สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน มูลสูตร 10 และสุริยเปยยาล 7.docx
เนื้อหาในไฟล์
มูลสูตร 10 และสุริยเปยยาล 7 ไปอธิบายมูลสูตรอีก 10 ผู้ที่จะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ต้องมีความเข้าใจในสุริยเปยยาลสูตรอย่างเข้าใจ จึงจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ ตัวต้นคือมีความยินดี ยินดีถึงขั้นมาอยู่กับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มาอยู่กับหมู่บัณฑิตคลุกคลีเกี่ยวข้องกัน นั่นคือคนยินดีอย่างเต็มใจ และถ้าคุณไม่มีวิบาก ก็มาได้ แต่หลายคนอยากจะมา แต่วิบากทำให้มาไม่ได้ แต่ละคนก็ของแต่ละคน วิบากเรื่องญาติ เรื่องหนี้สิน เรื่องโลกีย์ แต่ถ้าคุณไม่มีวิบากก็มาอยู่รวมกัน มันก็จะเป็นคนที่ยินดี ในมูลสูตร 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) ฉันทะ แปลว่าความยินดี เป็นรากเหง้า ถ้าไม่มีความยินดีก็ฝืนมาก แต่ถ้าฝืนมากแต่มีน้ำหนักของความเห็นดีเห็นงามพอสมควรก็ได้ แต่ถ้าไม่เห็นดีเห็นงามก็อย่าไปฝืนเลย ต้องมีปัญญาเห็นดีเห็นงามตามสุริยเปยยาล 7 ฉันทะอยู่ในระดับที่ 3ของสุริยเปยยาลสูตร เมื่อมีฉันทะแล้วต้องทำใจในใจเป็น ซึ่งเป็นข้อที่ 7 ในสุริยเปยยาลสูตร 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) จะทำใจในใจ ซึ่งเป็นข้อที่ 7 ในสุริยเปยยาลสูตร แต่ในมูลสูตรอยู่ในข้อ 2 ถ้าไม่มีความรู้ในการทำใจในใจให้ถึงที่เกิดอย่างถูกต้อง ถ้าไม่เข้าใจก่อน มาปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ไม่ได้ เพราะต้องเห็นแสงอรุณ 7 นี้ก่อน จึงจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ถ้าไม่มีสุริยเปยยาลก็ปิดประตู ในการปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้เลย เมื่อมนสิการเป็นแล้วต้องมีผัสสะ 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) ถ้าไปนั่งหลับตาไม่มีพรรษา 5 ภายนอกมีแต่มโนทวารอันเดียว อันนี้ไม่ต้องพูดถึงสุริยเปยยาลเลย ตลอดกาลนานไม่มีทางบรรลุธรรม ผัสสะเป็นสมุทัยในมรรค แต่ไม่ใช่สมุทัยที่เป็นเจโตในจิต ถ้าในอาริยสัจ 4 ก็มีสมุทัยคือ ตัณหา แต่ในมูลสูตรพระพุทธเจ้าใช้คำว่าสมุทัยเช่นกัน แต่สม
อ่านต่อ
ุทัยที่ไม่มีผัสสะ แล้วไปเรียนรู้โดยไม่มีผัสสะ ก็ไม่มีสมุทัยที่แท้จริงให้เรียนรู้หรอก ใน สามเส้า คือฉันทะ และโยนิโสมนสิการ ต้องเข้าใจก่อนอย่างดีสัมมาทิฏฐิมาก่อน ถึงมาปฏิบัติมนสิการได้ เมื่อมีปฏิบัติต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) เวทนาเป็นกรรมฐานในการปฏิบัติ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.1ุ0 ข.ุ6ุ0 ถ้าคุณไม่สามารถอ่านเวทนาที่เป็นกรรมฐานในภาคปฏิบัติ แต่ถ้าอ่านเวทนาไม่เป็น แล้วอ่าน กาย เวทนา จิต กายคือองค์ประชุม 2 ที่รวมลงเป็นเวทนา กาย เวทนา แล้วก็จิต จิตเป็นตัวรวมทั้งหมด แยกเป็นจิต 121 จิต 89 เจตสิก 52 ก็จะเจอตัวจิตที่เรียกว่าตัวตัณหา จิตมีอกุศลจิตคือตัณหา หรืออุปาทาน อาการตัณหาเป็นอย่างไรต้องเรียนรู้ตั้งแต่กามตัณหา เรียนรู้หยาบไปตั้งแต่โอฬาริกอัตตาไปก่อน เรื่องอบายมุข เบื้องต้นก่อน ล้างกิเลสกามต่อ ในตาหูจมูกลิ้นกายภายนอก จนมันหมด หรือมันกระทบสัมผัสแล้วก็ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 สัมผัสก็สัมผัสไป เหลือภายในไม่ยาก รูปภพอรูปภพ ในฌานของพระพุทธเจ้าไม่ได้หลับตาเลย แม้รูปฌาน อรูปฌานก็ยังคงมีสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้หลับตา แต่มีโลกุตตรจิตอยู่เหนือลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข หรือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเลย ไม่เกิดกิเลสในจิตจริงๆ ไม่มีเวลาใดที่จะไปหลับตา แต่หลับตาก็เพื่อเตวิชโชได้ แต่ในภาคปฏิบัติ สามัญปกติก็ลืมตาหูจมูกลิ้นกายใจ ตื่น ชาคริยา ไม่ได้ปิด เป็นชาคริยานุโยคะ ตลอดเวลา เป็นผู้ตื่นไม่ได้ไปนอนหลับ ชาคือรู้ ชาคระ ตัว คระคือดำเนินไป เกิดการเคลื่อนไหวอยู่ เป็น dynamic มีชาคระ ตัว ฌา แปลว่าธาตุรู้ ความรู้ ชาคระหรือชาคริยะ ก็เกิดสภาวะของมัน เกิดชาคระหรือชาคริยา ก็คือผู้พากเพียรในขณะที่ยังตื่น ไม่ใช่ในขณะหลับตา ผู้ที่สามารถปฏิบัติมนสิการเป็น มูลสูตรข้อ 2 เวลาจะมาปฏิบัติก็ต้องมี แดนเกิด คือต้องทำใจในใจ เป็นองค์ 3 คือ ฉันทะ มนสิการ ผัสสะ มาจากสุริยเปยยาลข้อที่ 7 ต้องมีพื้นฐานของแสงอรุณก่อน รู้โยนิโสมนสิการ 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) . . . 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) . . . . 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน. 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58)
ในสุริยเปยยาล พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรานี่แหละคือมิตรดีสหายดีของเธอ [130] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ย่อมกระทำให้มากซึ่ง อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 อย่างไรเล่า ? ดูกรภิกษุท. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ เจริญสังกัปปะ ฯลฯ .... ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุท. ภิกษุมีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบ ด้วยองค์ 8 ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ 8 อย่างนี้แล. (สุริยเปยยาล ล.19/130) พ่อครูว่า วิเวก วิราคะ นิโรธ ก็มีภาวะของการเสียสละ แล้วเจริญสังกัปปะ 7 เมื่อปฏิบัติได้ถึง สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ เกิดวิเวกอันสงบ วิเวกไม่ได้หมายถึงสถานที่หรือนิ่งแข็ง แต่คือสภาวะจิตที่ไม่มีราคะ วิราคะ วิเวกไม่ใช่นิ่งแข็งหยุด แต่วิเวกสงบเพราะราคะโทสะโมหะมันดับ จึงเรียกว่าสงบ สงบ แต่มีความเคลื่อนไหวทางกายวาจาใจ เร็ว ปราดเปรียวคล่องแคล่วทางกาย วาจา ใจ แต่ราคะโทสะโมหะไม่มี วิราคะ แปลว่าจางคลาย แต่นิโรธคือกิเลสดับ ตายอย่างไม่เกิดอีกเลย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) นิโรธอย่างมีสัญญากำหนดรู้ และมีเวทนาเต็ม คือสัญญาเวทยิตนิโรธ มีสัญญากำหนดรู้เวทนา 108 ว่าจบทั้ง 108 อาการ อย่างนั้น จึงเรียกว่าการคล่องแคล่ว เป็น กายปาคุญญตา เป็นองค์ประชุมรูปนามที่แคล่วคล่องทั้ง เวทนาสัญญาสังขาร ทำงานอย่างคล่องแคล่วว่องไว เวทนา มี 108 สัญญาก็มีมากมาย แล้วกลุ่มแต่งสังขารอยู่เต็มที่ ไม่ใช่ไม่ปรุงแต่ง ไม่คิด... แต่คล่องแคล่ว ปรุงแต่งสังขารอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ให้กิเลสเกิด กิเลสมาก็สลัดออก อย่างเหมือนกับปลิงแพ้ยาหม่องที่ทาขาไว้
มิตรดีมีตั้งแต่พระพุทธเจ้าจนถึงบัณฑิตทั้งหลาย พระสาวกที่เป็นอริยสาวกก็เป็นมิตรดีทั้งนั้น เป็นอาริยะมาอยู่รวมกัน ก็เป็นมิตรดีคือผู้ร่วมจิต สหายดีคือผู้ร่วมประโยชน์ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ผู้ที่มี [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ต้องเป็นผลทางจิตในกิมัตถิยสูตร การได้อานิสงส์ 10 ของศีล กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังอรหัตผลให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) . 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) ขยายความปีติ 5 ถ้าปล่อยให้มันแรงก็จะเป็น อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย) เหมือนพวกนักเล่นบอล ต้องแรง ต้องจัดจ้าน สีก็แรง กลิ่นก็ต้องแรง อย่างนั้นพระพุทธเจ้าไม่ให้เอา ให้เป็นแค่ ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) ซึ่งปีติก็มี ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ) อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย) ถ้าเป็นผลโลกีย์ก็จะมีแบบนี้ สั่งสมจัดจ้านจนเส้นประสาทระเบิดตาย พระพุทธเจ้าไม่ให้เอาแบบนี้ แต่ให้ทำแบบมีผรณาปีติ ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) ไม่มีเอกเทศไหนๆที่ไม่มีปีติไปถึง มันแจกเบาบางไปทั่ว เหมือนผู้แช่ในน้ำจุณสีให้จุณสีมันซึมซาบไปทั่วไม่มีขุมขนไหนที่ไม่มีจุณสี (จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค)
4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) คือมันสงบลงควบแน่น แต่มีความยินดี ไม่เดือดร้อน ยินดี เมื่อปัสสัทธิได้ก็สั่งสมเป็นสุข สงบ 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) ไม่ใช่สุขโลกีย์ สม คือสงบ อุป คือเกิด อุปสม หรือ วูปสม มีพฤติกรรมอันสงบ แล้วสั่งสมแข็งแรงมั่นคง เป็นสมาธิตั้งมั่น ตกผลึกควบแน่น พร้อมกันนั้นมีตัวปัญญา 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) หรือมุลจิตตุ เปลื้องปล่อยออกไป (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208) เป็นมุลจิตตุกัมมยตาญาณ เรื่องของจิตทั้งนั้น ศีล ขัดเกลากิเลสไม่ใช่แค่กาย วาจา ผลอยู่ที่จิต อวิปฏิสาร... แล้วมีปีติ มีจิตสงบ เป็นสุข เป็นสมาธิ ตามอานิสงส์ของศีล 10 ประการ พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างบริบูรณ์
[129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค มีความยินดี เพราะได้บรรลุไปตามลำดับ เพราะว่าคุณรู้จักอัตตา [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค มีตัวอย่างรู้อัตตา ว่าลดลงได้เรื่อยๆ ก็ยินดีที่มีผล เพราะอัตตามันลดลงๆ คุณฟังเป็นบัญญัติไปก่อน ทำความเข้าใจไปก่อน อันที่ 4 อัตตาเป็นตัวกลางของ 7 [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค แล้วก็กระเป๋าความรู้ความเข้าใจความเห็นยังไม่ใช่ปัญญา แล้วก็เอาไปปฏิบัติอย่างไม่ประมาท [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ต้องทำใจในใจเป็น ต้องมนสิการเป็น การทำใจในใจ อย่างแยบคาย ถ่องแท้ สัมมาทิฏฐิ โดยต้องปฏิบัติถึงแดนเกิด สัมภวะ แดนเกิดจะอยู่ที่มูลสูตรข้อ 2 มนิสการ ต้องปฏิบัติธรรมใจในใจไปถึงแดนเกิด สัมภวะหรือปภวะ คือแดนเกิดของสัตว์โอปปาติกะ คำว่าโยนิโส จึงแปลว่าเข้าไปถึงที่เกิด หรือถ่องแท้อย่างละเอียดว่าไปถึงที่เกิด โอปปาติกโยนิ คือเกิดสัตว์ตัวนี้ คือสัตว์จิตนิยาม ไม่ใช่พีชนิยาม คุณจะต้องทำ มนสิการ ทำใจในใจให้ถึงการเกิด อะไรก็ กิเลสเกิด มันไม่ได้ไปเกิดที่ต้นไม้หรือดินน้ำไฟลม ต้องเกิดที่หทยรูป ต้องรู้ หทย คือตัวจริงของมันอยู่ตรงนี้ ต้องรู้รูป หทยรูป ถ้าไล่ไปใน รูป 28 ตั้งแต่มีปสาทรูป โคจรรูปทำงาน เกิดภาวะของสิ่งปรากฏในใจ ก็แยกภาวะธรรมะสอง เป็นอิตถีภาวะแล้วทำให้เป็นปุริสภาวะ ซึ่งอาการต่างกัน ก็จัดการให้สงบลงเป็นปุริสภาวะ แล้วต้องรู้ว่ามีหทยรูป มีชีวิตินทรีย์ เป็นชีวะของจิตนิยามไม่ใช่แค่พีชนิยาม มนสิการ คือทำใจในใจถึงที่เกิด แล้วจะปฏิบัติได้ต้องมีผัสสะเป็นเหตุ (สมุทัย) หากไม่มีผัสสะเป็นเหตุ ก็ปฏิบัติธรรมไม่ได้ ถ้าไม่มีผัสสะแล้ว ไม่ต้องไปพูดถึงตัณหาอุปาทาน ไม่มีทางจะไปเจอได้ ต้องมีผัสสะ แล้วจะเกิดอาการ ไปเป็นสุขเวทนา หรือทุกขเวทนา จริงๆสุขหรือทุกข์มันคือทุกข์ คือตัวตัณหา อุปาทาน ตัวดิ้นรนเป็นทุกข์ตัวบำเรอ บำบัดความต้องการ บำบัดความยึดถืออุปาทาน ถ้าไม่ได้บำบัดปล่อยให้มันดิ้นไป ให้กิริยาอาการของตัณหาลดลง จนมันไม่มีอาการ อาการเป็นภาษาบาลี และเป็นภาษาไทยที่ไม่รู้จะแปลอย่างไรแล้ว ก็เข้าใจให้ได้ อาการโกรธ โลภ ที่เกิดในใจอย่างไร ต้องอ่าน ถ้าอ่านไม่ออกอาการที่ละเอียดกว่านี้ ไม่มีทางจะรู้ได้ลึกซึ้งต่อไปได้เลย แค่กิริยาอาการ พฤติของมัน คำว่า พฤตินี้ละเอียด ถ้าพฤติกรรมก็หยาบ แต่พฤติก็ละเอียด แต่แค่ประพฤติก็ละเอียดกว่ากรรม เมื่อทำฉันทะ ผัสสะ มนสิการ ก็มีสติเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นยิ่ง สติ ท่านใช้คำว่าเป็นใหญ่ คืออธิปไตย ปัญญาเป็นยิ่ง คืออุตระ คือเหนือ เมื่อจัดการได้สำเร็จก็เกิดปัญญา ปัญญา มีพลังอยู่เหนือโลก เหนืออัตตา อยู่เหนือควบคุมจัดการได้ มีฤทธิ์มีอำนาจเรียกว่าพลังงานปัญญา เสร็จแล้วได้วิมุติ กำจัดกิเลสได้ เกิดวิมุตติญาณทัสสนะ ก็ได้สาระมาเป็นแก่นแท้ของศาสนา หลุดพ้น ดับกิเลส แข็งแรงถาวร ผู้ได้วิมุติก็เป็นบุคคลอมตะ จบ. มีตัวเกิดตัวตายก็ได้ จะใช้ธนบัตรใบเกิดหรือใบตายก็ได้ อมตะบุคคลจะทำกิริยาตายหรือเกิดก็ได้ เพราะรู้จักการตายของอาการจิต ตั้งแต่อบายภูมิ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ภูมิคือโลก คือภพ ตั้งแต่ อบายภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ จนไม่มีภพ คือไม่มีโลกไม่หมุนแล้ว ไม่มีอาการ เป็นอมตะบุคคล ยังไม่ตาย แต่ทำตายได้แล้ว จะทำเมื่อไหร่ก็ได้จริงๆ จึงเป็นผู้มีตาย ก็ได้ทำตายมาตั้งแต่เริ่มต้น สุดท้ายเหลือแต่ตัวเองที่จะเป็น อรหันต์ขึ้นไปจึงอันตะ ไม่ลึกลับแล้วในการตายการเกิดของจิต ที่อยู่ในโลก โลกในระดับ กาม รูป อรูป กิเลสตายหมด ซึ่งเป็นคนอยู่เหนือการตายการเกิดของกิเลส โลก กิเลสโลกทำอะไรไม่ได้ ก็ท่านไม่เกิดแล้วจริงๆ ถ้าจะเกิดก็จะเกิดเพื่ออาศัยและมีพฤติกรรมที่สะอาด พฤติกรรมที่มีกิเลสเข้ามาร่วมนั้นไม่มี ผ่านวิมุติเป็นแก่นสารสาระ แล้วจึงเป็นบุคคลอมตะ ยังเหลืออันสุดท้าย ท่านจะปรินิพพานเป็นปริโยสานหรือไม่ ดับรอบหมดเลย ถ้าทำแล้วจบแล้วไม่มีฟื้น ทำตายแล้ว คราวนี้ตายเลยไม่ฟื้น ไม่ตั้งจิตต่อ ปณิหิตตังจิตตัง ถ้าไม่ตั้งนิมิต อัปปณิหิตตัง สูญแล้วไม่มีเครื่องหมาย ไม่ตั้งจิต ไม่ทำอะไรขึ้นไปอีกเลย เรียกว่านิพพาน สูญจริงๆ จิตไม่ทำอะไรอีกต่อ ไม่มีเครื่องหมายไม่มีนิมิต ไม่มีการให้จิตทำอะไรอีก วาง เลิก ไม่เหลือ เรียกว่าอัปปณิหิตตังจิตตัง นิพพานอย่างอนิมิต คือตายอย่างสิ้นซากหมดจด
600421_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ร้อยมาลัยใส่มหาจัตตารีสกสูตร