สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน จูฬสุญญตสูตร สุญญภาพ ทุกข์ 10.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน จูฬสุญญตสูตร สุญญภาพ ทุกข์ 10 _เมื่อเดือนมกราคมศกนี้พ่อครูเคยกล่าวกับปัจฉาฯว่า 0 มี Infinity ดังนั้นสุญญภาพ มีอนันตภาพมี Infinity แล้วสุญญภาพไปสู่อนันตภาพ Infinity ใช่ไหมคะ พ่อครูว่า...สุญญภาพคือสภาวะที่ว่าง ต้องว่างให้ชัด ว่างจากกิเลส กิเลสหยาบกลางละเอียด หมดไปเลย แต่ไม่ได้ว่างอย่างไม่มีธาตุจิต ว่างอย่างเด๋อๆ ไม่ใช่ มันมีภูมิปัญญามีจิตสะอาดบริสุทธิ์ และจิตนั้น ถ้าก่อกรรมก็มีแต่กุศล นั่นคือจิตว่าง ไปอ่านไหน จูฬสุญญตาสูตรให้ดี เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่าในญาณนี้ไม่มีความกระวนกระวาย คือทรถ ชนิดที่อาศัยกามาสวะ ในญาณปัญญาจะรู้ว่าจิตเราไม่มีทรถ ไม่กระดุกระดิกอะไรเลย ไม่ยุกยิกในใจ ทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ ไม่มีทรถะที่อาศัยอวิชชาสวะเลย เป็นวิชชาทั้งหมด อาสวะใดที่เป็นอวิชชาไม่เหลือ มีไม่ว่าง สุญญตาไม่ได้หมายถึงว่างทั้งหมด มีไม่ว่างก็เพียงกระวนกระวายคือความเกิดแห่งอายตนะ 6 พระอรหันต์ก็ยังมีอายตนะ 6 ตาหูจมูกลิ้นกาย อาศัยกายนี้ อาศัยรูปนามธรรมะ 2 นี้ เพราะชีวิตเป็นปัจจัยยังไม่หลุดพ้นไปจากชีวิต ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ยังมีชีวิตอินทรีย์ ยังมีชีวิตรูป ชีวิตนาม ด้วยอาการนี้เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้น ไม่ใช่สูญเด๋อๆ แต่ว่างจากอาสวะ หมดอวิชชาสวะ ก็จะเหลือแต่จิตที่สะอาดบริสุทธิ์อยู่ในชีวิต ก็มีอายตนะ 6 ตาหูจมูกลิ้นกายใจอาศัย ตาหูจมูกลิ้นกายใจหรือขันธ์ 5 จึงเป็นภาราหเวปัญจขันธา มันแค่จุกจิกในจิต มันจะต้องมีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ นิพัทธ์ทุกข์ อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ก. ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ (ทุกข์อันเกิดจากกาย) 1. สภาวทุกข์ ทุกข์ประจำสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย 2. นิพัทธทุกข์ ทุกข์อยู่เนืองนิตย์ คือ หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ 3. อาหารป
อ่านต่อ
ริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ในการหากิน-การทำงาน 4. พยาธิทุกข์ อวัยวะเจ้าการทำหน้าที่ไม่เป็นปกติ 5. วิปากทุกข์ ทุกข์เพราะผลกรรม เลี่ยงวิบากเก่าไม่ได้ 6. ทุกขขันธ์ ทุกข์รวบยอดเพราะการประชุมแห่งขันธ์ 5 อันยังอาศัยมีชีวิตอยู่ ส่วนทุกข์ที่เลี่ยงได้หมดไปแล้ว ข. ทุกข์ที่เลี่ยงได้ (เจตสิกทุกข์ อันสามารถดับเหตุได้แท้) 7. ปกิณกทุกข์ (ทุกข์จรแห่งกิเลส คือ โศก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ เมื่อพรากจากคนที่รัก หรือพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นต้น) 8. สันตาปทุกข์ (ทุกข์ คือ ความร้อนเผาใจ อันนื่องมาจากกิเลสไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ แผดเผา) 9. สหคตทุกข์ (ทุกข์ไปด้วยกันกับโลก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข) 10.วิวาทมูลกทุกข์ (ทุกข์มีสงครามวิวาทะเป็นรากเหง้า)
อาตมาเกิดมาว่า ว่าคนที่มีทุกข์มีกิเลสอยู่ คนที่ยังไม่หมดกิเลสก็ถูกอาตมาว่าทั้งนั้น แม้แต่พระอนาคามีก็ถูกว่า ห้ามอาตมาไม่ได้หรอก เพราะอาตมาเกิดมาเพื่ออันนี้โดยตรง ส่วนใครจะฟังหรือไม่ฟังก็เรื่องส่วนตัวของคุณเอง อาตมามีสิทธิที่จะว่า กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ ไม่ได้ทำผิดรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำผิดวัฒนธรรม อาตมาตั้งใจทำ เหนื่อยก็เหนื่อยลงทุนลงแรง ไม่ได้ต้องการลาภยศสรรเสริญโลกียสุข คนชมเชย ทุกวันนี้คนอยากจะชมเชยอาตมาก็ไม่ได้ เพราะอยู่ใต้อำนาจรัศมีของเถรสมาคม ที่ได้ปกาสนียกรรมไว้แล้ว ว่าอย่ายกย่องคนนี้นะ ก็เลยต้องเกรงใจ เพราะเถรสมาคมเป็นใหญ่ในวงการศาสนา ถ้ากระแสหลักหรือเถรสมาคมหมดไปสิ อาตมาจะได้รับการยกย่อง แต่มันเป็นไปไม่ได้ อาตมาพูดได้ขนาดนี้ก็สาธุแล้ว พอใจแล้วเท่านี้ก็พอใจแล้ว อาตมาทุกวันนี้พูดได้อิสระ เถรสมาคมก็ว่าอาตมาไม่ได้แล้วมีแต่ว่าส่วนตัว ว่าได้ส่วนตัว บางคนขัดแย้งด่าตอบก็มี แต่มีน้อยแล้ว ตอบคำถามที่ว่าสุญญภาพไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย แต่ว่างจากกิเลส สิ้นอาสวะอนุสัย ผู้ที่ว่างจากกิเลสจิตจะยิ่งสงบจิตจะยิ่งคล่องแคล่ว จิตที่ว่างจากกิเลสจิตยิ่งสงบ ความสงบของศาสนาพุทธคือ ยิ่งว่าง กิเลสยิ่งดับ จิตยิ่งเร็ว ยิ่งคล่องมีประสิทธิภาพ จิตยิ่งทำงานเร็วแรงมีพลัง เป็นกัมมัญญตา ปาคุญญตา คล่องแคล่ว ในเวทนาสัญญาสังขาร ที่เป็นเจตสิก 3 ของวิญญาณ กิเลสยิ่งดับยิ่งหมดยิ่งสงบ เรียกว่ากายปัสสัทธิ รูปนาม ธรรมะ 2 สงบ ปัสสัทธิ กายปัสสัทธิยิ่งคล่องทั้งกายกรรมวจีกรรม มโนกรรม ไม่ใช่กายปัสสัทธิคือนั่งแข็งซึม เดินเซื่องๆ ไม่ใช่ แต่คือกายปาคุญญตา กายคล่องแคล่ว รูปนามคือกาย คือธรรมะ 2 คล่องแคล่วว่องไว ทั้งภายนอกภายใน นี่คือกายปัสสัทธิของศาสนาพุทธ กายไปเข้าใจแต่ว่าเป็นเรื่องของดินน้ำไฟลม ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้บรรลุ กายไปเข้าใจแต่เพียงภายนอก ไม่มีจิตวิญญาณเข้าร่วม ไม่มีทางปฏิบัติธรรมะบรรลุ แค่นี้แหละแค่กายคำเดียวเข้าใจไม่ถูกต้องไม่มีทางบรรลุ เพราะกายหมายถึงธรรมะ 2 และธรรมะสองนั้น เน้นที่จิต มโน วิญญาณเป็นหลัก พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า กายคือ จิต มโน วิญญาณ 1. อัสสุตวตาสูตรที่ 1 (ล.16 ข้อ 230) [230] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้างคลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับจึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้างวิญญาณบ้างปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ตลอดกาลช้านานฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ฯ
610205_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ด้วยแบบคนจน