191203 พุทธประวัติ ตอน3 แสดงโดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2519
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์68 KB
วันที่แก้ไข17 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

191203 พุทธประวัติ ตอน3 แสดงโดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก พุทธประวัติ แสดงโดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก เมื่อ 3 ธันวาคม 2519

ต่อเรื่องมหาปุริสลักษณะ 32 ซึ่ง มหาปุริสลักษณะ 32 นี้ ท่านได้เริ่มต้น ตั้งแต่ต้น คือตั้งแต่พื้นเท้า ตั้งแต่ต่ำสุด ไล่ขึ้นมา ไล่ขึ้นมา ไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งเป็น สภาพเรียงระดับให้ได้ เรารู้ได้ง่าย แล้วก็มีเหตุผลคล้องจองกันมาตั้งแต่มีพื้นเท้า สม่ำเสมอ มีฝ่าเท้ามีจักรเกิด แล้วมีซี่ตั้งพัน พร้อมทั้งกงและดุม นั่นก็เป็นลักษณะ ของพื้นเท้า และยังมีรายละเอียดของพื้นเท้า นี่ก็เป็นความหมายให้เห็นได้ชัดว่า พื้นเท้าคืออะไร แล้วนอกจากจะพื้นเท้าแล้ว จะมีอะไรแทรกอยู่ คือมีรายละเอียด คือมีกงจักร มีซี่ มีกงจักร มีซี่ตั้งพัน มีกง และดุม อะไรอย่างนี้เป็นรายละเอียด เพิ่มเข้าไปเรื่อยๆ นอกนั้น ก็ขยายอธิบายละเอียดออกไป มีส้นเท้ายาว มีส้น เท้ายาว มีข้อนิ้วยาว ข้อนิ้ว คำนี้หมายความว่า จะเป็นข้อนิ้วเท้า ข้อนิ้วมือ แต่ ที่จริงนะก็ไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ ละ ตอนนี้ เราพูดถึงเท้าก็ไล่เท้าขึ้นมาเรื่อยๆ ข้อนิ้ว ความหมายของคำว่าข้อนิ้ว ไม่ได้หมายความว่า ข้อนิ้วเสีย เรียงตรงๆที่เดียว แต่ ถึงจะเป็นข้อนิ้วตรงๆ ก็ไม่มีปัญหา ข้อนิ้วเท้ายาว คนเราก็ข้อนิ้วเท้ายาว ข้อนิ้ว มือก็คงจะยาวด้วยละ มันต้องมีสัดส่วนที่คงจะตรงกัน มือยาว เท้าก็คงยาวละ มีข้อ นิ้วยาว มีฝ่ามือ ฝ่าเท้าอ่อนละมุน ลักษณะรายละเอียดลงไปอีก มีลายฝ่ามือ ฝ่า เท้า ดุจตาข่าย มันมีซ้อนลงไป มีข้อเท้าอยู่สูง มีข้อเท้าอยู่สูง นอกจากข้อเท้า ยาวแล้ว ข้อเท้าอยู่สูง นี่ก็ไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ มีแข้ง ทีนี้ท่านไต่ขึ้นมาหาแข้ง พอขึ้นข้อเท้าแล้ว ขึ้นมาหาแข้ง มีแข้ง ดุจแข้งเนื้อทราย บอกลักษณ

อ่านต่อ

ะปราดเปรียวแล้วยังยืนไม่ย่อตัวลง แตะเข่าได้ ด้วยมือทั้ง 2 ก็ยืดขึ้นมาเรื่อยๆ สูงขึ้นมาก็ค่อยๆ ไล่ขึ้นมา มีองคชาตตั้งอยู่ในฝัก มีกายดุจทอง คือผิวหนังดุจทอง ที่ก็ทั่วตัวขึ้นมา มีนอกจากไล่จากเบื้องต้นแล้วเบื้อง ต่ำมาถึงขา มาถึงสะโพก แล้วก็ไล่เข้าไป มีกายดุจทอง เอาทั้งกาย มีผิว หนังละเอียด อธิบายเป็นผิวไป ที่เป็นผิวแล้วก็มีรายละเอียดของผิวไปอีก มีขุม ขนขุมละเส้น อย่างนี้ รายละเอียดลงไปอีก มีขนขุมละเส้น ในผิวหนัง ยังไม่พอ มีปลายขนช้อนขึ้น สีดุจดอกอัญชัน ขึ้นเวียนขวา รายละเอียดซ้อนลงไปอีก ลง ไปในขนอีก ขนยังมีสีอย่างๆนั้นนะ มีปลายช้อนขึ้น อย่างนั้นนะ อย่างนี้ เป็นต้น เป็นรายละเอียดที่ซ้อนๆๆ เชิงซ้อน ซ้อนเชิง อธิบายมาจากหยาบจากต่ำ มาจน กระทั่งจะขึ้นไปหาสูง จากต่ำไล่ระดับขึ้นมาหาสูงขึ้นมา หาสูงขึ้นมา แล้วก็มีกว้าง