ คฤหัสถ์ เราก็ว่าเขามามากไม่ไหวคือผู้อธิบายนั้นล้วนจิตพระหรือธรรมะชั้นสูงเป็นส่วนใหญ่ แต่ผู้พูด ผู้อธิบายนั้น ทำแต่กิจคฤหัสถ์ หรือมีแต่คิหิปฏิบัติ เป็นส่วนใหญ่ ส่วนใหญ่เลยเขาทำอยู่ ทำอยู่แต่กิจคฤหัสถ์นั่นแหละ แต่พูดนั่นแน่ะ จ้อยๆๆ แหม กิจพระทั้งนั้นเลย พูดแต่ปรมัตถ์ พูดแต่อะไร แต่อะไร อภิธรรม พูดแต่ไอ้สูง แต่กิจที่ทำอยู่ประจำวันมันมีแต่กิจคฤหัสถ์ทั้งนั้น ไม่ได้มีแม้แต่สำรวมศีล สังวร มีศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ อะไรไม่ได้มีบทอัปปิจฉะ สัตตุฏฐิ ปวิเวกะ อะไรก็ไม่ ทัสสนา สังวรา ปฏิเสวนา ในส่วนที่ควรอธิปฏิเสวนา อธิวาสนา ก็ไม่เข้า มันเป็นคฤหัสถ์ไปหมด กิจเป็นกิจคฤหัสถ์ เป็นส่วนใหญ่ เห็นชัดๆอยู่ มันเลยเกิดสภาพธรรมอย่างใหม่ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง พูดอย่างนี้ แต่ทำทำอีกอย่างนี้ มันก็เกิดสังขาร เกิดสารธรรมอันหนึ่งขึ้นมา ฟังดีๆนะ นี่เกิดแล้ว คนที่ทำอย่างนี้ พูดนะพูดอย่างหนึ่ง ภาษาพูดจ้อยๆ อย่างนี้ แต่การกระทำ ทำอยู่ทุกวันทำอย่างนี้ๆอยู่ มันจะเกิดสภาพธรรมใหม่ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่พูดก็อย่างหนึ่ง แต่ทำก็ อย่างหนึ่ง อย่างนั่นแหละ พูดซึ่งทำอย่างหนึ่ง แต่ก็ทำอย่างนั้นๆแหละ ก็ถือว่า ถูกแล้วดีแล้วสูงแล้ว และเป็นสภาพว่า พระองค์นี้ หรือคนคนนี้ เป็นนักพูด แหม นี่แจ๋วดี เพราะฉะนั้น คนนี้ต้องทำดีซิ คนก็เข้าใจว่าอย่างนั้นใช่ไหม เพราะ การกระทำของท่านนั่นแหละ คือสิ่งที่ท่านพูด การกระทำของท่านนั่นแหละคือ สิ่งที่ท่านพูด คนที่เข้าใจความหมายแยกแยะได้ ก็จะรู้ออกว่า อ้อ นี่ท่านทำไม่ตรงกับที่ท่านพูด แต่คนส่วนมาก มันเข้าใจไม่ได้อย่างนั้น มันเข้าใจว่า ที่ท่านพูด โอ้โฮ ดี เข้าใจอย่างนี้ และมันก็เข้าใจดีอย่างนั้นๆ แหละ ยิ่งพูดภาษาสูงๆด้วย และไอ้คนเข้าใจแบบนี้ ก็เลยเอา อ้อ ไอ้ดีอย่างนี้ มันก็จะเป็นอย่างที่ท่านทำอยู่นะซิ มันเป็นอีกอย่างหนึ่งแล้วนะ มันเป็นสภาพธรรมอย่างใหม่ ปรุงขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งแล้ว เป็นเรื่องอีกอันหนึ่งแล้ว ปรุงขึ้นมาแท้ๆ นั่นมันเป็นความไม่ถูกฝาถูกตัว เป็นสภาพไม่ถูกฝาถูกตัวเป็นสภาพอีกสภาพหนึ่งไม่ถูกฝาถูกตัวแล้วชนิดหนึ่ง เป็นเรื่องที่ไม่ถูกฝาถูกตัวอีกชนิดหนึ่ง ได้เกิดขึ้นแล้วในโลกต่างหาก ได้เกิดขึ้นมาอีกในโลกอย่างหนึ่งแล้ว เป็นสังขารธรรมชนิดใหม่ เป็นสภาพธรรมชนิดใหม่ เป็นสภาวธรรมอันใหม่ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งแล้ว และที่สำคัญที่สุดก็คือ ยังมีการหาทางช่วยกัน กันท่าไม่ให้ใครชี้ความไม่ถูกฝาไม่ถูกตัวนี้ด้วยเลศด้วยเล่ห์ต่างๆ ด้วยซิ มีอันนี้ด้วยอีก คือเขาพูดนี่เขาพูดอย่างหนึ่ง พูดภาษาสูง อธิบายแต่แล้วบางทีก็ให้คนเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ก็ตามใจ ภาษานี้ มีคนเข้าใจบ้างว่าสูง ว่า แหม เขาเข้าใจได้ แต่ไม่ลึกซึ้ง มันก็อย่างนั้นๆ ไอ้การกระทำ ทำอีกอย่างหนึ่ง ก็เลยเป็นอะไรอันหนึ่ง ซึ่งสร้างของอะไรอันหนึ่งขึ้นมา ฟังนามธรรมให้ออกนะวันนี้ มันมีอะไรอันหนึ่งเกิดขึ้นมาแล้ว เป็นความเข้าใจของคน เข้าใจว่าอันนี้ สวมกันเข้าแล้ว กรรม กายกรรม วจีกรรม สองอันนี้ก็ได้ กายกรรมก็ต้องทำอย่างนี้ วจีกรรมก็ท่านพูดอย่างนี้ ก็เลยมารวมสวมลงกันไปเลยว่า อ๋อ อันนี้ เป็นสภาพธรรมอันหนึ่ง มันเบี้ยว แล้วเป็นของเบี้ยวแล้ว มันไม่ใช่ของอัน วจีกรรมอย่างนี้ ต้องมีพฤติกรรมอันนี้นะ กายกรรม ก็เป็นอย่างนี้นะ มันไม่ใช่อันนั้นแล้ว มันไม่ลงตัวกันหรอก มันไม่ถูกฝาไม่ถูกตัว เป็นสภาพสิ่งอะไรอันหนึ่งที่ไม่ถูกฝาไม่ถูกตัว ได้เกิดขึ้นแล้วในโลก คนที่ไม่รู้ก็ต้องเข้าใจ และคนที่เข้าใจไม่ทะลุ ก็เข้าใจว่าไอ้นี้แหละคือธรรมอันหนึ่ง สภาวะอันหนึ่ง เขาทำถูกแล้วละ ก็เขาพูดยังถูกเลย แต่ตัวไม่รู้น่ะ ว่าเขาพูดถูกหรือไม่ถูกแค่ไหน จริงแค่ไหน แต่การกระทำนี่ มันยืนยัน ยืนยันอยู่ทุกวี่ทุกวัน เป็นคิหิปฏิบัติ เป็นกิจของคฤหัสถ์อยู่อย่างนี้ แต่พูดภาษา นั่นพูดภาษาพระเป็นพระสูตร เป็นพระอภิธรรม เป็นอะไรก็แล้วแต่ สูง มันก็เลยเกิดเป็นไม่ลงฝาลงตัว กายกรรมกับวจีกรรมเป็นสังขารธรรมอันหนึ่งของผู้นี้ มันก็เป็นอีกชิ้นหนึ่งขึ้นมา และที่สำคัญก็คือ กันท่าไม่ให้ และส่วนมาก เขาก็ชอบกันท่าไม่ให้แฉความจริงอันนี้เสียด้วย ไม่ให้บอกว่า เอ๊ย ไอ้นี่ ไม่ถูกฝา ไม่ถ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน