สื่อธรรมะพ่อครู(นานาสังวาส) ตอน สงฆ์อโศกเป็นนานาสังวาสกับมหาเถรสมาคม.docx
เนื้อหาในไฟล์
สงฆ์อโศกเป็นนานาสังวาสกับมหาเถรสมาคม พ่อครูว่า...สมณะดินดี สันตจิตโต ชื่อเดิมว่า อ่อนสา สัมทาน ธนิต โพธิ์ชัย กับอ่อนสา มาบวชคู่กัน บวชทางเถรสมาคมมาก่อนมาอยู่กับอาตมา ธนิตสายปัญญา ไปก่อนเลย ธนิตย์ ฉายา อัควัณโณ เสียชีวิตไปก่อน เหลือแต่ท่านดินดี หรือนายอ่อนสานี่ มาบวชเป็นสมณะชาวอโศก ตั้งแต่ยุคแรกวัดอโศการาม แล้วไปตั้งหลักแดนอโศก อาตมาบวชที่วัดอโศการาม แล้วไปขออุปัชฌาย์ตั้งสำนักที่แดนอโศก พศ. 2513 ที่ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม อยู่ฟักตัวที่แดนอโศกกันหลายปี พวกเราก็ฝึกฝน ท่านดินดี กับธนิตย์ (อัควัณโณ) ก็ไปจับจองป่าช้า ศีรษะอดศก ก็มีหลวงพ่อดำ(มนาโป)กับหลวงพ่อขาว(สุทธิญาโณ) ไปจองป่าช้าต.โคกเดื่อ จ.นครสวรรค์ ขอเป็นที่อยู่ของชาวอโศกในยุคแรกคือป่าช้าที่นครสวรรค์ กับป่าช้าที่ศีรษะอโศก ปี 2519 แล้วเราก็ฟักตัวกันสร้างสรรกัน อาตมาพอมาได้ที่สันติอโศกคลองกุ่ม บางกะปิ คุณสันติยา ยกที่ให้ ก็เกิดเป็นพุทธสถาน สามเส้า ก็พัฒนามาเกิดปฐมอโศก จนมาราชธานีอโศก เราก็มีวิวัฒนาการตามแบบชาวอโศก ตั้งแต่บวชพศ 2513 มาถึงปี 2560 ก็ย่าง 47 ปี ก็มีพัฒนาการกันมา ประกาศความเห็นซิตี้แนวคิด หรือบางคนเรียกพวกเราว่าลัทธิ หรือบางคนบอกเราเป็นนิกายอโศก อาตมาบอกว่าคนมายัดเยียดนิกายให้เราเป็นคนไม่รู้ประสีประสา นิกายเป็นบาปอนันตริยกรรม ใครจะทำก็เชิญ หาเรื่องสร้างอนันตริยกรรมให้ตัวเอง เราไม่ทำนิกาย มีแต่คนไม่รู้มายัดเยียดเราว่าทำนิกาย เรามีหลักฐานครบว่าไม่ได้ทำนิกาย อาตมาทำแบบนานาสังวาส ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ทำได้ เมื่อเกิดศีลไม่เสมอสมานกัน สองมีกรรมหรือการการประพฤติต่างกันอยู่กินไปมาต่างกัน นับถือต่างกัน มีความเห็นทิฏฐิต่างกัน มีอุเทสต่างกัน เพราะทิฏฐิต่างกันจึงอธิบายอุเทสหัวข้อธรรมะต่างกัน เช่นอธิ
อ่านต่อ
บายศีลก็ต่างกัน ทุกวันนี้ทางเถรสมาคมหมู่ใหญ่ ถือวินัย 227 มาเป็นศีล ไปถามเลย วัดไหนก็วัดไหน พระรูปไหนก็รูปไหน หรือผู้รู้ทางศาสนาพุทธ ซึ่งผิด 227 ไม่ใช่ศีล แต่เป็นวินัยที่มีโทษทัณฑ์ ถ้าผิดเข้าต้องปลงอาบัติ ตั้งแต่อาบัติน้อยถึงอาบัติปาราชิกเลย แต่ศีลต้องปฏิบัติแล้วได้ผลกับตัวเองไม่มีการลงโทษ หรือมีบุญกับตัวเอง บุญคือปฏิบัติให้เกิดพลังงานไฟ อุณหธาตุมีฤทธิ์อำนาจ มโนมยิทธิ มีฤทธิ์ทางใจ สามารถสลายไฟราคะไฟโทสะ ไฟโมหะ ได้จริงๆ สลายได้กำจัดได้ชนิดหมดไปเลยสิ้นเกลี้ยงไม่เหลือเศษเวียนกลับได้ กิเลสตายสนิทเลิกได้นิรันดร เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่สามารถทำพลังงานไฟ ไปสลายไฟราคะโทสะโมหะให้สิ้นเกลี้ยงไปจากใจคนได้เลย ยืนยันได้ทำได้จริง มาถึงยุคนี้ 2560 บวกกับ 45 ก็เป็น 2605 ปีแล้วเพราะศาสนาพุทธนับเอาปีที่พระพุทธเจ้าสิ้นพระชนม์เป็นพุทธศักราชแรก ก็ต้องบวกอีก 45 ปี แต่ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้ผิดเพี้ยนไปเหมือนกับตอนพระพุทธเจ้าออกบวชใหม่ๆ คือมีแต่วินัย ไม่มีศีลแล้ว ในยุคนี้แม้มีศีลในพระไตรปิฎก แต่ถ้าอาตมาไม่มาเกิดศีลจะฟื้นขึ้นมาไหม? ก็จะเป็นการเสื่อมไปเรื่อยๆ ถือวินัย 227 ไปแล้วก็เสื่อมไปเรื่อยๆ อาตมาเกิดมายุคนี้ บวชกับทางเถรสมาคม 2513 พออยู่มาถึง 2515 ก็ไม่ไหว ต้องแยกออกไปปฏิบัติก็มีพวกเรา อย่างท่านดินดีนี่แหละถือว่าเป็นรัตตัญญูผู้มาก่อนใคร ตั้งแต่ 2516 แดนอโศก พอถึง 6 ส.ค. 2518 อาตมาก็ประกาศนานาสังวาสที่วัดหนองกระทุ่ม ต่อหน้า พระ 108 รูป ต่อหน้าเจ้าคณะตำบล ประกาศนานาสังวาส โดยเรามีพระ 21 รูปกับเณร 2 รูป เณรก็มีเณรบุญเพ็ง กับเณรอีก1 อาตมาก็ตีเณร 2รูปเป็นพระ 1 ก็คือพระ 22 รูป ประกาศนานาสังวาสกับเถรสมาคม ประกาศตอนแรกทางเถรสมาคมก็ยอมรับ แม้ทางเจ้าคณะจังหวัดทางราชการก็ยอมรับมีเอกสารราชการยอมรับว่าเราไม่ได้เป็นพระที่อยู่ในการปกครองของมหาเถรสมาคม คือมีผอ.การรถไฟ เขียนจดหมายไปถึงมหาเถรสมาคมว่า ไม่ควรให้พวกเราได้ลดราคาค่ารถไฟ เพราะไม่ได้สังกัดมหาเถรสมาคม แล้วอธิบดีกรมการศาสนา นายธนู แสวงศักดิ์ เป็นผู้ลงนามในหนังสือมหาเถรสมาคม เพราะองค์การศาสนานี้เป็นเลขาของมหาเถรสมาคม ก็ให้อธิบดีกรมการศาสนาลงนามตอบรับการรถไฟ บอกไปว่า พวกพระชาวอโศกไม่ได้อยู่ในการปกครองของมหาเถรสมาคมเพราะว่าได้ลาออกไปแล้ว เขาทำหนังสือปกาศนียกรรมออกมาด้วย ซึ่งก็ฟ้องตัวของเขาเอง ความผิดพลาดก็ไปหาอ่านกันในหนังสือประนีประนอมกันด้วยนานาสังวาส อาตมารวบรวมหลักฐานไว้ จะเห็นว่าเถรสมาคม ทำผิดวินัยมาตลอด ทั้งที่ยอมรับนานาสังวาสกับเรา แต่วันร้ายคืนร้าน 2515 พันต.ตรีอนันต์ เสนาขันธ์ก็มาเขียนหนังสือว่าเรา ต่างๆนานา ทางเถรสมาคมก็เอาด้วยบ้าจี้ ทางเจ้าคุณประยุทธิ์ก็เขียนหนังสือเล่นงานเราอีก ทางเถรสมาคมก็ขึ้นเลยสั่งจับ สั่งสึกพวกเราเลย ก่อนจะสั่งสึกก็รวมกันมาพิจารณาความเรา อาตมาถูกว่าเป็นตัวการใหญ่ โดยเขารวมทั้งธรรมยุติและมหานิกาย มาร่วมกันทำสังฆกรรม ซึ่งผิดหลักวินัยเอาพระต่างนิกายมาร่วมกันทำสังฆกรรมก็ผิดวิบัติ คณปูรกะ ถือว่าสังฆกรรมนั้นโมฆะ แต่เขาทำจนได้ก็เอาคำสั่งของคณะปกาศนียกรรมของสงฆ์ธรรมยุติและมหานิกายร่วมกันทำ ประกาศว่าอัปเปหิเราออกจากคณะสงฆ์ ทั้งที่เราลาออกมาแล้ว ตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ถ้าจะว่าจริงๆเราต่างหากไม่เอาเถรสมาคม ไม่ใช่เถรสมาคมไม่เอาพวกเรา เราก็ยืนยันตามพระไตรปิฎกฉ.สยามรัฐว่าเราปฏิติแล้วได้ผล มีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ของพุทธเป็นแบบนี้นะ ปัญญามีอัญญะอย่างไรมีอัญญาโกณฑัญญะอย่างไรก็อธิบายอย่างมีหลักฐาน ผู้เป็นปัญญาชนตรวจสอบอย่างไม่อคติ ก็เข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเราจึงอยู่ได้เพราะ ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธัมโมหเวรักขติธัมมจาริง ปฏิบัติธรรมตามธรรมสมควรแก่ธรรม ก็จะอธิบายความจริงแฉความไม่จริง อย่างไม่ได้โมเมกลบเกลื่อน อันนี้มีหลักฐานยืนยันในพรหมชาลสูตร ท่านว่า ใครมาว่าเราไม่ถูกก็ต้องกล่าวแก้ ที่กล่าวเราผิดอย่างนั้นไม่ใช่ ท่านบอกให้กล่าวแก้ แต่พูดแก้ไขให้มันถูกต้องตามสัจธรรม ไม่เช่นนั้นคนจะเข้าใจผิดไปเรื่อยๆ ถ้าเงียบก็เหมือนว่าผิด ก็จะเข้าใจผิดลามไปใหญ่ ตอนแรกฟังเขาก่อน ฟังแล้วตรวจสอบให้ดี อะไรผิดไม่ตรงก็ต้องแก้ให้ดี ว่าอย่างนี้ไม่มีในเรา อย่างนี้มีในเรา นี่เป็นคำตอบของพระพุทธเจ้า สิ่งเหล่านี้คนเข้าใจไม่ได้ก็หาว่าเราแก้ตัวมีอัตตา ต่างๆนานา ก็ยืนยันว่าเราจะไม่พูดสิ่งที่ไม่จริงไม่ดีไม่ควร เราจะพูดส่ิงที่จริงที่ดีที่ควร และเป็นประโยชน์ด้วย เพื่อสืบสานศาสนาหรือสัจธรรมไป เมื่อเราตายแล้วคนอื่นก็จะสืบสานต่อ โดยดูใจตัวเอง ใจเราอยากเอาชนะคะคานไหม อาการของใจมันอยากเอาชนะ อาการอย่างนั้นเป็นอย่างไร ต้องตรวจดูจิต ถ้าจิตเราไม่มีอาการอยากเอาชนะเลย เป็นแต่มีมโนสัญเจตนาให้เขาเข้าใจสัจธรรมให้ถูกตรง ไม่ได้คิดว่าเราต้องเอาชนะ คุณแพ้นะ ไม่มี สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง ยากจะเข้าใจ ทุกวันนี้ทางเถรสมาคมที่ไม่เข้าใจก็เขียนหรือสื่อทางต่างๆซัดพวกเราเหมือนกัน เขามีกิเลสอยากเอาชนะคะคานก็ได้หรือเขาเข้าใจผิดจริงๆ อวิชชาอยู่ก็มีจริงๆ เป็นธรรมดาธรรมชาติ ละเว้นไม่ได้ เป็นธรรมดาของส่ิงเหล่านี้ วันนี้ ที่พูดไม่ได้แก้ตัวหรือลบล้าง แต่นานๆก็พูดที พูดละเอียดชัดๆยืนยันหลักฐาน เป็นปรากฏการณ์จริง ยุคนี้ก็ยังระลึกได้ว่าคนที่พูดมีในตำนานหรือเห็นอยู่หลัดๆไม่ตายก็ยิ่งจริง ขออภัยท่านผู้บวชก่อน เราไม่ได้มีเจตนาเอาชนะคะคาน ไม่ต้องการล้มล้างใคร เราดำเนินธรรมะสร้างประกอบธรรมะ ตอนนี้สมณะรัตตัญญู คือท่านดินดีเสียชีวิต พวกเรามีความรู้สึกชัดเจน จะมีกันไม่น้อย ยาวนานพอสมควรก็พอจะมีภูมิปัญญารู้ถึงคุณนะวิเศษคุณธรรมด้วยตัวเอง ไม่มีใครไปยัดเยียดความรู้ความเชื่อถือได้ ใครมีภูมิปัญญาก็รู้เอง ก็เข้าใจได้ว่าสิ่งเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง หรือที่ชัดๆ คือเป็นผู้บรรลุธรรมจริงหรือไม่จริง ท่านดินดีก็ได้พูด ไม่มีมังกุนะ มีหลักฐานยืนยันว่า ท่านเองท่านบรรลุธรรม ถ้าไม่มีมรรคผลท่านจะอยู่ได้จนป่านนี้หรือ อย่างในอภิณหปัจจเวกขณ์ ข้อ10 ผู้ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าถ้ามีเพื่อนสหพรหมจรรย์มาถาม ฝันว่าปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าได้มากกว่าหรือเปล่า ได้อุตริมนุสธรรมหรือไม่ เราก็จะตอบได้ โดยไม่มีจิตอุทธัจจะ หรือมังกุ ขวยเขินไม่มี ได้ก็บอกตรงๆว่าได้ ไม่เหมือนผู้หญิงสวยที่คนมาชมว่าสวยก็เขิน อาการอย่างนั้นไม่มี ถ้าจะบอกว่าบรรลุธรรมก็เฉยเฉย ไม่เขิน หรือมังกุ เล็กๆน้อยๆก็ไม่มี มังกุนี้ขวยเขินน้อยกว่าอุทธัจจะ ถ้ามังกุนี้นิดน้อยในใจ ก็ชัดๆพูดตรงๆอ อาตมาอวดอุตริมนุสธรรม ก็ตรวจจิตตนว่าอยากอวดไหม อาการอยากอวดเรียกว่าสาเฐยยะหรือสโฐ มีอาการเช่นนั้นไหมเราเรียนรู้รูปนามด้วยอาการลิงคนิมิตอุเทส เราก็พยายามกำหนดหมายรู้อาการ เช่นอาการโกรธมันไม่มีหัวหางรูปร่างอาการโกรธ หรือโลภ มันเป็นอาการอย่างไร ไม่มีเส้นแสงสีเสียง แต่อาการต่างกัน โลภกับโกรธหรืออาการอุปกิเลส 16 อาการ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ ตีตนเสมอท่านอาการอย่างไรก็อ่านฝึกหัด แล้วจะรู้ความจริงปรมัตถธรรม จิตเจตสิ ก รูปก็คือสิ่งที่ถูกรู้แม้นามธรรมถึงอรูปเราก็อ่านเป็นอ่านได้ เป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ รู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้ รู้จักคือสัมผัสจริง รู้แจ้งคือมีความรู้ยืนยันได้ รู้จริง คือตรงกับสัจธรรมทุกอย่าง คือสัจธรรมที่อาตมาพาทำมา แล้วก็จะพยายาม ท่านดินดี ไปล่วงหน้าก่อน กลับมาเกิดอีก อาตมายังไม่ตายก็มาช่วยกัน แล้วไม่ต้องตั้งใจกันว่าขอให้มาเกิดที่ท้องฉันนะ แล้วแต่วิบากกรรม อาตมาก็แน่ใจว่า มันจะเป็นไปตามจริงนั้น ไม่ต้องตั้งเรื่องไว้ แล้วบอกว่านั้นนี่ โมเมเด็กคนนั้นคนนี้มาเกิด เดี๋ยวเถอะ เป็นลูกผีมาเกิดแล้วโมเมว่าเป็นท่านสันตะมาเกิด เราอย่าไปนั่งเพ่งมุ่งอย่างนั้นอย่างนี้เราศึกษาดูว่ามีเหตุปัจจัยมีหลักฐานยืนยันอย่าทึกทักเอาหากไม่ใช่จะขายขี้หน้า สัจธรรมที่ได้พาทำนี้ก็จะพยายามลากสังขารตัวเองให้ยาวยืนอยู่นานเท่าที่จะทำได้ เพื่อสร้างสรรสืบสานตามที่อาตมามี จริงใจตามภูมิ เพื่อเผยแพร่และให้พวกเราปฏิบัติให้เกิดผล ไปกับความจริง ก็จะเกิดศรัทธาทำขึ้นมาให้แก่สังคมมนุษยชาติ ก็จะเป็นความพิเศษของมนุษยชาติ ประเทศไทยเป็นชมพูทวีป อาตมาขอใช้คำว่าบังอาจ บอกไปแล้ว พูดไปแล้ว พูดอย่างมั่นใจ ไม่โมเม อาตมามั่นใจว่าเป็นความจริงทั้งนั้น เมืองไทยเป็นเมืองที่มีอาริยบุคคล ที่มีมวลมากกว่าประเทศใดๆ แม้แต่ประเทศอื่นที่เป็นเมืองพุทธมีประชากรมากกว่าประเทศไทย แต่ผู้ที่มีมรรคผลอย่างแท้จริง อาตมาก็ตรวจสอบดู ในต่างประเทศก็ยังไม่เข้าร่องรอย ยังไม่สัมมาทิฏฐิ แม้ในไทย คนที่มีปริญญาเอกทางศาสนามีเยอะแยะแต่ก็ยังไม่สัมมาทิฏฐิ จะไปเอาหลักฐานทางโลกมาอ้างอิงไม่ได้ทีเดียวต้องเอาทางธรรมอย่างท่านสันตจิตโต จบป.4 ยังไม่ป.6 ด้วยซ้ำ นักธรรมตรีก็ดูเหมือนไม่ได้ ซึ่งอันนั้นไม่ใช่เครื่องยืนยัน แต่ท่านศึกษาด้วยตน อาตมาก็ขอยืนยันว่าท่านมีมรรคผล ท่านไม่ได้มีมรรคผลสามัญ ท่านเป็นโพธิสัตว์ ท่านดำเนินโพธิสัตว์แล้ว แต่คนจะรู้ว่าตนเป็นโพธิสัตว์ไม่ง่าย แต่คนนึกว่าตนเป็นโพธิสัตว์ก็มีเยอะ ดีไม่ดีเถรวาทบอกโพธิสัตว์ปุถุชนไปเลย เถรสมาคม เข้าใจว่า ผู้ตั้งใจอุตสาหพากเพียร อดทน แต่บรรลุธรรมไม่ได้นะ เพราะเข้าใจผิดหลายชั้น หนึ่งเป็นอรหันต์ไม่ได้ เข้าใจว่าโพธิสัตว์เป็นอรหันต์ไม่ได้ เพราะเข้าใจว่าเป็นอรหันต์แล้วต้องตายแล้วสูญ ก็ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า แต่ที่จริงไม่ใช่ เข้าใจผิด สองไม่เป็นอรหันต์แม้เป็นโสดาบันก็เป็นไม่ได้ แม้เป็นโสดาบันต่ำสุด ก็อีก 7 ชาติต้องเป็นอรหันต์ แล้วเข้าใจว่า 7ชาติคือต้องเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ 7 ครั้ง ก็จะเป็นพระพุทธเจ้า ถ้าเขาบำเพ็ญ 7 ชาติต้องเป็นพระพุทธเจ้า ถ้าไม่เป็นพระพุทธเจ้าเป็นอรหันต์ก็ต้องตายสูญ แล้วจะเป็นได้หรือ 7 ชาติแล้วได้เป็นพระพุทธเจ้าใครก็เอา ทรมานขนาดไหนก็ต้องสู้เกิดมาเป็นตัวตน 7 ชาติก็เป็นพระพุทธเจ้าใครมันก็เอาแต่นี่คือความเข้าใจที่มิจฉาทิฐิ เขาก็เลยว่า ถ้าจะเป็นโพธิสัตว์ตั้งตนจะเป็นพระพุทธเจ้าจะบรรลุธรรมไม่ได้แม้แต่เป็นพระโสดาบัน ก็ต้องเป็นปุถุชนไปเสร็จแล้วเป็นพระพุทธเจ้าเลย มันจะเป็นไปได้อย่างไร เป็นความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนที่เข้าใจไม่ได้ในธรรมะอันลึกซึ้งของพระพุทธเจ้า ก็เลยโมเมเลอะเทอะไป สรุปแล้ว เมืองไทย หรือลังกา พม่าก็มีเถรวาท ในเมืองจีน ญี่ปุ่น ก็มีเถรวาทล้วนแล้วแต่ไม่สัมมาทิฏฐิ มหายานยิ่งบานทะโร่ไม่เอาเนื้อเอาแก่นดีไม่ดีเป็นพระแต่มีเงินในธนาคารมีลูกสืบต่อเป็นทายาท มีลูกเมียสืบสมบัติต่อไปเลย เลอะเทอะไปหมด คือสายมหายาน หรือสายเถรวาทที่เพี้ยนไปจากศาสนาแท้ของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาเข้าใจนี้ไม่เพี้ยนเป็นเถรวาทสุดโต่ง ออกป่าเขาถ้ำไปเลย หรือต้องช่วยสังคมอย่างไม่ลืมหูลืมตาเป็นมหายานก็ผิดไปอีก ต้องรู้จักความเป็นกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา ไม่โต่งไปทางกามหรืออัตตา นี่เป็นภาษาธรรมะของพระพุทธเจ้าที่เทศน์กัณฑ์แรกในศาสนาพุทธ เป็นธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะต้องเทศนาอันนี้ก่อน จะต้องเทศ อนัตตลัขณสูตร ต้องเทศน์อาริยสัจ 4 ต้องเทศน์ให้รู้ทันที หนึ่งสองข้างที่สุดโต่งเรียกว่ากามกับอัตตา สอง จะต้องแสดงว่าศาสนาพุทธเป็นอัตตา คืออนัตตลัขณสูตร สามทางปฏิบัติไปสู่อันนี้คือ อาริยสัจ4 ต้องเทศน์สามเส้าหลักนี้ให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นไม่ทันกาล แต่ผู้ที่มาฟังเทศนา ต้องมีภูมิธรรม มีปัญจวัคคีย์ มีปัญสาขา กระจายเผยแพร่ศาสนาพุทธออกไปได้ จะมาถึงทุกวันนี้ นี่ท้าวความ เอาตำนานหลักฐานมายืนยันได้ ไม่ได้สร้างตำนานหลักฐานเอง มีสังวาสเดียวกันด้วย คือเข้าใจร่วมกันได้ ต่างคนต่างศาสนาเราจะไม่กระทบกันมากหรอก เพราะต่างคนต่างถือหลักเณฑ์ จุดหมายต่างกัน แต่เมื่อมามีจุดหมายเดียวกันหลักธรรม ความเห็นก็ต้องตรงกัน ทิฏฐิสามัญตา ศีลสามัญตา ถ้าลงกันไม่ได้ต้องทำความเข้าใจกันว่าของใครถูกของใครผิด คนที่เป็นกลางพระพุทธเจ้าเน้นว่าต้องฟังความสองข้าง เจ้านี้ก็อธิบายตนว่าเป็นพุทธ เจ้านี้ก็ว่าตนเป็นพุทธ คนฟังก็ฟังสองข้างแล้วใช้ปัญญาวินิจฉัยเอาเองว่า เห็นของใครเป็นธรรมวาที ตัดสินผิดหรือถูกก็เป็นเรื่องของคุณ เป็นอิสรเสรีภาพ นานาสังวาส คือให้สิทธิเป็นประชาธิปไตยที่สุดในศาสนาพุทธ มีเงื่อนไขหลักของนานาสังวาสคือ 1 เมื่อแยกนานาสังวาสแล้วคุณจะด่า คุณจะวิพากษ์วิจารณ์ จะค้านแย้ง ปฏิกโกสนา ว่าฝ่ายอื่นที่เป็นพุทธ จะว่าให้หนักแรง ว่าผิดเต็มรูป เบ่งให้คอแตกอย่างไรก็ค้านไปเลย เรียกว่าปฏิกโกสนา แต่ทำสังฆกรรมฟ้องร้องทำอธิกรณ์กันไม่ได้ คือหลักนานาสังวาส(อุกโกตนาไม่ได้) เพราะฉะนั้นอินเดีย เถียงกันคอแตก แต่ไม่ตีกันไม่ฟ้องร้องกัน คือรากเหง้าของศาสนาพุทธ ฮินดูคือพุทธที่แปลงเป็นเทวนิยม คือความหมุนวนไปสับไปสับมาของสัจธรรม ความหลักคือว่ากันได้เต็มที่แต่เอาเรื่องฟ้องร้องกันไม่ได้ จะมีท่าทีรุนแรงอย่างไรก็เชิญ แต่ได้แค่ปากหอก ฟ้องร้องใช้มือไม้ตีกันไม่ได้ ใช้ได้แค่ปากหอก ได้แค่นี้อาตมาถึงทำอยู่แค่นี้ สรีระอักเสปทุกวันนี้เพราะปฏิกโกสนามากไป ก็พยายามลดหย่อน แต่เครื่องติดมานานหรี่อย่างไรก็ลดไม่ค่อยลงก็รับวิบากไปก่อน แต่เถรสมาคมท่านฟ้องร้องเรา ขึ้นศาล อาบัติซ้อนผิดซ้อน ทั้งที่โมฆะใช้ไม่ได้ แต่เขาก็ว่าเป็นผล อัปเปหิได้ พูดไปคนก็เชื่อเถรสมาคม คนไม่มีภูมิปัญญาก็เชื่อ คนมีภูมิปัญญาก็ไม่เชื่อ อาตมาก็ถือซื่อสัตย์ว่า ความจริงเช่นนั้น มีคนถามอาตมาว่า อาตมาต่อสู้หนัก เถรสมาคมก็มีมาก่อน มีผู้รู้มาก ท่านจะไปสู้เขาได้อย่างไร อาตมาตอบว่า...อาตมาสู้ตามความจริงที่มี เทกระเป๋า หมดความจริงก็จบ ก็แพ้มาเรื่อย แต่สิ่งที่จริงเราก็ทำมาได้เรื่อยๆ ก็ธัมโมหเวรักขติธัมมจาริง ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม อดีตที่เมืองไทยมีคนฉลาด มีปัญญา อาตมาที่อยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ ผู้ใหญ่ที่มีความเข้าใจ ห้ามปรามผู้จะมาทำลายอาตมา จึงอยู่รอดได้ เพราะเมืองไทยโชคดีที่มีผู้มีภูมิปัญญา จึงทำได้ ถ้าอาตมาทำไม่ได้ศาสนาพุทธจะไปไม่ถึง 5,000 ปี ก็เป็นตถตา อาตมายืนยันจากเหตุปัจจัยจริง แม้แต่ท่านประยุทธ์ปยุตโต หรือตอนนี้เป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นรองสมเด็จพระสังฆราช มีสิทธิ์ขึ้นเป็นสังฆราชได้ ยิ่งยุคนี้ไม่ถืออาวุโส หรือภันเตด้วย แต่ถือเอาคุณธรรมคุณวุฒิสิ่งที่ควร ก็ไม่แน่เลยว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ อาจจะขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชก็ได้ ขออภัยไม่ได้ไปแช่งสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันนะ แต่เป็นวิชาการ พูดชัดเจนอีก เป็นอย่างไรยุคนี้ก็ต้องมีเถรสมาคม ที่พูดกับคนส่วนใหญ่มาก เป็นคนที่ดูแลศาสนา อาตมาไปดูแลศาสนาทั้งประเทศอย่างที่ท่านทำทำไม่ได้ รู้ตัวอยู่ ไม่ได้ถ่อมตนเล่นลิ้น ไม่ได้ มวลก็ไม่พอ อิทธิพล ความยอมรับนับถือ ความรู้ของประชาชนไม่พอ ทำไม่ได้จริงๆ impossible เราก็ทำไปตามควร ทุกวันนี้ที่ตำรวจสามารถบรรยายธรรมะได้ขณะนี้ก็บุญคุ้มหัวจริงๆ พวกเราก็พยายามพากเพียรศึกษา แต่ไม่ได้เร่งรัด ให้พวกเรามีมากจะได้ไปล้มล้างสำนักไหน ก็ไม่มีในจิตใจเลย อาตมาแค่อยากให้ศาสนานี้สืบสานไปให้ถึง ห้าพันปี พอใจแล้วจริงๆ เกินกว่านั้นก็เสียดายถ้าไปไม่ถึง ก็ต้องพยายามอายุให้ยืนยาว พวกเราก็พยายามกันให้ได้ธรรมะหน่อยนะ ไปหาซื้อตามร้านขายยาหรือห้างสรรพสินค้าไม่ได้นะ
600419_พ่อครูเทศน์หน้างานฌาปนกิจศพ สมณะดินดี สันตจิตโต