ออกแล้วก็มีซอยรายละเอียดซ้อนเข้าไป พอกายแล้วก็ผิวหนัง ผิวหนังแล้วก็ซ้อนเข้า ไปหาขน ขุมขน ขุมขน ยังลักษณะของขน สีของขน แล้วก็ออกมาอีก มีกายตรงดุจ กายพรหม ออกมาหากายอีก เอ้า ลักษณะของกายซ้อนเข้าไปอีก นอกจากผิว จากสีแล้ว ยังมีลักษณะกายตรง ดุจกายพรหม มีเนื้อนูนหนาในที่ 7 แห่ง นะ แล้วยังมีอีก ในพื้นกาย ในลักษณะกายนี้ มีกายข้างหน้าดุจราชสีห์ อธิบายลักษณะ ถ้วนทั่วไปอีก มีหลังเต็ม มีทรวดทรงดุจต้นไทร กายกับวาเท่ากันอธิบายซ้อนลงไปอีก ทีนี้ ก็ไล่ขึ้นมาจนถึงกาย แล้วก็มาถึงคอ มีคอกลมเกลี้ยง มีคอกลม เกลี้ยง เมื่อมีคอกลมเกลี้ยง ก็อธิบายทวนให้ฟังแล้วว่ามันมีความหมายอย่างไร แล้วทีนี้มีประสาทรับรสอันเลิศ เป็นที่สังเกตอยู่อีกอันหนึ่ง คำว่าประสาทรับรสอัน เลิศนี่ อธิบายให้ฟังแล้วว่า มีการรับ ไม่ใช่ท่านไม่มีการรับรู้นะ ไม่ใช่ไม่มีการรู้ จะไปเข้าใจว่าพระอริยะ หรือพระโพธิสัตว์ หรือพระพุทธเจ้า หรือมหาบุรุษ ไม่ รับรส จะเป็นลิ้นจระเข้ อันนี้พูดเป็นลิ้นจระเข้ นี่ที่อธิบายซ้ำ เพราะเหตุว่า ประเดี๋ยวจะไปถึงบทข้อ 27 มีลิ้นยาวใหญ่ อ้ายลิ้นจะเป็นเครื่องรับรสอีกอันหนึ่ง ประเดี๋ยวจะชนกัน ประเดี๋ยวจะฟังแล้ว แยกกันไม่ออก ที่จะขออธิบายซ้ำ เริ่มประสาทรับรสอันเลิศ เลิศนี่ หมายถึง ประเด็นมีประสาทรับรสอันเลิศ หมายถึงประเด็น ประเด็นที่รับรสได้อย่างเลิศ อย่างเร็ว อย่างสูง มีประสาทได้รับรสอันเลิศ อันเร็ว อันสูง อันมีประสิทธิภาพ ในความรับรู้ได้ละเอียดลออเร็วๆ แล้วก็รับรู้ด้วยคุณภาพของมัน ได้สูง อะไร อย่างนี้นะ นี่ประสาท นับเอาว่า เป็นส่วนละเอียด เป็นประสาท ส่วนละเอียดนะ คำว่าประสาท มันจะแตกต่างกันกับคำมีลิ้นใหญ่และยาว รับรส แสดงถึงสภาพที่ว่า รับรสสัมผัส จะรับรสอะไรก็ตาม คำว่ารสคำนี้ หมายความว่ารับรสสัมผัส เป็นผู้ที่ รู้ ไม่ใช่ไม่รู้ เป็นผู้รู้ด้วยประสาทอันละเอียด ได้ละเอียด คำว่าประสาท หมาย เอาอันละเอียด ไม่ได้หมายเอาปริมาณ ไม่ได้หมายเอาความหยาบ ความเป็นรูป แต่หมายเอาถึงเอาความเป็นนาม หรือความเป็นสิ่งที่สุขุม ประณีต มีประสาทรับ รสอันเลิศ มีคางดุจคางราชสีห์ คำว่าคางดุจคางราชสีห์นี้ อธิบายแล้วเมื่อวานนี้ ก็มีบางท่านยังคลุมเครือ ยังไม่เข้าใจแจ้ง ก็หมายความถึงลักษณะซอยๆละเอียด เข้าไปถึง แม้กระทั่งคางๆนี่ คือส่วนที่เป็นเงื่อน เป็นแง่ เป็นเหลี่ยม เป็นแหลม เป็นส่วนที่ยื่น ในใบหน้า ในคนนี่ ในหัวนี่ มีส่วนที่ยื่น ส่วนที่แหลม ส่วนที่เป็นแง่ เป็นเงื่อน ก็คือคาง แม้จะมีส่วนที่แหลม ส่วนที่เป็นแง่ ส่วนที่เป็นเหลี่ยม ก็เป็น เหลี่ยมอย่างที่เรียกว่าตรงๆ คือเหลี่ยมตรงๆ มีคางๆราชสีห์ นี่เป็นคางเหลี่ยม คางเป็นเหลี่ยม คางราชสีห์ เหลี่ยมแข็งตรง ไม่ใช่ว่าหลบๆ เลี่ยงๆ มีคางดุจ คางราชสีห์ นี่เป็นคางเหลี่ยม คางเป็นเหลี่ยม คางราชสีห์ เหลี่ยมแข็งแรง ไม่ใช่ว่าหลบๆ เลี่ยงๆ มีคางดุจคางราชสีห์ แข็ง ตรง เหลี่ยม เด่นชัด มีเหลี่ยม ก็มีเหลี่ยมเด่นชัด มีแง่ ก็มีแง่ที่เด่นชัด และมีเหลี่ยม ก็มีเหลี่ยมอย่างแข็งแรง อาจหาญ ตรง มีเหลี่ยม ก็มีเหลี่ยมอย่างตรง ไม่ใช่เหลี่ยมอย่างเลี่ยงๆ เหลี่ยมอย่างหลบๆ เหลี่ยมอย่างที่เรียกว่ามันคดๆ โค้งๆ หรือว่ามันไม่ได้สัดได้ ส่วน หรือว่าไม่ได้กระจะกระจ่าง ไม่ได้อาจหาญ ท้าทาย ไม่ใช่อย่างนั้น แม้มี เหลี่ยม เหมือนมีเหลี่ยมนะ แล้วก็มีเหลี่ยมจริงๆ ด้วย สำหรับพระอริยะ หรือโพธิสัตว์ หรือผู้รู้นี่ มหาบุรุษนี่ ผู้รู้นี่ พอเกิดปัญญารู้แล้ว มันรู้ในเหลี่ยม มันมีเหลี่ยม มันเข้าใจแง่ เข้าใจเงื่อน เหลี่ยมนั้นแง่นั้น เงื่อนนั้น นี่มันชัดเด่นๆ มันแน่ว่ามันไม่หลอก มันไม่เลี่ยง มันไม่หลอก มันไม่เลี่ยง มันตรง อาจหาญ แข็งแรง ท้าทายให้รู้ชัดเลยว่า นี่เหลี่ยม นี่แง่ นี้เป็นแง่ นี้เป็นเหลี่ยม นี้เป็นทาง หรือว่านี้เป็นประเด็นชัดๆนี้เป็นเหลี่ยม นี้เป็นแง่ นี้เป็นประเด็นชัดๆ เห็นได้ชัดๆ เรียกว่ามีคางดุจราชสีห์ มีเหลี่ยมที่อาจหาญ ท้าทาย คงคม ไม่รู้จะใช้ภาษาอะไร ผมก็จะใช้ภาษาเท่าที่จะเป็นได้ มีเหลี่ยมที่ชัดเจน ท้าทาย คงคม มั่นคง เด็ดเดี่ยว ไม่ใช่ว่าเหลาะๆ แหละๆ เลี่ยงๆ ลุ้นๆอะไรอยู่ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น คางนี่ หมายถึงส่วนที่เป็นแง่เงื่อน เป็นส่วนที่ยื่นออกมา อะไรที่จะยื่นจะโผล่ออกมา เพื่อที่จะปิด เพื่อที่จะกั้น เมื่อวานนี้ อธิบายว่า ถ้ามี อะไรจะลดเลี้ยว มาตรงมุม ตรงเหลี่ยมนี้แล้วก็ มีเหลี่ยมนี่กั้นนา มีมุมนี้ขวางไว้ นะ เพื่อที่จะกั้นไม่ให้ตัดที่ต่อนั่นแหละ เพื่อที่จะตัดที่ต่อให้รู้รอบ จะพูดหรือว่าจะ ให้รู้ หรือจะทำขอบเขตอะไรก็มีจุดที่จบ มีจุดที่จบ มีส่วนตัดๆ ที่ต่อแล้วนะ มี ส่วนที่สุด มีส่วนที่สุดแล้วนะ ต่อจากนั้นไปมีอะไร มีขีดไว้ขั้นไว้ อย่างนี้ไม่เอา อย่างนี้ไม่เป็น อย่างนี้ก็เป็นผู้ที่จะแสดงได้ชัดเด่น อาจหาญ คงคม ทั้งคมทั้ง เฉียบ ทั้งชัดเจน ที่อธิบายด้วยคำขยายอีกเยอะแยะ เพื่อที่จะให้เข้าใจมันขั้นละเอียดแล้วไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องอธิบายกันอย่างนี้แหละ คิดว่าคงจะพอใจ ได้ดีขึ้นอีก นี่ หมายความถึงธรรมาธิษฐาน คำว่าพระมหาบุรุษ หรือโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ นี่จะมีลักษณะแม้คางก็ดุจคางราชสีห์ มีฟัน 40 ซี่บริบูรณ์ มีฟันเรียบ เสมอ มีฟันสนิท มีฟัน แต่นี่ก็ไล่เข้าไปละเอียดเข้าไป เรื่อยๆ จนถึงฟัน ฟันนี่ ที่เอาฟันมาก่อน เพราะว่าในคน ในความเป็นผู้ที่มีอำนาจ หรือว่าเป็นที่มีความ สามารถ เป็นผู้ที่เก่งนี่ เขี้ยว เล็บ เขี้ยว ฟัน อะไรพวกนี้นี่ ของสัตว์สำคัญมาก ในการที่จะยังชีวิตอยู่ หรือการที่จะทรงอำนาจ ทำความเก่งเหมือนศาตรา เหมือน อาวุธ เพราะฉะนั้น จึงยกเข้าไปในรายละเอียดเข้าไปเป็นฟัน แต่ทีนี้ คน อย่างคน หรือคนอย่างมนุษย์ มีฟัน ไม่ใช่ฟัน เพื่อจะต่อสู้เสียแล้ว ไม่ใช่ฟันที่จะใช้ เป็นอย่างศาสตราอาวุธ ที่จะไปฆ่าแกงกัน แต่คนจะใช้ฟัน เพื่อประโยชน์แก่ชีวิต เหมือนกัน แต่ประโยชน์ผิดกันกับประโยชน์ทางโลก ทางโลกใช้ฟันเพื่อเข่นฆ่า ประหารเอาชนะผู้อื่น ใช้ฟันเพื่อทำอย่างนั้น เพื่อรักษาตัว เพื่อทรงตัวไว้ ด้วยการทำให้ผู้อื่นตายล้มเจ็บ หรือว่าป้องกันตนให้รอดมา แต่ฟันของชั้นอย่างชนิด โมล่าร์ (molar) ไม่ใช่คานายนี่ (canine) ฟันกรามนี่ เป็นฟันจำนวนใหญ่ ส่วนมาก เนื้อหาสาระประมาณส่วนมาก ส่วนใหญ่ ประมาณสาระที่แท้แล้วละก้อ ฟันมีไว้เพื่อสำหรับบดกัดอาหารเข้าไปเลี้ยงทรงกายไว้ รักษาชีวิตไว้ โดยการ รักษาไว้โดยส่วนตนเท่านั้น ไม่ใช่ไปเบียดเบียนผู้อื่น ไปทำร้ายผู้อื่น ไปกัดไปขบ ผู้อื่น ไปต่อสู้กับเขาด้วยการใช้พิษของฟัน ไม่ใช่ ไม่ใช่แล้ว จึงเอาตัวฟันนี่มา แล้วฟันของบุรุษ มหาบุรุษ หรือฟันของคน ก็คือความหมายอันนี้ แล้วท่านก็เอาฟัน มาอธิบายว่า มีฟัน 40 ซี่ มีจำนวน มีเนื้อหาสาระมาก อธิบายไปแล้ว ถึง 40 รอบ หรือ 40 ทัศ เรียบ ไม่เผยิบ เผยิบ ไม่ลุ่มๆ ดอนๆ เรียบรื่น เรียบร้อย เรียบราบ อย่างที่ใช้ศัพท์ลงไปแล้ว อธิบายเรียบหมายความว่า เป็นไป โดยไม่สะดุด ไม่มีอะไรขวางอะไรขีดอะไรขั้น แม้เป็นอยู่ก็เป็นอยู่นี่ จะสังเคราะห์ ตน จะให้ช่วยตน จะให้ฟันนี้เป็นประโยชน์ ก็เป็นประโยชน์อย่างเอาสาระใน เอาสาระเลี้ยงขันธ์ ก็เอาสาระเลี้ยงขันธ์ ไม่ใช่ว่าเอาสาระเป็นอยู่ ก็เอา สาระเป็นอยู่ที่เป็นอยู่ที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่ทำร้าย มีไว้เพื่อใช้งานในการบด อาหารเลี้ยงตัว ฟันนี่นะ ไม่ใช่มีไว้สำหรับต่อสู้ขบเขี้ยว กัดเขาเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่ฟันเขี้ยวแล้วสำหรับมนุษย์ ทีนี้ ก็ยังมีแถมฟันเขี้ยวอีก นอกจากมีฟัน 40 ซี่ มีฟันเรียบเสมอ มีฟันสนิท หมายความว่า ไม่มี ช่อง ไม่มีโหว่ ไม่มีอะไรรั่ว ไม่มีอะไรเล็ดลอด ไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่หลวมๆ หลุดๆ มีรู มีช่องอะไรแล้วละก้อ ยังเป็นผู้ที่มีเนื้อหาสาระถึงขั้น แม้จะมีฟันเขี้ยว มีเขี้ยวสีขาวงาม แต่ยังมีพิษเหมือนกัน ถึงอย่างนั้นก็ยังมีพิษเหมือนกัน มีเขี้ยว เหมือนกัน มีศาสตราเหมือนกัน แต่ศาสตรานั้น เราเอาความหมาย ของคำว่า เขี้ยว ว่าเป็นฟัน หรือศาสตรา หรืออาวุธ หรือสิ่งที่จะทำให้คนอื่นบาดคนอื่นเจ็บ ไปเจาะและแทงคนอื่น ก็เป็นสิ่งที่จะเจาะจะแทงอย่างสีขาวงาม แต่นี่การอธิบาย ลักษณะว่าเขี้ยวนี่ จะมีเขี้ยวสีขาวนะ บริสุทธิ์ ถึงจะเจาะ จะแทง ก็เจาะแทง ด้วยบริสุทธิ์ ถึงจะขบจะกัด ถึงจะใช้เป็นพิษบ้าง ก็เป็นพิษแต่เพียงทำลายเชื้อ โรค เป็นยาไม่ใช่ยาพิษแท้ที่จะฆ่าแกง แต่เป็นยาที่เป็นพิษเพื่อทำลายเชื้อโรคเท่านั้น เพราะฉะนั้น มีเขี้ยว มีเขี้ยว มีเล็บ มีบ้าง แต่เป็นแต่ เพียงสัญลักษณ์ ใช้ประโยชน์ใช้สอย ใช้ประโยชน์ถึงขั้นที่เรียกว่า จะเป็นพิษ ก็ เป็นยา ไม่ใช่พิษ ไม่ใช่ยาพิษ แต่เป็นยารักษา มีพิษสำหรับเข่นฆ่าเหมือนกัน แต่เข่นฆ่าส่วนที่สำคัญ เข่นฆ่าส่วนที่ควรจะฆ่า ฆ่าเชื้อโรคเป็นยา ไม่ใช่ยาพิษ เป็นยาที่ฆ่าเชื้อโรค เรียกว่าเขี้ยวขาวงาม ใช้คำว่างาม ก็มันดีที่สุดแล้วละ มัน ดีที่สุดแล้ว มีเขี้ยวเหมือนกัน แต่มีเขี้ยวที่ขาว มีเขี้ยวที่งาม เพราะฉะนั้น ฟัน เขี้ยวของคนที่จริงฟันเขี้ยวของคน นี่ที่มี 4 ซี่ไม่ใช่ฟันเขี้ยวของสัตว์หรอก ฟัน เขี้ยวสัตว์นะ มันแหลม สำหรับเจาะ สำหรับต่อสู้จริงๆ แข็งแรง มีโคนแข็งแรง มีพวกนี้เหมือนมีด้าม มันเหมือนมีปลายหอก อย่างแข็งแรงจริงๆ ของคนไม่หรอก ไม่ถึงอย่างนั้น และก็ไม่ใช่แหลม เป็นลักษณะที่คานาย (canine) ของคนนี่ไม่ เหมือนฟันสิงสาราสัตว์ ไม่มีเสือให้ดู ก็ดูที่ฟันแมว ฟันหมาก็ได้ อ้ายนั่น แหลมเปี๊ยบเลย ฟันแมว ฟันหมา มันมีลักษณะอย่างนี้นี่ ไม่เหมือน แต่เป็น ลักษณะที่แตกต่างกับพวกฟันกราม ฟันโมลาร์ (molar) ต่างจากฟันโมล่าร์นิดหน่อย ไม่นิดหน่อย จะว่ามากทีเดียวละ ถ้าเราจะเข้าใจคานายว่า แหลม นี่นะ ต่าง คานาย (canine) เพราะฉะนั้น อันนี้ต่างจากไอ้นี่หน่อย ต่างจากฟันกราม ฟันลักษณะนี้ หน่อย มีรูปร่างลักษณะคล้ายคานาย คล้ายเขี้ยว แต่ไม่ถึงเขี้ยวของคน นี่ก็เถอะ ไม่ถึงเขี้ยวหรอก แล้วมาบอกว่า เรามีฟันเขี้ยวๆ มันก็เป็นแต่เพียงเรียก ด้วยภาษาซ้ำกันเท่านั้นว่าเขี้ยว แต่แท้จริง ไม่เหมือนกันละ ไม่เหมือน สังเกตซิ บาง ไอ้ฟันของเขี้ยวของหมา ของสิงห์เสือไปดูซิ กลม มันเป็นแท่ง กลม แหลม ไม่เหมือนกัน ไอ้นั่น มันมีไว้สำหรับทิ่มแทง มีไว้สำหรับต่อสู้ มีไว้สำหรับขบกัด เป็น พิษ เป็นภัย มีฤทธิ์มีพิษอยู่ในเขี้ยวมาก พวกนั้นเป็นพวกเบียดเบียน และต้องต่อสู้ ด้วยธรรมชาติ ต่อสู้ด้วยความเป็นจริงของเขาอย่างนั้น เพราะคนนี่ไม่ใช่สัตว์ดุร้าย แล้วเป็นสัตว์ที่ทุกอย่างลงร่องๆ ทั้งรูปธรรม นามธรรม นามธรรมก็ต้องหยุดแล้ว ไอ้เรื่องเบียดเบียนกัน ฆ่าแกง ขบเคี้ยวเขี้ยวฟันอะไรอย่างนี้ เลิก นี่มีเขี้ยวสีขาว งาม มันให้ความมาก มาก แม้แต่อ่านในลักษณะปุริสลักษณะนี่ มันให้ความรู้เท่าที่ เป็นความรู้ เป็นผู้ที่มีความรู้แล้ว อ่านแต่ 32 ปุริสลักษณะนี่ แสนที่จะเข้าใจ๊ เข้าใจ ปรุง หรือว่าพิจารณาทำความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ หมายความว่าอะไร มีความเห็น มีความคล้องจอง มีความร้อยเรียงอะไร มันชัดๆ เด่นขึ้นมามากๆ ทีนี้ ต่อ 27 เมื่อวานนี้ เราอธิบายถึงมีเขี้ยวสีขาวงาม 26 ทีนี้ก็ 27. มหาบุรุษ มีลิ้นใหญ่ และยาว ตามบาลีท่านว่าอย่างนั้นนะ แต่ในนี้ ท่านพุทธทาสไม่กล้า โดยเอาคำว่าใหญ่และยาวใส่วงเล็บไว้ แล้วก็แปลเสียใหม่ว่า มีลิ้นเพียงพอ ท่านเอง ทานกินแหนงใจ ท่านระคายใจว่า คนลิ้นยาวลิ้นใหญ่ นี่มัน ไม่ใช่คน ท่านเข้าใจในธรรมาธิษฐานไม่พอ ท่านเข้าใจในธรรมาธิษฐานไม่ถึง ถ้า ท่านเข้าใจธรรมาธิษฐานถึงแล้ว ท่านจะอาจหาญ จะกล้า ไม่ต้องไปลง ไม่ต้อง ไปเลี่ยงๆ ล้วนๆ ไม่ต้องไปหลบ ไปเลี่ยงไว้เลย บาลี อันนี้ยืนยันว่าใหญ่และยาว ยืนยันว่าใหญ่และยาว นอกจากจะมีคำบรรยายไว้ในบาลีว่า ลิ้นใหญ่และยาวแล้ว ยังบรรยายต่อไปด้วยว่า ลิ้นใหญ่แลบออกมาปกหน้า ปิดถึงหน้าผาก แลบเข้าไปข้าง นี้ยอนเข้าไปในหูได้ อธิบายถึงปานนั้นนะ แต่นี่ ท่านพุทธทาสท่านไม่กล้า เพราะ ท่านไม่เข้าใจนามธรรม ท่านไม่เข้าใจธรรมาธิษฐาน ไม่ใช่ดูถูกท่านพุทธทาสนะ แต่นี่ บอกลักษณะความจริงท่านเลย ท่านวงเล็บเอาไว้ คำว่าใหญ่และยาวนี่ ท่าน วงเล็บไว้ ท่านไม่กล้าฆ่าทิ้ง เพราะในบาลีมีอย่างนั้น ท่านแปลสำนวนของ ท่านว่ามีลิ้นเพียงพอ เพราะท่านกลัวว่าคนอ่านว่ามีลิ้นใหญ่ยาวแล้ว คนจะเข้าใจ ว่า โอ้ พระพุทธเจ้านี่ เป็นคนอาเพศ เป็นคนพิสดาร มีลิ้นเหมือนลิ้นสัตว์ร้าย สัตว์ต่างๆ นะ มีลิ้นเหลือกำลังวังชา เพราะคำว่าใหญ่ยาวต้องอธิบายกันต่อว่า ใหญ่อย่างไร ยาวขนาดไหน ซึ่งมีบาลีวรรคอื่น หรือในสูตร มีอธิบายไว้ด้วยว่า ลิ้นของพระพุทธเจ้านี่ ลิ้นพระมหาบุรุษนี่ แลบมาปิดหน้าผากได้ เหนือตาปิดหน้าผาก แลบมาหูยอนหูเข้าไปได้ ลิ้นที่ท่านอธิบาย เพราะฉะนั้น ท่านก็ไม่กล้า แต่ผมเข้าใจดี กล้า และเราจะยิ่งกล้า อธิบายลงไปยืนยันลงไปในบาลีเลย ยืนยันลงไปในหลักเดิมเลย ในฐานเดิมเลยว่า จริงที่สุด จะต้องเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น บุคลาธิษฐาน เราจะไม่สงสัยเลย เราจะไม่อายอะไรเลย ถ้าคนจะเป็นอย่างนี้ ก็ไม่เห็นน่าอายตรงไหน เพราะมัน เป็นประโยชน์ที่แท้จริง ถ้าท่านอยู่ได้โดยสัดส่วนมีพอดีพองามแล้ว และเป็นไปได้ แล้ว มันจะไปประหลาดอะไร ลิ้นท่านจะยาวจะใหญ่ขนาดไหน ท่านก็อยู่ในปาก ของท่าน มันจะไปมีปัญหาอะไร ทีนี้ลิ้นอันนี้ก็หมายความว่า ทีนี้มันเป็นประเด็น ไม่ ใช่ประเด็นว่า ประสาทรับรสอันเลิศละทีนี้ ประเด็นนี้ ลิ้นนี่ มีความหมายว่า สิ่งที่ รับรส แต่ไม่ใช่รับรสทางใน เป็นการรับรสทางนอก และมีอาณาเขต จึงได้ อธิบายว่าใหญ่นะ แม้จะรับรสทางอินทรีย์ ตาเหนือตา รับรสทางอินทรีย์ หู เหนือหูนะ สามารถชอนไชเข้าไปได้ แม้เสียง สามารถกลืนได้แม้รูป ถึงหน้าผาก ปิดนลาฏ ลิ้นนี่แลบมานี่ปิดเลย ถึงนลาฏนะ ลิ้นนลาฎ คำอธิบายบาลีอันอันมีอธิบาย อย่างนี้เลย ซึ่งแสดงความชัดเด่นยิ่งชัดใหญ่เลยว่า เป็นความหมายให้เห็นให้ เข้าใจได้ เพราะท่านสามารถที่จะรับรสทางทวารอินทรีย์ ทางจะรับรสแม้ด้านนอก ด้านใน ด้านในมีประสาทอันรสอันเลิศแล้ว อย่างประเด็นที่จะได้รับอย่างกว้าง ขวาง ได้อย่างไกล ได้อย่างถ้วนทั่ว ไม่ว่าทวารรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่ว่าจะด้วยตา จะด้วยหู จะด้วยจมูก ด้วยลิ้น ด้วยกาย ไปได้ถ้วนทั่วนา แต่ก็ สามารถไปด้วยขอบเขตที่จะไปนั่นแหละ จึงได้อาศัยคำว่าลิ้น อาศัยคำว่าลิ้น ซึ่งมี ความว่าเป็นสิ่งรับรส ประสาทก็เป็นตัวรับรสใน ประสาทรับรสใน แม้จะเป็น เครื่องรับรส อวัยวะด้านนอก อวัยวะส่วนนอก ก็มีความที่จะรับรู้รสได้ ด้านนอก ได้กว้างขวาง มีอาณาเขตฝังถึงลึกชอนไช ไม่ว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ส่วนใด ก็สามารถที่จะมีลิ้นอันใหญ่และยาว เพราะฉะนั้น มหาปุริสลักษณะ ก็จะกลายเป็นบุคลาธิษฐานแล้ว โอ เป็นพระมหาบุรุษที่ไม่เอาแล้ว เป็นจะเอาบุคลาธิษฐาน ลิ้นแบบนี้ จะต้องใหญ่ยาว อย่างนี้ก็ต้องห้อยออกมาเหมือนหมานาซี มันชักจะไปโน่นเลย แล้วคนก็จะคาดคะเน ไป แต่ไม่ได้หมายความอย่างหรอก ธรรมาธิษฐาน มีความหมายอย่างลึกซึ้ง อย่างที่ว่านี้ มีลิ้นใหญ่ และยาว ท่านพุทธทาสแปลว่าเพียงพอ ก็เพียงพอ ก็เพียง นั่นแหละ มีความสามารถ มีคุณลักษณะหรือมีคุณภาพในการที่จะรับรส หรือมี อวัยวะ หรือมีองค์ประกอบในการที่รับรสได้กว้างใหญ่ ไล่ถึงกว้างใหญ่ ไล่ถึงใช้ความหมายว่าอย่างนั้ ผมอธิบายกว้างใหญ่ไล่ถึงไปถึงหู ถึงตา เหนือไปเลย ถึง เหนือตาเหนือหู แม้หูก็ชอนไชเข้าไปได้อะไรอย่างนี้ ท่านมีคำอธิบายอย่างนั้น ไปได้ทั่วถ้วน ทั่วไปหมดเลย รู้ถ้วนทั่วไปหมด มีแม้แต่อินทรีย์นอก อินทรีย์ใน ทีนี้ จะอธิบายอินทรีย์อยู่มันก็ซ้ำอีกแหละ เพราะฉะนั้น จึงมีความกินละเอียดลออ ไล่มาหมดเลย ทีนี้ชักไปจนกระทั่งถึงท่อนบนแล้ว และอธิบายไล่มาตั้งแต่เท้าจนถึง ใบหน้า ถึงคอ ถึงคาง ถึงลิ้น ถึงฟัน ถึงลิ้น เอ้า ทีนี้ ไล่ละเอียดเข้าไปอีก ข้อ 28. มหาบุรุษ มีเสียงดุจเสียงพรหม พูดเหมือนนกการวิก ละเอียดลงไปอีก เสียงดุจเสียงพรหม ในนี้ก็ดูเหมือนจะผ่านเสียงอย่างใด วาจาที่ เป็นอย่างพรหม 8 อย่าง มีความดัง มีความกังวาน มีอะไรต่ออะไรต่างๆ นะ ผมจำไม่ได้หมด เสียงก็หมายความว่า เสียงเป็นที่เขาเอาเทียบกับเสียงพรหม สมัยนั้น สมัยพระพุทธเจ้านี่ เขานับถือพรหม เพราะฉะนั้น ถ้าเสียง ก็ต้องเสียง มีอำนาจ เสียงกังวาน เสียงอ่อนนุ่ม ไพเราะ อะไรอยู่ในตัวของมันหมดเลย ซึ่งเสียงพรหมนี้ มีลักษณะ 8 อย่าง เดี๋ยวคงจะเจอในตอนหลัง ตอนก็พอจำได้ แต่ว่าเสียงกังวานทุ้ม ไพเราะ อะไรต่างๆนานา พวกไปได้ไกล ได้กว้าง ไปถึงอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา เดี๋ยวจะได้เจอนะ มีเสียงดุจเสียงพรหม เพราะฉะนั้น เขาจึงได้อธิบายคำสั้นไว้เลยว่า มีเสียงดุจเสียงพรหม เสียง เรา จะหมายความเอาเสียงโดยตรง ก็เสียงโดยตรงเป็นบุคลาธิษฐาน ไม่มีปัญหา อะไร ตอนนี้ บุคลาธิษฐานกับธรรมาธิษฐาน มันจะใกล้กันเข้ามาๆ มันเกือบจะเป็น อันเดียว แล้วเอาไล่มาตั้งแต่ต้นมา ค่อยๆรู้ชัดจนกระทั่งแยกกันออกชัด ว่า ธรรมาธิษฐานนั้นอย่างหนึ่ง บุคลาธิษฐานอย่างหนึ่ง กับมาเป็นอย่างเดียวกันแล้ว จะขัดกัน ตอนนี้ก็ชักใกล้กันเข้ามาแล้ว ย้อนเข้ามาจนกระทั่งสุดกันที่ 28. มันก็วน กลับใกล้เข้ามาถึงเสียงก็จริง เสียงก็มีเสียงที่ดี ได้ประโยชน์มาก พูดเหมือนนก การวิก นกการวิกนี่ เป็นอย่างไรก็ไม่รู้ จะเป็นนกที่ส่งเสียงจุ๊กจิ๊กๆๆๆอยู่บ่อยๆหรือ อย่างไรแต่จะบอกว่าบ่อยๆพระพุทธเจ้าพูดมาก เดี๋ยวก็เป็นการดูถูกพระพุทธเจ้าท่าน ก็จะพูดมากเพราะพูดมากเป็นภาษาไม่ค่อยดี เป็นความหมายที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น ก็ หมายความว่า ท่านพูดบ่อยๆ จุ๊กๆ จิ๊กๆ อยู่นั่นแหละ แต่ว่าก็คงจะเป็นนกการวิก ไปได้บอกการเวกนี้ก็คงจะใกล้เคียงกัน ก็มันชื่อมันคล้ายเหลือเกินนะ การวิก กับ การเวก คล้ายกัน เสียงมีอยู่ได้เรื่อยๆขยันร้องอะไร คงเป็นอย่างนั้นก็ได้ การเวก การวิก พูดเหมือนนกการวิก ก็หมายความธรรมาธิษฐานว่าถึงแม้ก็มีความหมายถึงเข้าไปในธรรมาธิษฐานว่าไล่เข้าไปถึง แม้อินทรีย์นอกอินทรีย์ใน มี หมด ไปกระทั่งฟันลิ้นแล้ว เสียงมีรส มีเสียง มีรูป มีรส มีเสียง มีลักษณะแสดง บอกอะไรอื่นๆเข้าไป ละเอียดเข้าไปๆ ก็มีแต่ส่วนดี ส่วนเลิศ พูดเหมือนพรหม แม้จะเป็นพรหมผู้มั่นคง ก็ยังเป็นพรหมอย่างนกการวิก พูดเหมือนนกการวิก มี เสียงแล้วก็มีความพูด การพูด เหมือนนกการวิก ก็หมายความว่า มีลักษณะอะไรที่ จะเป็นงานเป็นการ เป็นสิ่งที่แสดงออกมาอย่างไรก็แสดงอย่างยอด เรียกว่าพรหม แต่จะดูก็เหมือนกับอย่างมันก็เหมือนกับสัตว์น้อยตัวหนึ่ง ที่ทำแต่ก็เหมือนอย่างพรหม นี่คิดว่าจะเข้าใจได้นะ จะเทียบว่ามันเหมือนเล็ก แต่ก็ใหญ่ มันเหมือนใหญ่ แต่ก็ เล็ก มันเหมือนจะดูถูกได้ แต่มันก็ยอดดี มันเป็นอย่างนั้น คือเป็นอย่างพรหม เหมือนดังพรหม แต่เหมือนนกการวิก เสียงเล็กเสียงน้อย จิ๊บๆบ่อยๆ คล้ายๆ อย่างนั้น แต่เสียงองอาจหาญ องอาจใหญ่โตแข็งแรง มีลักษณะซ้อนอยู่ในตัว เป็น ธรรมาธิษฐานนี่ซ้อนอยู่ในตัว เป็นธรรมาธิษฐาน ก็หมายความว่า มีลักษณะอย่าง นั้นแหละ ลักษณะที่ว่าเหมือนใหญ่ แต่ก็เล็ก เหมือนจะดูถูกได้เปล่าหรอก แต่ยิ่ง ใหญ่นะ เหมือนพรหมทีเดียว แต่ยิ่งใหญ่ พะระหะมะ ยิ่งใหญ่ 29. มหาบุรุษ มีตาเขียวสนิท มหาบุรุษ มีตาเขียวสนิท นี่ ท่าน พุทธทาสวงเล็บไว้ว่าสีนิล แต่ในบาลีเขาว่าสีเขียวก็ดีแล้วนี่ ตาเขียว มีตาเขียวสนิท สีเขียวบอกแล้วว่า มีสีหมายมาทางเย็น สีแดงหมายไปทางร้อน ฉะนั้น มีตา สีเขียวสนิท ถ้าบุคลาธิษฐาน เป็นตาก็ตาอย่างนั้นแหละ ตามีแววมีสี มีสีเขียวก็เอา ก็ตาก็แค่บุคลาธิษฐาน ก็อย่างนั้น มีลักษณะ ทีนี้ทางธรรมาธิษฐานมีลักษณะ ก็หมาย ความว่า นัยน์ตานี่สีเขียวสนิทนะ สีนี้สนิท เย็น หมายเอาเย็น สีเขียวหมายเอา ลักษณะเย็น เย็นอย่างไร เย็นสนิท เขียวสนิท มหาบุรุษ มีตาเขียวสนิท เย็น มันเป็นไปในเชิงเย็น เพราะฉะนั้น แม้แต่จะมองจะส่อง จะรับ จะรู้ จะทั้งรู้ทั้งรับ ใคร เห็นตาก็ฮือ น่าดู ใครเห็นตาก็ไม่ร้อน ใครเห็นทวารที่พุ่งออกมา ตานี่มีความ หมายสำหรับทวารที่แสดงออกได้อย่างม้ากมาก เขาบอกว่าตาเป็นประตูใจ ตาเป็น ประตูใจ ในคนนี่ ตาเป็นประตูใจ เหมือนเงาๆ เหมือนประตูที่จะมองส่องเหมือน กระจก ที่จะมองส่องให้รู้อะไรๆ ในคนนี่ ให้มากกว่าในทวารอื่น ตานี่ เพราะ ฉะนั้น ตาจะแสดงออกเป็นเงา เหมือนตัวแทนอันหนึ่ง เพราะฉะนั้น เรา มองตานี่ ตาท่านเป็นอย่างไร เย็นสนิท มองตัวแทนออกมาอีกซ้อนออกมาอีก ก็ยังซ้อนออกมาด้วยสภาพฉายออกมาอีกว่า เป็นเงาอันเย็นสนิทด้วย ฟังธรรมาธิษฐาน ซ้อนลงไปดีๆนะ เป็นเงาอันเย็นสนิทด้วย เพราะฉะนั้น คำว่าตาเขียว ถ้าบอกว่า แค่บุคลาธิษฐาน มันก็จบ แล้ว ตาเขียวสนิท มันก็แค่นั้นเอง คนๆนี้ตาเขียวเท่านั้น เกิดมาก็เป็นคนที่มี ลักษณะ ลูกนัยน์ตาเขียวๆ ก็เท่านั้นเอง แต่ในธรรมาธิษฐาน นั่นซ้อนๆๆๆเข้าไปอีก ธรรมาธิษฐาน ซ้อนลงไปอีก เย็น นอกจากเย็นแล้ว ตามันทำไมถึงเอาตามาแทน คำพูดอันนี้ ทำไมถึงเอาตามาแทนลักษณะนี้ ไม่อธิบายตรงๆเลยว่า ถ้าเป็นคนเย็น นะ เป็นคนที่เย็นสนิท เย็นทั้งลักษณะนอก ทั้งลักษณะในนะ บางคนจะยาวกว่านี้อีก หมายว่ารูปที่ลงตัวก็อันเดียวกัน เพราะฉะนั้น แม้จะเป็นธรรมาธิษฐานที่อธิบายกันอยู่หลายคำหลาย ความ เพราะฉะนั้น ผู้ที่อธิบายสั้นๆ หรือเป็นลักษณะ รวมลงแล้ว เคร่งเข้าแล้ว เคี่ยวเข้าแล้ว ปั้นเอาแล้ว เป็นตาเขียวสนิท แต่ลักษณะของตาเขียวสนิทนี่ ยัง มีอีกเยอะดังที่ว่านี้ เป็นตัวแทน เป็นเงา เป็นเชิง เป็นชั้น เป็นลักษณะจะรับ หรือ จะรู้ ท่านจะรู้ได้ด้วยตา ตานี่จะเป็นทวารเห็น เป็นทวารกระจ่าง เป็นทวารที่จะชัดเจน ถ้าเห็นด้วยตาแล้ว แหม มันเกิดแ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน