สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน มหาจัตตารีสกสูตรโดยสังเขป.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข22 เมษายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

มหาจัตตารีสกสูตรโดยสังเขป มหาจัตตารีสกสูตร ท่านเริ่มต้นที่ สมาธิของศาสนาพุทธที่เรียกว่าสัมมาสมาธิ ต้องมีเหตุทำให้เกิดผลที่เป็นสมาธิที่ถูกต้องตามแบบพุทธ คือต้องปฏิบัติ มรรค 7 องค์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะสัมมาสติ สัมมาวายามะ ทั้ง 7 องค์ แล้วจะเกิดกระบวนการธรรมะสังเคราะห์สังขารกัน จนเกิดผลเป็น จิตตั้งมันเป็นฌานเป็นสมาธิ ละล้างกิเลสออกไปได้ แล้วตกผลึกลงเป็นสมาธิ เป็นจิตตั้งมั่น เกิดจากการปฏิบัติอย่างลืมตาทั้งนั้น ทั้งจรณะ 15 หรือสามัญผลสูตร ไม่ได้ไปนั่งหลับตาหนีออกป่าเขาถ้ำ ตามพรหมชาลสูตร แต่การนั่งสมาธิหลับตาทำได้ แต่มีอานิสงส์ 4 ประการ คือได้พักสงบหรือได้ศึกษาจิตในภวังค์ อ่านอาการกาม พยาบาท อุทธัจจะ ถีนมิทธะหรือใช้เตวิชโช ตรวจสอบลงบัญชีว่าอะไรเกิดหรือดับ ตามที่ได้ประพฤติตามจริงมา อะไรที่ได้แล้ว อะไรที่ยังผิดอยู่ อะไรหมดถาวร สิ้นอาสวะอนุสัย แล้วก็ใช้เตวิชโช ต้องตรวจสอบ ธรรมดานั่งฟังธรรมอยู่นี่ก็มี เตวิชโชซ้อนไปได้ และที่ไม่ใช่ของพุทธ คือพลังงานจิตควบแน่นเป็นพลังงานสมาธิ เจโตสมาธิ เอาไปทำ อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ได้ แต่อันนี้พระพุทธเจ้าตัดทิ้งไป ถือว่าเป็นเดรัจฉานวิชา ก็ได้พูดขยายความมาเสมอ สรุปว่าสมาธิของพระพุทธเจ้าเป็นสมาธิลืมตา ถ้าเข้าใจ อ่านพระไตรปิฎก แตกในสามัญผลสูตร นี่แหละ สัมมาสมาธิ ทำให้มีศีลอันเป็นอาริยะ สํารวมอินทรีย์ อันเป็นอาริยะ จิตจะสันโดษอันเป็นอาริยะ ฌาน 1 2 3 4 ก็เป็นฌานลืมตาทั้งนั้น ก็ชัดเจน ในอัมพัฏฐสูตรก็ยืนยันว่าไม่ใช่ไปนั่งหลับตา หรือเข้าหาอาจารย์ในป่า ที่เป็นเดรัจฉานวิชา ต้องมีศีล มีปัญญา ต้องมีฌาน มีปัญญา ซึ่งขัดเกลากันเหมือนล้างมือด้วยมือ ล้างเท้าด้วยเท้า ศีลกับปัญญาต้องขัดเกลาเหมือนล้างมือด้วยมือล้

อ่านต่อ

างเท้าด้วยเท้า นัยยะต่างๆ ที่อาตมาได้เอาพระไตรปิฎกมาอ้างอิงยืนยัน ก็ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา จะได้รับสิ่งที่ดีไปตามลำดับ จากปฏิบัติมรรค 7 องค์ แล้วจะเกิดสัมมาสมาธิ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสมาธิ ต้องมีเหตุปัจจัย อุปนิสา ปริขารา เป็นองค์ประกอบเป็นเหตุให้เกิดผล คือสัมมาสมาธิ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาเป็นเหตุ ปฏิบัติมรรค 7องค์อย่างลืมตาเป็นเหตุ สัมมาทิฏฐิ 10 อาตมาก็ขยายให้ชัดเจนมาเรื่อยๆ เมื่อเข้าใจสัมมาทิฏฐิได้ก็จะปฏิบัติ ทานกับศีลเป็นตัวหลัก นอกนั้นเป็นรายละเอียดที่ซับซ้อน ต่อจากนั้นก็ตรัสเรื่องบุญ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ เรียกว่า ปุญญภาคิยา ให้ผลแก่ขันธ์คือ อุปธิเวปักกา (คือรูป เวทนา สังขาร วิญญาณ ขันธ์)ให้หมดอุปาทานในขันธ์ 5 ไปเรื่อยๆ เป็นผลให้ขันธ์สะอาดขึ้นจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน ส่วนแห่งบุญ จึงเป็นส่วนที่ลดละจางคลายกิเลส มันไม่ได้อะไรมา มีแต่วิบัติไม่มีสมบัติ ซึ่งไม่เข้าใจง่ายๆ แต่เมื่อเข้าใจผิด ก็เลยเอาบุญมาเป็นตัวทำลายศาสนา ถ้าเข้าใจคำว่าบุญ หรือปุญญะคำนี้ ไม่ถูกต้องก็จะงง อาตมาเอาหลักฐานมายืนยัน ตั้งแต่คำแปลเป็นบาลีว่า ปุญญะคือสันตานังปุนาติวิโสเทติ ก็ยังมี อยู่ในพจนานุกรมฉบับภูมิพโลภิกขุ บาลี-ไทย-อังกฤษ ที่ท่านธัมมปาละแปลว่าคือ คือการชำระจิตสันดานให้หมดจน คือชำระกิเลสในสันดาน คืออาสวะอนุสัยให้หมด เมื่อชำระไปได้เรื่อยๆก็เป็นส่วนแห่งบุญ มีประสิทธิภาพของพลังงานไฟฌานที่ไปล้างพลังงานไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ล้างไปได้เรื่อยๆ ก็ไม่มีอะไรได้มา มีแต่เสียไปเรื่อยๆ เรียกว่าส่วนแห่งบุญ ไม่มีอะไรไปแจกหรือสะสม มีแต่หมดไปเป็นศูนย์ ถ้าเข้าใจส่วนบุญถูกต้องก็จะเข้าใจ ปุญญปาปปริกขีโณ เป็นหลักฐานยืนยันที่พระโมฆราช หรือพระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าท่านเป็นผู้ที่สิ้นบุญสิ้นบาป ก็จะไม่งงว่า บุญก็ไม่มีบาปก็ไม่มี ก็หมด แล้วอย่างไร บุญสะสมไม่ได้ บุญคือวิบัติ ไม่มีหน้าที่ชำระกิเลส บุญเครื่องชำระกิเลสอย่างเดียว ชำระเสร็จก็หมดหน้าที่ เมื่อหมดอาสวะอนุสัยก็หมดบุญ พระอรหันต์คือผู้ที่หมดบุญ ถ้าเข้าใจคำว่าบุญไม่ได้ก็จะงงแน่นอน แต่ถ้าเข้าใจว่าบุญคือเครื่องวิบัติไม่ใช่สมบัติ มันเป็นเรื่องที่ต้องทำลายจัดการให้หายไปไม่ใช่เรื่องสะสมไม่ใช่สมบัติ ก็จะไม่สงสัย ในโอวาทปาติโมกข์ 3 จะไม่งง สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวงอย่าง“นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) อมตบุคคลหากไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ท่านไม่ทำบาปอีกแล้ว ทำแต่กุศลถ้าท่านมีกรรมใด ไม่ใช้คำว่า บาปหมดแล้ว หรือทำแต่บุญ ..ไม่ใช่ ก็ใช้คำว่าไม่ทำบาป แล้วทำแต่กุศล อธิบายอย่างมั่นใจ ไม่เดา เอามาจากสภาวะสัจจะ คำว่ากายก็ดี คำว่าบุญก็ดี คำว่าปัญญา อัญญะ ก็ได้อธิบายไปแม้แต่มีตำนานของอัญญาโกณฑัญญะ ที่เกิดธาตุอัญญะ เป็นธาตุอื่นที่ไม่ใช่ธาตุของโลกีย์ ซึ่งเดาไม่ได้หรอก แม้จะมีพยัญชนะแต่ไม่มีสภาวะก็เดาไม่ออก คุณจะเรียงจิ๊กซอว์ไม่ครบสมบูรณ์ได้หรอก คำว่าส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ในมหาจัตตารีสกสูตร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือความดำริในเนกขัมมะ ดำริในความไม่พยาบาท ดำริในความไม่เบียดเบียน นี้สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

แล้วท่านก็ขยายไปถึงอาชีวะ 5 แล้วขยายผู้พ้นมิจฉาอาชีวะ กุหนา ลปนา เนมิตกตา นิเปสิกตา ลาเภนลาภังนิชิงคิงสนตา ซึ่งก็เดาไม่ได้ ท่านไม่ได้ขยายความไว้มากแต่อาตมามีสภาวะ เอามาให้พวกเราพิสูจน์ได้ ให้พวกเราสามารถปฏิบัติพ้นมิจฉาอาชีวะ 5 แม้แต่ให้พ้นมิจฉากัมมันตะได้ หรือพ้นมิจฉาวาจา 4 ก็พิสูจน์ได้จริง แม้จะยาก โกหกนี่ตัวแรกต้องละให้ได้ โกหกทั้งๆที่รู้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้หนัก ผู้ที่โกหกทั้งๆที่รู้ ผู้นี้ไม่มีความชั่วอะไรที่เขาจะทำไม่ได้ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า..พ่อครูอธิบายเรื่องบุญให้พวกเราลดละกิเลส ตัณหา อุปาทาน ถ้าลดได้หมด กิเลส ตัณหา อุปาทาน ก็ไม่ต้องใช้บุญอีกแล้ว มีแต่สร้างกุศลเท่านั้นเอง

พ่อครูว่า...ในมิจฉา อาชีวะ มิจฉากัมมันตะ 3 มิจฉาวาจา 4 ก็ไม่ยากเท่าไหร่ ต้องได้ตัวแรกก่อน พระโสดาบันไม่โกหก แต่ถ้าโกหกก็ไม่เที่ยงแท้ไม่ดี แต่ถ้าไม่โกหกแล้ว ต่อไปก็ไม่หยาบ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ มิจฉา 3 ของสังกัปปะให้อ่านอาการของกาม พยาบาท อ่านอาการละเอียดของวิหิงสา ก็เป็นมิจฉา 3 ของสังกัปปะ โดยเฉพาะสังกัปปะ 7 ที่เป็นเจตสิกที่ลึกซึ้ง ผู้ที่สามารถรู้จักวจีสังขาร วจีสังขารไม่ใช่วจีกรรม วจีสังขาร เป็นมโนวิญญัติไม่ใช่กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ที่เป็นความเคลื่อนไหวออกมาข้างนอก แต่วจีสังขารเป็นอาการเคลื่อนไหวของจิต ซึ่งจะมีวจีสังขารได้ จะพูดได้ต้องมีอธิวจนะ มีภาษาที่ตั้งไว้แล้วหากไม่มีใครตั้ง ไม่มีชื่อไม่มีภาษาเรียก มันก็เป็นแค่อธิวจนสัมผัสโส ซึ่งเป็นอาการในจิต ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 เป็นเรื่องณิปุนา ละเอียดลึกซึ้งอย่างเดาเอาด้วยเหตุผลไม่ได้ ถ้าผู้รู้ดีซักให้ละเอียดก็สับสนวุ่นวายได้ หากไม่มีสภาวะจริง แม้มีสภาวะแล้วจะมาอธิบายอย่างอาตมาได้ก็ยังยากเลย ไม่ใช่เรื่องเดาหรือตรรกะเอา

อาตมาก็ไม่โดดเดี่ยว มีลูกหลาน มีผู้สืบทอดที่ทำได้ ก็เกิดกำลังใจ มหาจัตตารีสกสูตร ก็สรุปปิดท้ายไว้ ว่ารู้ครบ สัมมัตตะ 10 มิจฉัตตะ 10 คือมีมรรค 8 ผล 2 โลกียะก็เป็น มรรค 8 ผล 2 ของโลกียะ มีกุศล อกุศลก็เป็น 20 ของโลกุตระก็ได้ เป็นอีก 20 รวมแล้วจึงเป็น 40 จึงเรียกว่ามหาจัตตารีสกสูตร ถ้าเติมไปก็ค่อยปโหติได้ [279] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ เมื่อมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวาจสัมมากัมมันตะ จึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติ จึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติจึงพอเหมาะได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล พระเสขะผู้ประกอบด้วยองค์ 8 จึงเป็นพระอรหันต์ประกอบด้วยองค์ 10 ฯ

พ่อครูว่า เป็นเรื่องที่เรียงร้อยกันอย่างครบครัน สมบูรณ์ อาตมาก็พยายามขยายความตามภูมิที่มี ตอนนี้ก็ขยายความถึง [280] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ผู้มีสัมมาทิฐิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาทิฐิได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็น อเนกบรรดามีเพราะมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาทิฐิสลัดได้แล้วและกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะสัมมาทิฐิเป็นปัจจัย ฯ ผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสังกัปปะได้... ผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวาจาได้... ผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉากัมมันตะได้... ผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาอาชีวะได้... ผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวายามะได้... ผู้มีสัมมาสติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสติได้... ผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสมาธิได้... ผู้มีสัมมาญาณะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาญาณะได้... ผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวิมุตติได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามีเพราะมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาวิมุตติสลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล จึงเป็นธรรมฝ่ายกุศล 20 ฝ่ายอกุศล 20 ชื่อ ธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะ อันเราให้เป็นไปแล้ว สมณะ หรือ พราหมณ์ หรือเทวดา หรือมารหรือพรหม หรือใครๆ ในโลก จะให้เป็นไปไม่ได้ ฯ [281] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงสำคัญที่จะติเตียนคัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะนี้ การกล่าวก่อนและการกล่าวตามกัน 10 ประการ อันชอบด้วยเหตุของสมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้น ย่อมถึงฐานะน่าตำหนิในปัจจุบันเทียว ถ้าใครติเตียนสัมมาทิฐิ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีทิฐิผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาสังกัปปะ เขาก็ต้องบูชาสรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสังกัปปะผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวาจา เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีวาจาผิด ถ้าใครติเตียนสัมมากัมมันตะเขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีการงานผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาอาชีวะเขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีอาชีวะผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวายามะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีความพยายามผิดถ้าใครติเตียนสัมมาสติ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสติผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาสมาธิ เขาก็ต้องบูชาสรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสมาธิผิดถ้าใครติเตียนสัมมาญาณะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีญาณผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวิมุตติ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีวิมุตติผิด ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง พึงสำคัญที่จะติเตียน คัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะนี้ การกล่าวก่อนและการกล่าวตามกัน 1ุ0 ประการ อันชอบด้วยเหตุของสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ย่อมถึงฐานะน่าตำหนิในปัจจุบันเทียว ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้พวกอัสสะและพวกภัญญะชาวอุกกลชนบท ซึ่งเป็นอเหตุกวาทะ อกิริยวาทะ นัตถิกวาทะก็ยังสำคัญที่จะไม่ติเตียน ไม่คัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะ นั่นเพราะเหตุไร เพราะกลัวถูกนินทา ถูกว่าร้าย และถูกก่อความ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ มหาจัตตารีสกสูตร ที่ 7 600421_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ร้อยมาลัยใส่มหาจัตตารีสกสูตร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน